Feature

Welcome to Hell! : ทำไมบ้านของ กาลาตาซาราย ถูกเรียกว่า "นรกทีมเยือน" | Main Stand

หากคุณเป็นนักฟุตบอลที่ต้องไปเยือนสนามของ กาลาตาซาราย สิ่งแรกที่คุณอาจได้ยินตั้งแต่ก่อนเกมเริ่มคือ เสียงโห่ เสียงกลอง และเสียงเชียร์ที่ดังจนแทบกลืนเสียงนกหวีดผู้ตัดสิน พร้อมกับป้ายข้อความแสดงความต้อนรับว่า "Welcome to Hell!"

 

ประโยคสั้น ๆ นี้ไม่ใช่แค่คำขู่เล่น ๆ ของแฟนบอล แต่มันคือภาพแทนของหนึ่งในสนามที่บรรยากาศโหดที่สุดในโลกฟุตบอล สนามเหย้าของ กาลาตาซาราย ที่ แรมส์ พาร์ค หรือในชื่อท้องถิ่นอย่าง อาลี ซามี เยน 

คำถามคือ … ทำไมที่นี่ถึงได้ชื่อว่า "นรกทีมเยือน" ติดตามกับ Main Stand 

 

จิตวิญญาณของ อาลี ซามี เยน 

หากไล่ไปถึงต้นตอ สโมสร กาลาตาซาราย อาจเป็นหนึ่งในสโมสรฟุตบอลที่อายุยืนยาวที่สุดในโลกก็ได้ เพราะเดิมทีพวกเขากำเนิดมาจากโรงเรียนมัธยมชื่อดังประจำชาติภายใต้ชื่อเดียวกัน ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1481

โรงเรียนแห่งนี้ตั้งมาตรฐานไว้สูงและสอนวิชาที่เข้มงวด บุคคลผู้ทรงอิทธิพลหลายคนจบการศึกษาจากโรงเรียนนี้ แต่มีเพียงไม่กี่คนที่สร้างผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนนับล้าน เช่นเดียวกับเด็กหนุ่มผู้มีความฝันคนหนึ่ง และชื่อของเขาคือ อาลี ซามี เยน ชายผู้ถูกนำมาตั้งเป็นชื่อสนามเหย้าที่โหดที่สุดในยุโรป 

อาลี ซามี เยน มีเพื่อนเป็นชนชั้นสูงชาวอังกฤษมากมาย และเขาได้นำเอากีฬาฟุตบอลกลับมาที่โรงเรียน ก่อนสร้างทีมฟุตบอลขึ้นมาในปี 1905 ซึ่งเดิมทีในช่วงเวลานั้น รัฐบาลยังคงบังคับใช้กฎหมายห้ามการประชาชนรวมกลุ่ม ดังนั้นสโมสรจึงไม่ได้จดทะเบียนอย่างเป็นทางการ และดำเนินการมาอย่างเงียบ ๆ จนกระทั่งปี 1912  

ณ ช่วงเวลานั้น จิตวิญญาณที่ทำให้สโมสรโด่งดังไปทั่วโลกได้ถูกสร้างเอาไว้แล้ว ความบ้าคลั่งฟุตบอลของชาวตุรกีเริ่มต้นจากตรงนี้เลย ... จะพูดแบบนั้นก็คงไม่ผิดนัก  

กาลาตาซาราย กลายเป็นศูนย์กลางของอัตลักษณ์ตุรกี เป็นกลไกที่จักรวรรดิออตโตมันใช้แสดงแสนยานุภาพ ภายใต้การนำของ อาลี ซามี เยน สโมสรปรารถนาที่จะเชิดชูความภาคภูมิใจของออตโตมันภายใต้สีและชื่อเดียวกัน สีที่เลือกใช้ในที่สุดก็คือ สีเหลือง และ สีแดง เป็นสีประจำโรงเรียน และชื่อ กาลาตาซาราย นั้นมีความหมายว่า "เกียรติยศและความกล้าหาญ"

