FEATURE

มหัศจรรย์ AEC : 5 กีฬาพื้นบ้านสุดแปลกที่เคยถูกบรรจุใน ซีเกมส์ | Main Stand



มีคำกล่าวติดตลกว่า ซีเกมส์ คือมหกรรมกีฬาที่มหัศจรรย์ที่สุด เพราะคุณสามารถบรรจุกีฬาอะไรลงไปทำการแข่งขันก็ได้หากเป็นเจ้าภาพ 

 


และในวันนี้เราจะพาไปดูกีฬาแปลก ๆ ที่คุณอาจจะคับคล้ายคับคลาหรืออาจจะไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน แต่ที่แน่ ๆ มันเคยมีการแข่งขันชิงเหรียญทองในกีฬาซีเกมส์มาแล้ว ติดตามเรื่องราวของกีฬาทั้ง 5 ชนิดได้ที่นี่ 

 

1. ชัตเติลค็อก (Shuttlecock)

ชื่อ ชัตเติลค็อก อาจจะไม่คุ้นหูและอาจทำให้ใครหลายคนนึกภาพไม่ออกว่ากีฬาพื้นบ้านชนิดนี้เล่นอย่างไร ? เพื่อให้เข้าใจง่ายภายในเวลาที่รวดเร็วที่สุด มันคือกีฬาที่ผสมผสานกันระหว่าง เซปักตะกร้อ กับ แบดมินตัน โดยจะใช้เท้าเตะ และทำแต้มด้วยการส่งลูก "ขนไก่" ที่คล้าย ๆ กับลูกแบดแทนที่ลูกตะกร้อ ลงไปยังแดนของอีกฝั่งเพื่อได้แต้ม

กีฬาชนิดนี้ถูกบรรจุในโควตากีฬาพื้นบ้านของ สปป. ลาว ในซีเกมส์ปี 2009 ที่กรุงเวียงจันทน์ โดยในครั้งนั้นมีการชิงเหรียญทองกันถึง 7 เหรียญ ทั้งประเภท ทีมชาย, ทีมหญิง, ชายเดี่ยว, หญิงเดียว, ชายคู่, หญิงคู่, และคู่ผสม ซึ่งที่สุดแล้วเป็น เวียดนาม กวาดไป 4 เหรียญทอง และ ลาว อีก 3 เหรียญทอง ขณะที่ไทยทำได้ดีที่สุดแค่การคว้าเหรียญเงินไป 4 เหรียญเท่านั้น ขณะที่การแข่งขัน ซีเกมส์ 2021 ที่เวียดนามเป็นเจ้าภาพในปี 2022 (เพราะเลื่อนมา 1 ปีจากสถานการณ์ COIVD-19) นี้ พวกเขาก็ได้บรรจุกีฬาชนิดนี้ลงไปให้แข่งขันในฐานะกีฬาพื้นบ้านเช่นกัน 

ถ้าเป็นอย่างนั้นสรุปแล้ว ชัตเติลค็อก เป็นกีฬาพื้นบ้านของที่ไหนกันแน่ ? 

เราได้ลองค้นคว้าข้อมูลดูและพบว่าถึงแม้ ชัตเติลค็อก จะเป็นที่นิยมกันในประเทศลาวและเวียดนาม แต่อันที่จริงแล้วทั้งสองประเทศได้รับอิทธิพลการเตะลูกชัตเติลค็อกจากประเทศจีน 

มีบันทึกโดย Chu Minyi และ Louis Laloy ในปี 1910 ว่า "ชัตเติลค็อก" หรือ "jianzi, 毽子" ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมงานอดิเรกของชาวจีนแทบทุกวัยทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่จะตะโกนหาแต่ชัตเติลค็อกมาหลายศตวรรษ (อ้างว่านานกว่า 2,000 ปี) วิธีการเล่นมีหลายแบบทั้งเล่นแบบคนเดียว คือไล่เดาะไปเรื่อย ๆ เหมือนกับเดาะฟุตบอลหรือเดาะตะกร้อ, หรืออาจจะแข่งขันกันแบบคู่หรือเล่นเป็นกลุ่มก็ได้เช่นกัน 

