
การให้นักเตะในทีมชุดปัจจุบันขึ้นมาคุมทัพ ถือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่เนือง ๆ และหนึ่งในคนที่ทำหน้าที่ได้ดีมาก ๆ คือ รุด กุลลิต ตำนานทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ที่ได้โอกาสคุมทีม เชลซี ในปี 1996
ด้วยชื่อปรัชญาที่เขาคิดขึ้นมาเองภายใต้ชื่อ "เซ็กซี่ ฟุตบอล" ฟังดูอาจตลก แต่วิถีนี้แหละ ที่ทำให้ สิงห์บลูส์ กลับมาคว้าโทรฟี่แรกในรอบ 26 ปี และเริ่มต้นยุคสมัยของทีมหลังจากนั้น
ติดตามเรื่องทั้งหมดกับ Main Stand
การมาของ "ลอร์ด ทิวลิป"
รุด กุลลิต อาจจะเลิกเล่นฟุตบอลมานานแล้ว แต่ความเก่งกาจของเขายังคงถูกพูดถึงจนทุกวันนี้
เจ้าตัวได้รับการยกย่องว่าเป็นนักเตะที่มีความสามารถ "สุด" รอบด้าน ทั้งร่างกายแข็งแรง สปีดความเร็ว เทคนิคการครองบอล ความแม่นยำในการจ่ายบอล การจบสกอร์ และคาแรกเตอร์ของผู้ชนะ ... เหนือสิ่งอื่นใด คือความยอดเยี่ยมที่การันตีด้วยถ้วยแชมป์ และรางวัลบัลลงดอร์

และในช่วงหลังยุค 1990 ที่ฟุตบอลอังกฤษกำลังสร้างแบรนด์ขึ้นมา หลายสโมสรมีรายรับมากขึ้น ทำให้ เชลซี ภายใต้การนำของ เกล็น ฮอดเดิล ตัดสินใจจะยกระดับทีมของตัวเองขึ้นมาเพื่อเป็นทีมแนวหน้าของลีก พวกเขาจึงตัดสินใจคว้าตัว รุด กุลลิต ที่ ณ เวลานั้นอายุ 32 ปี และเล่นให้กับ ซามพ์โดเรีย มาร่วมทีมในปี 1995
ขณะที่ กุลลิต ก็เปิดเผยภายหลังว่า หลังค้าแข้งในอิตาลี 8 ปี กับ เอซี มิลาน และ ซามพ์โดเรีย เขาไม่เหลืออะไรให้ท้าทายอีกแล้ว เพียงแต่เขาได้ยินเรื่องราวของฟุตบอลอังกฤษในยุคนั้นที่กำลังบูมขึ้นมา เงินสะพัด ค่าจ้างสูง และเริ่มเปิดกว้างในการคว้าตัวนักเตะต่างชาติเข้ามาร่วมทีมมากขึ้น สิ่งเหล่านี้กระตุ้นอยากให้เขาเข้ามาพบกับการผจญภัยในตอนสุดท้ายของอาชีพนักฟุตบอลของเขา
"ผมไม่ใช่ผู้เล่นต่างชาติคนแรกที่มาที่นี่ แต่ผมเป็นหนึ่งในคนแรก ๆ ที่มาพร้อมกับชื่อเสียงโด่งดัง จากลีกใหญ่ เช่น เซเรีย อา"
"เดนนิส เบิร์กแคมป์, ดาวิด ชิโนล่า, จูนินโญ่ เปาลิสต้า พวกเขาทั้งหมดมาไล่เลี่ยกับผม ในมุมมองของผม มันคือการผจญภัยทั้งในด้านส่วนตัวและด้านอาชีพ ผมจำเป็นต้องออกจากอิตาลีหลังจากอยู่กับ เอซี มิลาน และ ซามพ์โดเรีย มาแปดปี และเมื่อพรีเมียร์ลีกกำลังเฟื่องฟู อังกฤษก็ดูเหมือนจะเป็นสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับการเริ่มต้นใหม่ ในเวลาที่เหมาะสมสำหรับผมที่จะทำอะไรใหม่ ๆ"
