FEATURE

"มาซารุ อาโอกิ" ตัวตลกจากก้าวแรกสู่สังเวียน ผู้ซ่อนคราบน้ำตาของคนจนในญี่ปุ่น | Main Stand



"ก้าวแรกสู่สังเวียน" คือมังงะเกี่ยวกับการชกมวยที่ประสบความสำเร็จที่สุดเรื่องหนึ่งตลอดกาล


 

มังงะเรื่องนี้ทำให้หลายคนส่งใจเชียร์ตัวละครหลักของเรื่องอย่าง อิปโป มาคุโนะอุจิ ทว่าตัวละครในเรื่องนี้หลาย ๆ คนก็สะท้อนภาพนักมวยในญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี แต่ไม่มีใครชัดเจนเท่ากับ มาซารุ อาโอกิ เจ้าของท่าไม้ตาย "หมัดกบ" ในตำนาน 

ในบทบาทตัวตลกและเพื่อนพระเอกจอมฮา มีคราบน้ำตาในฐานะผู้แพ้ของระบบสวัสดิการของประเทศญี่ปุ่นซ่อนอยู่...

นี่คือเรื่องเศร้าที่เกิดขึ้นกับคนตลกอย่างเขา เชิญติดตามไปพร้อมกับ Manga Matchi The Series โปรเจ็กต์ความร่วมมือระหว่าง Main Stand กับ The Matter  

 

ตัวละครเกือบเก่ง ... ที่เน้นความตลก

ในบรรดามังงะญี่ปุ่นมากมายหลายเรื่องที่มีตัวละครเอกเป็นผู้ชาย มักจะมีสิ่งที่มาคู่กับพวกเขาเสมอ เรียกว่าเป็นลูกคู่กันก็ว่าได้ นั่นคือ "เพื่อนพระเอก" ซึ่งส่วนใหญ่ผู้รับบทเพื่อนพระเอกนั้นจะมีคาแรคเตอร์คล้าย ๆ กันเกือบทุกเรื่อง

มีฝีมือในระดับหนึ่ง นิสัยมุทะลุโผงผาง มีความซื่อสัตย์ต่อความสัมพันธ์ในระดับเพื่อนตาย และข้อสุดท้ายที่ขาดไม่ได้เลย คือพวกเขาต้องมีความตลกอยู่ในตัวด้วย 

คุริริน ในเรื่อง ดราก้อนบอล Z, เรียว อิชิซากิ ในเรื่อง กัปตันสึบาสะ, กลุ่มเพื่อนเด็กแว้นของ ฮามามิจิ ซากุรางิ ใน สแลมดังก์ ไม่เว้นแม้กระทั่งเรื่อง ก้าวแรกสู่สังเวียน ที่หน้าที่เพื่อนพระเอกสายฮาตกเป็นของ มาซารุ อาโอกิ เจ้าของท่าไม้ตายสุดแปลกและค่อนไปทางตลกอย่าง "หมัดกบ" ในตำนาน 


Photo : ippo.fandom.com

ในเรื่องก้าวแรกสู่สังเวียนนั้น เนื้อเรื่องหลัก ๆ จะเล่าถังพัฒนาการทางด้านฝีมือและทัศนคติของ อิปโป ทว่าหากคุณได้ลองอ่านเรื่องนี้และลองติดตามเส้นทางการต่อสู้ของ มาซารุ อาโอกิ แล้ว คุณจะรู้ได้เลยว่าในความฮาที่เห็นนั้นมีน้ำตาซ่อนอยู่ 

ก้าวแรกสู่สังเวียน ไม่ได้บอกเล่าแค่เรื่องความสำเร็จ ชัยชนะ หรือความพ่ายแพ้ของนักมวยเท่านั้น แต่ยังเล่าถึงชีวิตจริงของเหล่านักมวยสากลที่ไม่ได้มีชื่อเสียงในประเทศญี่ปุ่น ที่ไม่เคยมีคำว่าง่าย กว่าพวกเขาจะได้ทุกอย่างมาครอง 

เพราะมวยสากลไม่ได้เป็นกีฬายอดนิยมของผู้คนในญี่ปุ่น ดังนั้นเรื่องของค่าตอบแทนจึงตรงข้ามกับการเสียสละทั้งร่างกายและจิตใจ 

