
นับตั้งแต่ต้นปี 2025 แมนฯ ซิตี้ ใช้เงินซื้อผู้เล่นใหม่ไปกว่า 430 ล้านปอนด์ ทว่าคนที่ทำให้แฟนบอลของพวกเขายิ้มได้กว้างที่สุดในเวลานี้กลับเป็นผลผลิตจากสโมสรที่อยู่กับทีมมาตั้งแต่ 9 ขวบ
นี่คือเรื่องราวของ นิโค โอไรลี่ย์ นักเตะชาวแมนเชสเตอร์ท้องถิ่นแท้ ๆ ที่ก้าวขึ้นมามีอิทธิพลในทีมที่มีนักเตะอย่าง เออร์ลิง ฮาลันด์, จานลุยจิ ดอนนารุมม่า, รูเบน ดิอาส และ โรดรี้
ติดตามเรื่องราวของฮีโร่นัดชิงคาราบาว คัพ 2026 จากทัพเรือใบสีฟ้ากับ Main Stand
คัดตั้งแต่ต้นน้ำ
แมนฯ ซิตี้ ก่อร่างสร้างประวัติศาสตร์ขึ้นมาอย่างช้า ๆ และกลายเป็นทีมแถวหน้าของพรีเมียร์ลีกได้หลังยุค 2010s เป็นต้นมาจากการมาของกลุ่มทุนอาบูดาบี ในนามของ "ซิตี้ กรุ๊ป"
นับตั้งแต่วันนั้น สโมสรแห่งนี้ก้าวขึ้นมาทาบรัศมีและสร้างแรงจูงใจให้แฟนบอลท้องถิ่นรุ่นเยาว์หลาย ๆ คนให้โตมา "เลือกสีฟ้า" ของ ซิตี้ มากกว่า "สีแดง" ของ ยูไนเต็ด และ นิโก้ โอไลรี่ อยู่ในหมวดหมู่นั้น ... เขาคือ เดอะ ซิติเซ่นส์ ตั้งแต่จำความได้

"ผมเริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่ 3-4 ขวบ ช่วงแรก ๆ ก็เล่นให้ทีมท้องถิ่น แม่ของผมคอยไปส่งตอนแข่งขันตามที่ต่าง ๆ ... แล้ววันหนึ่ง แมนฯ ยูไนเต็ด ก็เข้ามาติดต่อผม จากนั้นก็ตามมาด้วย แมนฯ ซิตี้, ลิเวอร์พูล รวมถึง เอฟเวอร์ตัน" นิโก้ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของเขา
นิโก้ เล่าก่อนจะได้สัญญาจากทีมเยาวชนของทีมเหล่านี้ นักเตะจะต้องเข้าไปร่วมซ้อมกับทีมต่าง ๆ กันพักหนึ่ง ตัวของเขาก็ไปหลายที่ จนกระทั่งต้องเลือกเล่นให้ทีมรุ่น U9 และ 2 ทีมที่อยากจะได้เขา คือ ยูไนเต็ด กับ ซิตี้
ซึ่งแน่นอนว่าหัวใจสีฟ้าของเขานำทางไปยังฝั่งซิตี้ แต่นั่นก็ไม่ใช่อย่างเดียวที่เขาเอามาประกอบการตัดสินใจ เพราะมีสิ่งหนึ่งที่ ซิตี้ เหนือกว่าในตอนนั้นก็คือระบบเยาวชนที่ นิโก้ ใช้คำว่า "ผมเลือก ซิตี้ เพราะมีการฝึกซ้อมที่ดีกว่ามาก" ... ซึ่งมันชวนให้เราหาคำตอบว่าดีแบบไหนกันแน่ ?
