
แม้ ไมเคิล คาร์ริค จะยังไปไม่ถึงจุดที่แฟน ๆ แมนฯ ยูไนเต็ด ทุกคนจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "ให้สัญญาถาวรกับเขาซะ"
แต่ที่แน่ ๆ ตอนนี้ผลงานของปีศาจแดงภายใต้การทำงานของ คาร์ริค ก็ออกมาร้อนแรง ประทับใจ และสร้างพลังเชิงบวกให้กับทีมและแฟน ๆ เป็นอย่างมาก
2 นัดกับ 2 ทีมระดับท็อปของพรีเมียร์ลีก เขากลับพา ยูไนเต็ด คว้า 6 แต้มเต็ม ... ทำไมการชนะติดกัน 2 นัดที่แทบไม่เคยมีในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา คาร์ริค กลับทำมันสำเร็จได้รวดเร็วนัก ?
ติดตามกับ Main Stand
รู้จักตัวตน
ประการแรก สิ่งที่แน่ชัดที่สุดว่าทำไมการเปลี่ยนโค้ชใหม่ ทีมมักจะดีขึ้นทันทีในช่วงแรก ๆ ราวกับเป็นคนละทีมกับเมื่อไม่กี่วันก่อนก็คือ "มันไม่มีอะไรจะแย่ไปกว่านี้แล้ว" ... เชื่อว่านี่คือความรู้สึกของแฟน ยูไนเต็ด แทบทุกคนหลังรู้ว่าทีมปลด รูเบน อโมริม ก่อนแต่งตั้ง ไมเคิล คาร์ริค เข้ามาเป็นมวยแทน
สถานการณ์ช่วงส่งต่อนั้นสามารถอธิบายง่าย ๆ ว่า ไม่มีอนาคตอีกต่อไปแล้วในมือโค้ชคนเก่า ไม่ว่าจะเรื่องผลงานในสนาม ผลการแข่งขัน หรือแม้แต่การจัดการบริหารนักเตะในทีม ... กราฟทุกอย่างลงไปยังจุดต่ำสุด และเมื่อถึงจุดนั้น การเปลี่ยนแปลงก็จะมาถึง
แต่ใครจะไปกล้าคิดว่าการมาของ ไมเคิล คาร์ริค ที่เข้ารับตำแหน่งขัดตาทัพหลังปลด รูเบน อโมริม จะสร้างผลงานที่ยิ่งกว่าลูปคลาสสิกอย่าง "บอลเปลี่ยนโค้ช" เพราะสิ่งที่เขาทำไม่ใช่แค่พาทีมเก็บผลการแข่งขันได้เท่านั้น แต่มันคือการชนะด้วยวิธีการ และชนะด้วยการแก้จุดอ่อนที่เคยมีให้ดีขึ้นแบบไม่น่าเชื่อ
แม้จะยังเร็วไปที่จะบอกว่า "เขาคือคนที่เหมาะสมที่สุด" แต่เชื่อเถอะว่าสิ่งที่ คาร์ริค ได้เปลี่ยนแปลงทีมในช่วงเวลาแค่ 13 วันหลังรับตำแหน่ง ส่งสัญญาณดี ๆ หลายอย่าง ผ่าน 2 เกมที่ยากมาก ๆ ทั้งกับ แมนฯ ซิตี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเกมล่าสุดอย่าง อาร์เซน่อล ทีมที่ว่ากันว่าเป็น "ว่าที่แชมป์" ของพรีเมียร์ลีกในซีซั่นนี้
คาร์ริค กล่าวหลังคว้า 3 แต้มที่ เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ด้วยคำพูดง่าย ๆ ว่า "ผมมาที่นี่เพื่อทำงาน ... ผมจะไม่ทำอะไรเกินเลยไปกว่านี้ เราไม่สามารถมองไปข้างหน้าไกลเกินไปได้ เราจะไม่ทำเช่นนั้นอยู่แล้ว แต่การมองไปข้างหน้าไกลเกินไปอาจส่งผลเสียต่อเราได้"

จากประโยคนี้ถอดใจความได้คือ คาร์ริค กำลังทำทีมแบบเน้นกันนัดต่อนัด และเขาก็ทำความรู้จักลูกทีมทุกคน เลือกใช้สิ่งที่ดีที่สุดของนักเตะแต่ละคนออกมาใช้ พูดเป็นภาษาบ้าน ๆ คือ "ถนัดตรงไหน ทำได้ดีที่สุดตรงไหน ต้องเล่นตรงนั้น" ไม่มีการฝืนยัดปรัชญาในหัวของตัวเอง เพื่อสร้างฟุตบอลในอุดมคติ แต่มันคือการมองตามความเป็นจริง เลือกเอาจุดแข็งที่มีออกมาใช้ และในขณะเดียวกัน เขาก็เริ่มซ่อมจุดอ่อนไปทีละนิด ๆ