เป้าหมายของเกม ๆ นี้คือการพยายามทำให้ลูกขนไก่ลอยอยู่ในอากาศโดยไม่ตกพื้น และต้องใช้เท้าเตะอย่างเดียว โดยเหตุผลที่ทำให้ ชัตเติลค็อก เป็นที่นิยมในวงกว้างคืออุปกรณ์การเล่นที่ทำง่าย เช่นลูกขนไก่นั้นพวกเขาก็ใช้แค่ขนไก่หรือขนนกจำนวนหนึ่ง ยางรัด และกระดาษแข็งสำหรับทำเป็นหัวของลูก เท่านี้เมื่อประกอบกันก็จะได้อุปกรณ์สำหรับกิจกรรมสันทนาการ ที่ทำง่าย เล่นง่าย ที่สำคัญพวกเขาบอกว่ามันเป็นกิจกรรมที่สนุกมาก ว่ากันว่าคนที่เล่นชัตเติ้ลคอกเก่ง ๆ สามารถเดาะลูกขนไก่ได้มากถึง 1,000 ครั้งโดยที่ลูกไม่ตกพื้นเลยทีเดียว 

แน่นอนว่าประเทศทางแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่าง เวียดนาม, ลาว หรือแม้กระทั่งไทย ล้วนได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมมาจากประเทศจีนไม่มากก็น้อย และด้วยความที่มันเป็นกีฬาที่ใช้งบประมาณน้อย ใช้อุปกรณ์ไม่กี่ชิ้น และสามารถเล่นได้หลายคน จึงไม่แปลกเลยว่าทำไม ชัตเติลค็อก จึงกลายเป็นกิจกรรมสุดฮิตของชาวเวียดนามหรือลาวได้ไม่ยาก 

 

แหล่งอ้างอิง 

https://scroll.in/article/844603/a-guide-to-jianzi-a-chinese-game-with-a-shuttlecock-but-no-racket
https://www.shuttlecock-world.org/post/history-of-shuttlecock-sport

 

2. อาร์นิส (Arnis)

ย้อนกลับไปในซีเกมส์ 2019 ที่ ฟิลิปปินส์ เป็นเจ้าภาพ กีฬา อาร์นิส ได้รับการพูดถึงโดยเฉพาะในโลกโซเชียลของประเทศไทยเป็นอย่างมาก เพราะเราแทบไม่เคยเห็นและไม่เข้าใจว่ากีฬาชนิดนี้แข่งกันอย่างไร จนกระทั่งฟิลิปปินส์ได้บรรจุมันลงไปในฐานะกีฬาพื้นบ้าน และการแข่งขันในครั้งนั้นก็กลายเป็นคลิปไวรัลไปในทันที  

เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าภาพของการแข่งขันคือคนสองคนถืออุปกรณ์คล้ายไม้คนละอัน จากนั้นก็ไล่เคาะหัวกันไปมา แน่นอนว่ามันอาจจะมองแวบแรกด้วยความไม่รู้จนพาลคิดว่ามันเป็นกีฬาที่ตลก แต่จริง ๆ แล้วเบื้องลึกเบื้องหลังของกีฬาที่ชื่อว่า "อาร์นิส" นั้นไม่ธรรมดาเลย 

ที่ฟิลิปปินส์ อาร์นิส มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า "การประลองแห่งความตาย" ซึ่งเป็นศิลปะการต่อสู้ประจำชาติของพวกเขา โดยมีความโดดเด่นอยู่ที่การเคลื่อนไหวและกวัดแกว่งอาวุธพร้อมด้วยเทคนิคในการปัดป้องและหลบลีก และสิ่งที่พวกเขาใช้เป็นอาวุธในอดีต (ราวปี 1521) ไม่ใช่กระบองหรือไม้อย่างที่เห็น แต่เป็นมีดสั้น นึกภาพง่าย ๆ เหมือนคนถือมีดคนละเล่มยืนดวลแทงกันจนกว่าจะมีใครคนหนึ่งล้มลงสู้ต่อไม่ไหว ดังนั้นเองมันจึงถูกเรียกว่าการประลองแห่งความตายดังที่กล่าวไปในข้างต้น โดยหลัก ๆ แล้วชาวฟิลิปปินส์จะฝึกศิลปะการต่อสู้นี้ไปเพื่อป้องกันการรุกรานจากประเทศสเปน ที่นำโดยกองทัพของยอดนักเดินเรืออย่าง เฟอร์ดินานด์ มาเจลลัน ซึ่งใช้ปืนคาบศิลาเป็นอาวุธ