นิโก้ เข้าระบบอคาเดมีของ ซิตี้ ตอนปี 2013 หรือ 5 ปีหลัง จากการมาของกลุ่มทุนอาบูดาบี ที่ไม่ใช่แค่ลงทุนซื้อนักเตะเท่านั้น แต่สร้างศูนย์ฝึกเยาวชนขึ้นมาใหม่ อัปเกรดทุกระบบจากระบบบ้าน ๆ ให้กลายเป็นศูนย์ฝึกเยาวชนระดับโลก มีเป้าหมายเดียวคือการสร้างผลผลิตขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ให้ได้
โธมัส ครึกเค่น อดีตผู้อำนวยการอคาเดมีและเยาวชนของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในช่วงต้นปี 2000s ผู้ที่อยู่ทันการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เล่าว่า ในอดีตเขาเคยต้องไปซื้ออุปกรณ์ฝึกซ้อมง่าย ๆ หรือประกอบมันขึ้นมาเองด้วยของที่ซื้อจากร้านอุปกรณ์ก่อสร้างไปจนถึงร้านค้าสัตว์เลี้ยง แต่เมื่อมีการลงทุนทุกอย่างก็เปลี่ยน
เมื่อคุณเป็นเด็กในศูนย์ฝึกฟุตบอลเยาวชนซิตี้ (CFA) คุณจะได้ใช้สิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัยครบครันและเรียนฟรีจากการทำ MOU กับโรงเรียนเอกชนท้องถิ่นอย่างวิทยาลัย เซนต์ เบดส์ ที่ปกติแล้วต้องเสียค่าใช้จ่ายถึงปี 14,000 ปอนด์ (ราว 600,000 บาท)
ส่วนเรื่องระบบการฝึกสอนนักเตะเยาวชนของพวกเขานั้นถูกเล่าว่า ไม่ว่าจะเป็นนักเตะของชุดอายุเท่าไรก็ตามในทีมเยาวชน ทุกคนจะต้องสอนให้เข้าใจในระบบการเล่น 4-3-3 ตามแบบของทีมชุดใหญ่ เด็กทุกคนจะได้รู้ว่าพวกเขาจะขยับตัวเคลื่อนที่ไปทางไหนในสถานการณ์ต่าง ๆ
เด็กทุกคน ทีมงานบุคลากรในแต่ละตำแหน่งจะได้รับการคัดสรรอย่างชัดเจน เพื่อให้การสอนและการเรียนเป็นไปอย่างรวดเร็วและพัฒนาไปข้างหน้าอยู่เสมอ เพราะพวกเขาเชื่อว่าโลกฟุตบอลนั้นหมุนไปไม่เคยหยุด และต่อให้ฝึกซ้อมมากแค่ไหนก็จะเหลือผู้เล่นเพียงหยิบมือเท่านั้นที่ได้โอกาสขึ้นมาเป็นขาประจำในทีมชุดใหญ่ ดังนั้นพวกเขาจึงคัดแล้วคัดอีก เพื่อให้ได้แต่หัวกะทิเท่านั้น
"มันเกี่ยวกับการที่พวกเขาสรรหาบุคลากรที่เหมาะสม เซ็นสัญญากับผู้เล่นที่เหมาะสม กำหนดทิศทางที่ชัดเจน พัฒนาโครงการทั้งในและนอกสนาม และได้รับการสนับสนุนบอร์ดบริหาร มันเป็นการผสมผสานของทุกสิ่งทุกอย่างอย่างแท้จริง" แหล่งข่าวภายในจากสโมสรให้สัมภาษณ์กับสื่ออย่าง The Athletic
"แมนฯ ซิตี้ ให้ความสำคัญกับสิ่งที่สำคัญสำหรับตำแหน่งของพวกเขา และสโมสรจะไม่ปล่อยให้ผู้เล่นเหลาะแหละทั้งเรื่องการเรียนหรือการศึกษาด้านฟุตบอล พวกเขาบริหารจัดการอย่างเข้มงวด เป้าหมายคือการทำให้ผู้เล่นเข้าใจว่าภาพลักษณ์ของพวกเขามีความสำคัญมาก และหากใครสามารถทำได้อย่างสม่ำเสมอ พวกเขาก็จะให้โอกาสเด็ก ๆ เหล่านั้นได้เติบโต"

