
บรัดเล่ย์ บาร์กโกล่า กลายเป็นนักเตะค่าตัว 123 ล้านปอนด์ไปแล้ว หลังย้ายจาก เปแอสเช มาร่วมทีม ลิเวอร์พูล เพื่อลุยศึกพรีเมียร์ลีกในซีซั่น 2026-27
เรื่องราวของเขามันเป็นการผสมผสานกันระหว่างพรสวรรค์ พรแสวง และวาสนา ... เพราะเมื่อปี 2023 สมัยเป็นนักเตะของ ลียง เขายังเกือบโดนโละไปให้ทีมลีกสวิตเซอร์แลนด์อยู่เลย
จนกระทั่งเขาย้ายมา เปแอสเช และเจอกับเจ้านายที่ทำให้เขาเก่งขึ้นอย่างก้าวกระโดดเหมือนกับใช้ไม้วิเศษเสกเอา ...
เอ็นรีเก้ สร้างเขาขึ้นมาด้วยวิธีแบบไหน เผื่อว่า อันโดนี่ อิราโอล่า เจ้านายใหม่อาจจะได้อะไรจากแนวทางนี้ ... ติดตามกับ MAIN STAND
เกือบลาก่อน
"เขาในตอนนี้กับเขาตอนเด็กเป็นคนละเรื่องกันเลย ไม่มีใครจินตนาการได้ว่าเขาจะมาถึงจุดที่ดีขนาดนี้" นี่คือคำพูดของ ฌอง ฟรองซัวส์ วูลลิเอซ อดีตหัวหน้าอะคาเดมี่ของ ลียง ผู้ค้นพบและดึงตัว บรัดเลย์ บาร์กโกล่า มาจากทีมท้องถิ่นอย่าง AS Buers Villeurbanne

วูลลิเอซ อธิบายเรื่องของ บาร์กโกล่า ในตอนนั้นว่า ทีมงานของสโมสรต้องใช้ความอดทนในการปั้นพอสมควร เพราะตัวนักเตะดูไม่ได้มีความมุ่งมั่นกล้าหาญมากนัก กล่าวคือเรื่องพรสวรรค์ทักษะไม่ใช่ปัญหา แต่หัวใจของเขาต่างหากที่ยังไม่พร้อมจะเล่นในระดับสูง นี่คือสิ่งที่พวกเขาเห็นจาก บาร์กโกล่า ในสนามซ้อม
สิ่งที่ยืนยันได้จากคำพูดของ วูลลิเอซ คือ กว่าที่ บาร์กโกล่า จะถูกดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่และมีบทบาทบนม้านั่งสำรองก็ต้องรอจนถึงอายุเกือบ 20 ปี ซึ่งปกติแล้วพวกเด็กอัจฉริยะของรุ่นอย่าง คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ หรือ อุสมาน เดมเบเล่ พวกนี้ล้วนเป็นตัวจริงตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 18 ปีด้วยซ้ำ
การขาดความห้าวและกล้าเล่น ทำให้ บาร์กโกล่า ต้องนั่งรอโอกาสนานเป็นพิเศษ ซึ่งในความเห็นของ โลร็องต์ บล็องก์ กุนซือของ ลียง ในเวลานั้นเชื่อว่านักเตะอย่าง คาร์ล โตโก เอคัมบี้ ตัวรุกชาวแคเมอรูน เป็นนักเตะที่พร้อมกว่า แข็งแกร่งกว่า และมีไอคิวด้านฟุตบอลที่มากกว่า และเมื่อที่เต็ม บาร์กโกล่า ก็จำเป็นจะต้องออกไปหาโอกาสลงสนามตามความคิดของ บล็องก์
ด้วยความที่ บาร์กโกล่า เป็นดาวรุ่งเพิ่งขึ้นมาใหม่และยังขาดความมั่นใจในตัวเอง มันทำให้เขารู้สึกคล้อยตาม และคิดว่าบางทีตัวเองก็ควรจะย้ายทีมตามที่ บล็องก์ บอกจริง ๆ โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าจริง ๆ แล้วเขามีของดีซ่อนอยู่ในตัว ขาดเพียงใครสักคนที่หามันเจอและปลุกมันขึ้นมาเท่านั้น แม้ บล็องก์ อาจจะยังไม่เห็น แต่วาสนาของ บาร์กโกล่า ก็ไมได้แย่ขนาดนั้น เพราะอยู่ ๆ ก็มีเรื่องที่เปลี่ยนเส้นทางของเขาเกิดขึ้น ...