แม้ที่สุดแล้ว มีด จะสู้ ปืน ไม่ได้ แต่ อาร์นิส ก็ยังคงเป็นความภูมิใจของคนฟิลิปปินส์ และ อาร์นิส ถูกพัฒนาต่อจากนั้นด้วยการนำวิชาดาบแบบสเปนมาผสมผสาน ผลักดันให้เป็นศิลปะการต่อสู้ที่นอกจากจะใช้อาวุธแล้วยังต้องใช้ความเร็วของมือในการปัดป้อง รวมถึงความไวของฟุตเวิร์กในการหลบหลีกด้วย เนื่องจากแรงในการเข้าปะทะของ อาร์นิส นั้นไม่ได้เกิดจากการใช้พละกำลัง (ยกตัวอย่างเช่น การง้างหมัดชกแบบสุดแรง) แต่เกิดจากการใช้ท่าทางในการเคลื่อนไหวเข้าโจมตี เราจึงได้เห็นการแข่งขัน อาร์นิส ในแบบที่ดูแปลก ๆ ไม่คล้ายศิลปะการต่อสู้อื่น ๆ เพราะเน้นการยืนประชิดและใช้ไม้กระบองหวดกันแบบไม่ยั้ง 

จากศิลปะการต่อสู้ที่ภาคภูมิใจกลายมาเป็นกีฬาพื้นบ้านครั้งแรกในปี 1991 ในซีเกมส์ ที่ ฟิลิปปินส์ เป็นเจ้าภาพ ตอนนั้นพวกเขาเสนอ อาร์นิส ให้เป็นกีฬาสาธิต และเพื่อให้เป็นกีฬาก็ต้องเปลี่ยนจากมีดมาเป็นกระบองอย่างที่เราเห็นกันในทุกวันนี้ ก่อนที่ อาร์นิส จะมีการแข่งขันแบบชิงเหรียญทองกันจริง ๆ ในปี 2005 ซึ่ง ฟิลิปปินส์ ก็กวาดเหรียญทองในกีฬาอาร์นิสจนทำให้พวกเขาเป็นเจ้าเหรียญทองซีเกมส์ 2005 ด้วยเหตุผลที่ว่า "แข่งเถอะชนะแน่" จึงเป็นเหตุให้ในซีเกมส์ 2019 ฟิลิปปินส์ ได้บรรจุกีฬาชนิดนี้ในฐานะกีฬาพื้นบ้านอีกครั้ง และพวกเขาก็กวาดไปถึง 14 จาก 18 เหรียญทองในครั้งนั้น 

อ่านเรื่องราวของ อาร์นิส เพิ่มเติมได้ที่นี่

https://www.mainstand.co.th/1245


 

3. ชินลง (Chinlone) 

จะว่าแปลกไหมมันก็ไม่สามารถใช้คำนั้นได้เลยเสียทีเดียว เพราะ ชินลง นั้นใช้ลูกเซปักตะกร้อเล่นเหมือนกับกีฬาตะกร้อของเมืองไทยเรานี่แหละ แต่อาจจะมีความต่างมาจากรากและจุดมุ่งหมายของแต่ละท้องถิ่นเท่านั้น ซึ่ง "ต้นกำเนิด" ของ ชินลง คือประเทศเมียนมา เมื่อกว่า 1,500 ปีก่อน 

