
ในยุคที่พรีเมียร์ลีกเต็มไปด้วยกองกลางพลังงานสูง สไตล์ดุดัน หรือมีภาพจำชัดเจนแบบ สตีเว่น เจอร์ราร์ด, แฟรงค์ แลมพาร์ด และ ปาทริค วิเอร่า ชื่อของ ไมเคิล คาร์ริค กลับดูเหมือนจะอยู่ในมุมเงียบ ๆ ของประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ
เขาไม่ได้ยิงไกลเป็นลูกไฟให้เห็นบ่อย ๆ ไม่ได้วิ่งไล่บี้จนคนดูสะใจ และไม่ได้เป็นกัปตันทีมที่ปลุกใจคนทั้งสนาม
แต่ในสายตาของโค้ชระดับโลกอย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า, เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน และ นักเตะอย่าง ชาบี เอร์นานเดซ เขากลับได้รับการยกย่องว่าเป็น "นักเตะระดับอัจฉริยะ" และเป็นหนึ่งในกองกลางที่ดีที่สุดในโลกในยุคของเขา
ทำไมโค้ชถึงเห็นสิ่งที่แฟนบอลหลายคนมองไม่เห็น ? ติดตามกับ Main Stand
กองกลางผู้มาก่อนกาล
ไมเคิล คาร์ริค กลายเป็นนักเตะที่มีชื่อเสียงจนเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ตอนที่เขาย้ายจาก ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ มาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด เมื่อปี 2006 และก่อนที่เราจะไปดูว่าเขายอดเยี่ยมแค่ไหน เราอาจจะต้องเท้าความกลับไปสักนิด ว่าเหตุใด เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จึงเลือกเขามาเป็นกุญแจดอกสำคัญของหนึ่งในทีมชุดที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์การคุมทีมของเขา

ก่อนอื่นเลย คาร์ริค ถูกดึงตัวมายังถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด ในฐานะตัวแทนของ รอย คีน กองกลางที่เป็นหัวใจของทีมมาโดยตลอด และนอกจากจะเป็นส่วนสำคัญแล้ว คีน ยังเป็นกัปตันทีมที่ชูถ้วยรางวัลมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์สโมสรด้วย
ด้วยเหตุนี้จึงเกิดการเปรียบเทียบระหว่าง คีน กับ คาร์ริค ที่ เฟอร์กี้ ให้ใส่เสื้อเบอร์ 16 (เบอร์เก่าของคีน) ขึ้นมา และสิ่งที่ คีน เป็นนั้นก็เป็นอะไรที่ชัดเจนมาก ๆ ในความทรงจำของแฟนบอลยุคนั้น เพราะนอกจากจะมีคาแรกเตอร์ที่ดุดัน เป็นผู้นำโดยจิตวิญญาณแล้ว ยังเป็นกองกลางในเชิง "บ็อกซ์ทูบ็อกซ์" ที่เล่นเกมรับได้ดี เข้าปะทะรุนแรง แม่นยำ อ่านจังหวะตัดบอลสวย ๆ ขณะทื่เกมรุกก็เป็นทีเด็ด ขึ้นไปยิงประตูสำคัญ ๆ ให้ทีมอยู่บ่อย ๆ
ความสงสัยถูกถามไปยัง เฟอร์กี้ ว่าทำไมตัวแทนในตำแหน่งของ คีน จึงต้องเป็น คาร์ริค กองกลางที่ไม่ได้นับว่ามีอะไรโดดเด่นชัดเจน ? และคำตอบของ เฟอร์กี้ ก็ตอกย้ำว่า เขาเห็นยุคสมัยที่รออยู่ข้างหน้าล่วงหน้า 1 ก้าว ... ยุคที่ "ฮาร์ดแมน" จะอยู่ยากขึ้น และกองกลางในแบบ "ตัวคุมจังหวะ" จะกลายเป็นบทบาทที่สำคัญกว่าในตำแหน่งมิดฟิลด์
"ในเกมยุคปัจจุบัน คุณไม่จำเป็นต้องมีผู้เล่นที่เข้าปะทะแบบที่เคยเป็นมาอีกต่อไปแล้ว มันไม่มีความจำเป็นอีกต่อไปแล้ว สิ่งสำคัญคือการคาดการณ์และการอ่านเกม" คำตอบของบรมกุนซือในวันนั้นชัดเจน และหลังจากฤดูกาล 2006-07 ซึ่งเป็นฤดูกาลแรกของ คาร์ริค กับ แมนฯ ยูไนเต็ด จบลง ปีศาจแดง กลับมาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกในรอบ 3 ปี ... เมื่อมองที่ปลายทาง มันค่อนข้างชัดเจนว่า คาร์ริค มีอิมแพกต์ไม่มากก็น้อยในการเปลี่ยนแปลง แต่ ณ เวลานั้นหลายคนก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่า แล้ว คาร์ริค ทำแบบนั้นได้หรือ ?

