Feature

เสือ (เคย) ร้องไห้ : ย้อนเวลาหาเหตุ ทำไม บาเยิร์น มิวนิค ชวดทุกแชมป์ฤดูกาล 2011-12 ? | Main Stand

บาเยิร์น มิวนิค ทีมยักษ์ใหญ่จากทางตอนใต้ของประเทศเยอรมนี ประสบความสำเร็จอย่างมาก ในช่วงหลายปีมานี้ เพราะหากไปย้อนดูทำเนียบแชมป์บุนเดสลีกาแล้ว บาเยิร์น มิวนิค ได้แชมป์ติดต่อกันมาตั้งแต่ปี 2012 ทว่าในฤดูกาลก่อนหน้านั้น (2011-12)  แชมป์กลับไปอยู่กับทีมเสือเหลือง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ในช่วงที่เยอร์เก้น คล็อปป์ คุมทีมอยู่

 


อะไรเป็นสาเหตุให้ ทัพเสือใต้ พลาดแชมป์ไปในปีนั้น ทั้งๆที่มีขุมกำลังที่ไม่ได้เป็นรองทีมไหนเลย แถมยังมียอดกุนซืออย่าง จุ๊ปป์ ไฮย์เกส ที่คุมบังเหียนของทีม ทว่าผลงานในฤดูกาลนั้นกลับไม่เป็นดั่งหวัง เพราะทัพเสือใต้ไม่มีถ้วยติดมือแม้แต่ถ้วยเดียว 

มาหาคำตอบในปีแห่งความยากลำบาก ของทัพเสือใต้ ไปพร้อมๆกับ Main Stand

 

ชื่อชั้นนักเตะที่ต่างกัน

หากจะไปย้อนดูรายชื่อนักเตะของทัพเสือใต้ในฤดูกาล (2011-12) แล้วนั้น จะเห็นได้ว่าตัวหลักของทีมส่วนใหญ่ ยังคงเป็นดาวรุ่งและยังขาดประสบการณ์ ยกตัวอย่างเช่น ดาบิด อลาบา ที่พึ่งจะมีอายุได้เพียง 19 ปี เขากลับมาจากการไปยืมตัวกับ TSG ฮอฟเฟ่นไฮม์ ในฤดูกาลนั้น อลาบาลงเล่นไปทั้งหมด 30 นัดในบุนเดสลีกา ทำไป 2 ประตู และอีก 2 แอสซิสต์

ซึ่งถ้าหากถามถึงการยืนระยะนั้น บรรดาดาวรุ่งมักจะมีปัญหาเรื่องการยืนระยะและความเสถียร ทว่าสองปัจจัยนี้ เป็นปัจจัยสำคัญของทีมที่จะเป็นแชมป์ลีก เพราะการแข่งขันในระบบลีกนั้นจะแข่งกันทั้งหมด 34 นัด หากทีมใดยืนระยะไม่ได้ ก็ย่อมไม่ประสบความสำเร็จ

อีกทั้ง 11 ตัวจริงของทัพเสือใต้ในปีนั้น ยังมี โทนี่ โครส และ โทมัส มุลเลอร์ ที่ตอนนั้นทั้งคู่ยังมีอายุเพียงแค่ 21 ปี ในรายของมึลเลอร์ เขาลงเล่นให้ทัพเสือใต้ทุกนัดในบุนเดสลีกา ทำไปทั้งหมด 7 ประตูและ 13 แอสซิสต์ นับว่าเป็นสถิติที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว สำหรับดาวรุ่งที่อายุเพียง 21 ปี แต่มันก็ไม่เพียงพอที่จะทำให้ทัพเสือใต้มีความเสถียรจนคว้าแชมป์ได้

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าทัพเสือใต้ในฤดูกาล 2011-12 ยังสดใหม่สำหรับเวทีบุนเดสลีกาอย่างมาก พวกเขาใช้ดาวรุ่งเป็นหลัก ทำให้การรับมือเรื่องความกดดันอาจจะยังสู้ทีมที่ใช้นักเตะที่มีประสบการณ์อย่างโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ไม่ได้ 

