FEATURE

OMOTENASHI : จิตวิญญาณแบบญี่ปุ่นที่ทำให้ “โตเกียว เกมส์” เป็นโอลิมปิกสุดประทับใจแม้ไร้ผู้ชม | Main Stand



ผมแอบใจหายเล็กน้อยตอนที่เห็นข้อความ "ARIGATO" ในพิธีเปิดมหกรรมกีฬา โตเกียวเกมส์ เพราะคำว่า "อาริงาโตะ โกไซมัส" คือคำที่ผมได้ยินบ่อยที่สุดตลอด 21 วัน ที่อยู่ในญี่ปุ่น


 

ถ้าเขาพูดคำว่า "อาริงาโตะ โกไซมัส" ใส่ผมก่อน แล้วผมตอบกลับไปว่า "Thank You" คน ๆ นั้นก็จะพูดประโยคเดิมซ้ำอีกรอบกับผม  ถ้าผมพูดขอบคุณเขาเป็นภาษาญี่ปุ่นต่อไปว่า "อาริงาโตะ" กลับไป เขาก็จะพูดคำว่า "อาริงาโตะ โกไซมัส" อีกครั้ง

หรือแค่ผมตอบรับคำขอบคุณของเขาด้วยภาษากาย เช่น พยักหน้า, โบกมือ, ยิ้ม หรือโค้งตัวเล็กน้อย เขาก็จะพูดคำว่า "อาริงาโตะ โกไซมัส" ซ้ำเป็นครั้งที่สี่ 

และนั่นคือสิ่งที่เรียกว่า "Omotenashi" (โอโมเตะนาชิ) จิตวิญญาณแห่งความใส่ใจ ที่ฝังอยู่ในตัวคนญี่ปุ่น ที่ผมได้พบเจอตลอดการเกาะติด โตเกียวเกมส์ จนกลายเป็นความประทับใจที่ค่อย ๆ สะสมทีละเล็กละน้อย 

คงเหมือนกับผู้ชมหลายคนทางบ้านที่ตกหลุมรัก "โอลิมปิก" ครั้งนี้ แม้ไม่มีโอกาสได้เข้ามาดูเกมในสนาม แต่กลับสัมผัสได้จากสิ่งที่เห็นในหน้าจอถ่ายทอดสด ทั้ง พิธี เปิด-ปิด ที่เน้นการใช้ความคิดสร้างสรรค์ บวกกับวัตถุดิบซอฟต์พาวเวอร์ที่พวกเขามีอยู่ในมือ ที่สามารถนำเสนอความเป็นญี่ปุ่นออกมาได้อย่างน่าประทับใจ

รวมถึงรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น เหรียญรางวัล, ช่อดอกไม้, แท่นรับเหรียญ, เพลงประกอบการแข่งขันกีฬา ที่เจ้าภาพตั้งใจคัดสรร จนเป็นกิมมิคที่ทำให้แฟนกีฬาทั่วโลกยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ 

ทั้งหมดนี้มีรากฐานมาจากแนวคิด "Omotenashi" ที่ญี่ปุ่นใช้เพื่อชนะใจคนทั่วโลกได้ ในสถานการณ์ที่แสนเปราะบางและยากจะรับมือ แต่พวกเขาก็ทำได้เร็จ  

 

คีย์เวิร์ดสำคัญ

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2012 ในการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก ฤดูร้อน ประจำปี 2020 ในขณะที่ทุกชาติพยายามนำเสนอจุดดี จุดเด่น ให้กับคณะกรรมการเพื่อทำการคัดเลือก 

"คริสเตล ทาคิงาวะ" ผู้ประกาศข่าวชาวญี่ปุ่น ได้กล่าวคำว่า "O-MO-TE-NA-SHI" ขึ้นบนเวที เพื่อนำเสนอคีย์เวิร์ดที่สื่อถึงจิตวิญญาณด้านการให้บริการแบบญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่หาไม่ได้จากชาติอื่น  