แน่นอนว่านักเตะอายุ 32 ปี เมื่อ 30 ปีก่อนแตกต่างกับนักเตะสมัยนี้ กุลลิต เองก็ถูกมองว่าเป็นนักเตะที่หมดสภาพไปแล้ว ซึ่งนั่นก็เป็นอีกหนึ่งเชื้อไฟที่ทำให้เขาอยากจะพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง
"เกล็น (ฮอดเดิล) โน้มน้าวให้ผมเข้ามาเพื่อสร้างความทะเยอทะยานให้กับทีม ๆ นี้ ให้ผมเข้าไปถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ ให้กับทีมที่เหมือนกับกำลังจะเริ่มต้นอะไหลาย ๆ อย่าง ... ไม่ใช่แค่กับคนเท่านั้น หลายอย่างที่นี่แตกต่างจากที่ผมเคยเจอ แต่มันก็ทำให้ผมรู้สึกเหมือนกลับเป็นเด็กอีกครั้ง"
กุลลิต ไม่ได้มาเพื่อแขวนสตั๊ดในวัย 32 ปี แต่เขามาเพื่อเปลี่ยนโฉมหน้าฟุตบอลอังกฤษ ในฤดูกาลแรก 1995-96 เขาพิสูจน์ให้เห็นว่า "คลาส" ของจริงเป็นอย่างไร แม้จะถูกจับไปเล่นเป็นเซ็นเตอร์แบ็กในช่วงแรก แต่เขาก็แสดงทักษะการอ่านเกมและการวางบอลที่เหนือชั้น จนติดทีมยอดเยี่ยมแห่งฤดูกาลของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพอังกฤษ หรือ PFA
แต่แล้วจุดเปลี่ยนสำคัญก็มาถึงในปี 1996 หลัง กุลลิต ย้ายมาเล่นในอังกฤษได้ 1 ปี เมื่อ เกล็น ฮอดเดิล ตัดสินใจอำลาทีมเพื่อไปรับงานคุมทีมชาติอังกฤษ เชลซี ตกอยู่ในสภาวะสูญญากาศ แต่แทนที่จะมองหาโค้ชมากประสบการณ์จากที่อื่น ประธานสโมสรอย่าง เคน เบตส์ กลับตัดสินใจเลือก รุด กุลลิต ให้รับตำแหน่ง "ผู้เล่น-ผู้จัดการ" ทีม (Player-Manager) ทันที ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มต้นของยุคสมัยที่แฟน เชลซี ไม่มีวันลืม
เซ็กซี่ ฟุตบอล อันเลื่องชื่อ
แน่นอนว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านที่รวดเร็วมาก แต่นักเตะผู้ยิ่งใหญ่อย่าง กุลลิต มาที่นี่เพราะอยากท้าทายตัวเองในดินแดนต้นกำเนิดแห่งฟุตบอลอยู่แล้ว เขาจึงตกปากรับคำจาก เคน เบตส์ เพื่อรับงานนี้ และมีการเปิดเผยภายหลังว่า กุลลิต เองก็มีข้อแม้สำหรับการตอบตกลงเช่นกัน
กุลลิต อยากจะเป็นทั้ง ผู้เล่น และ ผู้จัดการทีม เขาไม่ได้อยากแค่คุมซ้อมหรือวางแผนการแข่งขันเท่านั้น แต่เขาต้องการมีส่วนร่วมในตลาดซื้อขาย เขาต้องได้สิทธิ์ขาดในการเลือกนักเตะ และสิ่งที่เขาเสนอให้กับ เคน เบตส์ ก็คือ เขาจะทำให้ทีม ๆ นี้เล่นฟุตบอลด้วยความสวยงาม และสร้างความเอ็นเตอร์เทนให้กับแฟนบอล ภายใต้ปรัชญาที่ชื่อว่า "เซ็กซี่ ฟุตบอล"
"เซ็กซี่ ฟุตบอล ? ... คุณต้องอธิบายผมเพิ่มมากกว่านี้แล้วล่ะ รุด" เคน เบตส์ ว่าแบบนั้น