"ทีมฟุตบอลจากอังกฤษนั้นมีคุณภาพสูงสุด เราได้เห็น เราจึงได้สร้างสโมสรฟุตบอล กาลาตาซาราย แห่งนี้ขึ้นมา เราจะใช้สีและชื่อที่เป็นเอกลักษณ์ และแน่นอนที่สุด เราสร้างทีมนี้ขึ้นมาเพื่อจะเอาชนะคู่แข่งจากทุกประเทศให้ได้" ผู้ก่อตั้งสโมสรกาลาตาซาราย ว่าเช่นนั้น และเจตนารมณ์ถูกส่งต่อมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งเป็นเหตุผลว่า ทำไมสนามเหย้าของ กาลาตาซาราย แม้จะมีการเปลี่ยนชื่อไปหลายครั้ง ทุบและสร้างใหม่มาก็หลายหน แต่จิตวิญญาณแห่งการเอาชนะ ยังคงอยู่เสมอไม่เปลี่ยนแปลง

"คนประเทศอื่น ๆ ต้องถามตัวเองว่า พวกตุรกีมันบ้าอะไรกัน … ง่ายนิดเดียว สำหรับพวกเรา ฟุตบอลนั้นคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เราไปสนามฟุตบอลด้วยความรู้สึกแบบเดียวกับที่พวกเขาไปเข้าโบสถ์นั่นแหละ" ไอฮาน กุนเนอร์ ผู้นำแฟนบอลหัวรุนแรงของสโมสร กาลาตาซาราย กล่าวเปิดหัวอย่างเร้าใจ 

แม้จะดูน่าเกรงขามแค่ไหน แต่ความจริงกับสิ่งที่คิดมันยากที่จะเหมือนกันเป๊ะได้เสมอ ... สำหรับ กาลาตาซาราย แม้จะตั้งปณิธานของสโมสรว่าจะเกิดมาเพื่อครองยุโรป แต่ทุกคนต่างรู้ดีว่า ความจริงมันไม่ได้เป็นเช่นนั้นในทุกวันนี้ ยังมีฟุตบอลจากอีกหลายประเทศที่เก่งกว่า คุณภาพมากกว่า งบประมาณมากกว่า กาลาตาซาราย ทีมอันดับ 1 ของตุรกี 

ใช่ว่าแฟนบอลของพวกเขาจะไม่รู้หลักความจริงของโลกใบนี้ แม้จะยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกไม่ได้ตามที่หวัง แต่ กาลาตาซาราย ก็มีสิ่งหนึ่งที่ไม่มีสโมสรใดในโลกเหมือน นั่นก็คือเมื่อถึงเวลาที่ต้องเล่นเกมฟุตบอลยุโรป ด้วยการเปิดรับการมาเยือนของเหล่าบิ๊กทีมหัวแถว แฟนบอลที่นี่ทุกคนพร้อมที่จะแสดงให้เห็นว่า คุณจะยิ่งใหญ่มาจากไหนก็ช่าง แต่ถ้าคิดจะมาเอาชนะเราที่ อาลี ซามี เยน ... คุณก็ต้องออกแรงสุดชีวิต ไม่เช่นนั้นคุณอาจจะจมสู่นรก และพบกับความพ่ายแพ้ ที่องค์ประกอบทุกอย่างของที่นี่นำมาประเคนให้คุณแบบไม่พัก 

 

"Welcome to Hell!" สงครามจิตวิทยาที่ถูกออกแบบไว้แล้ว

นับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา ในเวทีใหญ่อย่าง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก อาลี ซามี เยน รังเหย้าของ กาลาตาซาราย ก็กลายเป็นของขึ้นชื่อที่ว่ากันว่า ทีมไหนก็ไม่อยากไปเยือน ด้วยเหตุผลมากมายหลายข้อ และข้อแรกก็คือ บรรยากาศที่นี่ทำให้คู่แข่งรู้สึกเหมือนอยู่ในนรก 