แน่นอนว่าทุกชาติที่ไปร่วมนำเสนอย่อมมีความพร้อม ด้านสถานที่จัดการแข่งขัน งบประมาณ แผนงานที่ดี แต่สุดท้าย "โตเกียว" ก็ชนะใจเหล่า Voter และได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพ โอลิมปิก เกมส์ 2020 และคำว่า "Omotenashi" ก็บูมขึ้นหลังจากนั้น

Omotenashi เป็นคำใหม่ที่เกิดจากการรวมกันของคำว่า "Omote" (โอโมเตะ) ที่แปลว่า "หน้า, ด้านหน้า, สิ่งที่อยู่ตรงหน้า" กับ "Nashi" ที่แปลว่า "ไม่มี" เมื่อเอาสองคำมาผสมกันจะได้ใจความประมาณว่า การใส่ใจกับสิ่งที่ทำอยู่ตรงหน้า หรือ ทำโดยเปิดเผยไม่มีอะไรปิดบัง

ญี่ปุ่น จึงเป็นชาติที่ขึ้นชื่อในเรื่องการให้บริการที่ดี, ใส่ใจในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ และภูมิใจกับงานที่ตัวเองทำ

Omotenashi เป็นจิตวิญญาณที่ฝังอยู่ในตัวคนญี่ปุ่น ดังนั้นเวลาที่พวกเขาให้บริการ, ออกแบบ หรือผลิตสินค้าอะไรก็ตาม ก็จะคำนึงถึงหัวใจของผู้รับอยู่เสมอ รวมถึงเวลาที่พวกเขาลงมือทำอะไร ก็มักจะทำอย่างจริงจัง เต็มที่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า 

ตัวอย่างเช่นในพิธีเปิดและปิดของ โอลิมปิก เกมส์ หากสังเกตก็จะเห็นว่า นักแสดงทุกคนที่ถูกเลือกมาร่วมโชว์ จะแสดงกันอย่างเต็มที่ แม้แต่ตัวประกอบที่ยืนทำหน้าที่ปรบมือตรงซุ้มทางเข้านักกีฬา ก็เล่นใหญ่จัดเต็ม ทั้งที่กล้องแทบไม่ฉายภาพเลยด้วยซ้ำ

นั่นเพราะทุกคนต่างภาคภูมิใจกับหน้าที่ตัวเอง และพยายามทำมันออกมาให้เต็มที่ที่สุด เช่นเดียวกับรายละเอียดของการแสดงต่าง ๆ ที่พาเหรดกันออกมา ล้วนผ่านการคิด กลั่นกรอง และใส่ใจเป็นอย่างดี 

 

ความปลอดภัย 

กลับมาที่เรื่องโอลิมปิกกันต่อ ในตอนนั้น "ชาวญี่ปุ่น" ดีอกดีใจที่ชาติตัวเองได้รับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพ โอลิมปิก เกมส์ 2020 ผู้คนจำนวนมากคาดหวังว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาที่นี่กันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง และจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจภายในประเทศทุกระดับ

ทว่าสถานการณ์จริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น ญี่ปุ่น ต้องพบเจอกับวิกฤตการณ์โรคระบาด โควิด-19 ที่ลุกลามไปทั่วโลกอย่างไม่คาดฝัน จนต้องยอมเฉือนเนื้อจนขาดทุนมโหฬารเพื่อเลื่อนการแข่งขันออกไป 1 ปี และเมื่อปฏิทินเวียนมาบรรจบตรงที่เดิมอีกครั้ง เชื้อโรคก็มีการกลายสายพันธุ์ ทำให้แพร่กระจายง่ายกว่าเดิม