เป้าหมายคือการทำให้เด็ก ๆ เหล่านี้เข้าใจกระบวนการทั้งหมดแบบที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือของทีมชุดใหญ่ขอมานั่นคือ รู้วิธีการเคลื่อนไหวในพื้นที่แคบ ๆ การมองหาผู้เล่นที่วิ่งทะลุไลน์มาจากด้านหลังเข้าสู้พื้นที่สุดท้าย และไม่ว่าคุณจะเป็นนักเตะในตำแหน่งไหนก็ตาม คุณจะถูกสอนให้เล่นเกมรุกและยิงประตูด้วย เพราะสำหรับ แมนฯ ซิตี้ ทุกตำแหน่งต้องสามารถรับบทบาทเพลย์เมกเกอร์ได้เมื่อมีโอกาส ... ทีนี้คุณคงแปลกใจน้อยลงที่นักเตะในตำแหน่งฟูลแบ็กหรือกองกลางเชิงรับอย่าง นิโก้ โอไรลี่ มีประตูไปแล้ว 8 ลูก และทำไปอีก 5 แอสซิสต์
"ในอคาเดมีนั้น ปรัชญาการเล่นเหมือนกับทีมชุดใหญ่ ดังนั้นทุกคนจึงพยายามเล่นเกมรุก ทุกคนพยายามเล่นในแบบเดียวกัน คือครองเกมให้ได้ และครองบอลให้ดี"
"พวกเราทุกคนมีความคิดเดียวกันตั้งแต่ระดับบนสุดจนถึงระดับล่างสุด ทุกคนอยากลงเล่น ทุกคนต้องเล่นให้ดี ดังนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะปรับตัวเมื่อคุณเข้าไปฝึกซ้อมกับทีมชุดใหญ่ เพราะทุกคนอยู่ในระดับสุดยอด มันช่วยยกระดับให้คุณต้องพยายามไล่ตามพวกเขาด้วย" โอไรลี่ ว่าแบบนั้นเมื่อ 2 ปีก่อน ... ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนเขาจะไล่หลังรุ่นพี่หลายคนทันแล้ว
ลงล็อกอย่างเพอร์เฟกต์
อย่างที่ได้กล่าวไปในข้างต้น ซิตี้ จ่ายเงินมากกว่า 400 ล้านปอนด์ กับนักเตะ 11 คนตั้งแต่ต้นปี 2025 เพื่อเสริมทัพ แต่เหตุผลที่ นิโก้ โอไรลี่ ในวัย 20 ปี ได้ลงเล่นแบบต่อเนื่อง นั่นก็เพราะว่าในขณะที่ผู้เล่นหน้าใหม่หลายคนใช้เวลาในการปรับตัวกับระบบการครองบอล และครองเกมในแบบซิตี้ โอไรลี่ กลับไม่ต้องใช้เวลามากขนาดนั้น เพราะเขาเรียนรู้วิธีนี้มาตั้งแต่ชุดเยาวชนแล้ว

แม้เจ้าตัวจะเดบิวต์ด้วยการเป็นแบ็กซ้ายเมื่อปี 2024 แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่ากองกลางตัวรับจะกลายเป็นตำแหน่งประจำของเขาไปแล้ว เรื่องนี้ก็ต้องขอบคุณเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่เป็นคนเริ่มไอเดียนี้เพราะเห็นจากรูปร่างและส่วนสูงของเขา (193 เซนติเมตร) ประกอบกับทักษะรอบด้านต่าง ๆ หลัง เป๊ป ได้เคยเรียก โอไรลี่ ขึ้นมาซ้อมกับทีมชุดใหญ่ตอนที่เขาอายุ 16 ปี และจากนั้นเขาก็มอบหมายให้ทีมงานสร้างนักเตะคนนี้อย่างช้า ๆ แต่มั่นคง ... เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม เขาก็สุกงอมพอดี ซึ่งเวลานั้นก็คือตอนนี้นี่แหละ