สำหรับ กุลลิต ฟุตบอลไม่ได้มีแค่เรื่องของผลลัพธ์ แต่ต้องมี "สุนทรียภาพ" เขาเชื่อว่าแฟนบอลจ่ายเงินเข้ามาดูความบันเทิง ดังนั้นฟุตบอลที่เซ็กซี่ในมุมมองของเขา คือความลื่นไหลจากนักเตะที่ไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่งตายตัว และการครองบอลอย่างมีจุดหมาย ไม่ใช่การเคาะบอลไปมาเพื่อฆ่าเวลา แต่เป็นการครองบอลเพื่อหาช่องเข้าทำด้วยทักษะส่วนตัวที่สูง
นอกจากนี้ เขาจะให้อิสระทางความคิดกับนักเตะด้วย ว่ากันว่าเขากระตุ้นให้นักเตะใช้สัญชาตญาณและความคิดสร้างสรรค์ในสนาม มากกว่าการทำตามคำสั่งแบบหุ่นยนต์
และเพื่อให้ได้ฟุตบอลแบบที่ต้องการ เขาจึงจำเป็นต้องเลือกนักเตะเอง ซึ่ง กุลลิต ไม่สนใจนักเตะท้องถิ่นมากนัก เพราะด้วย DNA ของนักเตะอังกฤษส่วนใหญ่เป็นนักเตะที่แข็งแรง มีพละกำลัง และใจสู้ แต่อ่อนเรื่องเทคนิค ประกอบกับความที่ฟุตบอลอังกฤษเริ่มบูมในเวลานั้น ทำให้นักเตะอังกฤษมีราคาแพงเกินไป กุลลิต จึงเลือกคว้าตัวนักเตะต่างชาติที่ฝีเท้าดี ทักษะเยี่ยม และมีจินตนาการสูงเพื่อมาเติมเต็มฟุตบอลของเขา
ตลาดซื้อขายของ เชลซี ในฤดูกาล 1996-97 จึงเปรียบเสมือนปฐมบทแห่งการซื้อแข้งต่างชาติแบบยกเข่ง นำโดย จานลูก้า วิอัลลี่ ดาวยิงที่เพิ่งคว้าแชมป์ยุโรปกับ ยูเวนตุส มาหมาด ๆ นอกจากนี้ยังมีกองกลางอย่าง โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ, ฟร้องก์ เลอเบิฟ และทองแท้ที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยอย่าง จานฟรังโก้ โซล่า ลูกศิษย์ของ ดิเอโก้ มาราโดน่า ตำนานทีมชาติอาร์เจนตินา สมัยเล่นด้วยกันที่ นาโปลี
กุลลิตนำระบบ 3-5-2 หรือ 4-4-2 แบบไดมอนด์ มาปรับใช้ ซึ่งถือว่าแปลกใหม่มากสำหรับลีกอังกฤษในยุคนั้น ใช้กองหลังตัวกลางที่เล่นบอลกับพื้นได้ดีอย่าง เลอเบิฟ และให้วิงแบ็กเติมสูงช่วยเกมรุกเหมือนกับปีกเพื่อถ่างเกมรับคู่ต่อสู้ ขณะที่กลุ่มนักเตะเกมบุก มี โซล่า ที่เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ และเป็นตัวแทนของคำว่า "เซ็กซี่ ฟุตบอล" เพราะลีลาการเลี้ยง การจ่าย การยิง และการเล่นลูกตั้งเตะของ โซล่า ในเวลานั้น แม่นยำ และคาดเดาได้ยาก ทำให้แฟน ๆ ตื่นตาตื่นใจได้เสมอ
ขณะที่ตัวของเขาเอง ก็นำเทรนด์เรื่องภาพลักษณ์ของเฮดโค้ชที่ข้างสนามด้วย กุลลิต มักจะแต่งตัวเนี้ยบ สูทสั่งตัด และบุคลิกที่ดูเท่ของเขา ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของสโมสร ทำให้ เชลซี กลายเป็นทีมที่เป็น "แฟชั่น" ของลอนดอนนับตั้งแต่นั้นมาเลยก็ว่าได้