ญี่ปุ่น ตกอยูในสภาวะที่ยากลำบาก เพราะต้องเจอกับการระบาดรอบที่รุนแรงที่สุด จากโอลิมปิกแห่งความหวัง กลายเป็นโอลิมปิกที่เจ็บไปทุกทาง เลื่อนจัดก็เจ็บ ยกเลิกแข่งก็เจ็บ ฝืนแข่งต่อไปก็เจ็บ ไม่มีทางไหนเลยที่จะไม่ปวดร้าว

ผมจำได้ว่าในหัวของผมเต็มไปด้วยความกังวลใจมากมาย เมื่อได้รับมอบหมายจากกองบรรณาธิการ Main Stand ให้ไปรายงานข่าวเกาะติดมหกรรมกีฬา โตเกียวเกมส์ 2020 ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่เหมาะแก่การเดินทางออกนอกประเทศ และไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นข้างหน้า 

ก่อนออกเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น สารภาพตามตรงว่าจินตนาการไม่ออกจริง ๆ ว่า "โอลิมปิก เกมส์" ที่ไม่มีผู้ชมในสนาม ? หน้าตามันจะออกมาเป็นอย่างไร แต่มันคงเป็นโอลิมปิกที่ทุลักทุเลแน่ ๆ 

ยิ่งใกล้วันเปิดการแข่งขัน ตัวเลขผู้ติดเชื้อในญี่ปุ่นก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัย แม้แต่เจ้าภาพก็ยังยอมรับว่าคงต้องประเมินสถานการณ์กันแบบวันต่อวัน ไม่สามารถรับปากได้ว่า "จะไม่มีการยกเลิกโอลิมปิก เกมส์" หากพบการระบาดหนักระหว่างการแข่งขัน ประตูสำหรับการยกเลิกจัดก็ยังเปิดไว้อยู่ 

"โอลิมปิก เกมส์" เป็นหนึ่งในจุดหมายที่ผมอยากไปทำข่าวสักครั้งในชีวิต แต่ในวันที่โอกาสมาถึงจริง ผมยอมรับเลยว่า รู้สึกว่าตัวเองไม่ปลอดภัยเลยที่ต้องมาทำข่าวที่นี่ในช่วงเวลาแบบนี้ 

แต่เพราะมันคืออาชีพที่ผมเลือก ผมจึงต้องละทิ้งความกลัวและไปเผชิญหน้ากับมัน ผมไม่รู้จริง ๆ ว่าจะเกิดอะไรกับตัวเองในอีก 3 สัปดาห์ข้างหน้า อย่างดีที่สุดคือปลอดภัยไม่ติดเชื้อ อย่างแย่ที่สุดก็อาจติดเชื้อมา ตอนนั้นทำได้แค่บอกกับตัวเองว่า "อะไรจะเกิดขึ้นก็ต้องเกิด" 

สถานการณ์มันเปราะบางจริง ๆ เพราะญี่ปุ่นเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเปิดประเทศต้อนรับแขกจากต่างแดนหลายหมื่นชีวิต ทั้ง นักกีฬา, สตาฟโค้ช, ทีมงาน, เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ตลอดจนสื่อมวลชนจากทั่วโลก ที่จะเดินทางเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในญี่ปุ่น อย่างน้อย 3 สัปดาห์ เพราะภารกิจเกาะติดโอลิมปิก เกมส์ 2020 และบางคนอาจลากยาวไปถึง พาราลิมปิก เกมส์ ที่จะเริ่มขึ้นปลายเดือนสิงหาคม 

ไหนจะต้องรับมือกับกระแสต่อต้าน บอยคอตจากคนในชาติที่ไม่เห็นด้วยกับการจัดโตเกียวเกมส์ ในสถานการณ์เช่นนี้ยังมีการเดินขบวนประท้วง ไปจนถึงการแบนสินค้าผู้สนับสนุนโอลิมปิก เกมส์ 2020 อีกด้วย 