ตัดภาพไปที่ทัพเสือเหลือง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ทีมในตอนนั้นเรียกได้ว่ากลมกล่อมในทุกตำแหน่ง กับขุมกำลังหลักอย่าง มัตต์ ฮุมเมลส์, ชินจิ คางาวะ, อิลคาย กุนโดกัน และรวมไปถึงศูนย์หน้าดาวยิงอย่าง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ผู้เล่นทั้งหมดนี้กำลังอยู่ในช่วงสุกงอม และเพียบพร้อมไปด้วยประสบการณ์ 

ฮุมเมลส์ คือกำแพงหินในเกมรับ ในฤดูกาลนั้นเขาลงเล่นไป 33 นัดในลีก เท่ากับว่าเขาพลาดลงเล่นไปเพียงแค่นัดเดียวเท่านั้น

มีคนเคยกล่าวว่า การทำทีมฟุตบอลก็เหมือนกับการทำอาหาร เพราะเมื่อวัตดุดิบดีแล้ว แน่นอนว่าพ่อครัวก็ต้องมีฝีมือไม่แพ้กัน โดยเฮดโค้ชของทัพเสือเหลืองในตอนนั้นคือกุนซือชาวเยอรมัน อย่างเยอร์เก้น คล็อปป์ เขาบ่มเพาะดอร์ทมุนด์มาหลายปี กว่าจะเจอทีมที่ลงตัว 

จนในฤดูกาล 2011-12 นั้น เขาพาทัพเสือเหลือง ชนะในลีกไปถึง 25 นัด เสมอ 6 นัด และแพ้ไปเพียง 3 นัด เก็บไปทั้งหมด 81 แต้ม นำห่างทีมอันดับที่สองอย่างบาเยิร์น มิวนิค ถึง 8 แต้ม

อย่างไรก็ตาม ใน 6 เกมแรกของฤดูกาลของทัพเสือเหลือง พวกเขาแพ้ไปถึง 3 นัด แต่พวกเขาใช้ความผิดหวังนั้นกลับมาเป็นบทเรียน หลังจากนั้นดอร์ทมุนด์ไม่แพ้ใครเลยทั้งฤดูกาล จนกลายเป็นทีมที่เล่นฟุตบอลได้ตื่นตาตื่นใจที่สุดทีมหนึ่งในเยอรมนี

ทัพเสือเหลืองในตอนนั้นแข็งแกร่งเหลือเกิน นอกจากจะได้ถาดแชมป์บุนเดสลีกาไปครองแล้ว ยังได้แชมป์ถ้วย DFB โพคาล อีกด้วย โดยทางเซบาสเตียน เคห์ล ได้ออกมาเผยกับ Skysports ในปี 2019 ว่า 

คล็อปป์ได้โน้มน้าวทีมดอร์ทมุนด์ในตอนนั้นว่า “ถึงเวลาแล้วที่ทีมของเราต้องเป็นแชมป์บุนเดสลีกา เราต้องไม่กดดันตัวเองจนเกินไป แต่อย่างน้อยเราต้องมีการตั้งเป้าหมายไว้กับตัวเอง”

 

ไม่ใช่เราไม่ดี แต่ดอร์ทมุนด์ดีเกินไป

บางครั้งเวลาที่ทีมฟุตบอลทีมหนึ่งไม่ประสบความสำเร็จ แน่นอนว่าการหันมามองดูที่ตัวเองก่อนเป็นสิ่งที่สมควรทำ ทว่าเราควรมองไปดูฝั่งทีมคู่แข่งด้วยเช่นกัน พลพรรคบาเยิร์น มิวนิค ในตอนนั้น ไม่ได้ทำผิดพลาดครั้งใหญ่หลวงอะไร 

เพียงแต่ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ มีทีมที่กลมกล่อมและยากที่จะต่อกรเกินไป เยอร์เก้น คล็อปป์ ไม่ได้ใช้เวลาแค่ปีเดียวในการสร้างทีมเสือเหลืองทีมนี้ขึ้นมา เขาทยอยเปลี่ยนแต่ละจุด ทยอยซื้อนักเตะที่ตรงสเปคของตัวเอง ค่อยๆสร้างทีมจนคว้าแชมป์ได้ในที่สุด