หากตะกร้อคือการเสิร์ฟที่รุนแรง การชงหวาน ๆ และการกระโดดขึ้นฟาดที่เร็วแรงจนมองไม่ทัน ชินลง นั้นมีความต่างออกไป เพราะมันคล้าย ๆ กับตะกร้อวงของบ้านเรา แต่ความต่างคือ ชินลง นั้นผสมผสานกับท่าทางที่คล้าย ๆ การร่ายรำเข้าไปด้วย 

ในขณะที่ตะกร้อมีตัวเสิร์ฟ, ตัวชง และตัวฟาด ชินลง ก็มีผู้เล่นที่สำคัญมาก ๆ ที่ถูกเรียกว่า "มินตา" ที่แปลว่า "เจ้าชาย-เจ้าหญิง" โดย มินตา นั้นจะเป็นคนที่ยืนอยู่กลางวง มีหน้าที่คอยควบคุมจังหวะการเล่นของคนอีก 6 คนที่อยู่ในวงนอก และนอกจากจะต้องคุมเกมคุมจังหวะแล้ว มินตา จะต้องเป็นคนที่โชว์ลีลาท่าสวย ๆ เช่นการไขว้ การตอกส้น หรือใด ๆ ก็ตามที่อาจจะผสมการร่ายรำเข้าไปด้วย 

สำหรับซีเกมส์นั้น ชินลง ได้ถูกบรรจุลงไปในการแข่งขันเมื่อปี 2013 ที่ เมียนมา เป็นเจ้าภาพ ซึ่งพวกเขาก็กวาดไปถึง 6 จาก 8 เหรียญทอง ก่อนจะถูกบรรจุเข้าไปอีกครั้งในซีเกมส์ครั้งที่ 2017 ที่ มาเลเซีย เป็นเจ้าภาพ ด้วยวิธีการเล่นที่คล้าย ๆ ตะกร้อวงทำให้การแข่งขันครั้งนั้น ทีมชาติไทย ได้เหรียญทองแรกจากกีฬาชนิดนี้ 

ส่วนวิธีการคิดคะแนนนั้นหลัก ๆ แล้วจะมีวิธีคิดด้วยกัน 6 ประเภท เริ่มตั้งแต่ประเภทท่าพื้นฐาน ที่ทุกคนในทีมจะต้องเตะคนละ 1 ท่าพื้นฐานสลับหมุนเวียนกันจนครบจึงจะได้ 1 คะแนน, ต่อด้วย ท่าเดียว ที่แต่ละคนจะเตะท่าเดียวกันจนครบถึงจะได้ 1 คะแนน, ประเภทคนเดียว 6 ท่า แต่ละคนจะต้องเตะท่าพื้นฐานคนละ 6 ท่าจึงจะได้ 1 คะแนน, ประเภทท่ายาก 6 คน ที่แต่ละคนจะต้องเตะท่ายากคนละ 1 ท่าสลับหมุนเวียนกันจนครบ 6 ท่าจึงจะได้ 1 คะแนน 

ทุกประเภทที่กล่าวมาจะแข่งขันครั้งละ 2 ทีม ทีมละ 3 เซต เซตละ 30 นาที ทีมใดชนะไปก่อน 2 ใน 3 เซต ก็จะเป็นฝ่ายชนะไป  

แน่นอนว่าประเทศที่เก่งและเชี่ยวชาญเรื่องกีฬาตะกร้ออย่าง ไทย มาเลเซีย และ เมียนมา ก็จะเก่งและถนัดในการแข่งขันชินลงเป็นเงาตามตัว เนื่องจากวิธีการเล่นที่คล้าย ๆ กันที่อาจจะปรับเปลี่ยนบ้างนิดหน่อย แต่ที่สุดแล้วทั้ง 3 ชาติที่กล่าวก็ยังคงเป็นชาติที่สลับกันคว้าเหรียญทองในกีฬาชินลง แม้ว่ามันจะเป็นกีฬาพื้นบ้านของเมียนมาก็ตาม

 

แหล่งอ้างอิง 

https://www.myanmarinsider.com/what-is-chinlone/
https://www.springnews.co.th/news/83268