ในขณะที่มวยเป็นกีฬาที่ต้องอาศัยความฟิตของร่างกายเป็นอันดับ 1 นักมวยที่ดีอย่าง ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ ยืนระยะในวงการด้วยการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง ใช้ชีวิตแบบใช้เงินแก้ปัญหา มันทำให้เขากินอิ่ม นอนอุ่น พักผ่อนเต็มที่ ร่างกายของเขาก็แข็งแรงและอยู่ในรูปร่างที่ดีมาจนอายุ 40 กว่า ณ ตอนนี้

อีกคนที่สะท้อนสิ่งนี้ได้ดีคือ แมนนี่ ปาเกียว อดีตแชมป์โลก 8 รุ่นน้ำหนักชาวฟิลิปปินส์ ที่เขาบอกเล่าเสมอว่าก่อนที่เขาจะมีทุกอย่าง ทั้งเงินทอง ชื่อเสียง และอำนาจอยู่ในมือ ชีวิตของเขาก็ไม่เคยถูกเหลียวแลจากใคร และต้องช่วยตัวเองเพื่อไปให้ถึงแสงสปอตไลท์เพียงลำพัง

อาโอกิ ก็เป็นแบบนั้น เป็นกลุ่มชนชั้นแรงงานที่พยายามอย่างมากในการเดินตามความฝันสำหรับการเป็นนักชกอาชีพ ทว่าการจะขึ้นไปเป็นระดับเเชมป์โลกได้นั้น ความพยายามอย่างเดียวไม่เคยพอ... 

พรสวรรค์ คือหนึ่งในตัวผลักดันที่สำคัญ แต่ก็ไม่ยังไม่เท่าปูมหลังของชีวิตว่าพร้อมสนับสนุนอาชีพนักมวยได้แค่ไหน ... ซึ่งตัวโจ๊กของเรื่องอย่าง อาโอกิ ไม่มีเลยสักข้อ เขาจึงกลายเป็นที่จดจำในฐานะตัวเรียกเสียงฮาเท่านั้น 

ดูกันง่าย ๆ ขนาดท่าไม้ตายของคนอื่น ๆ ในเรื่องยังได้แรงบันดาลใจมาจากท่าเก่งของนักมวยอาชีพในโลกแห่งความจริง แต่สำหรับ อาโอกิ เขามีท่าไม้ตาย 2 ท่า 


Photo : twitter.com/Kamogawagym

ท่าแรกคือท่า "หมัดกบ" ท่านี้ไม่มีอะไรที่สมเหตุสมผลเลย และไม่น่าจะใช้ได้จริงบนโลกแห่งมืออาชีพ เพราะเป็นท่าที่เขาจะต้องย่อตัวแล้วกระโดดชกปลายคางเหมือนกับเวลาที่กบกระโดด 

และท่าที่สองคือท่า "มองไปทางอื่น" วิธีใช้ไม่มีอะไรมากตามชื่อท่าคือการมองไปทางอื่น ๆ ให้คู่ต่อสู้เสียสมาธิว่ามีอะไรผิดปกติ จากนั้นก็เล่นทีเผลอ ชกไปเลยตรง ๆ แบบนั้น 

2 ท่าที่กล่าวมาอาจจะพอทำให้ อาโอกิ ได้รับชัยชนะและดู "เกือบเก่ง" ขึ้นมาบ้าง แต่จะเห็นได้ว่านอกจากความพยายามแล้ว ไม่มีอะไรที่ทำให้ อาโอกิ ดีพอจะเป็นแชมป์โลกเลยด้วยซ้ำ ไม่แม้แต่จะกลายเป็นยอดมวยที่มีรายได้พอเลี้ยงตัวเองได้ 

เพื่อจะทำให้มังงะเรื่องนี้ดูเรียล สมจริง และสะท้อนสังคมญี่ปุ่นขึ้นไปอีกขั้น เราจะมาดูกันว่า เหตุใด อาโอกิ จึงติดกับและเป็นได้แค่นักมวยเกือบเทพ รวมถึงเป็นคนสู้ชีวิตเท่านั้น แม้จะพยายามขนาดไหนก็ตาม 

 

นักชกสู้ชีวิต 

Working Poor มีความหมายว่า คนที่ทำงานหนักแค่ไหน แต่สุดท้ายก็ยังลำบากและยากจนอยู่ดี และนักมวยคือหนึ่งในอาชีพที่อยู่ในวงจรนั้น และเรื่องนี้ถูกเผยออกมาทีละนิด ๆ จากชีวิตของ อาโอกิ ในเรื่องก้าวแรกสู่สังเวียน

