FEATURE

จากปากเจ้าของสถิติโลก : ไขรหัสความสำเร็จ ... ทำไมทีมวีลแชร์เรซซิ่งของไทยจึงไร้เทียมทานในพาราลิมปิก ?



วีลแชร์เรซซิ่ง คือกีฬาที่เป็นความหวังเหรียญทองของทัพนักกีฬาไทยในการแข่งขันพาราลิมปิกเกมส์ มาอย่างยาวนาน เราเคยมีเจ้าเหรียญทองในช่วงยุค 2000s อย่าง ประวัติ วะโฮรัมย์ ที่ฟาดเหรียญทองในรายการนี้ไปทั้งหมด 7 เหรียญ จากการเข้าร่วมแข่งขันทั้งหมด 5 สมัย 


 

และความยิ่งใหญ่ของนักวีลแชร์เรซซิ่งไทยยังไม่จบแค่นั้น เมื่อ พาราลิมปิก 2020 ที่กรุงโตเกียว พงศกร แปยอ ก็กวาดคนเดียว 3 เหรียญทองและยังทำลายสถิติโลกอย่างยิ่งใหญ่อีกด้วย 

ทุกอย่างเกิดขึ้นและกลายเป็นตำนาน แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว ความต่อเนื่องและการส่งไม้ต่อของวีลแชร์ไทยย่อมมีที่มา 

ตั้งแต่คนถึงรถ ... ทีมชาติไทย เเปรเปลี่ยนนักกีฬาวีลแชร์เรซซิ่งให้เป็นตำนานระดับโลกได้อย่างไร ? นี่คือเรื่องจริงจากปากผู้เกี่ยวข้องในวงการวีลแชร์เรซซิ่งไทย ติดตามได้ที่ Main Stand

 

จุดเริ่มต้นของวงการวีลแชร์ไทย 

สุพรต เพ็งพุ่ม ผู้ฝึกสอนวีลแชร์เรซซิ่งทีมชาติไทย เผยว่าครั้งแรกที่ทีมวีลแชร์เรซซิ่งทีมชาติไทยได้ลงแข่งขันในเวทีระดับโลก คือพาราลิมปิกเกมส์ ปี 1996 ที่เมืองแอตแลนตา ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นเจ้าภาพ

ครั้งนั้นไทยถูกฝ่ายจัดการแข่งขันเชิญไปร่วมแข่ง โดยมีนักกีฬาเข้าร่วมแค่ 2 คนเท่านั้น แต่ ประสบโชค กลั่นเงิน ก็สามารถคว้าเหรียญทองแดงกลับมาได้จากการแข่งขันรุ่น 10,000 เมตร หลังจากนั้นการพัฒนาอย่างจริงจังจึงเริ่มต้นขึ้น

 

จากปากแชมเปี้ยน

พงศกร แปยอ เจ้าของ 3 เหรียญทองในการแข่งขันวีลแชร์เรซซิ่ง คลาส T53 ประเภท 100, 400 และ  800 เมตร และยังทำสถิติเป็นนักกีฬาไทยคนแรกที่ได้ถึง 3 เหรียญทองในการแข่งขันครั้งเดียว อยู่ที่นั่นพร้อมกับนักกีฬาทีมพาราลิมปิกไทยอีกหลายชีวิต 

แน่นอนสปอตไลท์ย่อมฉายมายังผู้ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด พงศกร นั่งเตรียมพร้อมอยู่หน้ากล้องและ Main Stand ได้เริ่มถามคำถามที่ง่ายและคลาสสิกที่สุด ที่จะทำให้เราเข้าประเด็นได้ในทันที คำถามนั้นคือ "นักกีฬาวีลแชร์ไทยมีเคล็ดลับอย่างไรจึงเก่งระดับโลก ?" 

เราคาดหวังอะไรมากจากคำถามนั้น เราหวังว่าจะได้เห็นอะไรที่มันพิเศษและว้าวในแบบที่ไม่เคยได้ยิน แต่นั่นก็เป็นเพียงแวบแรกของความคิดเท่านั้น เพราะเจ้าเหรียญทองตอบกลับมาอย่างเรียบง่ายและตรงประเด็นว่า "เราไม่มีเคล็ดลับอะไรเลยครับ" นี่คือสิ่งที่ พงศกร เอ่ยขึ้นมาเป็นประโยคแรก 