ฤดูกาลนั้นกุนซือชาวเยอรมันอย่างจุ๊ปป์ ไฮย์เกส มักจะใช้ระบบ 4-2-3-1 วางรากฐานให้ทัพเสือใต้ โดยจุดอ่อนที่ถือเป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้พวกเขาคลาดแชมป์ไปในปีนั้นคือ การที่เซนเตอร์แบ็กสองคนอย่าง เยโรม บัวเต็ง และ โฮลเกอร์ บาดสตูเบอร์ เป็นกองหลังที่ไม่ได้มีความเร็วมากนัก และยังอยู่ในช่วงดาวรุ่งด้วยกันทั้งคู่ ทำให้ขาดประสบการณ์ในด้านเกมรับอย่างไม่น่าสงสัย

ถึงแม้บาเยิร์น มิวนิค จะเสียประตูไปแค่ 22 ประตู ซึ่งถือเป็นทีมที่เสียประตูน้อยที่สุดในบุนเดสลีกาฤดูกาลนั้น แต่การมีกองหลังที่ยังอายุน้อย และขาดความเร็ว ทำให้เวลาเจอเกมที่ตัวรุกของฝั่งตรงข้ามมีความเร็วสูง ทัพเสือใต้มักจะมีปัญหา

ยกตัวอย่างเกมนัดที่ 18 ของฤดูกาล ในเกมนั้นทัพเสือใต้ต้องออกไปเยือนพลพรรคสิงห์หนุ่ม โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค ในตอนนั้นตัวรุกของทัพสิงห์หนุ่ม มีทั้ง มาร์โก รอยส์ ที่มีความเร็วและยากที่จะจับตัวได้ 

รวมไปถึง พาทริก แฮร์มันน์ ที่มักจะถูกจับไปเล่นทางปีกขวาอยู่บ่อยครั้ง ทั้งคู่เป็นตัวรุกที่มีความเร็ว อิงได้จากสถิติท็อปสปีด ด้านแฮร์มันน์ มีค่าเฉลี่ยความเร็วอยู่ที่ 30.60 km/h ส่วนทางด้านรอยส์ มีค่าเฉลี่ยความเร็วอยู่ที่ 30.80 km/h 

ในเกมนั้นทัพเสือใต้ พ่ายให้กับพลพรรคสิงห์หนุ่มไปถึง 3-1 โดยสิงห์หนุ่มได้ประตูจากสองตัวรุกที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเร็วอย่าง รอยส์และแฮร์มันน์ นั่นเอง ทำให้ในตอนนั้นทัพเสือใต้ เริ่มเกิดความไม่เสถียรในการเก็บสามแต้ม แม้เกมนัดต่อมาจะชนะโวล์ฟบวร์กได้ ทว่าพวกเขาก็ตกมาอยู่อันดับที่สอง จากการทำได้แค่เสมอกับ ฮัมบูร์ก เอสเฟา 

ในขณะที่ทัพเสือเหลือง ที่มีผู้บัญชาการอย่าง เยอร์เก้น คล็อปป์ พวกเขามีความเสถียรมากกว่า ทัพเสือเหลืองพ่ายไปเพียงแค่สามนัดเท่านั้นในฤดูกาลที่แสนจะสุดยอดของพวกเขา แถมยังชนะทีมที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันอย่างบาเยิร์น มิวนิค แบบไปกลับ ทั้งสองนัด 

คล็อปป์ มักจะใช้แผน 4-2-3-1 โดยให้ดาวยิงตัวเก่งอย่างเลวานดอฟสกี้ ยืนค้ำอยู่ในตำแหน่งกองหน้า และอีกคีย์แมนคือกองกลางตัวรุกจากทัพซามูไรบลู อย่างชินจิ คางาวะ ที่ในปีนั้นเขาลงสนามให้กับทัพเสือเหลืองไปถึง 31 นัดในบุนเดสลีกา ทำไป 13 ประตู และอีก 12 แอสซิสต์ 