จากระบบ 3-4-2-1 ที่ อโมริม พยายามติดตั้งมาเป็นปีแต่ก็ไม่เคยใช้คำว่าเวิร์กได้เต็มปาก คาร์ริค กลับสู่พื้นฐานด้วยระบบการเล่น 4-2-3-1 (หรือ 4-4-2 ในบางจังหวะ) ซึ่งทั้งเกมกับ แมนฯ ซิตี้ และ อาร์เซน่อล ในแง่ของรูปแบบการเล่นของ คาร์ริค คือพยายามทำเกมรับให้กระชับ ปิดพื้นที่ในกรอบและหน้ากรอบเขตโทษที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ให้ได้ และกล้าที่จะเล่นเกมสวนกลับให้น้อยจังหวะมากที่สุด
แซม คันนิงแฮม นักวิเคราะห์ของเว็บไซต์ทางการ พรีเมียร์ลีก วิเคราะห์ว่า ด้วยระบบการเล่น 4-2-3-1 ที่ คาร์ริค วางไว้ เหมาะกับการยืนพื้นที่ให้กระจายเต็มสนาม และยังช่วยให้นักเตะที่เคยเล่นวิงแบ็กอย่าง แพทริก ดอร์กู กับ อาหมัด ดิยัลโล่ โดดเด่นขึ้นเมื่อถูกขยับขึ้นมาเป็นปีก และเหนือสิ่งอื่นใดคือ เมื่อปรับการยืนมาเป็นระบบนี้ นักเตะหลายคนได้เล่นในตำแหน่งที่ถนัด ได้ทำหน้าที่ตามจุดแข็งของตัวเอง
ค็อบบี้ เมนู เข้ามาเป็นหัวใจสำคัญในแดนกลาง กับตำแหน่งเบอร์ 8 ที่ต้องเล่นรับ-รุก และทำหน้าที่ให้ลูกบอลเคลื่อนที่ตลอดเวลา ไม่ตายน้ำตื้นกับการโดนคู่แข่งตัดบอลจากเพรสซิ่งง่าย ๆ เหมือนในอดีต การมาของ เมนู ช่วยให้ กาเซมีโร่ ทำงานได้ง่ายขึ้นด้วย เพราะทุกครั้งที่เขาตัดบอลได้ หรือมีบอลอยู่กับตัว เขาจะพบว่ามี เมนู เข้ามาช่วยประคอง และหาพื้นที่รับบอลต่ออยู่เสมอ ซึ่งจุดนี้ทำให้ กาเซมีโร่ ลดภาระหน้าที่ในสนามลง ไม่ต้องแบกแดนกลางคนเดียวด้วยวัย 33 ปีอีกต่อไป

และสิ่งที่โดดเด่นที่สุด รวมถึงเข้าใจง่ายที่สุดคือการเปลี่ยน บรูโน่ แฟร์นันด์ส จากเบอร์ 8 ในยุค อโมริม กลับขึ้นมาในตำแหน่งที่เขาทำได้ดีที่สุด อันตรายที่สุด และช่วยทีมได้ทั้งรับ-รุกมากที่สุดอย่างเบอร์ 10 คือ กุญแจสำคัญที่ทำให้ทีมดูมีอาวุธหลากหลาย ทั้งการบีบพื้นที่ในแดนบน การออกบอลในพื้นที่สุดท้าย และการสอดขึ้นมาลุ้นทำประตู ... ซึ่ง 2 เกมหลังสุด บรูโน่ เล่นตำแหน่งนี้ได้อย่างมีชีวิตชีวาอย่างแท้จริง
การรู้จักสิ่งที่ตัวเองมี คือหัวใจสำคัญก่อนที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ยุค คาร์ริค จะเดินหน้าลงแข่งขันในสนาม ... และสิ่งต่อมาที่ช่วยให้พวกเขาได้ผลการแข่งขันที่ดีคือ นอกจากรู้จักจุดแข็ง-จุดอ่อน ของตัวเองแล้ว พวกเขาก็ต้องรู้จักคู่แข่งด้วย มันคือการคาดการณ์ล่วงหน้าว่าพวกเขาจะต้องเจอกับอะไร นั่นคือสาเหตุที่เราได้เห็น ยูไนเต็ด เล่นแบบเหนียวแน่นเอาไว้ก่อน ใช้บอลยาว บอลแนวลึก มากกว่าที่จะต่อบอลกับ 2 ทีมที่ถือเป็น "โคตรบอล" ด้านการครองบอลอย่าง แมนฯ ซิตี้ และ อาร์เซน่อล