เหตุผลแรกที่ทำให้ คาร์ริค ถูกมองว่า "ธรรมดา" คือ สไตล์การเล่นของเขาแทบไม่มีไฮไลต์ชัด ๆ ให้จดจำ หากเทียบกับกองกลางในรุ่น ๆ ของเขา ดูเหมือนว่าเขาจะแตกต่างกับ สตีเว่น เจอร์ราร์ด, แฟรงค์ แลมพาร์ด หรือ พอล สโคลส์ ที่แต่ละคนก็มีทีเด็ดที่การยิงประตูและการแอสซิสต์แตกต่างกันไป
แต่ คาร์ริค นั้น สิ่งเขามักจะแสดงออกในเกมก็คือ การเล่นสั้น, จ่ายง่าย ๆ และคอยอยู่เป็นที่เป็นทางเพื่อให้เพื่อนร่วมทีมมีทางเลือกในการจ่ายบอลในสถานการณ์จวนตัวมากขึ้น ยิ่งเมื่อดูผ่านหน้าจอ หรือดูแค่ไฮไลต์ คาร์ริค แทบจะ "หายตัว" เพราะสิ่งที่เขาทำนั้นไม่ได้หวือหวา แฟนบอลจำนวนมากจึงรู้สึกว่า เขาแค่แปะบอลไป-มา ไม่ได้ทำอะไรพิเศษ
แต่ในโลกของแท็กติก สิ่งที่ดูเรียบง่ายนั้น กลับเป็นสิ่งที่ยากที่สุด และ คาร์ริค ได้แสดงมันออกชัดขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไป
สิ่งสำคัญ = สิ่งที่โค้ชเห็น
เพื่อบอกความเป็น คาร์ริค ให้ชัดยิ่งขึ้น ก็ต้องกลับไปอยู่ในบริบทของฟุตบอลยุคนั้น และสิ่งที่ เฟอร์กี้ พยายามจะแก้ไข แมนฯ ยูไนเต็ด ให้ยกระดับจากทีมที่เป็นหัวแถวของอังกฤษ กลายเป็นทีมที่ทั้งยุโรปต้องหวาดหวั่น
แมนฯ ยูไนเต็ด ในยุค เฟอร์กี้ ช่วงหลังคว้า 3 แชมป์ในปี 1999 เป็นฟุตบอลที่กระโชกโฮกฮาก เล่นจังหวะเร็ว เข้าปะทะไวเพื่อแย่งบอลกลับมา และเปิดเกมบุกแบบเต็มพิกัดเมื่อได้โอกาส สิ่งนี้อาจจะเวิร์กในเกาะอังกฤษ แต่เมื่อ ยูไนเต็ด ต้องไปเล่นในฟุตบอลยุโรป พวกเขามักจะพบกับความต่างในเรื่องของจังหวะเกม เมื่อเจอทีมจากสเปน อิตาลี และ เยอรมนี หรือแม้กระทั่งทีมแข็ง ๆ จากลีกอื่น ๆ จนกลายเป็นบอลที่แพ้ทาง โดนดักสวนกลับ แพ้ตกรอบก่อนถึงรอบลึก ๆ เสมอ

เฟอร์กี้ พยายามจะเปลี่ยนมิดฟิลด์คู่กลางให้มีตัวรับในสไตล์ยุโรป ที่ไม่ได้หนักอย่างเดียว แต่ต้องเป็นคนที่ควบคุมจังหวะของทั้งทีมได้ และมีการยืนตำแหน่งที่สมบูรณ์แบบ
เขามักยืนอยู่ในจุดที่รับบอลได้เสมอ เชื่อมเกมจากหลังไปหน้า และใช้การยืนตำแหน่งอ่านเกมดักทางเพื่อปิดพื้นที่เกมสวนกลับของคู่แข่ง สิ่งที่ได้กลับมาคือ หน้าที่ของเขาจะดำเนินไปแบบเงียบ ๆ ไม่หวือหวา แต่ทำให้เพื่อนร่วมทีมไม่ต้องเสี่ยงจ่ายยาก, ไม่ต้องแก้เพรสหนัก ๆ ไม่ต้องวิ่งไล่บอลมากเกินไป ซึ่งถือเป็นการเล่นกองกลางตัวรับที่แตกต่างกับทีมอื่น ๆ ในอังกฤษสมัยนั้น