ด้วยทุกอย่างที่กล่าวมา กุลลิต ทำเชลซี จบที่ 6 ของตาราง และปิดซีซั่น 1996-97 ด้วยการคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ มาครองด้วยการชนะ มิดเดิลสโบรช์ 2-0 ซึ่งถือเป็นโทรฟี่ระดับเมเจอร์แรกของ เชลซี ในรอบ 26 ปี เรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ เซ็กซี่ฟุตบอล สร้างความเอ็นเตอร์เทน และผลลัพธ์ที่นำไปสู่การยกระดับสโมสรได้อย่างยอดเยี่ยม
เอ็ดดี้ นิวตัน ผู้ทำประตูที่สองในนัดชิงปี 1997 เคยให้สัมภาษณ์ทำนองว่า กุลลิต นำความเชื่อมั่นมาให้ทีม เขาทำให้ผู้เล่นเชื่อว่าพวกเขาสามารถครองบอลและสู้กับใครก็ได้ในโลกด้วยชั้นเชิง ไม่ใช่แค่การวิ่งไล่กวดบอลเท่านั้น ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุผลยืนยันได้อย่างดีว่า กุลลิต ยกระดับความมั่นใจรวมถึงฟอร์มการเล่นของนักเตะของ เชลซี ได้อย่างแท้จริง
ส่วน กุลลิต ก็ให้สัมภาษณ์หลังชูถ้วยแชมป์ เอฟเอ คัพ ว่า "ผมคือผู้ชายที่มีความสุขที่สุดในโลก นี่สำหรับแฟน ๆ ที่รอคอยมาอย่างยาวนาน และนอกจากถ้วยแชมป์ มันคือการพิสูจน์ว่าเรามีบางสิ่งที่พร้อมแล้วสำหรับการเริ่มต้นบนเส้นทางฟุตบอลในวิถีของเรา" กุลลิต ว่าเช่นนั้น
กุลลิต กำลังสนุกกับตำแหน่งโค้ช แต่แล้วเส้นทางที่คาดหวังไว้ก็ไม่ได้ไกลอย่างที่ใจคิด ... เพราะ 1 ปีต่อมา การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญก็เริ่มขึ้นกับสโมสรแห่งนี้อีกครั้ง
ผลงานโบว์แดงสุดท้ายที่ฝากไว้
ฟุตบอลของ กุลลิต ยังคงทำหน้าที่ได้สุดยอดในซีซั่น 1997-98 หลังผ่านไปครึ่งซีซั่น เขาพาทีมเกาะอันดับ 2 ตามหลัง แมนฯ ยูไนเต็ด ของ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน แค่ไม่กี่แต้ม แต่เรื่องแปลกก็เกิดขึ้นเมื่อเข้าเดือนกุมภาพันธ์ เคน เบตส์ ได้ยืนยันด้วยตัวเองว่า เขาปลด กุลลิต ออกจากตำแหน่งกุนซือแล้ว
การออกแบบนี้ชัดเจนว่ามันมีความขัดแย้งเกิดขึ้นบางอย่าง และเรื่องเพิ่งมาถูกเฉลยเอาไม่กี่ปีมานี้ จากปากของผู้มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ ไม่ว่าจะทั้ง กุลลิต เอง และตัวของ วิอัลลี่ ลูกทีมที่เขาซื้อมาเองกับมือ และเป็นคนที่รับไม้ต่อกุนซือต่อจากเขาด้วย
ณ ตอนแรก สื่ออังกฤษอธิบายว่า บอร์ดบริหารของ เชลซี อยากจะต่อสัญญากับ กุลลิต ใหม่หลังจบซีซั่น 1997-98 และจะให้เขาทำงานโค้ชอย่างเดียว เพราะทุกอย่างกำลังไปได้ดี