เพราะนี่คือการแข่งขันระดับโลก ดังนั้นเรื่องราวของกลเม็ด เคล็ดลับ และความเชื่อไม่ส่งผลเท่ากับการลงมือทำ นักกีฬาวีลแชร์เรซซิ่งก็เหมือนกับนักกีฬาชนิดอื่น ๆ การไต่ระดับไปถึงขั้นท็อป 5 หรือท็อป 10 ของโลกนั้นไม่มีทางลัด ทุกอย่างตั้งต้นด้วยคำว่าคุณอยากจะชนะมากแค่ไหน ? และตามมาด้วยคำถามต่อไป นั่นคือหากคุณอยากชนะจริง คุณกล้าเสียสละตัวเองเพื่อสิ่งนั้นหรือไม่ 

คุณอาจจะนึกภาพไม่ค่อยออกว่านักกีฬาระดับพาราลิมปิกเกมส์ ซ้อมกันหนักขนาดไหน และความจริงที่ พงศกร เล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนที่เขาจะได้เหรียญทองคือ "ความเข้มข้นและระเบียบวินัยในการฝึกซ้อม" เป็นหัวใจสำคัญที่สุดสำหรับความสำเร็จครั้งนี้

"การฝึกซ้อมของเราแบ่งเป็นวันละ 2 มื้อ คือเช้ากับเย็น ภายในอาทิตย์หนึ่งเราแทบไม่มีวันหยุดเลย ช่วงเวลาเดียวที่เราพอจะได้หยุดคือช่วงเย็นวันอาทิตย์ถึงเย็นวันจันทร์เท่านั้น การหยุดแบบคร่อมวันแบบนี้ทำให้เราแทบไม่มีโอกาสได้ไปไหนเลย ช่วงเวลาพักคือได้แค่พักผ่อนอยู่บ้านจริง ๆ" เขาเริ่มกล่าว

ทีมวีลแชร์เรซซิ่งของไทย นอกจากจะซ้อมกัน 2 มื้อแล้ว แต่ละมื้อก็หนักหน่วงและเอาจริงเอาจังมาก ช่วงเช้าส่วนใหญ่พวกเขาจะซ้อมในแทร็กราว ๆ 2 ชั่วโมง โดยจะต้องทำระยะทางรวม ๆ ที่ 30 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังมี 2 วันต่อสัปดาห์ที่พวกเขาต้องลงปั่นบนถนนด้วยระยะทางถึง 20 กิโลเมตร ซึ่งนั่นไม่ใช่ระยะทางสั้น ๆ เลย ย้ำว่านี่แค่ช่วงเช้าเท่านั้น เพราะหลังจากพักกลางวัน พวกเขาก็ต้องกลับมาใช้พลังงานอีกครั้งในการปั่นแบบลงแทร็ก ซึ่งกินเวลาครั้งละ 2 ชั่วโมง 

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่างานนี้ไม่ใช่แค่เหนื่อยกายอย่างเดียว พวกเขาซ้อมหนัก มีเวลาพักในแต่ละวันเพียงช่วงสั้น ๆ ในขณะที่วันหยุดนั้นก็ไม่ใช่การหยุดแบบเต็มวัน เห็นได้ชัดว่าหน้าที่ของพวกเขาต้องเสียสละความสุขส่วนตัวไปมากพอดูเลยทีเดียว

ถึงกระนั้น มีคำคมหนึ่งจาก "อิเทน" หมู่บ้านนักวิ่งในประเทศเคนยา ที่สร้างนักวิ่งระยะไกลที่โด่งดังที่สุดในโลก ณ เวลานี้อย่าง เอลิอุด คิปโชเก้ ซึ่งสามารถนำมาใช้กับทีมวีลแชร์เรซซิ่งของทีมชาติไทยได้ ประโยคนั้นมีอยู่ว่า "Train hard win easy" (ยิ่งฝึกหนักเท่าไหร่ ก็ยิ่งชนะง่ายเท่านั้น) สิ่งนี้ตรงกับสิ่งที่ พงศกร บอกเราพอดีเป๊ะ! 

"เราแทบไม่ได้หยุดและมีเวลารีแลกซ์กันเลย ผมไม่แน่ใจว่าประเทศอื่น ๆ เขาซ้อมกันแบบไหน แต่เท่าที่ผมสังเกตจากการวอร์มก่อนเเข่งในรายการต่าง ๆ สิ่งที่ผมเห็นคือพวกเขาวอร์มกันน้อยมาก ใช้เวลาแค่ครู่เดียวเท่านั้นก็เสร็จแล้ว ตรงนี้ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าพวกเขาเก็บแรงไว้สำหรับตอนแข่งจริงหรือเปล่านะ แต่ผมคิดว่าการซ้อมของพวกเขายังไม่น่าจะถึงระดับเราครับ" พงศกร ขยายความสิ่งที่เขากล่าว ผ่านมุมมองที่เขาเคยได้สัมผัส