นอกจากเรื่องมวยที่เป็นด้านที่นำเสนอมากที่สุดในเรื่องก้าวแรกสู่สังเวียนเเล้ว แท้จริง อาโอกิ มีอาชีพเสริมที่ทำมาเสมอ นั่นคือการเป็นพนักงานพาร์ตไทม์ร้านราเมน ที่มีชื่อว่า จูคะ โซบะ ที่ทำเป็นประจำทุกวัน เรียกได้ว่าหากมวยเป็นเส้นทางแห่งความฝัน ตำแหน่งพนักงานร้านราเมนก็คือความจริงที่ อาโอกิ ต้องเผชิญ 

เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงสำหรับนักมวยญี่ปุ่นในระดับหางแถว และเคยถูกเล่าผ่านประสบการณ์ของ โช คิมูระ เเชมป์โลกชาวญี่ปุ่น ที่บอกไว้ว่า ก่อนที่เขาจะกลายเป็นแชมป์ในปี 2017 ใน ไฟต์ที่ชิงเข็มขัดกับ โจว ซื่อหมิง (หรือ ซู ชิหมิง ที่คนไทยคุ้นหู) ตัวของเขาก็ยังหนีสถานะทำงานหามรุ่งหามค่ำไม่พ้น 


Photo : www.worldboxingnews.net

"ผมมาจากครอบครัวที่ยากจน แค่รองเท้าสำหรับใส่ซ้อมผมก็ไม่มีเงินพอที่จะจ่ายได้ด้วยซ้ำ" คิมุระ กล่าวกับ South China Morning Post 

"ผมอยู่ในช่วงชีวิตที่เหมือนกับติดหล่ม ผมทำงานพาร์ตไทม์ในร้านอาหาร หน้าที่หลัก ๆ คือการขับเดลิเวอรีส่งเบียร์ให้ลูกค้า ผมบอกเลยว่าถ้าได้เป็นแชมป์เมื่อไหร่ผมจะลาออกจากงานนี้ทันทีเลย" 

อาโอกิ เองก็คล้าย ๆ กัน และดูจะลำบากกว่า โช คิมูระ เสียอีก เพราะเขาคือคนที่ต้องทำงานรับผิดชอบเลี้ยงดูปากท้องของทุกคนในครอบครัว เนื่องจากเขาเป็นพี่คนโตและมีน้องทั้งหมด 11 คน หนำซ้ำพ่อของเขายังป่วยหนัก จึงทำให้ อาโอกิ ต้องทำงานแบบปากกัดตีนถีบ 

จะเอาเวลามาชกมวยทั้งหมดก็เสี่ยงเกินไปว่าอีก 10 กว่าปากท้องที่อยู่ข้างหลังจะลำบาก หรือจะหันมาทำงานประจำอย่างเดียวก็จะสูญสิ้นจิตวิญญาณและความฝันการเป็นนักมวย เมื่อเขาไม่มีทางเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เขาจึงทำทั้งสองอย่างแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ และไม่มีอะไรที่เข้าใกล้คำว่าประสบความสำเร็จได้เลย 

เหตุผลหลัก ๆ ไม่ใช่แค่เกิดมามีพี่น้องเยอะและต้องเป็นคนหาเลี้ยงครอบครัวเท่านั้น แต่คนอย่าง อาโอกิ ไม่สามารถเขาถึงสวัสดิการของรัฐบาลญี่ปุ่นได้เลย การแพ้บนเวทีมวยก็เรื่องหนึ่ง คนอย่าง อาโอกิ ถือเป็นชนชั้นที่พ่ายแพ้ในระบบสวัสดิการของรัฐ ที่จะต้องดูแลเรื่องปากท้องและสาธารณสุขของประชาชน 


Photo : nocookie.net

อย่าเข้าใจผิดว่าประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ไม่ได้มอบสวัสดิการใด ๆ ให้กับประชาชนของพวกเขาเลย เพราะแท้ที่จริงแล้วระบบสวัสดิการของญี่ปุ่นนั้นจัดอยู่ในระดับยอดเยี่ยม เพราะสามารถช่วยประชากรได้ทั้งในแง่ของการรักษาพยาบาลและชีวิตความเป็นอยู่ สิ่งนั้นเรียกว่า "เน็งคิน" หรือ เงินบำนาญ นั่นเอง 