ทว่า กุลลิต เรียกร้องข้อเสนอที่มากเกินไป ว่ากันว่าระดับสูงที่สุดในลีกอังกฤษ ณ เวลานั้น ... ข่าวออกได้ไม่นานนัก กุลลิต ก็บอกว่าเขายังไม่ทันได้เรียกร้องตัวเลขเลยด้วยซ้ำ และสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เขาเองก็ไม่ง้อ ความสัมพันธ์ระหว่างลูกจ้าง-นายจ้าง ขาดสะบั้นตั้งแต่วันนั้น จากนั้น เคน เบตส์ ก็แต่งตั้ง วิอัลลี่ ขึ้นคุมทีมพร้อมตำแหน่ง ผู้เล่น-ผู้จัดการทีม แบบที่เขาเคยให้โอกาสกับ กุลลิต
พร้อมกันนี้ยังมีข่าวกว่า เบตส์ เองก็เบื่อพฤติกรรม "ซูเปอร์สตาร์ ซินโดรม" ของ กุลลิต เหมือนกัน เพราะเขากลายเป็นคนที่เย่อหยิ่ง ดื้อรั้น มั่นใจในตัวเองสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ เขาไม่ค่อยฟังคำทัดทานจากบอร์ดเรื่องการเสริมทัพหรือการจัดการทีม นอกจากนี้ กุลลิต ยังมักไป ๆ มา ๆ ระหว่างอังกฤษกับเนเธอร์แลนด์บ้านของเขาอยู่บ่อย ๆ ทำให้เกิดกำแพงระหว่างเขากับผู้บริหาร
ถึงกระนั้น กุลลิต ก็มาให้สัมภาษณ์ทีหลัง ผ่านรายการ Stick to Football ว่า
"มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นลับหลัง มีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นรอบตัวของผม และผมไม่สามารถมีอิทธิพลใด ๆ ต่อสิ่งเหล่านั้นเลย และนั่นคือสิ่งที่ผมเกลียดที่สุดในงานนี้ (โค้ช)"
"คนเหล่านั้นคือคนที่อยู่เบื้องหลังคุณและทำงานร่วมกับคุณ (ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬา แมวมอง) และโค้ชที่อยู่กับคุณ คนรอบข้างที่เคยดูแลคุณ แล้วอยู่ ๆ พวกเขาก็หักหลังคุณซะอย่างนั้น นั่นเป็นความรู้สึกที่แย่มาก"
"ต่อมาผมถึงได้ร้องอ๋อถึงบางอ้อ เพราะได้รู้ว่ามีเงินหมุนเวียนมากมายภายใต้ธุรกิจนี้ เพราะจู่ ๆ นักเตะฝีมือดีก็อยากมาเล่นให้เชลซี และพวกเขาก็เสนอนักเตะหลายคนที่ผมไม่ต้องการ … ผมเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่ขวางทางอยู่"
คน ๆ นั้นที่ กุลลิต ว่า อาจรวมถึง วิอัลลี่ ด้วย เพราะวิอัลลี่ ก็เปิดใจในเวลาต่อมา ก่อนที่เขาจะล่วงลับ ยอมรับว่า เขาหงุดหงิดกับระบบของ กุลลิต ที่มักจะหมุนเวียนนักเตะแบบไม่สมเหตุสมผล บางครั้งเขาต้องเป็นตัวสำรองของ มาร์ค ฮิวจ์ส และ โซล่า ซึ่งจากนั้นไม่นาน เคน เบตส์ ก็ถามเขาหลังรู้ว่า กุลลิต จะไม่ได้ไปต่อว่า "คุณสนใจจะรับตำแหน่งนี้หรือไม่ ?" ซึ่งคำตอบก็คือ วิอัลลี่ กระโจนเข้ารับตำแหน่งนั้น เพียงแต่เขายืนยันว่าไม่ใช่การทรยศ ทุกอย่างเกิดขึ้นจากบอร์ดบริหารยุคนั้น โดยที่เขาเองก็ไม่เคยเรียกร้องและไม่เคยคาดหวังจะได้งานนี้ตั้งแต่แรก