นี่แหละคือโลกของมืออาชีพ คนที่ต้องการจะไปสู่จุดสูงสุดได้ไม่ว่าจะวงการไหน พวกเขาต้องทุ่มเทให้กับการซ้อมเหมือนกับในการแข่งจริง ... แม้ พงศกร จะบอกว่าพวกเขาไม่ได้มีเคล็ดลับในการพิชิตเหรียญทอง แต่จากที่เขาเล่ามาทั้งหมด เราเชื่อได้เลยว่า เคล็ดลับของพวกเขาคือการเสียสละตัวเองและช่วงเวลาชีวิตส่วนใหญ่ไปกับการฝึกซ้อมเพื่อเดิมพันกับอนาคตที่รออยู่ข้างหน้านั่นเอง  

การเสียสละตัวเอง มีความมุ่งมั่น และเต็มไปด้วยจิตวิญญาณของผู้ชนะ คือสารตั้งต้นของเรื่องนี้ ... แต่ยังไม่จบเพียงเท่านี้แน่ เพราะ วีลแชร์เรซซิ่ง ก็เหมือนกับการการแข่งขันกีฬาความเร็วอื่น ๆ ที่ถึงผู้ควบคุมยานพาหนะจะเก่งแค่ไหนก็ยากจะประสบความสำเร็จ หากไม่มียานพาหนะคู่ใจ ที่ทั้ง 2 ส่วนต้องมารวมเป็นหนึ่งเดียวกันให้ได้ สำหรับทีมวีลแชร์เรซซิ่งไทย วีลแชร์ ของพวกเขาก็มีทีเด็ดซ่อนไว้เช่นกัน 

 

อุปกรณ์ดี … มีชัย

"คันหนึ่งประมาณ 5 แสนกว่าบาทครับ" ... พงศกร เล่าถึงวีลแชร์คู่ใจที่ทำให้เขากลายเป็นเเชมเปี้ยนในการแข่งขันครั้งนี้ และนี่คือราคาที่เหนือกว่าที่หลายคนคาดคิดอย่างแน่นอน 

5 แสนบาท ณ เวลานี้ สามารถซื้อรถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ดี ๆ ได้สักคัน หรือแม้แต่รถยนต์ระดับอีโคคาร์ แต่อย่าลืมว่ารถเหล่านี้มันมีเครื่องยนต์ มีกลไกพลังงานต่าง ๆ ระบบไฟฟ้าเอย ระบบความปลอดภัยเอย นั่นคือราคาที่ทำให้หลายคนคิดว่าไม่แพงจนเกินไปนักและเต็มใจซื้อ หากเทียบกับวีลแชร์สำหรับผู้พิการล่ะ นี่เป็นคำถามที่น่าสนใจมากว่าในราคา 5 แสนบาท วีลแชร์ ของนักกีฬาไทยนั้นมีอะไรพิเศษ ? 

"วีลแชร์ที่ใช้เป็นรุ่นใหม่ที่เพิ่งผลิตขึ้นมาเลยครับ เป็นรุ่นที่ไม่ได้มีใช้กันทุกชาติ ความพิเศษคือผลิตตามสรีระของคนปั่น เพราะความพิการของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน" พงศกร ขยายความ 

อันที่จริงวีลแชร์ที่นักกีฬาไทยใช้ มีชื่อในวงการเรียกว่า "Top End" ผลิตจากประเทศสหรัฐอเมริกา ความพิเศษของรุ่นนี้คือจะผลิตตัวเฟรมจากคาร์บอนทั้งคันเพื่อความเบา นอกจากนี้ก่อนผลิตจะต้องมีการวัดขนาดตัวของคนปั่นให้ได้ตรงตามสรีระที่สุด เพื่อช่วยให้จังหวะการปั่นและวงสวิงเข้าที่เข้าทางมากกว่าเดิม 

ซึ่ง วีลแชร์ Top End นี้ยังไม่ได้มีใช้กันทุกชาติ ซึ่งนั่นก็เป็นความได้เปรียบจุดเล็ก ๆ ของนักกีฬาไทย ที่ต้องขอบคุณผู้สนับสนุนที่ทำให้พวกเขาเร็วขึ้นอีกระดับจากที่เคยเป็น 