วาสนาคนจะปัง
"บาร์กโกล่า เกือบจะย้ายไปอยู่ทีม เซนต์ กัลเลน สโมสรในสวิตเซอร์แลนด์อยู่แล้วในเดือนมกราคม 2023 เขาอยากจะลงเล่นมากขึ้น ... แต่แล้ว เอคัมบี้ ก็สร้างเรื่องแบบที่แฟนบอล ลียง ไม่สามารถให้อภัย" นีล จอห์นสตัน นักข่าวจาก BBC เริ่มเล่า

ย้อนกลับไปในเวลานั้น ลียง ผลงานในสนามไม่ดีนัก ทีมต้องไปป้วนเปี้ยนอยู่ในครึ่งท้ายของตารางลีกเอิงเป็นส่วนใหญ่ จนทำให้แฟน ๆ โห่ใส่ทีมบ่อย ๆ ซึ่ง เอคัมบี้ ที่เป็นตัวหลักก็ดันทำท่าตอบโต้สวนกลับใส่แฟนบอล จนทำให้เขากลายเป็นเป้าอยู่หลายนัด จนกระทั่ง เอคัมบี้ สลิ้งแตก เมื่อเขาเดินลงอุโมงค์ไปเตะถังขยะด้วยความโมโห หลังจากถูกเปลี่ยนตัวออกระหว่างเกมที่ ลียง แพ้คาบ้านให้กับ สตราสบูร์ก 2-1
เหตุการณ์ดังกล่าวถูกบันทึกไว้ด้วยกล้องถ่ายทอดสด ทำให้ เอคัมบี้ แตกหักกับแฟนบอลอุลตร้าของ ลียง ซึ่งหลังจากเกมนั้นเป็นต้นมาเขาก็ไม่ได้ลงสนามให้ ลียง อีกเลย ... และนั่นคือจังหวะพอเหมาะพอเจาะที่ บาร์กโกล่า ผู้กำลังเก็บข้าวเก็บของเตรียมย้าย ได้เลื่อนสถานะตัวเองขึ้นมามีบทบาท 11 ตัวจริงของทีมอีกครั้ง

เมื่อโอกาสมา บาร์กโกล่า ก็คว้ามันเอาไว้จนได้ ... เขาลงเล่นเป็นตัวจริงส่วนใหญ่ในเกมที่เหลือของฤดูกาล จบซีซั่นด้วยการยิงไป 7 ประตูกับอีก 7 แอสซิสต์ในลีก ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการยิงประตูใส่ เปแอสเช ด้วย และ 5 เดือนหลังจากนั้น เปแอสเช ที่เปลี่ยนกุนซือใหม่เป็น หลุยส์ เอ็นรีเก้ ก็จ่ายเงินราว 45 ล้านยูโรเพื่อคว้าเขาไปร่วมทีมในตลาดนักเตะฤดูร้อนปี 2023
แม้นี่จะไม่ใช่ราคาที่ ลียง ต้องการเพราะมันน้อยเกินไปจากที่พวกเขาคิด แต่วาสนาคนอย่าง บาร์กโกล่า มันจะดัง ช่วงเวลานั้น ลียง มีปัญหาทางการเงิน ต้องรีบใช้เงินก้อนใหญ่เพื่อชำระหนี้ ไม่อย่างนั้นทีมจะซื้อนักเตะใหม่เสริมทัพไม่ได้ และสถานการณ์นี้มันบีบให้ บาร์กโกล่า ได้ย้ายไปอยู่กับทีมที่ดีที่สุดในประเทศอย่าง เปแอสเช
Let the man be born
หลุยส์ เอ็นรีเก้ คือโค้ชที่กระตุ้นนักฟุตบอลได้เก่งกาจที่สุดคนหนึ่ง และเขาปลุก บาร์กโกล่า ขึ้นมาเป็นคนใหม่ การคุยกันครั้งแรกคือการบอกให้ บาร์กโกล่า เลิกคิดว่าตัวเองเป็นดาวรุ่ง และเล่นด้วยความกล้าหาญ เป็นตัวเอง และตัดสินใจโดยไม่ต้องกลัวผิดพลาด
บาร์กโกล่า เล่าว่า "เอ็นรีเก้ คุยกับผมแล้วบอกว่า ไอ้หนู ฉันมันเป็นพวกชอบเกมรุกแบบสุด ๆ เลย แกล่ะชอบเล่นเกมบุกหรือเปล่า ? ... ผมตอบว่าแน่นอนที่สุด และในใจผมก็รู้ทันทีว่าเขาจะทำให้ผมได้โอกาสเล่นในสไตล์ที่เป็นตัวเอง อะไรจะดีไปกว่าการได้อยู่ภายใต้การฝึกสอนของเขา"