ท้ายที่สุด กุลลิต ก็ปิดตำนาน เซ็กซี่ ฟุตบอล กับ เชลซี ในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ก็ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญจุดหนึ่งที่ทำให้ เชลซี กลายเป็นทีมล้ำสมัย เต็มไปด้วยนักเตะต่างชาติคุณภาพดีคับคั่งทีมแรก ๆ ในพรีเมียร์ลีก
โครงสร้างทีมที่เขาวางไว้ ถูก วิอัลลี่ ต่อยอดจนสามารถคว้าแชมป์ ลีก คัพ และ คัพ วินเนอร์ส คัพ ในปี 1998 ต่อด้วยคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ต่อในปี 2000 จนกระทั่งเปลี่ยนผ่านมาถึงยุค โรมัน อับราโมวิช ที่สร้าง เชลซี ให้ยิ่งใหญ่อย่างเต็มตัว
ส่วน กุลลิต หลังออกจาก เชลซี ก็ย้ายไปคุมอีกหลายทีมทั้ง นิวคาสเซิล, เฟเยนูร์ด และ แอลเอ กาแล็กซี่ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จอะไรนัก ซึ่งตัวเขาก็บอกว่า ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลย เพราะอันที่จริง เขาไม่ได้อยากทำงานโค้ชตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แต่เรื่องที่เกิดขึ้นกับ เชลซี เป็นการอิมโพรไวส์ไปกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเท่านั้น
"ผมไม่อยากเป็นผู้จัดการทีมเลย ผมไม่เคยอยากเป็นเลย ผมแค่ถูกแฟนบอล เชลซี และบอร์ดบริหารลากเข้ามา เพราะ เกล็น ฮอดเดิล ย้ายไปคุมทีมชาติ พวกเขาขอร้องให้ผมรับตำแหน่งนี้ แต่ผมไม่อยากทำ เพราะผมรู้ว่ามันเป็นช่วงท้ายอาชีพนักฟุตบอลของผมแล้ว"
"นอกจากนั้น ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมทีมก็เปลี่ยนไป ผมเลยต้องคิดดูก่อน นั่นแหละคือวิธีที่ผมเข้ามาเป็นผู้จัดการทีม แต่ผมไม่อยากทำจริง ๆ" กุลลิต ว่าแบบนั้น
โดยรวมแล้วเขาอาจจะไม่ใช่ยอดกุนซือระดับโลก แต่กับสโมสร เชลซี ช่วงเวลาราว 2 ปีของเขาสร้างอิมแพกต์มาก มากจนกลายเป็นเรื่องเล่าสุดคลาสสิกที่เราได้เห็นอ่านและได้ฟังกันในทุกวันนี้
แหล่งอ้างอิง
https://en.wikipedia.org/wiki/1997%E2%80%9398_Chelsea_F.C._season
https://www.givemesport.com/ruud-gullit-chelsea-sacked-expensive-signings/
https://tbrfootball.com/ruud-gullit-reveals-shocking-chelsea-betrayal-that-led-to-his-sacking/
https://www.youtube.com/shorts/10gBmgHAcPw
https://siphillipstalkschelsea.substack.com/p/the-birth-of-sexy-football
https://www.independent.ie/sport/soccer/sexy-football-you-cant-always-get-it-says-gullit/25968339.html