
"บอลไทยที่ว่าโดนด่ายับ กลายเป็นเด็ก ๆ ไปเลยเมื่อเทียบกับสิ่งที่ทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยต้องเจอ"
นี่คือประโยคที่เราได้เห็นบ่อย ๆ ซึ่งหมายความว่าทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยนั้นแบกรับความคาดหวัง ความกดดัน และการถ่มถุยรอโดนดูถูกมากแค่ไหน ? และแน่นอน มันคือเรื่องจริง ถ้าคุณท่องตามคอมมูนิตี้แฟนคลับลูกยางสาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ทีมเจอกับความพ่ายแพ้
นี่คือเรื่องราวสู้ยิบตาต่อความกดดันจากรุ่นสู่รุ่นเพื่อความฝันของคนทั้งชาติ กว่าจะมาถึงจุดนี้ ทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยต้องประสบพบเจออะไรบ้าง ?
ติดตามกับ MAIN STAND
ความฝันที่ถูกแช่แข็ง
ทีมวอลเลย์บอลหญิงไทย คือทีมกีฬาที่ทรงอิทธิพล มุ่งสู่การเป็น "ทีมระดับโลก" ... และเมื่อยิ่งเข้าใกล้มากเท่าไหร่ ความสนใจ ความคาดหวัง และความกดดันก็มากขึ้นเท่านั้น
ตำนานเริ่มสร้างในยุคของ "โค้ชอ๊อต" เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร ที่พาทีมคว้าแชมป์เอเชียที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ในปี 2009 ผ่าน โกลเด้น เจเนอเรชั่น "7 เซียน" อย่าง ปลื้มจิตร์ ถินขาว, นุศรา ต้อมคำ, อรอุมา สิทธิรักษ์, วิลาวัณย์ อภิญญาพงศ์, อำพร หญ้าผา, มลิกา กันทอง และ วรรณา บัวแก้ว
เมื่อคุณมีกลุ่มผู้เล่นที่ยอดเยี่ยมและครอบครองความสำเร็จที่ไม่เคยไปถึงได้ ใครกันจะไม่คิดว่าถ้าไปให้ไกลได้ยิ่งกว่านี้ก็คงดี จากระดับเอเชีย ย่อมหวังต่อถึงการสร้างผลงานในรายการชิงแชมป์โลก และไปแข่งในมหกรรมกีฬาโอลิมปิก และจากนั้น การท้าชิงความฝันอันยิ่งใหญ่ของไทย สู่เวทีที่ไม่เคยได้ไปมาก่อนอย่าง "โอลิมปิก" ก็ได้เริ่มขึ้น
ในรอบคัดเลือกโอลิมปิก 2012 เพื่อหาตัวแทน 4 จาก 8 ชาติไปแข่งขันที่กรุงลอนดอน ครั้งนั้นทีมชาติไทยสู้ยิบตา กลายเป็นทีมที่ลงแข่งขันเมื่อไหร่ถนนโล่ง ทีวีทุกบ้านต้องหมุนมาดูการแข่งของทีมลูกยางสาวไทย
ผลงานของไทยในครั้งนั้นสู้มาจนถึงเกมสุดท้าย และต้องรอปาฏิหาริย์จากแมตช์ระหว่างญี่ปุ่นกับเซอร์เบีย ก่อนที่ผลลัพธ์จะจบลงด้วยชัยชนะ 3-2 เซตของเซอร์เบีย สกอร์เดียวที่เป็นผลลบกับไทย ส่งผลให้ประตูสู่รอบสุดท้ายโอลิมปิก 2012 ปิดตายลงอย่างโหดร้าย ชนิดน้ำตาของนักกีฬาและแฟนวอลเลย์บอลไหลออกมาแบบอัตโนมัติ เพราะความผิดหวังและความเจ็บปวดของการอยู่ใกล้คำว่า "ประวัติศาสตร์" มากที่สุด