“สไตล์การเล่นของเขา (คางาวะ) ทำให้ผมนึกถึงลวดลายการเขียนลวดลายของนักประดิษฐ์ตัวอักษร” นักข่าวท่านหนึ่งให้ความเห็นเมื่อตอนที่คางาวะ จรดปากกาเซ็นสัญญากับทัพปีศาจแดง แมนฯยูไนเต็ด ในปี 2012

ดอร์ทมุนด์ ทยานสู่จ่าฝูงในแมตช์เดย์นัดที่ 20 และพวกเขาก็ครองจ่าฝูงยาวจนถึงนัดปิดฤดูกาล โดยในฤดูกาลนั้น กองหน้าตัวเก่งอย่าง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ถลุงตาข่ายไปถึง 22 ประตู ติดโผอยู่ในอันดับสาม ในรางวัลดาวซัลโวของบุนเดสลีกาในปีนั้น

จะเห็นได้ว่าพลพรรคเสือเหลืองในปีนั้น “กลมกล่อม” เหลือเกิน ไม่ว่าจะไปเจาะดูในตำแหน่งไหนก็ลงตัวไปเสียหมด คงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ฤดูกาล 2011-12 จะเป็นปีทองของพลพรรคเสือเหลือง 

เพราะฤดูกาลดังกล่าว ดอร์ทมุนด์ ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม แพ้ไปเพียงแค่ 3 จาก 34 นัดในลีก มีช่วงที่ไร้พ่ายยาวนานถึง 27 เกม และเมื่อสิ้นสุดฤดูกาล เสือเหลือง มีคะแนนทิ้งห่าง บาเยิร์น ถึง 8 คะแนน

 

ปีนี้ผลลัพธ์จะเดจาวูหรือไม่

ศึกฟุตบอลบุนเดสลีกา เยอรมัน ในฤดูกาลนี้ (2022-23) ใกล้จะได้บทสรุปในค่ำคืนนี้ และหากไปดูในตารางคะแนน แฟนเสือเหลืองคงเตรียมเฉลิมฉลองกันแล้ว เพราะในตอนนี้ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ รั้งอยู่จ่าฝูงของตารางคะแนนบุนเดสลีกา มี 70 คะแนน นำอันดับที่สองอย่างทัพเสือใต้ บาเยิร์น มิวนิค ทีมที่เป็นคู่แข่งกันมาตลอดอยู่ 2 คะแนน

เหตุการณ์เดจาวู จะมีจริงหรือไม่ในโลกของฟุตบอล เป็นเรื่องที่น่าติดตามกันต่อไป พลพรรคเสือเหลือง ที่มีกุนซืออย่าง เอดิน แทร์ซิช คอยบัญชาการเกมอยู่ข้างสนาม รวมไปถึงนักเตะในชุดนี้ก็ดูลงตัว เป็นการผสมผสานกันระหว่างดาวรุ่งและตัวเก๋า ที่ดูแล้วเข้ากันได้ดีคล้ายกับตอนฤดูกาล 2011-12 

มัตต์ ฮุมเมลส์ ผู้ที่เคยสัมผัสแชมป์บุนเดสลีกากับทัพเสือเหลืองมาแล้วในฤดูกาล 2011-12 ในตอนนี้เขาต้องมาเป็นพี่ใหญ่ คอยบัญชาการในแผงเกมรับให้น้อง ๆ ฤดูกาลนี้ฮุมเมลส์ลงเล่นไปทั้งหมด 29 นัดในลีก คอยเป็นกำแพงหินในแนวรับคู่กับ นิคลาส ซือเล่

ในแผงเกมรุก ทัพเสือเหลือง มีดาวรุ่งตัวจี๊ดอย่าง คาริม อเดเยมี่ ที่ลงเล่นในลีกไปทั้งหมด 23 นัดในฤดูกาลนี้ ทำไป 6 ประตู และอีก 6 แอสซิสต์ นับว่าเป็นสถิติที่น่าทึ่งสำหรับดาวรุ่งที่อายุเพียงแค่ 21 ปี 

