FEATURE

ไขเบื้องหลังการทำงาน "ดร.ปลา" นักจิตวิทยาที่ช่วยให้ "พาณิภัค" ใช้ลูกเตะสำคัญ 7 วิ. สุดท้าย | Main Stand



ความสำเร็จของ "เทนนิส" พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ ที่สามารถคว้าเหรียญทองในกีฬาเทควันโด รุ่น 49 กิโลกรัมหญิง ไม่ได้เกิดขึ้นจากฝีมือของเธอเพียงอย่างเดียว แม้กระทั่งตัวเธอเอง ได้ออกมาเปิดเผยเบื้องหลังความสำเร็จไว้ว่าเกิดจากการฝึกสภาพจิตใจ จนกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เธอเอง มีความสมบูรณ์ในทุก ๆ ด้านก่อนลงสนาม จนคว้าเหรียญทองประวัติศาสตร์มาครองได้สำเร็จ


 

"อาจารย์ปลา" ผศ.ดร.วิมลมาศ ประชากุล อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คือหนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในครั้งนี้ของ "เทนนิส" แต่ไม่ใช่ว่าความสำเร็จจะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันสั้น ทั้งหมดนั้นต้องผ่านการวางแผนมายาวนานทั้งสิ้น

ศาสตร์ของจิตวิทยาการกีฬา นับเป็นศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อตัวนักกีฬาทุกคนที่ไม่ควรมองข้าม Main Stand จะพาไปเจาะลึกวิธีการของการสร้างความแข็งแกร่งทางจิตใจให้กับนักกีฬา รวมถึงอุปสรรคที่ทำให้ จิตวิทยาการกีฬา ยังเป็นศาสตร์ที่ไม่สามารถใช้งานกับนักกีฬาไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ผ่านมุมมองผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ "เทนนิส" พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ ในโอลิมปิก 2020   

 

บทบาทของนักจิตวิทยาการกีฬา

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า บทบาทของนักจิตวิทยาการกีฬา คือการกำหนดแบบฝึกและพัฒนาสมรรถภาพจิตใจของนักกีฬา เพื่อให้นักกีฬาสามารถแสดงศักยภาพเต็มของตนเอง รวมถึงสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสนามได้ ซึ่งหน้าที่นี้เฉพาะเจาะจงไปกว่าการใช้ "จิตแพทย์ หรือ นักจิตวิทยาทั่วไป"

เพราะฉะนั้น บทบาทตรงนี้จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับภาวะอาการทางจิตของนักกีฬา อย่างเช่น ภาวะซึมเศร้าในนักกีฬา ที่เป็นหน้าที่ของจิตแพทย์ แต่สำหรับนักจิตวิทยาการกีฬา เปรียบเสมือนเป็นโค้ช ผู้ออกแบบการฝึก ผู้ให้คำปรึกษา และคอยติดตามอยู่เคียงข้าง ซึ่งจะช่วยให้นักกีฬาแข็งแกร่งและสามารถบรรลุเป้าหมายได้

"ในฐานะของพี่ที่จบปริญญาตรี โท เอก สาขาวิทยาศาสตร์การกีฬา เราก็จะเป็นแค่หนึ่งในทีมโค้ช เราจะฝึกในเรื่องของความคิดและสมรรถภาพทางจิตใจให้นักกีฬามีความแข็งแกร่งขึ้น เพื่อให้สามารถแสดงศักยภาพตามที่ได้ฝึกซ้อมมา แต่เราไม่มีอำนาจในการสั่งยาหรือรักษา ในส่วนของเรื่องสุขภาพจิต เราจะมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง บางกรณีที่เราเจอว่านักกีฬามีภาวะซึมเศร้าด้วย เราก็ต้องให้ทางฝ่ายแพทย์เป็นผู้ประเมิน"  

ตัวของนักจิตวิทยาการกีฬาเอง หน้าที่สำคัญไม่ใช่แค่การรับฟังหรือใส่รายละเอียดในแต่ละแบบฝึกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคอยติดตามความเคลื่อนไหวของนักกีฬา ต้องทำการบ้านกับนักกีฬาแต่ละคน ว่าเขาอยู่ในสถานการณ์แบบไหน การรับมือกับสื่อมวลชนหรือการให้สัมภาษณ์ ? ต้องช่วยกลั่นกรองความคิดที่ถูกต้องให้เกิดขึ้นกับนักกีฬา ปกตินักจิตวิทยาการกีฬาก็จะคุยกับนักกีฬาที่อยู่ในความดูแลประมาณวันเว้นวัน แต่ก็จะมีการคุยแช็ตกันได้เรื่อย ๆ ถ้านักกีฬามีอะไรอยากบอกหรืออยากพูดคุยก็สามารถคุยได้ทุกเวลา  