แฟนบอลของ กาลาตาซาราย รู้ดีว่า พวกเขาอาจไม่ได้มีงบประมาณเท่ากับทีมยักษ์ใหญ่ของยุโรป แต่สิ่งที่พวกเขาสามารถสร้างได้คือ บรรยากาศที่ทำให้คู่แข่งรู้สึกเหมือนตกนรก ก่อนเกมสำคัญ แฟนบอลจะจัดแสดงธงขนาดยักษ์ พร้อมข้อความเป็นภาษาอังกฤษต้อนรับผู้มาเยือนว่า "Welcome to Hell!" 

และเมื่อนักเตะโผล่ออกจากอุโมงค์เมื่อไหร่ พลุไฟและแฟลร์สีแดงจะถูกจุดขึ้นเต็มอัฒจันทร์ จากนั้นเสียงกลองและเสียงร้องประสานของแฟนบอลฝั่งเจ้าบ้านทั้งสนามจะเริ่มดังขึ้น และปิดท้ายด้วยเสียงโห่อื้ออึงเพื่อบอกทีมเยือนเป็นนัย ๆ ว่า "พวกเอ็งซ่าผิดที่แล้ว" 

"บรรยากาศที่นั่นโหดมาก แฟนบอลทำให้คุณรู้สึกเหมือนกำลังอยู่กลางสงคราม มันให้ความรู้สึกน่าทึ่ง และน่ากลัวในเวลาเดียวกัน" เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เคยกล่าวถึงการพาลูกทีมของเขามาเยือนที่นี่ในปี 1993 ซึ่งแน่นอนว่า "เฟอร์กี้" ไม่ได้หมายความแค่บรรยากาศในสนามเท่านั้น แต่มันเริ่มตั้งแต่การเช็กอินที่สนามบินอิสตันบูลแล้ว 

ไมค์ ฟีแลน นักเตะในทีม แมนฯ ยูไนเต็ด ชุดนั้นออกมาเปิดเผยประสบการณ์ว่า "เมื่อคุณมาถึงอิสตันบูลเพื่อมาแข่งขันกับ กาลาตาซาราย คุณรู้สึกได้ทันทีว่า ทุกคนที่นี่จะมองคุณเป็นศัตรู ทันทีที่เราเหยียบสนามบิน เราได้ยินเสียงตะโกนข้ามหัวโหวกเหวกไปหมด และมันเต็มไปด้วยคำขู่ที่คุณต้องพยายามมีสมาธิต่อสิ่งที่ต้องทำให้มากที่สุด" 

ฟีแลน ไม่ได้พูดเกินจริง แฟนบอลของ กาลาตาซาราย ยอมทำทุกอย่างเพื่อสร้างโอกาสให้สโมสรของพวกเขามากขึ้นแม้จะเพียงน้อยนิด การขู่ การด่าทอ การสบถ หรืออาจจะหนักข้อไปถึงการคุกคาม เมื่อนักเตะของฝั่งทีมเยือนอยู่บนรถบัส เดินทางบนท้องถนนเพื่อไปยังโรงแรมที่พัก 

และเมื่อถึงโรงแรมที่พัก ก็ใช่ว่าคุณจะได้อยู่กันอย่างสงบ แฟนบอลของพวกเขาโดยเฉพาะกลุ่มหัวรุนแรง พร้อมจะทำให้คุณเหนื่อยล้า แม้คุณจะนอนอยู่บนเตียงนุ่ม ๆ ของโรงแรม 5 ดาว เพราะพวกเขาจะเตรียมพลุไฟ เปิดเพลงดัง ๆ จัดให้คุณทั้งคืนเพื่อให้คุณไม่ได้หลับได้นอน