อีกทั้งยังมี ราฟาเอล เกร์เรโร ที่เล่นในตำแหน่งแบ็กซ้ายเป็นหลัก และยังเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวซ้ายได้อีกด้วย เกร์เรโร ทำไปทั้งหมด 12 แอสซิสต์ในลีกฤดูกาลนี้ ซึ่งถือเป็นคนที่ทำแอสซิสต์ได้เป็นอันดับหนึ่งในพลพรรคเสือเหลือง 

ขณะที่ทัพเสือใต้ คงไม่ใช่ฤดูกาลที่น่าจดจำนักของแฟน ๆ เพราะพวกเขาต้องพบกับความยากลำบากมากมายในฤดูกาลนี้ ตั้งแต่การที่บอร์ดบริหารปลดยูเลียน นาเกลส์มันน์ ออกจากตำแหน่งแบบช็อกโลก แถมกุนซือที่มารับช่วงต่ออย่างโธมัส ทูเคิล ก็ทำผลงานไม่ได้ตามที่แฟนเสือใต้คาดหวัง 

ดูเหมือนว่า ทูเคิล จะยังไม่เจอแผนที่ลงตัวสำหรับทัพเสือใต้ เขาเปลี่ยนแผนในเกือบทุกเกม โดยสองแผนหลักที่ทูเคิลนิยมใช้คือ 4-1-4-1 และ 4-2-3-1 ซึ่งการเปลี่ยนตำแหน่งของนักเตะบ่อย ๆ แบบนี้ ก็ทำให้นักเตะบางคนอาจเกิดการสับสนในการยืนตำแหน่งได้ ยกตัวอย่างในแผงกองกลางไปจนถึงตัวรุก ที่ทูเคิลมักจะให้นักเตะยืนไม่เหมือนกันเลยในแต่ละเกม ทำให้ฟอร์มของทีมยังดูสับสนในขณะนี้

ทีมยักษ์ใหญ่สองทีม จากประเทศเยอรมนี ที่คอยขับเคี่ยวบัลลังก์แชมป์บุนเดสลีกามาตลอดหลายปี และในทุก ๆ ปี ก็มีเหตุผลที่แตกต่างกันไปเมื่อทีมใดทีมหนึ่งคว้าแชมป์ไปครอง ทัพเสือใต้ครองความยิ่งใหญ่มาหลายปี ทว่ามีอยู่ทีมหนึ่งที่พร้อมจะต่อกรกับทัพเสือใต้เสมอ นั่นก็คือทัพเสือเหลือง การชิงดีชิงเด่นของสองทีมยักษ์ใหญ่แห่งเยอรมัน เป็นเรื่องที่น่าติดตามต่อไปว่าผลลัพธ์จะจบลงอย่างไร 

 

แหล่งอ้างอิง : 

https://www.bundesliga.com/en/bundesliga/news/jurgen-klopp-how-borussia-dortmund-won-2010-11-german-top-flight-15665
https://www.transfermarkt.com/borussia-dortmund/spielplan/verein/16/saison_id/2011
https://en.wikipedia.org/wiki/2011%E2%80%9312_FC_Bayern_Munich_season
https://www.bundesliga.com/en/bundesliga/news/shinji-kagawa-10-things-about-borussia-dortmund-s-japanese-samurai-2738-1197
https://speedsdb.com/patrick-herrmann-top-speed
https://www.givemesport.com/1502779-jurgen-klopp-tells-brilliant-story-of-waking-up-hungover-on-a-truck-after-dortmunds-2011-title-win/

Author

ยลดา เวียงสิงขรณ์

เด็กอักษรเอกเยอรมัน เชียร์เชลซีและการท่าเรือ ติดตามนางงามทุกเวที

Photo

ปฐวี ยอดเนียม

Man u is No.2 But YOU is No.1

Graphic

ภราดร ภราดร

อยากจะทำให้ดี ไม่ใช่แค่อยากจะทำให้เป็น