The Athletic เล่าว่า เป๊ป ไลน์เดอร์ส ผู้ช่วยของ กวาร์ดิโอล่า คืออีกคนสำคัญในการปรับโอไรลี่ มาเป็นกองกลาง เขาเชื่อว่าในฟุตบอลพรีเมียร์ลีก มิดฟิลด์ตัวรับที่มีรูปร่างสูงใหญ่คือข้อได้เปรียบที่สำคัญมาก และเมื่อประกอบกับทักษะความเข้าใจเกมและรู้ระบบของทีม โอไรลี่ กลายเป็นคนที่ให้ความสมดุลรับ-รุก ให้กับทีมได้มากกว่านักเตะใหม่อย่าง ทิจจานี่ ไรน์เดอร์ส และ นิโก้ กอนซาเลซ
เมื่อได้รับมอบหมายให้พัฒนาจากการเล่นแบบเยาวชน ไปยังการเล่นแบบทีมชุดใหญ่ โอไรลี่ ใช้เวลาปรับตัวสำหรับขั้นกว่าได้อย่างรวดเร็ว เรื่องของการส่งบอล การเคลื่อนที่ ของเขาได้รับคำชมเยอะมากในซีซั่นนี้ ซึ่งเจ้าตัวก็บอกว่ามันไม่มีเคล็ดลับอะไรมากมาย นอกจากการขยันซ้อม ทำตามโจทย์ที่โค้ชสั่งให้ได้ ส่วนเรื่องสิ่งที่กองกลาง แมนฯ ซิตี้ ต้องทำ ไม่ใช่เรื่องยากเลย เพราะเขาเห็นวิธีการเข้าทำของทีมชุดนี้ (ที่สร้างโดย เป๊ป) มาตั้งแต่ยังเด็กแล้ว เรียกได้ว่าภาพการเข้าทำแบบ "สอดมายิง" คือสิ่งที่อยู่ในหัวของเขาตลอดเวลา ก็คงไม่ผิดนัก
"ผมเคยมาดูเกมที่เอติฮัดทุกสัปดาห์ตั้งแต่ยังเด็ก ผมเห็นนักเตะอย่าง อิลคาย กึนโดอัน, แบร์นาโด้ ซิลวา, โรดรี้ และอีกหลาย ๆ คน ทำประตูได้ ทุกวันนี้ผมซ้อมกับพวกเขาทุกวัน ผมไม่อยากจะเจาะจงใครเป็นพิเศษ แต่พวกเขาคืออาจารย์ผู้มีอิทธิพลต่อการเล่นของผมทั้งสิ้น" โอไรลี่ กล่าว

วิธีการเล่นและลูกยิงแบบที่เราเห็นในเกมนัดชิง คาราบาว คัพ 2026 กับ อาร์เซน่อล ของ โอไรลี่ ไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่เลย ในช่วงเล่นทีมเยาวชนเขามีชื่อเสียงกับการยิงประตูในเกมสำคัญ ๆ อยู่แล้ว เรียกได้ว่าตั้งแต่ เป๊ป สั่งลงไปฝึกพิเศษตั้งแต่เขาอายุ 16 ปี โอไรลี่ ก็เปิดสกิลใหม่ ๆ ที่เป็นคุณสมบัติที่เหมาะกับวิธีการเล่นของทีมขึ้นมามากมาย
มีหลายคนบอกว่าแม้ โอไรลี่ ในรุ่นเยาวชนจะไม่ได้เก่งกาจเท่านักเตะอย่าง ฟิล โฟเด้น, โคล พาลเมอร์, เจมส์ แม็คคาร์ที, ออสการ์ บ็อบบ์ หรือ ริโก้ ลูอิส ที่เลื่อนชั้นมาก่อน แต่สิ่งที่ โอไรลี่ มี คือความสมดุลที่นำมาสู่ทีมได้ เพราะเขาทำได้ดีเสมอ ไม่ว่าจะตอนที่ทีมเล่นเกมรับ หรือตอนเล่นเกมบุก เพื่อพยายามยิงประตู