ปีนั้น เอ็นรีเก้ โละนักเตะสตาร์ดังออกหลายคน ลีโอเนล เมสซี่ และ เนย์มาร์ ย้ายออกไป เหลือเพียง เอ็มบั๊ปเป้ ไว้เพียงแค่หนึ่งเดียว โดยหน้าที่ที่ เอ็นรีเก้ มอบให้ บาร์กโกล่า ในซีซั่นแรก (2023-24) คือตัวสำรองที่จะต้องลงมาแบ่งเบาภาระของ เอ็มบั๊ปเป้ และ เดมเบเล่ ซึ่งในระหว่างนี้ เอ็นรีเก้ ค่อย ๆ สอนเขาให้เปลี่ยนไปเป็นคนใหม่ในเวอร์ชั่นที่ดีกว่าเดิม
รายงานจาก L'Equipe เล่าว่า เอ็นรีเก้ ได้เห็นในสิ่งที่ บาร์กโกล่า ซ่อนเอาไว้แบบที่โค้ชอื่น ๆ มองไม่เห็น ... เขารู้ว่า บาร์กโกล่า ดีกว่าแค่จะเป็นปีกที่ยืนชิดเส้นและโจมตีจากด้านข้างอย่างเดียว เขาจึงขอให้ บาร์กโกล่า ฝึกเรื่องความเข้าใจเกม และตีโจทย์แท็กติกให้แตกเป็นหลัก ส่วนเรื่องฝีเท้า ความเร็ว ความคล่องในการเอาชนะ 1-1 นั้นไม่ใช่ปัญหาที่ต้องกังวลอะไรเลย
"ผมเห็นว่า บาร์กโกล่า เป็นนักเตะที่ความสามารถเฉพาะตัวสูงมาก ดังนั้นเราจะไม่ขอให้เขาเปลี่ยนแปลงเพื่อเป็นคนอื่น แต่เราจะทำให้เขารู้ว่านอกจากการเลี้ยงแล้ว คุณยังมีวิธีเอาชนะคู่แข่งได้มากมายหลายแบบ"
"เราจะทำให้เขารู้ว่า เมื่อไหร่ที่เขาควรจะกระชากหนี เมื่อไหร่เขาควรจะเปิดโอกาสให้เพื่อนร่วมทีม ส่วนเรื่องการเลี้ยง การยิงประตู ผมว่าผมไม่ต้องสอนอะไรเขาแล้ว หมอนี่เก่งขึ้นมากจนถึงขั้นยิงได้ทั้ง 2 เท้า ซึ่งเขาได้มาจากการซ้อมอย่างหนักตั้งแต่วันแรก"

เอ็นรีเก้ เป็นกุนซือที่ "ด่าในที่ลับ ชมในที่แจ้ง" ซึ่งมันทำให้ บาร์กโกล่า รู้สึกเคารพเขาเป็นอย่างมาก ช่วงแรก ๆ มีหลายครั้งที่ บาร์กโกล่า เล่นแบบ "จังหวะนรก" ในพื้นที่สุดท้าย แต่ เอ็นรีเก้ ไม่เคยด่าเขาออกสื่อเลย แต่กลับเลือกหนุนหลังอย่างออกหน้าออกตา แม้ในวันที่เขาจะเล่นไม่ออกก็ตาม
"หลุยส์ พูดกับผมเสมอว่า ให้ผมกล้าเล่น อย่ากลัวพลาดเด็ดขาด เพราะในฟุตบอลระดับนี้ความมั่นใจคือสิ่งที่มีผลต่อชัยชนะ ... เขาสอนให้ผมมั่นใจ และถึงแม้ในวันที่ผมเล่นไม่ดี ผมก็ยังกล้าที่จะลองทำในสิ่งที่แตกต่างในสถานการณ์จริงเสมอ" บาร์กโกล่า กล่าว
นักเตะอย่าง บาร์กโกล่า เป็นพวกที่ยิ่งได้เล่น และยิ่งมีคนรอบข้างที่เก่งรวมถึงมีคุณภาพมากขึ้น เขาก็ยิ่งพัฒนาตัวเองได้ดีขึ้นด้วย จากนักเตะที่เกือบจะโดนปล่อยไปเล่นในลีกสวิส ในเวลาห่างกันแค่ปีเดียว เขากลายเป็นตัวหลักของ เปแอสเช ไปเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะในการแข่งขันระดับ ลีก เอิง หรือ แชมเปี้ยนส์ ลีก