ทั้งหมดมันคือการรู้เขา รู้เรา และไม่ฝืนธรรมชาติ ... นอกจากนี้ยังมีส่วนผสมอีกอย่างที่ คาร์ริค ใส่ลงไปให้กับทีมชุดนี้ได้อย่างรวดเร็ว สิ่งนั้นคือ "ความเชื่อ"
ซ้อมเพื่อเอาชนะ
การสร้างความเชื่อว่าทีมจะสามารถเอาชนะได้ ไม่ได้ทำกันง่าย ๆ แน่นอน มันไม่ใช่แค่การพูดกรอกหูหรือสะกดจิตให้นักเตะออกไปสู้ตายอย่างเดียว แต่มันคือการลงมือทำทุกขั้นตอน เริ่มตั้งแต่สนามซ้อม หรือแม้กระทั่งห้องแต่งตัว
อย่างที่รู้กัน คาร์ริค ไม่ได้มาทำงานคนเดียว เขานำผู้ช่วยมากประสบการณ์อย่าง สตีฟ ฮอลแลนด์ ผู้เคยทำงานร่วมกับยอดโค้ชมากมายที่ เชลซี และมีส่วนสำคัญมากในการเป็นมือขวาของ เซอร์ แกเร็ธ เซาธ์เกต ในทีมชาติอังกฤษ นอกจากนี้ยังมีสตาฟฟ์ที่เป็นส่วนผสมที่ลงตัวทั้ง โจนาธาน วู้ดเกต อดีตปราการหลังระดับท็อป, จอนนี่ อีแวนส์ อดีตนักเตะที่เคยเล่นร่วมกับผู้เล่นในทีมชุดนี้มาแล้วเกือบทุกคน และ ทราวิส บินเนียน น้องเล็กที่เป็นเหมือนหนอนแท็กติกแน่นเรื่องทฤษฎี
คาร์ริค ทำให้นักเตะมั่นใจผ่านการซ้อมของเขา โดยมีรายงานก่อนเกมกับ แมนฯ ซิตี้ ว่า ในระหว่างซ้อมเรื่องการยืนโซน เขาและ วู้ดเกต จะติวเรื่องการยืนตำแหน่งและการเว้นระยะห่างของแต่ละคนด้วยตัวเอง โดยจะมีทีมงานอีก 1 ชุดคอยมองจากอัฒจันทร์ว่านักเตะยืนตำแหน่งได้เป๊ะตามที่ทีมสตาฟฟ์ได้คุยกันไว้หรือไม่ ซึ่งเรื่องของช่องไฟและการยืนตำแหน่งในเกมรับที่พวกเขาเน้นนักเน้นหนานี่แหละ ที่เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ทีมได้ 6 แต้มใน 2 เกมที่แทบจะเรียกได้ว่ายากที่สุดของซีซั่นมาครอง
หากคุณได้ดูทั้งเกมกับ แมนฯ ซิตี้ และ อาร์เซน่อล คุณจะเห็นว่า ยูไนเต็ด ทำได้ดีขึ้นมากแบบไม่น่าเชื่อทั้งตอนเล่นเกมรุกและรับ โดยเฉพาะพื้นที่แคบ ๆ นักเตะของ ยูไนเต็ด ยืนเกมรับแบบไม่เปิดพื้นที่ แม้จะมีจังหวะหลุดบ้าง แต่ก็ยังช่วยกันซ้อนได้ทันท่วงทีเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่ในเกมรุก ไม่ปล่อยให้เพื่อนเล่นเกมรุกด้วยการใช้จินตนาการเพียงลำพังอีกแล้ว ทุกคนจะขยับขึ้นมาช่วยกันเชื่อมเกมกันตามหน้าที่ ไม่ให้ทีมขึ้นไปเสียบอลง่าย ๆ และปล่อยคู่แข่งสวนกลับเหมือนก่อนหน้านี้

อาร์แซน เวนเกอร์ ตำนานกุนซือของ อาร์เซน่อล ถึงกับพูดหลังเกม 3-2 ที่ เอมิเรตส์ ในเชิงที่ว่า ไมเคิล คาร์ริค เตรียมการบ้านให้ลูกทีมอย่างพร้อมสรรพ นั่นคือการต่อบอลในที่แคบ ทุกตำแหน่งเชื่อมโยงกัน และเล่นกันอย่างมีระบบสูง ซึ่งเรื่องของการเชื่อมโยงนั้น เวนเกอร์ ถึงขั้นบอกว่า ยูไนเต็ด ทำได้ดีกว่า อาร์เซน่อล ด้วยซ้ำ และเป็นสิ่งที่ตัดสินเกมนี้อย่างแท้จริง