สรุปได้ว่าสิ่งที่ทำให้เขามี ถึงตรงนี้ และเป็นตัวอย่างของนักเตะสารพัดประโยชน์ (Versatile) ก็คือ การฝึกเฉพาะทางที่ทำให้เขามีเทคนิคฟุตบอลที่ดีและร่างกายที่แข็งแกร่ง ซึ่งเข้ากับระบบฟุตบอลสมัยใหม่ที่แบ็กซ้ายต้องทำหน้าที่ได้มากกว่าแค่การป้องกัน และแม้แต่กองกลางตัวรับก็ต้องทำอะไรมากกว่าแค่ตัดบอลจากคู่แข่งด้วย
0161
การจะไต่ขึ้นมาจากทีมเยาวชนของ แมนฯ ซิตี้ ขึ้นมาเป็นแกนหลักในทีมชุดใหญ่ได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ นอกจาก โอไรลี่ แล้วก็มีแค่รุ่นพี่อย่าง โฟเด้น ที่พอจะใช้คำนี้ได้ และในขณะที่ยังมีคนอื่นเก่งกว่าเขาในรุ่นเยาวชน ทำไมเขาจึงเป็นแค่ 1 เดียวในรุ่นอายุของเขาที่กระโดดขึ้นมาอยู่จุดนี้ได้ล่ะ ?

เรื่องนี้ โอไรลี่ เปิดเผยด้วยตัวเองว่าต้นเหตุจากความมุ่งมั่นที่พาเขามาถึงตอนนี้ได้ก็เพราะ เขาคือแฟนบอลซิตี้ตัวจริง ฝันเดียวของเขาคือการเป็นนักเตะของทีม ๆ นี้ และพาทีมคว้าแชมป์ ดังนั้นเมื่อได้โอกาสแล้ว เขาถึงได้ใส่สุดตัว จนกลายเป็นคนที่แตกต่างด้วยคาแรกเตอร์ และก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะที่พวกเหล่าซีเนียร์ของทีมชมไม่ขาดปาก
"ผมยังจำวันแรกได้อยู่เลย ที่ได้รับการเรียกขึ้นมาเล่นให้ทีมชุดใหญ่ ตอนแรกผมเล่นในตำแหน่งแบ็กซ้าย ซึ่งผมก็พยายามเรียนรู้และทำประโยชน์ให้กับทีมให้ได้มากที่สุด ซึ่งผมคิดว่าความใส่ใจกับหน้าที่คือสิ่งที่ทำให้ผมทำผลงานดีขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งปี 2025 ผมกลับมาเล่นกองกลางซึ่งยากกว่ามาก
“ตอนแรกผมก็ประหม่า แต่เมื่อโอกาสมาถึง คุณจะมัวแต่กล้า ๆ กลัว ๆ ไม่ได้ คุณแค่ต้องเชื่อมั่นในตัวเอง ให้เวลา และการแข่งขันเปลี่ยนคุณไปอย่างช้า ๆ จากนั้นคุณก็จะมั่นใจขึ้น และเริ่มคุ้นเคยกับสิ่งที่คุณต้องทำมากขึ้น จนกระทั่งมันกลายเป็นความรู้สึกปกติไปในที่สุด" โอไรลี่ กล่าว
เมื่อเขาลงเล่นเป็นตัวจริง ซิตี้แทบจะไม่แพ้เลย ... เมื่อมี โอไรลี่ อยู่ในสนาม เรือใบสีฟ้าแพ้เพียง 3 ครั้ง จาก 35 เกม ในฤดูกาลนี้ แต่เมื่อเขาไม่ได้ออกสตาร์ท ทีมก็แพ้ไปถึง 6 เกม จาก 13 เกม ที่ลงสนาม ซึ่งหากจะพูดถึงเรื่องนี้ ก็คงจะพูดแต่เรื่องฝีเท้าอย่างเดียวไม่ได้