ไม่นานนัก เอ็นรีเก้ ก็ผลัดใบเต็มรูปแบบ เอ็มบั๊ปเป้ ย้ายออกไปอยู่กับ เรอัล มาดริด ก่อนที่ เอ็นรีเก้ จะสร้างเกมรุกแบบใหม่ขึ้นมา ซึ่งตรงกับสิ่งที่เขาสอน บาร์กโกล่า เป๊ะ นั่นคือระบบ 4-3-3 ในแบบที่ 3 ตัวรุกข้างหน้าไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งตายตัว ทุกคนถูกใส่ความกล้าคิด กล้าสร้างสรรค์ ในยามที่บอลอยู่กับเท้า และในขณะที่ไม่ได้เป็นฝ่ายครองบอล เอ็นรีเก้ ก็ซื้อใจนักเตะอย่าง เดมเบเล่, บาร์กโกล่า, เดซิเร่ ดูเอ้ และ ควิช่า ควารัตสเคเลีย ให้เริ่มวิ่งกดดันคู่แข่งตั้งแต่หน้าปากประตู
เกมรุกที่เหมือนกับลูกระสุน รวดเร็ว แม่นยำ และตื่นตาตื่นใจกลายเป็นจุดขายของ เปแอสเช และทำให้พวกเขาเป็นแชมป์ยุโรป 2 สมัยติดต่อกันได้สำเร็จ ซึ่ง บาร์กโกล่า ก็เป็นคนสำคัญในแท็กติกเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการเอาเขาลงมาเล่นบุกตั้งแต่นาทีแรก หรือการหยอดเขาลงมาเป็นตัวสำรองเพื่อเปลี่ยนเกม

ตอนนี้ บาร์กโกล่า เป็นนักเตะที่มีค่าตัว 123 ล้านปอนด์แล้วเมื่อเขาย้ายไป ลิเวอร์พูล ... สิ่งที่ทำให้เขามาถึงจุดนี้ได้คือคู่มือการใช้งานของ เอ็นรีเก้ ที่มีต่อเขา โดยไม่ใช้ความกดดันในการเร่งความเติบโต แต่ใช้ความไว้วางใจเป็นปุ๋ยเร่งให้เด็กคนนี้เบ่งบานอย่างถูกเวลา
3 ปีแห่งพัฒนาการที่ก้าวกระโดดในบ้านเกิดได้จบสิ้นลงแล้ว เส้นทางใหม่ที่แสนท้าทายกับ ลิเวอร์พูล กำลังจะเริ่มขึ้น ... ตอนนี้เขาเป็นดารานำเต็มตัว และบททดสอบมันจะยากขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย แต่มันจะเป็นบันไดก้าวสำคัญ หาก บาร์กโกล่า ผ่านมันไปได้ คำว่า "นักเตะระดับเวิลด์คลาส" จะเป็นคำที่คู่ควรกับเขาแบบที่ไม่มีใครปฏิเสธได้แน่นอน
แหล่งอ้างอิง
https://www.bbc.com/sport/football/articles/ceqewejnpr3o
https://onefootball.com/fr/news/bradley-barcola-explains-how-luis-enrique-impacted-decision-to-join-psg-38139069
https://en.wikipedia.org/wiki/Bradley_Barcola
https://www.skysports.com/football/story-telling/11096/13252606/replacing-kylian-mbappe-the-rise-of-bradley-barcola-at-psg-nobody-could-have-imagined-this
https://clublegacyz.com/blogs/news/bradley-barcola-a-journey-of-football-passion-and-inspiration?srsltid=AfmBOopOkp1dd3KZO2UMFfibma1ExPpl5EFSwogD0fZ2JQSJv98rW56V
https://www.reuters.com/sports/soccer/no-extra-pressure-in-form-barcola-says-psg-boss-enrique-2024-11-01