และถ้านั่นเป็นหนังสักเรื่อง มันคือหนังที่เริ่มต้นจากความผิดหวังครั้งที่เจ็บปวด เพื่อปูทางไปสู่บททดสอบต่อไปที่ยิ่งหนักหนาและอาจต้องเสียน้ำตามากกว่านี้ เพื่อแลกซึ่งความฝันของคนทั้งชาติมา
พีกที่สุด สู่เปลี่ยนผ่าน และมืดมน
ตราบใดที่ยังมีกลุ่ม 7 เซียน เราก็ยังมีความหวัง ... 4 ปีต่อมา ในรอบคัดเลือกโอลิมปิก 2016 เป็นปีที่วอลเลย์บอลในบ้านเราเป็นกระแสถึงขีดสุด ปุถุชนคนธรรมดา คนที่ไม่ชอบดูกีฬา หรือกลุ่มชายแท้ที่ไม่เคยสนุกกับกีฬาชนิดอื่นนอกจากฟุตบอล ก็ยังต้องแวบมาเชียร์ทีมลูกยางสาวไทยชุดนี้
เหตุผลเพราะพวกเธอคือ "ความหวังอันดับหนึ่ง" ด้วยสไตล์การเล่นที่ผสมผสานความเร็ว บอลสูตรที่หลากหลาย และหัวใจที่สู้ไม่ถอย ยืนยันได้จากการคว้าแชมป์เอเชียมาครองได้อีกครั้งเมื่อปี 2013 ... เมื่อมาถึงจุดนี้ที่ทุกคนรับรู้และมีอารมณ์ร่วมได้ นอกจากเสียงเชียร์ที่ได้รับแล้ว ความคาดหวังของสังคมที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกับเสียงวิจารณ์ที่เริ่มเปลี่ยนไป เมื่อความพ่ายแพ้ไม่ได้รับความเห็นใจเหมือนเก่า แต่กลับถูกตั้งคำถามด้วยความสงสัย
จุดแตกหักที่เจ็บปวดที่สุดเกิดขึ้นในศึกคัดเลือกโอลิมปิก 2016 ที่ประเทศญี่ปุ่น แมตช์อื้อฉาวพบกับเจ้าภาพที่เต็มไปด้วยคำถามคาใจทั้งการตัดสินและกฎกติกาที่เปลี่ยนไปกลางคัน ทำให้ความฝันของ "7 เซียน" และผองเพื่อนต้องหลุดลอยไปอีกครั้ง ภาพของนักกีฬาที่ทรุดตัวลงร้องไห้ในสนาม พร้อมกับเสียงดูถูกและบูลลี่จากโลกโซเชียลที่เริ่มตั้งคำถามถึงส่วนสูงและขีดจำกัดของร่างกายมนุษย์เอเชีย กลายเป็นมลพิษทางใจที่หนักหน่วงที่สุดในชีวิตนักกีฬา ... เพราะต่อให้พวกเธอจะไม่ใส่ใจ แต่ถ้อยคำ Toxic ก็มีอานุภาพรุนแรงเกินที่จะปล่อยผ่านไม่ให้เก็บมาใส่ใจ 100% ได้
ยิ่งไปกว่านั้น ความผิดหวังครั้งนี้มันอยู่บนจุดที่คุณพีกที่สุดแล้ว ... กาลเวลาบอกให้คุณรู้ว่า จากนี้ไปจะเป็นช่วงที่ต้องเจอกับทางลง และทีมวอลเลย์บอลสาวไทยก็ต้องพยายามเปลี่ยนแปลงถ่ายเลือดใหม่อีกครั้ง หลังจากกลุ่ม 7 เซียน ผู้แบกภาระอันหนักอึ้งในการประคับประคองทีมชาติ ร่างกายเริ่มโรยรา
ทว่าการผลัดใบที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ทำให้ทีมวอลเลย์บอลไทยต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่มืดมนที่สุด ช่วงเวลาที่เรียกว่า "ช่วงเปลี่ยนผ่าน" ทั้งตัวผู้เล่นและเฮดโค้ช จาก "โค้ชอ๊อต" เป็น "โค้ชด่วน" ดนัย ศรีวัชรเมธากุล ผลงานในเวทีระดับโลกเข้าสู่ยุคขึ้น ๆ ลง ๆ ทั้งในเนชั่นส์ลีกที่ดีบ้างแย่บ้างสลับกันไป และตกรอบคัดเลือกโอลิมปิก 2020 ทำให้แรงกดดันจากโลกออนไลน์เปลี่ยนรูปเป็นความเกลียดชังและการดูถูกเหยียดหยามอย่างรุนแรง ขณะที่โอกาสไปโอลิมปิก 2024 ก็หลุดลอยไปอีกครั้งจากการตกรอบคัดเลือก และแม้กฎได้ถูกปรับเปลี่ยนใหม่อีกครั้ง เมื่ออันดับโลกกลายเป็นอีกใบเบิกทาง แต่ก็ยังไม่ดีพอต่อการเข้ารอบสุดท้ายอยู่ดี แม้จะมีตำแหน่งแชมป์เอเชียอีกสมัยในปี 2023 แต่แฟน ๆ ก็ไม่ได้ให้ค่าเหมือนเคย