 

ซ้อมดี ผลงานแย่ เกิดขึ้นได้กับนักกีฬาทุกคน

ดร.วิมลมาศ เล่าจากประสบการณ์ว่า ปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นกับนักกีฬาทั่ว ๆ ไป ก็คือ ซ้อมดี แต่ถึงเวลาแข่ง กลับเล่นได้ไม่เต็มศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็นเพราะความกดดันตัวเอง, ความกดดันในสนาม, ความกดดันทางสังคม และสถานการณ์ที่ต้องถูกประเมิน นักจิตวิทยาการกีฬาจะเป็นผู้ฝึกให้นักกีฬามีทักษะในการควบคุมความคิด และควบคุมความตื่นตัวในสนาม ช่วยเสริมและหาแบบฝึกทางด้านจิตใจสำหรับนักกีฬาแต่ละคน เพื่อให้นักกีฬาทุกคนสามารถนำทักษะและเอาศักยภาพไปใช้ได้อย่างเต็มรูปแบบ

"กรณีของน้องเทนนิส เราก็ประเมินว่าสิ่งที่เธอต้องเผชิญก็คือ ความคาดหวัง, ความกดดัน, การต้องรับมือกับสื่อต่าง ๆ ตรงนี้เราก็ต้องสร้างความมั่นใจให้กับน้อง ให้เขารักษาระดับแรงจูงใจอย่างเหมาะสม รวมไปถึงการปรับกระบวนการความคิด และเตรียมสภาวะจิตใจให้พร้อมต่อการแสดงความสามารถได้ดี"

"อย่างในช่วงที่โอลิมปิก 2020 เลื่อนมาแข่งในปีนี้ เพราะโควิด-19 หน้าที่ของเราก็ต้องทำให้เขารักษาระดับแรงจูงใจและความมุ่งมั่นในการฝึกซ้อมเอาไว้ เพราะในช่วงเวลานั้นไม่มีใครรู้ว่าโอลิมปิก 2020 จะมีการแข่งขันหรือไม่" 

"ประเด็นเรื่องการพลาดท้ายเกมในอดีตของ "เทนนิส" ทั้งในโอลิมปิก 2016 กับ 4 วินาทีสุดท้าย หรือแม้กระทั่งซีเกมส์ 2013 ที่เมียนมา ที่มีเหตุไม่คาดคิดเกิดขึ้น เป็นสิ่งที่เรารู้ว่า น้องเองต้องอยู่กับความผิดหวังมาในช่วงเวลานั้น เราก็ได้รับฟังปัญหา ความรู้สึก แล้วก็ได้ศึกษาหาข้อมูล และเตรียมตัวหาแบบฝึกที่เหมาะสมให้กับน้อง" 

"ดังนั้น เพื่อให้น้องไม่กลับไปคิดถึงสิ่งที่พลาดไปในอดีต แบบฝึกที่สำคัญก็คือ การรับรู้สติ การอยู่กับปัจจุบัน การวอร์มจิตใจเพื่อให้พร้อมต่อการแข่งขัน แต่มันไม่ใช่เรื่องการฝึกจิตใจสำหรับช่วงท้ายเกมเท่านั้น ทีมโค้ชเองก็ทราบปัญหา แล้วก็ได้ฝึกฝนน้องในส่วนตรงนี้เช่นกัน เหมือนมันช่วยเติมเต็มให้กันและกัน"

 

ความเข้มแข็งทางจิตใจต้องสร้าง ไม่ใช่แค่คำพูด

หลาย ๆ คนอาจเข้าใจว่า นักจิตวิทยาการกีฬา จะให้คำปรึกษาด้วยคำพูดเพียงอย่างเดียว แต่แท้จริงแล้วการกระตุ้นด้วยคำพูดเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น การสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจ หรือกำลังใจในระยะยาวให้นักกีฬาแต่ละคนเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า เพราะฉะนั้น นักจิตวิทยา จำเป็นต้องออกแบบการฝึกและแนะนำวิธีการที่ถูกต้องให้กับนักกีฬาด้วยเช่นกัน เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้ภายในวันเดียวหรือสัปดาห์เดียว แต่เกิดจากการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง

"สิ่งที่เราสร้างให้น้อง ไม่ใช่แค่การพูดให้กำลังใจเพียงอย่างเดียว แต่มันคือการต้องสร้างทัศนคติที่ถูกต้องต่อการซ้อมและการแข่งขัน ให้เขารู้ว่าเวลาฝึกซ้อมต้องโฟกัสกับอะไร เวลาแข่งขันเราต้องโฟกัสกับอะไร เป็นการจัดการกับข้อมูลหรือสถานการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องให้ได้ วิธีการที่ดีที่สุดคือ นักกีฬาต้องมีสติ รู้ตัวอยู่เสมอว่ากำลังทำอะไรอยู่ จากนั้นก็ต้องฝึกทักษะการควบคุมความตื่นตัว ควบคุมความคิด นักกีฬาต้องสามารถอยู่กับปัจจุบันและสิ่งที่ทำอยู่ตรงหน้าได้ ให้เขาสามารถแสดงความสามารถได้อย่างเต็มที่ คอนเซปต์ตรงนี้ก็จะมีกระบวนการฝึกหลายทักษะมากเลย กว่าที่จะเข้าใจว่าในสนามเขาต้องทำอย่างไร"  

"แบบฝึกที่นำมาใช้หลัก ๆ คือ แบบฝึก Mindfulness (การรับรู้สติ) ฝึกเรื่องการจินตภาพ การควบคุมลมหายใจแบบสมบูรณ์แบบ ฝึกพูดกับตัวเอง ให้กำลังใจตัวเอง การปรับเปลี่ยนความคิด แล้วฝึกตัวเองเข้าสู่โซนการแข่งขัน นอกจากวอร์มร่างกายแล้วก็ต้องวอร์มจิตใจ ต้องเตรียมให้อยู่ในโซนที่พร้อม โซนที่พร้อมหมายความว่า สภาวะที่มีความคิด ความรู้สึก อารมณ์ และการแสดงพฤติกรรมที่ทำให้เขาแสดงออกมาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ"   

"วิธีการฝึกก็จะเริ่มจากการปูพื้นฐาน เราจะวางคอนเซปต์ไว้ก่อนว่า สิ่งที่เราต้องการให้เกิดในสนามคืออะไร จากนั้นก็จะฝึกเรื่องขั้นตอนของการหายใจ การหายใจอย่างสมบูรณ์แบบมีอะไรบ้าง หายใจเข้าให้เต็มปอดด้วยวิธีการที่ถูกต้อง สิ่งที่น้องจะต้องจินตภาพก่อนการแข่งขันมีอะไรบ้าง สิ่งที่จินตภาพตรงนี้ ไม่ใช่ภาพของความสำเร็จเพียงอย่างเดียว แต่มันคือภาพของการที่เขาคนนั้นจะเล่นได้อย่างไหลลื่น ได้ดังใจ แก้ปัญหาในสนามได้ เมื่อนักกีฬามีเรื่องราวในความคิดที่ชัดเจน พร้อม keyword ที่จะช่วยกำกับความคิดของนักกีฬา มันจะทำให้นักกีฬามีร่างกายที่ผ่อนคลาย มีสมาธิ และมีความมั่นใจในการแข่งขัน" 

 

แพ้ไม่ได้ = แพ้ไปแล้ว

เป็นธรรมดาที่การเล่นกีฬาผู้เล่นทุกคนอยากจะเป็นผู้ชนะ แต่จะเกิดอะไรขึ้นถ้าความอยากชนะมันมากจนย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง นั่นเป็นสิ่งที่นักจิตวิทยาการกีฬา จำเป็นต้องให้แบบฝึกกับนักกีฬาทุกคน เพื่อให้เขารับรู้ว่า อยากชนะไม่ผิด แต่ถ้าอยากชนะมากเกินไป นั่นเท่ากับว่าคุณแพ้ไปแล้ว

"ในเรื่องของความคาดหวัง เราต้องทำความเข้าใจกับนักกีฬาว่า เรื่องความคาดหวังมันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สิ่งที่เราเตรียมตัวทุกอย่าง ก็เพื่อที่เราจะชนะตามความหวังนั้น ชัยชนะเป็นสิ่งที่นักกีฬาทุกคนต้องการ แต่ถ้าเราไปรับความคาดหวังของคนอื่น ๆ เข้ามาด้วย จะทำให้นักกีฬาเล่นได้ไม่เต็มศักยภาพ เราก็ต้องปูคอนเซปต์ที่ดีให้กับนักกีฬา"