"คาร์ริค คิดล้ำหน้าไปกว่ายุคสมัยถึง 10 ปี โคล้ด มาเกเลเล่ อาจเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของกองกลางตัวรับในอังกฤษในเวลานั้น แต่ในขณะที่ลีกอื่น ๆ นักเตะในแบบ คาร์ริค ก้าวขึ้นมาเป็นจอมทัพของทีมแถวหน้า นำโดย เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ แกนหลักห้อยท้ายในกลุ่ม 3 ยอดมิดฟิลด์ของ บาร์เซโลน่า, ชาบี อลอนโซ่ ย้ายจาก ลิเวอร์พูล ไปเล่นในตำแหน่งเดียวกันที่ เรอัล มาดริด ขณะที่ ใน อิตาลี ก็มี อันเดรีย ปิร์โล่ ที่เป็นสัญลักษณ์ของเบอร์ 6 ยุคใหม่ (ในเวลานั้น) ที่ชัดเจน" ราอูล วาริเออร์ นักเขียนของ These Football Times สรุปไว้แบบนั้น

โดยสรุปคือ หลังปี 2006 คาร์ลอส เคย์รอซ ผู้ช่วยคนสำคัญของ เฟอร์กูสัน วางแผนปรัชญาการเล่นแบบเน้นการครองบอล ซึ่งขัดแย้งกับสไตล์การเล่นแบบโบราณที่ยังคงแพร่หลายอยู่อังกฤษ ปรัชญานี้ทำให้ คาร์ริค มีบทบาทสำคัญในตำแหน่งกองกลางตัวรับ ที่ช่วยให้ฟุตบอลบู๊แบบ DNA ของ แมนฯ ยูไนเต็ด ถูกปรับให้เป็นจังหวะและสมดุลมากขึ้น
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงหลังจาก คาร์ริค เข้ามานั้นคืออะไร ? นอกจาก แมนฯ ยูไนเต็ด จะได้แชมป์พรีเมียร์ลีกทันทีแล้ว ผลงานในฟุตบอลยุโรปของพวกเขาดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ฤดูกาล 2006-07 พวกเขาเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ, ฤดูกาล 2007-08 พวกเขาคว้าแชมป์ได้สำเร็จ ขณะที่ปี 2008-09 ก็เข้าชิงอีกครั้ง ก่อนจะได้แค่รองแชมป์จากการแพ้ บาร์เซโลน่า
ทำของยากให้เป็นของง่าย
หน้าที่ของ คาร์ริค เป็นเช่นนั้นมาเสมอในตำแหน่งเบอร์ 6 ของ แมนฯ ยูไนเต็ด เขาเป็นแกนหลักที่เล่นให้ทีมนานถึง 10 ปี โดยมีมาตรฐานคงที่ ไม่หวือหวา แตกต่างกับนักเตะคนอื่นที่วูบวาบมีสีสัน และอาจเป็นตัวขโมยซีนของเขา ไล่มาตั้งแต่รุ่น ไรอัน กิ๊กส์, พอล สโคลส์, คริสเตียโน่ โรนัลโด้, เวย์น รูนี่ย์, ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ หรือ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ เหล่านี้ล้วนเป็นคนที่สื่อมักเห็นพวกเขาชัดเสมอ

อีกเหตุผลหนึ่งที่ คาร์ริค ไม่ได้รับความชื่นชมเท่าคนอื่น ๆ แม้ยืนตัวหลักของ ยูไนเต็ด กว่าทศวรรษ อาจจะเป็นเพราะช่วงเวลาพีก ๆ ของเขานั้น โซเชียลมีเดียยังไม่แพร่หลายขนาดนี้