แน่นอนว่ามันไม่แฟร์ที่จะทำแบบนี้ แต่นี่คือวิถีของพวกเขา ทุกอย่างที่พวกเขาลงมือทำ มันเหมือนการสร้างสงครามประสาทย่อม ๆ ทำให้นักเตะของคู่แข่งรู้สึกอยาก "รีบแข่ง รีบจบ รีบกลับบ้าน" หรือใครจิตใจแตกกระเจิง ก็อาจจะอยากเล่นให้จบ ๆ ต่อให้แพ้ก็ไม่เป็นไร ค่อยไปเน้นเกมในบ้านแทนอะไรแบบนั้น 

ความโหดทุกหย่อมหญ้า มีส่วนทำให้นักเตะทีมเยือนหลายคนหลีกเลี่ยงการทำอะไรเสี่ยง ๆ ในสนาม ที่อาจนำไปสู่เหตุการณ์รุนแรงที่พร้อมจะเกิดขึ้นได้เสมอ ... คุณสามารถรู้ได้ว่าพวกเขาไม่ได้ล้อเล่น เพราะในอดีตก็มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นหลายครั้ง ที่แฟนบอล กาลาตาซาราย สร้างขึ้น ทั้งการโจมตีแฟนบอลคู่แข่ง หรือแม้กระทั่งการโจมตีใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้ามาระงับเหตุการณ์

ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่กลัวใครทั้งนั้น และพวกเขาก็เต็มใจที่จะทำแบบนั้น กลุ่มแฟนบอลหัวรุนแรงอย่าง ultrAslan เคยให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่า มันคือหน้าที่ของแฟนบอลคนที่ 12 และพวกเขาเชื่อว่าทุกสิ่งที่พวกเขาทำ มีผลต่อเกมในสนามทั้งสิ้น ... ซึ่งคงไม่ใครกล้าเถียงพวกเขาแน่ 

 

เมื่อแฟนบอลคือผู้เล่นคนที่ 12

สิ่งที่ทำให้ "Welcome to Hell!" ไม่ใช่แค่คำขวัญ แต่กลายเป็นตำนาน คือผลการแข่งขันที่ตามมา กาลาตาซาราย มักทำผลงานในบ้านได้ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะในฟุตบอลยุโรป หนึ่งในช่วงเวลาที่แฟนบอลภูมิใจที่สุดคือปี 2000 เมื่อทีมของพวกเขาคว้าแชมป์ ยูฟ่า คัพ (ปัจจุบันคือ ยูโรป้า ลีก) และความสำเร็จนั้นยิ่งทำให้แฟนบอลเชื่อว่า

"สนามเหย้าของพวกเขา คือป้อมปราการที่ไม่มีใครอยากมาเยือน"

และหากคุณจะตัดเรื่องความโหดนอกสนามออกไป เพราะมันคงไม่ใช่ทุกครั้งที่พวกเขาตั้งใจจะทำร้ายคู่แข่ง ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ กาลาตาซาราย เป็นพวกเก่งในบ้าน นั่นก็คือสไตล์การเชียร์ของแฟนบอลของพวกเขา ที่จะส่งเสียงดังตลอดทั้งเกม ว่ากันว่าความหลงใหลในฟุตบอลของแฟนบอลที่เมืองอิสตันบูลนั้นเข้มข้นเกินกว่าจะอธิบายด้วยคำว่า "เชียร์บอล" ธรรมดา แต่พวกเขาได้สร้างปรากฏการณ์บางอย่างขึ้นมาที่เรียกว่า "กำแพงเสียง" (Wall of Sound)

กำแพงเสียงที่ดังตลอดทั้งเกม ที่กดดันคู่แข่งตั้งแต่วินาทีแรก ถือเป็นของขึ้นชื่อของที่นี่ สนามเหย้าของพวกเขาเคยทำสถิติระดับโลกเรื่องความดังของเสียงเชียร์ โดยแฟนบอลสามารถสร้างเสียงได้เกิน 130 เดซิเบล ซึ่งดังพอ ๆ กับเสียงเครื่องบินกำลังขึ้นบิน