ญี่ปุ่น ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้คนในชาติ พร้อม ๆ กับทำให้แขกต่างชาติอุ่นใจ รู้สึกปลอดภัย ในช่วงเวลาที่สถานการณ์ไม่เป็นใจเอาเสียเลย เพราะไวรัสพันธุ์ใหม่ สายพันธุ์เดลต้า ติดต่อกันได้ง่าย ๆ โอกาสเกิดคลัสเตอร์ที่มาจาก โอลิมปิก เกมส์ มีเปอร์เซ็นต์เป็นไปได้ไม่น้อยเลย 

การใส่ใจกับความรักษาปลอดภัยในชีวิตผู้คน จึงเป็นสิ่งที่ชาติเจ้าภาพห่วงใยมากเป็นพิเศษ แม้จะต้องเสียงบประมาณเพิ่ม ใช้บุคลากรดูแลมากขึ้นไปอีก แต่พวกเขาก็เลือกปรับตัวยืดหยุ่นไปตามสถานการณ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในหลักคิดแบบ Omotenashi 

เริ่มจากการดัดแปลงพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลในสนามบิน เพื่อทำเป็นสถานีด่านตรวจก่อนเข้าประเทศ กว่า 20 สถานี ซึ่งเป็นเส้นทางเดินแยกออกมาต่างหาก ไม่ไปปะปนกับผู้โดยสารทั่วไป โดยแขกที่เดินทางมาที่เกี่ยวข้องกับโอลิมปิก จะได้ออกจากเครื่องบินเป็นกลุ่มสุดท้าย ต้องรอจนกว่าจะมีเจ้าหน้าที่มาเรียก

จากนั้นก็เดินไปตามเส้นทางระยะทาง 2 กิโลเมตร ระหว่างทางจะต้องเจอกับด่านตรวจเอกสาร และด่านที่ต้องเข้ารับการตรวจหาไวรัสโควิด-19 โดยที่ทางญี่ปุ่นใช้วิธีการตรวจแบบ RT-PCR ผ่านตัวอย่างน้ำลาย และต้องรอฟังผล ณ ตรงนั้นเลย โดยใช้เวลาประมาณ 1-3 ชั่วโมง 

หากผลตรวจยังไม่ออก ก็ไม่สามารถเดินไปสู่สถานีต่อไปได้ เมื่อผ่านทุกด่านแล้ว ก็จะมีรถชัตเติลบัสพาเราไปส่งยังจุดรวมแท็กซี่ และจะให้แยกกันขึ้นแท็กซี่ คันละ 1 คนเท่านั้น เพื่อพาไปส่งที่โรงแรม 

ญี่ปุ่น ไม่อนุญาตให้ผู้ที่เดินทางเข้าประเทศยังไม่ครบ 14 วัน ใช้ระบบขนส่งสาธารณะได้ แต่เพราะเจ้าภาพรู้ดีว่า สื่อมวลชนทุกคนต้องมีภารกิจออกไปตามติดการแข่งขัน คงไม่สามารถกักตัวอยู่แต่ในโรงแรมได้ 

เจ้าภาพจึงให้ความใส่ใจกับ Media Transport Mall (MTM) หรือศูนย์เดินทางของสื่อมวลชนเป็นพิเศษ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักข่าวและช่างภาพทุกคน ซึ่งจะมีรถชัตเติลบัสมารับตั้งแต่ที่โรงแรม พามาส่งที่ MTM และจุดนี้จะสามารถใช้ต่อรถเพื่อเดินทางไปที่สนามต่าง ๆ ได้ โดยทางญี่ปุ่นได้มีการสร้างแอปพลิเคชัน Tokyo 2020 ขึ้นมา เพื่อให้สื่อมวลชนได้ใช้เช็คเส้นทางและรอบรถขนส่งได้อย่างสะดวก 