ในเกมฟุตบอลปัจจุบันหรือในเกมระดับสูง คาแรกเตอร์เป็นสิ่งสำคัญมาก การแสดงออกว่าไม่กลัวใคร และการเล่นที่มั่นใจในยามที่โดนกดดัน เปรียบเสมือนการตัดไม้ข่มนาม ทำให้สู้นักเตะคู่แข่งได้ หรืออย่างน้อยที่สุดก็ไม่ทำให้คุณต้องกลายเป็นจุดอ่อนในการโดนฝ่ายตรงข้ามเล่นงาน
เป๊ป ชม โอไรลี่ อยู่บ่อย ๆ ว่า มีคุณสมบัติที่น่าทึ่งในเรื่องของสภาพจิตใจเพราะเป็นนักเตะที่เยือกเย็น ไร้ความกลัว และสามารถปรับตัวกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้เร็วมาก และที่สำคัญ เขายังเป็นคนที่ เป๊ป บอกว่า "สอนง่าย" เพราะพร้อมรับฟังและพยายามพัฒนาตัวเองเสมอ ซึ่งปลายทางก็คือเขาฝันที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการพาทีมคว้าแชมป์ให้ได้
โอไรลี่ มีรอยสักเป็นเลข 0161 ซึ่งเป็นรหัสเลขโทรศัพท์ประจำเมือง แมนเชสเตอร์ รอยสักนี้เขาบอกว่าเขาสักขึ้นเพื่อยืนยันถึงที่มาของตัวเอง และเตือนตัวเองเสมอว่าเขามาจากตรงไหน และเป้าหมายที่แท้จริงของเขาคืออะไรกันแน่

"ตอนเด็ก ๆ ผมไม่มีโอกาสได้ไปแข่งรอบชิงชนะเลิศเลยสักครั้ง ... ผมดูเกมทางทีวีมาตลอด และการได้มาเล่นในรอบชิงชนะเลิศ พร้อมมีส่วนร่วมในตอนนี้ ถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มาก การได้ชูถ้วยแชมป์แบบนี้ เป็นช่วงเวลาพิเศษที่ผมฝันถึงจริง ๆ" นิโก้ โอไรลี่ กล่าว หลังพาทีมเอาชนะ อาร์เซน่อล 2-0 และเขาหวังว่าถ้วยแชมป์แรกของเขากับทีมในฐานะ "ตัวหลัก" จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จที่จะตามมาหลังจากนี้
แน่นอนว่าตอนนี้เป็นสุดสัปดาห์แห่งการเฉลิมฉลองสำหรับเขาอย่างแท้จริง โอไรลี่ จะอายุครบ 21 ปี ในวันเสาร์นี้ และในฐานะนักฟุตบอลของสโมสร แมนฯ ซิตี้ ดูเหมือนว่าเขาจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เพราะชายผู้มีรอยสักหมายเลข 0161 บนร่างกาย เป็นส่วนหนึ่งของ 11 ตัวจริงของ กวาร์ดิโอล่า มันไม่ใช่แค่เรื่องว่าเขามาจากไหน แต่ยังรวมถึงอนาคตอันสดใส ที่หลายคนรอจะเห็นพัฒนาการของเขาจากนี้ด้วย
แหล่งอ้างอิง
https://www.nytimes.com/athletic/7065457/2026/02/24/nico-oreilly-midfielder-manchester-city/
https://www.espn.com.au/football/story/_/id/42000057/how-manchester-citys-remarkable-academy-keeps-producing-talent
https://www.independent.co.uk/sport/football/nico-oreilly-man-city-carabao-cup-arsenal-guardiola-b2942039.html
https://www.mancity.com/news/mens/nico-o-reilly-podcast-news-line-63869600