เวนเกอร์ ยังพูดต่อว่า การเตรียมพร้อมของทีมงานสตาฟฟ์ช่วยให้นักเตะของ ยูไนเต็ด เล่นได้อย่างมั่นใจ และมีความเชื่อว่าพวกเขา "ซ้อมเพื่อเอาชนะ" สิ่งที่ยืนยันได้คือตอนที่ ยูไนเต็ด โดน อาร์เซน่อล ตีเสมอ 2-2 ในนาทีที่ 82 แต่คาแรกเตอร์ของนักเตะปีศาจแดงก็ยังยอดเยี่ยม ความเชื่อมั่นที่พวกเขามี ส่งผลถึงการได้ประตูตัดสินเกมของ มาเธอุส คุนญ่า ในอีก 2 นาทีต่อมา
"รูปแบบการเล่นของพวกเขา (ยูไนเต็ด) แสดงถึงความมั่นใจอย่างมากจนถึงช่วงท้ายเกม ตอนที่ อาร์เซน่อล ตามตีเสมอเป็น 2-2 ปกติแล้วสถานการณ์แบบนี้เจ้าบ้านมักจะได้โมเมนตัมของเกมเสมอ แต่ ยูไนเต็ด ยังสามารถดึงเอาสิ่งที่อยู่ในหัวของพวกเขาออกมาได้ พวกเขาดึงเอาพลังบางอย่างออกมาได้อีกครั้ง และยิงประตูที่ 3 ได้สำเร็จ"
"การบุกมาชนะ 3-2 ในเกมที่มีระดับความเข้มข้นสูงแบบนี้มันสะท้อนอะไรออกมาหลาย ๆ อย่าง ผมขอแสดงความยินดีกับ ไมเคิล คาร์ริค จริง ๆ ผมคิดว่าเขาได้สร้างบางสิ่งบางอย่างขึ้นมาแล้ว" เวนเกอร์ ว่าเช่นนั้น
หากจะให้ลองตีความคำว่า "บางสิ่งบางอย่าง" ที่เวนเกอร์ พูดถึงว่ามันคืออะไร การจะบอกว่ามันคือเรื่องของความเชื่อมั่นและทัศนคติในเชิงบวก ก็คงไม่ใช่อะไรที่เกินเลยไปอย่างแน่นอน
พิเศษ ... ใส่ใจ
อย่างที่กล่าวไปในข้างต้นว่า สนามซ้อมและห้องแต่งตัวคือสถานที่ที่สำคัญมากในการสร้างทีมสปิริต และ ไมเคิล คาร์ริค ก็ได้เปลี่ยนแปลงหลายอย่างใน 2 ส่วนนี้ ตามความเชื่อของเขาว่า "หากปรับแล้ว ทุกคนจะมีความสุขกับการทำงานมากขึ้น"
ณ ตอนนี้มีการเปิดเผยจากนักข่าวหลายคนว่า คาร์ริค ได้มีการปรับเปลี่ยนการซ้อมใหม่ให้แตกต่างจากยุคของ อโมริม โดย คาร์ริค จะลดเวลาการซ้อมให้สั้นลง แต่การฝึกซ้อมเหล่านั้นจะต้องเข้มข้นยิ่งกว่าเก่า แนวคิดที่ทำให้เขาเปลี่ยนแปลง คือเขาหวังว่าการซ้อมที่สั้นแต่เน้น จะทำให้นักเตะเข้าใจถึงความสำคัญในการซ้อมแต่ละมื้อได้ดีขึ้น

ซึ่งผลลัพธ์ตอนนี้ตามรายงานสื่อหลายเจ้าก็บอกว่า บรรยากาศการฝึกซ้อมในปัจจุบันแตกต่างจากสมัยที่ อโมริม เป็นโค้ชอย่างมาก ... ซึ่งจะแตกต่างในแง่ไหน ผลการแข่งขันและบรรยากาศในทีมช่วงนี้ ก็คงจะเป็นเครื่องช่วยยืนยันได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ คาร์ริค ยังมีการปรับเปลี่ยนเวลาการมาถึงสนามแข่งขันในวันแข่งของนักเตะให้ช้ากว่าเดิมเล็กน้อย เพราะเขาไม่อยากให้นักเตะรอในสนามนานเกินไป และอยากให้เอาเวลาที่เสียไปในการรอ เอาไปเปลี่ยนเป็นการเซอร์วิสแฟนบอลมากกว่า เพราะขุมพลังที่ทำให้นักเตะไม่ถอดใจ เล่นแบบทุ่มเทมีก๊อกสองก๊อกสาม ก็มาจากเสียงเชียร์ของแฟนบอลนี่แหละ