หลังจากพ้นกำหนด 14 วัน ทางฝ่ายจัดฯ ก็จะให้ TP CARD ซึ่งเป็นบัตรของสื่อมวลชนมา ที่จะสามารถใช้เพื่อเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะของญี่ปุ่นฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยในช่วง 14 วันแรก บรรดานักข่าว-ช่างภาพ คนทำงานด้านสื่อที่มาที่นี่ จะต้องเข้ารับการตรวจโควิด-19 เป็นระยะ ๆ ผ่านการส่งตัวอย่างน้ำลาย ที่มีจุดรับอยู่แทบทุกสนามแข่งขัน

หนึ่งในการตัดสินใจครั้งใหญ่ที่กระทบความรู้สึกผู้คน แต่ต้องยอมทำ นั่นคือการประกาศไม่ให้มีคนดูเข้าชมในสนามแม้แต่คนในชาติ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อจากการแข่งขันโอลิมปิก เกมส์ 2020 ไปสู่พลเมือง

โตเกียว เกมส์ อาจมีทั้งประชากรที่ไม่เห็นด้วยให้มีการจัดกับฝั่งที่เห็นด้วย ซึ่งในสัดส่วนหลัง เชื่อว่ามีจำนวนไม่น้อยที่อยากเข้าไปดูการแข่งขันแบบติดขอบสนาม เพราะสำหรับบางคน นี่อาจเป็นเพียงแค่ครั้งเดียวในชีวิตที่จะได้ดูโอลิมปิกในแผ่นดินเกิดของตัวเอง 

สำหรับผม การที่ญี่ปุ่นต้องจำใจประกาศห้ามผู้ชมเข้าสนาม มันคงเหมือนกับความฝันของพวกเขาได้พังทลายลง และหมดโอกาสสร้างรายได้ก้อนโตจากนักท่องเที่ยว แถมยังต้องขาดทุนย่อยยับจากการจัดงาน

แต่ด้วยจิตวิญญาณ Omotenashi ที่ฝังลึกอยู่ในตัวชาวญี่ปุ่น ทำให้พวกเขาเหมือนกับคนที่ใจสลายแต่ยังฝืนยิ้ม ปาดน้ำตาแล้วลุกขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่ของตัวเองในการเป็นเจ้าภาพจัด โตเกียวเกมส์ ต่อไป

ต่อให้ไม่มีผู้ชม ก็ไม่ได้แปลว่าพวกเขาจะต้องลดระดับความเอาใจใส่ใจ และจากที่ผมเห็นตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้ายของ โอลิมปิก เกมส์ 2020 ญี่ปุ่นใส่ใจและทุ่มเทกับสิ่งที่พวกเขาทำลงไปมาก ราวกับเป็นการจัดงานที่พวกเขาได้กำไรและมีผู้ชมเต็มสนาม 

ทางด้านของนักกีฬา ก็ถูกจำกัดพื้นที่อยู่แค่เฉพาะภายในหมู่บ้านนักกีฬาเท่านั้น ห้ามออกไปนอกพื้นที่ โดยเมื่อถึงกำหนดซ้อมหรือแข่งก็จะมีรถจากทางเจ้าภาพมารับ ทั้งยังต้องตรวจเชื้อโควิด-19 ทุกวัน ผ่านวิธีเดียวกันกับนักข่าว คือการตรวจวัดผลด้วยตัวอย่างน้ำลาย

ญี่ปุ่นทำงานหนัก จริงจัง อย่างเป็นระบบ เพื่อพยายามควบคุมสถานการณ์ไม่ให้บานปลาย สุดท้ายเมื่อสิ้นสุดการแข่งขันลงในวันที่ 8 สิงหาคม มีการเปิดเผยตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เกี่ยวข้องกับโตเกียว เกมส์ ครั้งนี้มีทั้งสิ้น 458 คน 

แบ่งเป็น นักกีฬา 29 คน เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขัน 115 คน สื่อมวลชน 26 คน เจ้าหน้าที่จัดการแข่งขันระดับปฏิบัติการ 12 คน ผู้รับงานว่าจ้างในโอลิมปิก 249 คน และ อาสาสมัครอีก 27 คน  แบ่งเป็นการตรวจพบในหมู่บ้านนักกีฬา 34 คน และนอกหมู่บ้านนักกีฬา 424 คน คิดเป็น 0.02 เปอร์เซ็นต์จากอัตราส่วนของผู้เข้าร่วมทั้งหมดที่ได้รับการตรวจเชื้อ 