 

4. หมากรุกจีน (Xianggi) 

หมากรุกอาจจะไม่ใช่อะไรที่แปลกใหม่เลยสำหรับชาวไทย เราสามารถพบเห็นผู้คนเล่นกีฬาชนิดนี้ได้ทั่วไปแม้กระทั่งในซุ้มวินมอเตอร์ไซค์ หมากรุกถือเป็นกิจกรรมฆ่าเวลาที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างดี แต่ถ้าเราจะบอกว่า ซีเกมส์ ก็เคยแข่งขัน "หมากรุกจีน" คุณจะรู้รึไม่ว่าเขาจ้องจะเล่นอะไรกับคุณ ? 

หมากรุกจีน (Xianggi) นั้นเป็นกีฬาที่เวียดนามได้บรรจุเข้ามาไว้ชิงเหรียญทองในซีเกมส์ 2021 (ครั้งนี้) ถึง 4 เหรียญทอง แน่นอนว่า เวียดนาม เป็นประเทศที่ได้รับอิทธิพลจากจีนมาไม่น้อย หมากรุกจีนจึงเป็นที่นิยมในเวียดนามเหมือนกับที่คนไทยนิยมหมากรุกสากลนั่นเอง 

หากจะให้อธิบายกติกาก็คงต้องเรียนตามตรงว่าผู้เขียนเองก็ไม่ได้เชี่ยวชาญ หรือเรียกง่าย ๆ ว่าไม่เคยเล่นหมากรุกจีนเลยสักครั้ง แต่จากการที่ได้เข้าไปดูในตำราและกลยุทธ์ต่าง ๆ จึงได้พบว่าหมากรุกจีนนั้นเป็นอะไรที่ยุ่งยากซับซ้อนจนยากเกินที่จะอธิบายกันให้เข้าใจด้วยตัวหนังสือ 

อธิบายโดยคร่าว ๆ คือ จะมีหมากในมือคนละ 7 ประเภท ได้แก้ ตี่ (ขุน), สือ (องครักษ์), เฉีย (ช้าง), เบ๊ (ม้า), กือ (เรือ), เผ่า (ปืนใหญ่) และ จุก (เบี้ย) เรียกได้ว่าจากจำนวนทั้งหมดที่กล่าวมามีเพียง กือ เท่านั้นที่สามารถเดินหมากได้เหมือนกับ เรือ ในหมากรุกชาติอื่น ๆ 

ขณะที่บนกระดานก็ใช่ว่าจะเดินหมากไปทางไหนก็ได้ เพราะกระดานของหมากรุกจีนจะมีการแบ่งฝั่งอย่างชัดเจน ตรงไหนฝั่งเรา ตรงไหนฝั่งคู่ต่อสู้ มีส่วนของแม่น้ำคั่นกลางระหว่างสองฝั่ง และมีพื้นที่ของ "วัง" ที่เป็นที่อยู่ของ ตี่  

ส่วนวิธีการเอาชนะ แพ้ หรือเสมอ นั้นมีมากมายหลายวิธีหลือเกิน เอาเป็นว่าที่สุดแล้วหมากรุกจีนคือศาสตร์ที่ส่งต่อกันมาเป็นพัน ๆ ปี โดยในอดีตยุคจ้านกว๋อ (481-403 ปีก่อน คริสตกาล) หมากรุกจีน ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมของชนชั้นสูงที่ใช้ฝึกการวางแผนการรบหรือเดิมพันกินบ้านกินเมืองได้เลยทีเดียว 

 

แหล่งอ้างอิง 

https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99
https://victorytale.com/th/chinese-chess/
http://www.yutopian.com/chinesechess/history.html

 

5. โววีนัม (Vovinam) 