คาร์ริค ค่อนข้างเน้นเรื่องบรรยากาศในทีมเป็นพิเศษ อยากให้ทุกคนรู้จัก-รู้ใจกันมากขึ้น โดยกฎที่เพิ่มมาอีกในตอนนี้ คือการพยายามให้นักเตะอยู่กินข้าวด้วยกันหลังซ้อมเสร็จเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ในทีม และตัวของเขาเองก็จะให้เวลากับนักเตะที่ยังสับสน และกังวลเกี่ยวกับอนาคตของตัวเองเพื่อทำให้ทุกอย่างดีขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการที่เขาใส่ใจกับ ค็อบบี้ เมนู ที่เกือบจะย้ายออกไปในตลาดซื้อขายนี้ ได้กลับมามั่นใจ และเล่นด้วยฟอร์มที่ดีอีกครั้ง
จริง ๆ ยังมีเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นการเพิ่มกฎให้เอาอาหารเข้ามาในห้องแต่งตัวได้ (ยุค อโมริม ห้ามทำ) เพื่อให้ทุกคนไม่พลาดการพูดคุยหรือรับสารจากทีมงานสตาฟฟ์ที่อยากส่งมอบให้นักเตะในทีม นอกจากนี้ยังมีเรื่องการใส่ใจทีมเยาวชน ที่ตัวของ คาร์ริค ก็เข้าไปดูเกมของทีม ยู 18 มาแล้ว อีกทั้งยังให้นักเตะหลายคนได้มีโอกาสขึ้นมาซ้อมกับทีมชุดใหญ่เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ อาทิ โจ ฮูกิลล์ และ ฮาบิบ โอกุนเนเย่ ผู้เล่นจากทีม ยู 21

ทั้งหมดนี้คือการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ถึงแม้ ไมเคิล คาร์ริค จะยังไปไม่ถึงจุดที่แฟน ๆ แมนฯ ยูไนเต็ด ทุกคนจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "ให้สัญญาถาวรกับเขาซะ" แต่หลายอย่างที่เขาทำกลายเป็นสัญญาณที่ดีอย่างไม่ต้องสงสัย ... จากทีมที่แฟนบอลแทบจะหมดหวังไปแล้วในฤดูกาลนี้ อย่างน้อยที่สุด เขาปลุกความกระตือรือร้น และกลับมามีความหวังอีกครั้ง
จากนี้อีก 15 เกม คือหน้าที่ที่ คาร์ริค จะต้องทำงานของเขาต่อไป เขาและทีมยังมีเกมยาก ๆ อีกหลายเกมให้พิสูจน์ตัวเอง ซึ่งอันที่จริงสำหรับ ยูไนเต็ด ก็ต้องบอกว่า "ยากทุกนัด" ไม่ว่าจะเจอกับทีมไหนก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ห่างไกลกับคำว่าสมบูรณ์แบบ และโชคดีที่อย่างน้อย คาร์ริค ก็รู้ว่างานของเขาที่นี่เพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
"มันเพิ่งผ่านมาแค่ 10 กว่าวันเท่านั้น ดังนั้นไม่มีทางที่มันจะสมบูรณ์แบบ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมันคือความรู้สึกร่วมกันของทั้งทีม มันยอดเยี่ยมเมื่อทุกอย่างลงตัว ทุกคนร่วมแรงร่วมใจ และเราฉลองกับแฟน ๆ ตอนจบเกม นั่นเป็นเรื่องสำคัญและเป็นช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ ณ ตอนนี้จริง ๆ" ไมเคิล คาร์ริค กล่าวทิ้งท้าย และเชิญชวนให้เราได้ติดตามดูตอนต่อไปของเขา ...
แหล่งอ้างอิง
https://www.nytimes.com/athletic/6990978/2026/01/25/arsenal-man-utd-carrick-dorgu-arteta/
https://www.premierleague.com/en/news/4550613/how-carrick-outwitted-guardiola-as-man-utd-stunned-man-city
https://www.bbc.com/sport/football/articles/cdxjdk4rk1xo
https://www.mirror.co.uk/sport/football/news/man-utd-michael-carrick-amorim-36601696