ถือเป็นอัตราที่ต่ำมาก และที่สำคัญคือ ไม่มีรายงานว่า ชาวญี่ปุ่น ติดเชื้อโควิด-19 จากนักกีฬาหรือบุคลากรที่มีส่วนร่วมกับการแข่งขันโอลิมปิก 2020 แม้แต่คนเดียว

 

ทำให้ดีที่สุด 

อย่างที่ผมเขียนไปข้างต้น ผมเริ่มต้นเดินทางมาญี่ปุ่นด้วยความกังวลใจ รู้สึกไม่ปลอดภัย 

แต่ในวันที่พิธีปิดมาถึง ความรู้สึกของผมก็เปลี่ยนไปมากพอสมควร ผมรู้สึกว่าที่นี่ปลอดภัยกว่าในประเทศไทย (แต่ไม่ได้ประมาท ยังสวมใส่แมสก์สองชั้นตลอดเวลาที่เดินทาง) ผสมปนเปไปกับความเห็นอกเห็นใจประเทศญี่ปุ่น ที่ต้องเจอกับโชคร้ายเช่นนี้

ทั้งหมดคงเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่ใช่เพราะคนญี่ปุ่น ล้วนมีหัวใจแห่งการให้บริการที่ดีเยี่ยม และพร้อมต้อนรับผู้มาเยือนอย่างเต็มที่ 

สัมผัสได้เลยว่าพวกเขาทำมันด้วยความตั้งใจ จริงใจ ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับ โอลิมปิก เกมส์ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและอาสาสมัคร ต่างทำหน้าที่ของตัวเองอย่างขยันขันแข็ง ดูมีความสุข และเต็มใจให้การบริการ

โตเกียว ใช้อาสาสมัครและเจ้าหน้าที่รักษาปลอดภัยเยอะมาก สามารถพบเห็นได้แทบทุกจุด ทั้งที่ ญี่ปุ่น ไม่เปิดให้มีผู้ชมในสนาม แต่พวกเขาก็ไม่ได้ใส่ใจกับคนที่เดินทางเข้ามาในสนามน้อยลงไปเลย 

อาสาสมัครที่ผมเจอส่วนใหญ่จะเป็นคนวัยหนุ่มสาว หรือไม่ก็คุณลุงคุณป้าวัยเกษียณไปเลย ไม่ค่อยเจอคนวัยกลางคนสักเท่าไหร่ แต่ละคนจะได้รับหน้าที่ที่แตกต่างกันออกไป เช่น บางคนทำหน้าที่ยืนถือป้ายชูข้อความบอกทางแก่ผู้โดยสาร และจะทำอยู่อย่างนั้นหลายชั่วโมง

บางคนทำหน้าที่ทำความสะอาดโต๊ะ, เก้าอี้, สนามแข่งขัน ผมเคยได้เจอหญิงสาววัยรุ่นผู้ได้รับมอบหมายให้ไปยืนตรงจุดให้บริการรถชัตเติลบัสของสื่อมวลชน อย่างที่หลายคนทราบว่า อากาศที่ญี่ปุ่นร้อนอบอ้าวมาก ๆ ขนาดผมที่เป็นคนไทย พอเจอแดดที่ญี่ปุ่นยังแทบทนไม่ไหว

แต่เธอต้องยืนกลางแดดอย่างนั้นนาน ๆ บางจุดมีร่มแค่คันเดียว พอมีผู้โดยสารมารอขึ้นรถ อาสาสมัครทุกคนจะเสียสละออกมายืนตากแดดให้แขกได้เข้าร่ม แม้มีพื้นที่เหลือว่าง แต่พวกเขาก็ปฏิเสธที่จะเข้าไป เพราะต้องการเว้นระยะห่าง 