ไม่มีใครพูดต่อหน้าหรอก ... แต่ในโลกโซเชียลที่หลายคน "พิมพ์ก่อนแล้วค่อยคิด" คำวิจารณ์ประเภทหมดน้ำยา ควรเลิกเล่น และแน่นอนว่าคุณคงเคยได้เห็นคอมเมนต์อะไรที่หนักกว่านี้อีกเยอะ คำลบ ๆ เหล่านี้เริ่มจะดังกลบเสียงเชียร์ที่เคยเป็นหนึ่งเดียว แฟนกีฬาบางกลุ่มที่เคยรัก กลับกลายเป็นกลุ่มคนที่พร้อมเหยียบย่ำในวันที่ทีมพ่ายแพ้
ทีมชุดที่โตท่ามกลางพายุ
ท่ามกลางเสียงนินทาและหยาดเหงื่อ สมาคมฯ และสตาฟโค้ชเริ่มปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ดึงนักกีฬารุ่นใหม่เข้ามาผสมผสาน พร้อมกับนำระบบวิทยาศาสตร์การกีฬาที่เข้มข้นขึ้นมาใช้ ซึ่งดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง
แต่ถึงอย่างนั้น คุณไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า กลุ่มลูกยางสาวไทยเลือดใหม่ พวกเธอถูกบังคับให้เติบโตท่ามกลางพายุที่หนักหน่วงไม่แพ้ยุคสมัยของรุ่นพี่ 7 เซียน
การผสมผสานผู้เล่นรุ่นพี่และรุ่นน้องนี้ ต้องแลกมากับการที่ผู้เล่นรุ่นพี่ต้องแบกรับความกดดัน และต้องให้เวลาดาวรุ่งได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ในระดับโลก ซึ่งทำให้ผลงานในช่วงนั้นไม่สู้ดีนัก และคนที่โดนหนักไม่แพ้นักกีฬาก็คือหัวหน้าผู้ฝึกสอน ไม่ว่าจะ "โค้ชด่วน" หรือ "โค้ชอ๊อต" คนที่เคยเป็นฮีโร่ No.1 ที่มีเป้าหมายสร้างทีมชุดนี้ และตัดสินใจกลับมารับงานอันแสนกดดันนี้อีกครั้ง เพื่อปลดล็อกสิ่งเดียวที่ยังไม่เคยไปถึง ... โอลิมปิก
ต้องบอกว่าเฮดโค้ชวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย โดนตั้งคำถามเยอะจนแทบนับคำติจากโซเชียลไม่ได้ ไม่ว่าจะเรื่องระบบการทำทีม วิธีการเล่น หรือเรื่องใด ๆ ก็ตามในทุก ๆ ครั้งที่ผลการแข่งขันไม่เป็นอย่างใจ ขณะที่นักกีฬาก็พร้อมโดนติตั้งแต่ลูกเสิร์ฟ การเล่นเกมรับ การคัดเลือกตัวผู้เล่นมาติดทีมชาติ หรือแม้กระทั่งแค่มีรอยยิ้มบนใบหน้า ก็ถือว่าเป็นความผิดในมุมมองของบางคน
ความพ่ายแพ้ทำให้กระแสนิยมลดลงอย่างเห็นได้ชัด แม้กระทั่งศึก VNL ที่มีคนซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดให้คนไทยดูฟรีตลอดกลับหายไปในปี 2025 ขณะที่อันดับโลกก็ต่ำลงกว่าที่เคยเป็นในอดีต