ผลที่เกิดขึ้นคืออะไร เมื่อเกิดภาวะกำแพงเสียง ? ... นักเตะทีมเยือนไม่สามารถสื่อสารกันได้ชัด, ผู้เล่นเสียสมาธิจากเสียงโห่ตลอดเวลา และ การออกคำสั่งของโค้ชแทบไม่ได้ยินในสนาม นี่คือตัวอย่างเมื่อคุณต้องมาเยือนที่นี่ 

ครั้งหนึ่ง โทมัส ทูเคิล นำ ปารีส แซงต์ แชร์กแม็ง มาเยือนที่นี่ในปี 2019 และกว่าจะเอาชนะไป 1-0 ได้ก็ลิ้นแทบห้อย ทั้ง ๆ ที่ในเกมเหย้าก่อนหน้านี้ เปแอสเช ถล่ม กาลาตาซาราย เละถึง 5-0 ... ทูเคิล บอกหลังเกมว่า เขาพยายามให้ลูกทีมโฟกัสเรื่องการมีสมาธิ และขอให้ทุกคนในทีมช่วยกันแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้ได้มากที่สุด เพราะที่นี่มักมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นเสมอ เพราะแฟนบอลของ กาลาตาซาราย ทำให้ทุกอย่างคาดเดาไม่ได้เลย 

"บรรยากาศในสนามสามารถทำให้นักเตะเสียสมาธิได้ง่าย มันเป็นเสียงเชียร์ที่ดังมาก และเต็มไปด้วยอารมณ์ร่วมอย่างสุดขีด นั่นคือปัจจัยสำคัญของเกม ๆ นี้ คุณต้องพยายามกระตุ้นให้นักเตะเอาตัวรอด เพราะคุณไม่สามารถจำลองสถานการณ์แบบนี้ในการซ้อมได้เลย" ทูเคิล ว่าเช่นนั้น 

ทั้งหมดนี้คือเหตุผลว่า ทำไมในเกมยุโรปหลายครั้ง ทีมใหญ่ต้องกลับบ้านพร้อมความพ่ายแพ้ ทั้งที่ชื่อชั้นเหนือกว่า

เพราะเมื่อเกมเริ่มขึ้น นักเตะ กาลาตาซาราย ไม่ได้เล่นกันแค่ 11 คน แต่พวกเขาเหมือนมี "ผู้เล่นคนที่ 12" ที่ส่งเสียงเชียร์ตลอด 90 นาที

และเมื่อแฟนบอลทั้งสนามตะโกนคำเดิมพร้อมกัน "Welcome to Hell!" มันไม่ใช่แค่คำพูดข่มขวัญ แต่มันคือคำอธิบายที่ตรงที่สุดสำหรับค่ำคืนฟุตบอลที่อิสตันบูล ที่คู่ต่อสู้ที่จะมาเอาชัยชนะที่นี่เก่งแค่ฝีเท้าอย่างเดียวไม่พอ จิตใจของคุณต้องแข็งแกร่งด้วย เมื่อก้าวลงสนามอันคลาสสิกตลอดกาล ที่มีจิตวิญญาณของ อาลี ซามี เยน แห่งนี้ 

 

แหล่งอ้างอิง

https://thesefootballtimes.co/2019/12/16/the-european-obsession-of-galatasaray/
https://www.sportsandcrime.com/p/why-galatasaray-is-feeling-the-brunt
http://news.bbc.co.uk/2/hi/europe/704374.stm
https://deepsouthwatch.org/th/node/10488
http://www.hurriyetdailynews.com/violence-overshadows-football-in-turkey-9828

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Graphic

อรรนพ สะตะ

graphic design ผู้ชื่นชอบกีฬาฮอกกี้, เกมส์, เดินเขา เป็นชีวิตจิตใจ