นอกจากเรื่องของวีลแชร์แล้ว แทร็ก หรือสนามแข่งขันที่ใช้ซ้อมนั้นยังมีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยแทร็กซ้อมของทีมนักกีฬาไทยนั้น มีการลงทุนสร้างสนามที่มีลู่แทร็กยางสังเคราะห์ที่ได้มาตรฐานระดับเดียวกับที่ใช้ในโอลิมปิก เมื่อสนามที่ใช้ซ้อมเป็นสนามแบบเดียวกับที่ใช้ในการแข่งขัน ทำให้สามารถปรับจูนวีลแชร์ได้อย่างถูกต้องและสร้างความคุ้นเคยได้มากกว่า กลุ่มนักกีฬาจะรู้ว่าพวกเขาจะต้องเพิ่มหรือลดลมยาง หรือปั่นจังหวะแบบไหนจึงจะทำความเร็วได้ดีที่สุด 

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนช่วยขับเคลื่อนเเพชชั่นของนักกีฬาได้อย่างสมบูรณ์แบบ เมื่อความพยายามที่จะเป็นที่ 1 ของผู้ปั่นรวมเข้ากับวีลแชร์ที่มีประสิทธิภาพ พวกเขาก็เพิ่มโอกาสชนะให้ตัวเองตั้งแต่ตอนซ้อมไปเรียบร้อยแล้ว...

ดังนั้นเมื่อการแข่งขันจริงมาถึง ความมั่นใจคือสิ่งที่อยู่ในความรู้สึกของทีมวีลแชร์ไทยเสมอมา 

 

หน้างานที่ทรงประสิทธิภาพ 

"เมื่อก่อนคู่แข่งจากต่างประเทศเคยอยู่ในหัวของเรา เราเห็นพวกเขาเร็วกว่า เรากลัวพวกเขา เราแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มเเข่ง ... แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว กลายเป็นพวกเราที่เข้าไปอยู่ในหัวของพวกเขาแทนบ้าง" สุพรต เพ็งพุ่ม ผู้ฝึกสอนวัยเก๋ากล่าวถึงขวบปีที่เขาผ่านมาในวงการนี้ 

เมื่อนักกีฬาไทยมาสู่การแข่งขัน พวกเขามีความมั่นใจสูงขึ้นกว่าที่เคยเป็น ชัยชนะในโอลิมปิกแต่ละครั้งส่งผลให้นักกีฬาไทยกลายเป็นพี่บิ๊ก เราตัวใหญ่ขึ้นในแง่ของความรู้สึกสำหรับคู่แข่ง และเมื่อเวลาคนเรามั่นใจ ประสิทธิภาพก็จะตามมา … ทำตามที่ซ้อมเอาไว้ได้ และทุกอย่างจะบอกผ่านป้ายบอกเวลาเองว่าพวกเขาทำได้ดีเท่าที่ตั้งใจไว้หรือเปล่า 

มันไม่มีอะไรมากกว่านั้นอีกเเล้ว คุณมาเเข่งขันโดยที่รู้ว่าคุณซ้อมมาอย่างหนักที่สุดเท่าที่จะทำได้ คุณมาที่นี่พร้อมกับอุปกรณ์ที่ช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้นได้ นี่คือโอกาสสำคัญในการพลิกชีวิต หากคุณไม่เตรียมใจให้พร้อม คุณไม่มีทางชนะได้เลย เมื่อคุณมองไปที่เเท่นจับเวลา มันจะเป็นสิ่งสะท้อนและตอบทุกอย่างว่าคุณพยายามมาเพื่ออะไร ? 

โดยเฉพาะเมื่อคุณมาอยู่ในโหมดของการแข่งขัน สภาพแวดล้อมที่รายล้อมไปด้วยเหล่ามืออาชีพทั้งหมด ไม่เว้นแม้กระทั่งนาฬิกาที่ใช้จับเวลาในการแข่งพาราลิมปิกครั้งนี้ที่สนับสนุนโดย OMEGA แบรนด์นาฬิกาแถวหน้าจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มันคือบรรยากาศและความกดดันที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

เพราะในการแข่งขันวีลเเชร์เรซซิ่ง เวลาเพียงเสี้ยววินาทีก็ตัดสินผู้แพ้ชนะได้ นาฬิกา OMEGA จึงถูกนำมาใช้ในการจับเวลา และเป็นตัวแทนแห่งความเที่ยงตรงที่ทุกคนไว้วางใจ 

แบรนด์นาฬิกานี้ เคยได้รับการการันตีจาก NASA ในแง่ของความแน่นอนของการบอกเวลา รวมถึงความทนทานต่อสนามแม่เหล็กโลก จากภารกิจเหยียบดวงจันทร์โดยยาน อพอลโล 11 ซึ่งเป็นก้าวสำคัญของมนุษยชาตินั้น OMEGA ถูกสวมใส่โดย นีลล์ อาร์มสตรอง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนักบินอีกคนอย่าง บัซ อัลดริน ก็สวมใส่นาฬิกาของ OMEGA ไว้ ในขณะที่กล้องถ่ายทอดสดบันทึกภาพเวลาประวัติศาสตร์ครั้งนั้นไว้อีกด้วย 