อย่างไรก็ตาม 1 ปีที่ทุกอย่างในวงการวอลเลย์บอลหญิงไทยถูกมองว่าเป็นสุญญากาศ ภาพทุกอย่างกลับชัดขึ้นในปี 2026 ปรัชญาของ "โค้ชอ๊อต" ที่เน้นผลงานด้วย ให้โอกาสผู้เล่นใหม่ด้วย ค่อย ๆ เป็นรูปเป็นร่าง การส่งผู้เล่นสายเลือดใหม่ลงไปลองในการแข่งขันจริง ความกดดันจริง และเสียงวิจารณ์จริงในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ทำให้ประสบการณ์และภูมิต้านทานของพวกเธอเริ่มแข็งแกร่งขึ้น
ใครจะด่าก็ก็ด่าไป เพราะบนโลกโซเชียลนั้นห้ามอะไรไม่ได้ แต่ที่สำคัญ พวกเธอไม่ลืมว่านอกจากคนชังและคนรอซ้ำแล้ว คนที่รักและพร้อมสนับสนุนทีมลูกยางสาวไทยยังมีอีกมาก ... และพวกเธอแสดงให้เห็นในวัฏจักรโอลิมปิกครั้งใหม่ ที่ทัพลูกยางสาวไทยยุคผสมผสานนิ่งขึ้น เก๋าขึ้น และกล้าหาญขึ้น
แววตาของแต่ละคนในตอนนี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว กลุ่มผู้เล่นที่เติบโตท่ามกลางพายุแห่งการดูถูก ก้าวลงสู่สนามด้วยหัวใจที่ไร้ความกลัว พวกเธอไม่ได้ลงเล่นเพื่อลบคำปรามาสเหล่านั้นอีกต่อไปแล้ว แต่ลงเล่นเพื่อความฝันที่ได้รับการส่งต่อมาจากรุ่นพี่รุ่นสู่รุ่น และที่สำคัญ เพื่อพี่น้องชาวไทยที่รักและเชียร์วอลเลย์บอลไทยจากหัวใจจริง ๆ
ทีมกีฬาที่สร้างความสุขมากที่สุด
เป็นปกติของวอลเลย์หญิงไทย ที่เมื่อการแข่งขันใหญ่ ๆ กลับมา กระแสก็พร้อมหวนมาอีกครั้ง แต่จะบวกหรือลบก็ขึ้นอยู่กับผลงานในแต่ละนัดที่ลงสนาม ... และแล้วการแข่งขันชิงแชมป์เอเชีย 2026 ที่มีตั๋วลุยโอลิมปิก 2028 เป็นเดิมพันก็มาถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจบรอบรองชนะเลิศที่ไทยเอาชนะญี่ปุ่น 3-1 เซต
ชัยชนะเกมนี้ทำให้การรอคอยอันแสนยาวนานของทีมลูกยางสาวไทย และความหวังอันสูงสุดของวงการวอลเลย์บอลไทย เดินทางมาถึงจุดหมายที่ใกล้เคียงอีกครั้ง เพียงแค่พวกเธอเอาชนะจีนในเกมรอบชิงชนะเลิศ ความฝันที่ถูกแช่แข็งเอาไว้จะถูกปลดล็อกทันที ซึ่งว่ากันว่าเมื่อถึงเกมแบบนี้ทีไร ทีมชาติไทยมักจะแพ้ภัยตัวเองไปทุกที
ทว่าความกังวลนั้นก็หายไป ในการแข่งขันกับจีนครั้งนี้ หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ... เสียงเชียร์ที่เคยเงียบหายไปเริ่มกลับมาดังกระหึ่มอีกครั้ง เมื่อทีมสาวไทยโชว์ฟอร์มการเล่นที่ดุดัน เหนียวแน่น และชาญฉลาด การผสมผสานระหว่างประสบการณ์ของรุ่นพี่และพละกำลังของรุ่นน้องเติบโตจนสุกงอม ซึ่งในเกมชิงดำที่ความกดดันทะยานแตะจุดพีก ประสบการณ์การเติบโตท่ามกลางพายุของพวกเธอทำให้ความสำเร็จเกิดขึ้น