โววีนัม คือหนึ่งในศิลปะการต่อสู้ประจำชาติของเวียดนามที่มีจุดเด่นอยู่ที่ความหลากหลาย สามารถสู้กันได้ทั้งแบบมือเปล่าและแบบมีอาวุธ จัดอยู่ในรูปแบบของมวยแข็งและมวยอ่อน โดย มวยแข็ง หมายถึง มวย ที่มีรูปแบบวิธีฝึกคงที่ตายตัว ไม่นิยมผสมผสานกับทางมวยสายอื่น ขณะที่ มวยอ่อน คือมวยที่ปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ ไม่ยึดหลักตายตัว 

โววีนัม อยู่คู่กับเวียดนามมาตั้งแต่ปี 1938 โดยสมัยนั้นพวกเขาถูกรุกรานและกดขี่โดยฝรั่งเศสมานานถึง 100 ปี มันทำให้ชาวเวียดนามพยายามเรียนรู้ที่จะฝึกศิลปะป้องกันตัวเพื่อทำให้ตัวเองมีความแข็งแกร่ง โดยผู้คิดค้นคนแรกนั้นมีชื่อว่า Nguyễn Lộc โดย "มาสเตอร์" ผู้นี้พยายามจะผสมผสานความแข็งและอ่อนของการต่อสู่เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้เกิดความสมดุลตามหลักความเชื่อเรื่อง หยิน-หยาง ซึ่งที่สุดแล้วก็แพร่หลายกลายเป็นศิลปะการต่อสู้ประจำชาติที่มีความคล้ายกับ มวยไทย, มวยจีน และ เทควันโด มาผสมกัน

เรื่องที่น่าสนใจอีกอย่างของ โววีนัม ก่อนจะนำมาแข่งขันในซีเกมส์นั้น รัฐบาลเวียดนามได้ผลักดันและสนับสนุนให้ โววีนัม กลายเป็นกีฬาเป็นอย่างมาก ถึงขั้นที่ว่ามีการจัดตั้งสถาบันพัฒนากีฬาโววีนัมโดยเฉพาะที่จุดมุ่งหมายคือการทำให้ผู้เรียนสามารถต่อสู้ จู่โจม และตั้งรับได้อย่างเชี่ยวชาญโดยไม่ได้รับบาดเจ็บ 

ว่ากันว่าสถาบันสอนโววีนัมของเวียดนามนั้นเข้มงวดเป็นอย่างมาก เพราะพวกเขาเชื่อว่ากีฬาชนิดนี้ต้องแข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจ ดังนั้นเรื่องระเบียบวินัย การตรงต่อเวลา และรับผิดชอบตัวเอง จึงเป็นสิ่งที่ผู้เรียนโววีนัมต้องคำนึงไปพร้อม ๆ กับการฝึกศิลปะการต่อสู้บนสังเวียน 

เพราะการได้ฝึกหลายอย่างควบคู่กันบวกกับท่วงท่าที่สวยงาม ทำให้ โววีนัม กลายเป็นศาสตร์หรือกีฬาที่ชาวเวียดนามทั่วไปให้ความสนใจศึกษากันมากขึ้น ไม่ใช่แค่ชาวเวียดนามเท่านั้น ปัจจุบันมีสหพันธ์โววีนัมเกิดขึ้นหลายแห่งทั้งในประเทศเยอรมัน, เดนมาร์ก และ ฝรั่งเศส เป็นต้น

ด้วยความนิยมที่กล่าวมาทำให้ โววีนัม เป็นกีฬาที่ได้รับการยอมรับในเอเชียนอินดอร์เกมส์ 2009 ก่อนกลายมาเป็นกีฬาหลักอย่างเป็นทางการในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ 2011 ที่ อินโดนีเซีย เป็นเจ้าภาพ และแน่นอนว่าในการแข่งขัน ซีเกมส์ 2021 ครั้งนี้เจ้าภาพเวียดนามก็ไม่ลืมบรรจุศิลปะการต่อสู้ประจำชาติของพวกเขาให้เป็นกีฬาพื้นบ้านอย่างแน่นอน 

 

แหล่งอ้างอิง 

https://vovinamstmartin.com.au/history-of-vovinam/
https://en.wikipedia.org/wiki/Vovinam



AUTHOR

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง
     


x