เพราะการจับเวลาแต่ละครั้งมีโอกาสที่จะเป็นสถิติโลกใหม่ได้ทั้งสิ้น มันจึงเป็นหน้าที่ที่ต้องมีความรับผิดชอบอย่างยิ่งใหญ่ นั่นคือเหตุผลว่าทำไม OMEGA จึงได้รับเลือกให้เข้ามาเป็นผู้สนับสนุน เมื่อนักกีฬาเข้าเส้นชัย นาฬิกา OMEGA จะเป็นสิ่งแรกที่พวกเขาเห็น และมันจะคอยบันทึกเวลาของการแข่งขันเอาไว้ ที่จะทำให้นักกีฬาได้รู้ว่านี่เป็นการทำเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตของพวกเขาหรือไม่ 

สำหรับ พงศกร แปยอ ฮีโร่ของชาวไทยเองก็ใช้บริการของการบันทึกเวลาระดับสถิติโลกโดยนาฬิกา OMEGA เช่นกัน เนื่องจากเขาสามารถทำลายสถิติโลกเดิมของรุ่น 400 เมตรชายคลาส T53 ได้สำเร็จ หากใครที่ดูการถ่ายทอดสดในวันนั้นจะเห็นได้ว่าเมื่อ พงศกร เข้าเส้นใจ กล้องได้โฟกัสมาที่ป้ายบอกเวลาทันที และ 46.61 วินาที คือเวลาที่ OMEGA บันทึกสถิติโลกครั้งใหม่โดย พงศกร เอาไว้ได้ 

นอกจากในการแข่งขันวิลแชร์เรซซิ่งเเล้ว OMEGA ยังใช้ในการบันทึกและแจ้งเวลาการแข่งขันกีฬาอีกหลากหลายชนิดในพาราลิมปิกครั้งนี้ รวมเเล้วมากถึง 539 นัด ซึ่งจากจำนวนทั้งหมดนี้ สามารถมั่นใจได้ 100% ว่า เวลาที่ผ่านการแจ้งและบันทึกโดย OMEGA จะเที่ยงตรงอย่างที่สุด เพื่อให้นักกีฬาทุกคนได้ภาคภูมิใจได้อย่างเต็มที่ เมื่อวันแห่งชัยชนะมาเยือนพวกเขา 

ในวงการวีลแชร์เรซซิ่ง สถิติโลกจะไม่มีวันหยุดอยู่แค่นี้ ตามคำบอกเล่าของ พงศกร และ โค้ชสุพรต เพ็งพุ่ม ว่าหลังจากนี้วิวัฒนาการของรถเข็นวีลเเชร์เรซซิ่งจะเดินหน้าต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเขามีแชมป์ที่ครองสถิติโลกอย่าง พงศกร ลงเเข่งขันด้วย ใครกันจะไม่อยากก้าวข้ามขีดความสามารถของตัวเองและอยากจะเอาชนะแชมป์อย่างเขา 

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าสถิติโลกจะถูกพังลงอีกกี่ครั้ง นาฬิกา OMEGA ก็จะยังคงทำหน้าที่บันทึกทุกสิ่งอย่างเที่ยงตรงต่อไป … ไม่แน่ว่าในพาราลิมปิกครั้งหน้า พงศกร อาจจะได้ใช้บริการการบันทึกสถิติโลกโดย OMEGA อีกครั้งก็เป็นได้ เพราะที่สุดเเล้วเขาได้แย้มออกมาว่า สถิติในพาราลิมปิกที่ผ่านมาไม่ใช่เวลาที่เซอร์ไพรส์เขาเท่าไรนัก 

"สำหรับสถิติโลกตอนแข่งที่เคยทำได้นั้น … ผมคิดว่าตอนซ้อมผมทำได้ดีกว่านั้นนะ" พงศกร ยิ้มอย่างอารมณ์ดี และเชื่อเหลือเกินว่าชาวไทยคงอยากจะเห็นประวัติศาสตร์ครั้งต่อไปของวงการวีลแชร์เรซซิ่งอย่างแน่นอน 



AUTHOR

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง
     


PHOTO

อภิสิทธิ์ โชติพิบูลย์ทรัพย์

Graphic Designer แห่ง Main Stand ผู้รับเหมางานภาพกราฟิกหน้าปกบทความทุกชิ้น
     


x