คุณสามารถเปรียบเทียบตอนนี้กับอดีตได้ชัดมาก ปัจจุบันการวิเคราะห์แท็กติกจากแฟนบอล, อินฟลูเอนเซอร์ หรือ กูรูฟุตบอลต่าง ๆ มีช่องทางให้ติดตามเยอะมาก เรียกได้ว่าบอลแมตช์เดียว คุณสามารถฟังวิเคราะห์ได้ทั้งวัน เพราะทุกช่อง ทุกเพจ ก็มักจะทำคอนเทนต์แนวนี้เสมอ
กลับกัน ในสมัยนั้น แม้การดูฟุตบอลเริ่มจะหาง่ายแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ง่ายเท่าทุกวันนี้ ความนิยมในกลุ่มคนดูไม่ใช่การวิเคราะห์แท็คติกเชิงลึก ข้อมูลและสถิติต่าง ๆ ในโซเชียลมีเดียแทบไม่มีเปิดเผย ดังนั้นคนดูบอลยุคก่อนจึงเน้นที่การดูคลิปลูกยิงประตู การทำแอสซิสต์ และไฮไลต์หรือแม้กระทั่งการตัดคลิปสวย ๆ
สำหรับ คาร์ริค การเป็นนักเตะที่ตัวเลขไม่สามารถบอกความยอดเยี่ยมของเขาได้ เขาจึงไม่ได้มีจำนวนแอสซิสต์หรือประตูที่มากนัก ดังนั้นแฟนบอลจำนวนมากจึงรู้สึกว่า การเล่นของเขาน่าเบื่อ แค่ได้บอลมาและจ่ายไปง่าย ๆ เท่านั้น
นี่เป็นอีกหนึ่งเหตุผลว่าส่วนใหญ่ คาร์ริค จะได้คำชมจากคนวงในฟุตบอลมากกว่าจากสื่อ เพราะพวกเขารู้ว่า สิ่งที่ คาร์ริค ทำนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่แฟนบอลคิด มันคือการมีทักษะฟุตบอลที่แน่นอน ทำให้สามารถควบคุมบอลได้ดี จ่ายสั้น-ยาว ได้อย่างมีน้ำหนักแม่นยำ เหนือสิ่งอื่นใด คือการมีความคิดที่ก้าวล้ำนำหน้าคนอื่น ๆ ในทีมไปอีก 1 จังหวะ เพื่อให้ทุกอย่างยังคงอยู่ในสถานการณ์ปกติ ไม่ตกอยู่ในสถานการณ์โกลาหล ซึ่งเป็นสิ่งที่นำไปสู่การเสียประตูได้ภายในชั่วพริบตา

"เขาคือหนึ่งในกองกลางที่ดีที่สุดที่ผมเคยเห็น เขาอ่านเกมล่วงหน้าได้ตลอดเวลา" สิ่งที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เจ้าพ่อบอลคอนโทรลกล่าว คือคำยืนยันถึงความยอดเยี่ยมของ คาร์ริค ที่ทำของยากให้เป็นของง่ายจนกลายเป็นเรื่องธรรมดาได้เป็นอย่างดี
แหล่งอ้างอิง
https://www.reddit.com/r/ManchesterUnited/comments/1qbaoby/how_good_was_michael_carrick_for_united_as_a/?rdt=61577
https://www.reddit.com/r/ManchesterUnited/comments/1qyb1nk/looking_back_carrick_was_really_an_overlooked/
https://footballiconic.com/was-michael-carrick-underappreciated-and-how-good-was-he-really/
https://thesefootballtimes.co/2018/05/22/why-was-michael-carrick-so-under-appreciated-throughout-his-career/