ผมได้มีโอกาสไปดูบาสเกตบอลรอบรองชนะเลิศและนัดชิงชนะเลิศ สิ่งที่ผมเห็นนอกเหนือจากนักกีฬาระดับโลกแล้ว ผมมองเห็นเด็กหนุ่มวัยรุ่นฝั่งละ 2 คน ในมือจับไม้ถูพื้นอย่างมั่นคง สายตาจดจ้องไปที่สนาม พร้อมรอฟังคำสั่ง เมื่อได้รับสัญญาณให้ลงไปถูพื้น พวกเขาก็จะรีบวิ่งจ้ำอ้าว ลงไปทำหน้าที่ของตัวเองอย่างแข็งขัน แล้วจะรีบวิ่งกลับมานั่งประจำที่ของตัวเอง 

หรือกระทั่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย หากผมต้องการขอความช่วยเหลือ พวกเขาก็จะกระตือรือร้นเป็นอย่างมาก แม้บางคนจะสื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่ก็ยังพยายามที่จะให้บริการ วิ่งไปตามคนที่สื่อสารได้มาช่วยคุย 

เจ้าหน้าที่ไม่มีการแบ่งแยกว่าคุณมาจากชาติไหน เป็นใคร เขาให้เกียรติเราและเราก็ให้เกียรติเขา มันเป็นบรรยากาศที่ดีมาก ๆ น่าเสียดายจริง ๆ ที่ญี่ปุ่นผู้เป็นชาติแห่งการบริการชั้นเยี่ยม ไม่มีโอกาสได้เปิดรับนักท่องเที่ยวในมหกรรมโอลิมปิกหนนี้ 

ผมรู้สึกว่าเจ้าหน้าที่, สตาฟ, อาสาสมัครทุกคน ทั้งที่อยู่ในซีนและนอกซีน ต่างล้วนเป็นฟันเฟืองเล็ก ๆ ที่ประกอบร่างต่อกัน ขับเคลื่อนให้กันการจัดการแข่งขันดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย พยายามให้เกิดปัญหาน้อยที่สุด ซึ่งทุกคนก็ดูภูมิใจกับบทบาทหน้าที่ที่ตัวเองได้รับ แม้จะไม่ใช่งานที่ใหญ่โต แต่พวกเขาก็ยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ภาพรวมของ โตเกียวเกมส์ สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

นี่ยังไม่รวมถึงพนักงานมินิมาร์ท, เด็กเสิร์ฟร้านอาหาร, บาริสต้าร้านกาแฟ, เจ้าหน้าที่โรงแรมที่พัก ซึ่งผมเจอแทบทุกวัน และได้รับการบริการที่ดีมาตลอดทุกครั้ง 

ทั้งหมดนี้คือ Omotenashi จิตวิญญาณแห่งความเอาใจใส่แบบญี่ปุ่น ที่ผมประสบพบเจอมา และมันคงทำให้ผมไม่มีทางลืมมหกรรมกีฬาครั้งนี้ได้เลย แม้จะปราศจากสีสันจากผู้ชมในสนาม ไม่ได้มีกองเชียร์จากทั่วโลกมาร่วมเฉลิมฉลอง แต่มันก็น่าประทับใจ น่าจดจำ

จนบอกกับตัวเองว่า ถ้าสถานการณ์กลับมาเป็นปกติเมื่อไหร่ ผมจะต้องกลับมาเยือนญี่ปุ่นอีกหลาย ๆ ครั้งให้ได้ 



AUTHOR

อลงกต เดือนคล้อย

Fake Writer
     


PHOTO

อภิสิทธิ์ โชติพิบูลย์ทรัพย์

Graphic Designer แห่ง Main Stand ผู้รับเหมางานภาพกราฟิกหน้าปกบทความทุกชิ้น
     


x