ไทยเอาชนะจีนไป 3-2 เซตแบบสุดมัน ... นอกจากจะเป็นการปลดล็อกความฝันแล้ว คุณเองก็น่าจะรู้สึกว่า บรรยากาศรอบตัวของคุณได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงภายหลังจากวินาทีนั้น
ทุกสำนักข่าวที่แม้จะไม่ใช่สำนักข่าวกีฬา พร้อมใจกันพูดถึงความสำเร็จครั้งนี้ แม้กระทั่งกรุ๊ปแชตของทีมกองบรรรณาธิการ MAIN STAND ก็ดูวุ่นวายขึ้นมาในทันตา ทุกคนพยายามทำข่าวเรื่องนี้ เกาะติดบรรยากาศในสนาม และติดต่อสัมภาษณ์ทุกคน ๆ ที่พอจะคิดชื่อได้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ ... มันคือ "วันโซเชียลแตก" ของแท้ แบบที่ทุกคนรับรู้ได้
เหนือสิ่งอื่นใด คำดูถูก และคำวิจารณ์ที่เคยดังสนั่น และเกรียนคีย์บอร์ดบางครั้งที่กำลังง้างรอเมื่อผลพ่ายแพ้มาถึง ได้ถูกความสำเร็จและกระแสความยินดีตีกลับจนหายไปในบัดดล เหลือแต่สิ่งที่ชัดเจนเพียงอย่างเดียวคือความรักจากแฟน ๆ ตัวจริง ที่น้ำตาไหลไม่แพ้นักกีฬาและทีมงาน เพราะการอยู่เคียงข้างทีมมาเสมอ ทำให้พวกเขาแทบจะเป็นส่วนเดียวกันกับทีมชุดนี้ไปแล้ว
คำถามที่ว่า ทำไมวอลเลย์บอลหญิงไทยจึงเป็นกีฬาที่ "คนไทย" ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบดูกีฬารักและมีความสุขได้สิ้นสุดลง หลังจากที่ทุกคนได้เห็นการยืนหยัดต่อสู้หนักหน่วงแบบที่มีแต่พวกเธอเท่านั้นที่รู้ว่าสิ่งที่เจอมันหนักแค่ไหน ... แต่เมื่อเลือกมาบนเส้นทางนี้แล้ว ไม่มีทางหนีพ้นและหยุดมันได้จนกว่าจะมีสิ่งที่เรียกว่า "ความสำเร็จ" มาตอกย้ำ และตอกหน้าใครก็ตามที่มองพวกเธอผิด ๆ จากมุมมองของคนภายนอก
การเอาชนะ และวิ่งไปสู่ความฝันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของทัพลูกยางสาวไทยหนนี้ ไม่ได้มีผลแค่ในเชิงกีฬาเท่านั้น มันแสดงให้เห็นว่าก่อนที่จะเดินมาถึงความสำเร็จที่ทุกคนอยากจะเห็น มันมีช่วงเวลาแย่ ๆ ที่ไม่อยากประสบพบเจอเกิดขึ้นมากมาย ... คนที่ยอมแพ้ ล้มเลิก หรือหนีไป อาจจะหลบพ้นจากคำวิจารณ์และการดูถูกได้
แต่คนที่ไม่ยอมแพ้ ไม่ล้มเลิก และไม่หนีไปไหน เพื่อยืนหยัดสู้ต่อบนแนวทางที่ตัวเองเลือก ... ที่สุดแล้วในวันที่ชัยชนะมาถึง มันจะเป็นวันที่เรารู้สึกว่าชีวิตของเราได้ใช้อย่างเต็มที่และคุ้มค่าที่สุดแบบที่ไม่มีอะไรควรเสียดาย
ขอสดุดีแก่ทีมลูกยางสาวไทย ที่คุณได้สร้างความสุขให้กับคนไทยทุกคน ... อย่างแท้จริง
แหล่งอ้างอิง
https://en.wikipedia.org/wiki/2012_FIVB_Women's_World_Olympic_Qualification_Tournament
https://en.wikipedia.org/wiki/Volleyball_at_the_2024_Summer_Olympics_%E2%80%93_Women's_qualification
https://mainstand.co.th/th/videos/15/article/717