"เรื่องของชัยชนะ ได้กำชับไปว่า นักกีฬาทุกคนอยากชนะหมด แต่ถ้าคิดถึงแต่ชัยชนะอย่างเดียว นั่นคือการทำให้เขาเสียสมาธิ ทำให้เล่นได้ไม่เต็มศักยภาพ ถ้าเกิดนักกีฬามีความรู้สึกว่าแพ้ไม่ได้ ร่างกายมันก็จะเคลื่อนไหวไม่เป็นอิสระ โดยเฉพาะกีฬาที่ต้องมีการเคลื่อนไหว ตัดสินกันที่เสี้ยววินาที การอยากชนะจนเกินไปจะเป็นอุปสรรคต่อชัยชนะที่จะเกิดขึ้น เพราะมันคือความกดดันที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว"

 

มองข้ามการฝึก … อุปสรรคนักกีฬาไทย

ในโลกนี้มีนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จมากมาย นักจิตวิทยาการกีฬา ต้องการศึกษางานวิจัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะนำเอาสิ่งดี ๆ กรณีศึกษาที่ดี ๆ มาใช้กับนักกีฬา แต่การหยิบเอากรณีศึกษาที่เกิดในโลกนี้มาปรับใช้กับเราทั้งหมด คงจะไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้อง แต่ศาสตร์ของจิตวิทยาการกีฬา ย้ำเสมอว่า ทุกคนที่จะประสบความสำเร็จ ต้องมีสภาพร่างกายที่ยอดเยี่ยมและมีจิตใจที่แข็งแกร่งควบคู่กันไป

"การฝึกทักษะด้านจิตใจ มันมีความท้าทาย เพราะเราจะไม่ค่อยเห็นภาพของมันอย่างเป็นรูปธรรม แต่เวลาที่จะใช้ มันเร็วมาก ต้องหยิบมาใช้ในทันที ถ้าไม่เคยฝึกมาก่อนมันจะเอามาใช้ไม่ได้ เราจะบอกกับนักกีฬาทุกคนเสมอว่า ถ้าเราได้ฝึกมาแต่เราไม่ได้ใช้ มันก็ไม่เสียหายนะ แต่ถ้าเราจำเป็นต้องใช้ แต่เราไม่เคยฝึก มันเสียหายกว่า อย่างเช่นในช่วงสุดท้ายที่มีโอกาสจะชนะแต่ทำไม่ได้เอง นักกีฬาก็จะมาบ่นว่าเสียดายจังเลย น่าจะเชื่ออาจารย์ น่าจะฝึกมากกว่านี้ น่าจะอย่างงั้นอย่างงี้ เราก็ย้ำกับนักกีฬาทุกคนว่า พี่ไม่ต้องการให้มาเสียดายแบบนี้ พี่ต้องการให้ฝึกแล้วนำไปใช้ ไม่มีโอกาสได้ใช้ก็ไม่เป็นไร"

"กรณีของ "เทนนิส" เราเห็นว่า ในช่วงก่อนหน้านี้มันเป็นเรื่องของจิตใจจริง ๆ ที่ทำให้เขาแสดงความสามารถได้ไม่เต็มที่ แต่สิ่งสำคัญก็คือน้องเขาให้ความใส่ใจในเรื่องนี้ ตระหนักว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ แสดงความชัดเจนว่าอยากจะประสบความสำเร็จ นับว่าดีใจที่น้องฝึกฝนอย่างต่อเนื่องและนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ"   

"อยากให้นักกีฬาทุกคนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ทุกคนควรจะฝึกจิตใจให้แข็งแกร่ง ถ้าจะพูดให้เห็นภาพ ในช่วงเริ่มต้นเล่นกีฬา ทุกคนจะโฟกัสกับการฝึกทักษะเป็นหลัก ใครทักษะดีกว่าก็ชนะไป แต่พออยู่ระดับสูงขึ้น ทักษะแต่ละคนเริ่มทันกันหมด ทุกคนฝึกร่างกายมาเหมือนกัน ในระดับโลก นักกีฬาระดับหัวกะทิทักษะแทบไม่ต่างกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะชี้วัดก็คือ จิตใจนี่แหละ ว่าใครแกร่งกว่ากัน"  

"ยิ่งเฉพาะถ้านักกีฬาคนไหนที่รู้ตัวว่าซ้อมดี แต่เวลาแข่งจริงแล้วทำได้ไม่เหมือนตอนซ้อม เวลาที่กดดันแล้วไม่สามารถดึงความสามารถตัวเองออกมาได้ ให้ประเมินไว้เลยว่า ต้องฝึกเรื่องของจิตใจเป็นการเร่งด่วน ยิ่งถ้านักกีฬาเพิ่งเริ่มต้นเป็นนักกีฬา แล้วได้รับการปูพื้นฐาน mindset ที่ถูกต้อง มีทักษะพื้่นฐานทางจิตวิทยา ยิ่งเป็นการทำให้นักกีฬาคนนั้น พัฒนาศักยภาพของตัวเองได้ดียิ่งขึ้น"  
 

 

ทักษะยังฝึกได้ จิตใจก็เช่นกัน

จากประสบการณ์ "อาจารย์ปลา" ยืนยันว่า ไม่ใช่ทุกสมาคมกีฬาและไม่ใช่นักกีฬาทุกคนที่จะเปิดรับในเรื่องนี้ เพราะบางคนยังคิดว่า ฝึกทักษะให้เหมาะสม มีเงินเท่ากับมีแรงจูงใจในการลงสนามที่มากพอ ก็ไม่ต้องการอะไรอีก แต่ในความเป็นจริงแล้ว  ร่างกายและจิตใจมันไปด้วยกัน มันคือสิ่งที่จะหล่อหลอมให้นักกีฬาคนหนึ่งประสบความสำเร็จ ในเวทีที่มีเดิมพันสูง สิ่งเหล่านี้ อาจจะไม่เห็นผลในระยะสั้น แต่ในระยะยาว มันมีมูลค่ามหาศาล ที่จะเปลี่ยนนักกีฬาคนหนึ่งให้ยืนเหนือนักกีฬาคนอื่น ๆ

"องค์ประกอบที่มันจะสัมฤทธิ์ผลคือ ทุกส่วนต้องไปด้วยกัน อย่างในช่วงแรก "เทนนิส" ก็เคยบอกว่า นี่ฉันมาทำอะไรเนี่ย  นักกีฬาบางคนก็บอกว่า โอ้ย พูดอะไรเนี่ย ไม่ต้องมาหรอก ทักษะก็มี แรงจูงใจก็มี ไม่เอาไม่ฝึก ก็เจอมาหลายกรณีเหมือนกัน  แต่สำคัญก็คือ ถ้านักกีฬาไม่เปิดใจรับศาสตร์จิตวิทยาการกีฬา เราก็จะไม่สามารถฝึกเขาได้เลย แต่ถ้านักกีฬาเปิดใจฝึกอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ ประมาณสัก 3 เดือน ก็จะเริ่มที่จะควบคุมตัวเองได้แล้ว ต้องขึ้นอยู่กับความใส่ใจด้วย เพราะอย่างบางคน  เราให้น้องทำ เขาก็ทำ แต่ก็ไม่ได้ฝึกอย่างจริงจัง ไม่ได้เอาไปใช้ มันก็ไม่ได้ผล ต้องฝึกให้เป็นนิสัย ให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต   เรื่องของจิตใจกับเรื่องทักษะวิธีการมันเหมือนกัน ยิ่งฝึกก็ยิ่งเก่ง ยิ่งชำนาญ"

"ทักษะ ร่างกาย จิตใจ สำคัญเท่ากันหมดทั้ง 3 อย่าง ขาดอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ แต่ที่ผ่านมาส่วนใหญ่ เรื่องจิตใจจะเป็นเรื่องสุดท้ายที่นักกีฬาทุกคนให้ความสำคัญ เพราะนักกีฬาจะไปโฟกัสกับเรื่องทักษะ เรื่องร่างกาย เพราะในช่วงสถานการณ์การฝึกซ้อม นักกีฬาจะไม่มีความกดดัน ก็คิดเอาเองว่าเวลาแข่งจริงเราคงรับมือไหว แต่สถานการณ์จริงมันไม่ใช่  พอไปแข่งแล้วไม่เคยเจอสถานการณ์กดดันจริง ก็จะไม่มีวิธีรับมือที่ดีพอ"

ดร.วิมลมาศ ทิ้งท้ายถึงนักกีฬาทุกคนว่า "ทักษะ ร่างกาย และ จิตใจ ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่งก็คงต้องลุ้นมากหน่อย ถ้าจะชนะ ก็ทำได้เพียงต้องลุ้นให้นักกีฬาคู่แข่งเขาพลาดให้เรามากกว่าที่เราพลาด ทำได้เท่านั้น" 

 

เครดิตภาพ : FACEBOOK : Wimonmas Prachakul 



AUTHOR

วิรวิชญ์ เจริญเชื้อ

หนุ่มผู้หลงรักในเสน่ห์ของตัวเลขและตรรกศาสตร์ เล่นกีฬาไม่เก่ง แต่ชะตานำทาง สู่แวดวงกีฬาจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
     


PHOTO

อภิสิทธิ์ โชติพิบูลย์ทรัพย์

Graphic Designer แห่ง Main Stand ผู้รับเหมางานภาพกราฟิกหน้าปกบทความทุกชิ้น
     


x