ระบบบำนาญของญี่ปุ่น นั้นแบ่งออกเป็น 3 ประเภทได้แก่ 

1. ระบบบำนาญพื้นฐานแห่งชาติ โดยระบบนี้ใคร ๆ ก็สามารถเข้าถึงได้ทุกอาชีพ ตั้งแต่แม่บ้านจนถึงระดับพนักงานพาร์ตไทม์ 

2. บำนาญลูกจ้างเอกชนหรือกลุ่มพนักงานบริษัท ระบบนี้คล้าย ๆ กับประกันสังคมบ้านเรา ที่บริษัทและพนักงานจะร่วมกันจ่ายเป็น 2 ส่วน เงินที่ได้มาจะถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งจะเข้าระบบเงินบำนาญแห่งชาติ ในขณะที่อีกส่วนจะไปเข้าส่วนเงินบำนาญลูกจ้าง และตอนเกษียณก็จะได้รับเงินสองส่วนคือเงินบำนาญพื้นฐานอัตราคงที่ และเงินบำนาญที่คำนวณตามระดับรายได้

3. บำนาญข้าราชการ ระบบนี้ของเป็นกลุ่มข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงคุณครูในโรงเรียนเอกชน โดยเป็นกลุ่มที่ได้บำนาญในสัดส่วนที่สูงที่สุด เพราะได้เงินสมทบจากต้นสังกัดเพิ่มอีกก้อนหนึ่ง

ดูจากรายละเอียดของทั้ง 3 ข้อที่กล่าวมา เราจะพบได้ว่าอาชีพพนักงานอิสระหรือพนักงานพาร์ตไทม์ของ อาโอกิ จัดอยู่ในบำนาญข้อ 1 ที่บอกว่าทุกคนทุกอาชีพที่มีอายุตั้งแต่ 20-60 ปี สามารถรับสิทธิ์นี้ได้ 

ทว่า ทั้ง ๆ ที่เป็นเช่นนั้น ทำไม อาโอกิ จึงยังคงยากจน และต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำโดยที่ไม่เห็นเงินที่ใช้แรงแลกมา ? 

 

Working Poor Loop 

สำหรับสวัสดิการบำนาญข้อ 1 ที่จะช่วยดูแลผู้รับสิทธิ์ในยามที่เจ็บป่วยและในยามไม่มีรายได้นั้น มีข้อจำกัดบางประการที่ทำให้ อาโอกิ ไม่สามารถเข้าถึงจุดนั้นได้เลย... 

มันไม่ได้ง่ายเเบบนั้น เพราะแท้จริงเเล้วเรื่องของรายรับเพียงน้อยนิดทำให้ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นไม่รู้จบ แล้ว อาโอกิ ทำงานได้เท่าไหร่ต่อ 1 เดือน ทำไมเขาจึงไม่สามารถจ่ายค่าบำนาญได้ ? 


Photo : ippo.fandom.com

ในส่วนของนักมวยนั้น ไม่มีรายได้ที่แน่ชัดสำหรับอาชีพนี้ในประเทศญี่ปุ่น เพราะตามท้องเรื่องก้าวแรกสู่สังเวียน อาโอกิ ก็มียิมต้นสังกัด แต่หากอ้างอิงจากนักมวยอเมริกันในระดับเดียวกันกับ อาโอกิ (เป็นได้แค่ผู้ท้าชิง) พวกเขาจะได้รับเงินค่าขึ้นชกครั้งละราว ๆ 200 ดอลลาร์สหรัฐ (6,000 กว่าบาท) และแน่นอนว่าการชกในระดับที่ได้เงินนั้น ค่าแรงต่อ 1 เดือนคงไม่เกิน 2 ไฟต์ บางครั้งอาจจะไม่มีไฟต์ชกเลยก็ได้ 

ดังนั้นค่าเเรงจากการชกมวยต่อเดือนของ อาโอกิ อย่างดีที่สุดก็คงไม่เกิน 400 เหรียญต่อเดือน (ราว 12,000 บาท) ขณะที่จากการรายงานของ guidable.co ระบุว่ารายได้จากการทำงานพาร์ตไทม์โดยเฉลี่ยของชาวญี่ปุ่นจะอยู่ที่ 167,200 เยน (ราว 50,000 บาท)

เพราะฉะนั้น รายได้รวมของทั้ง 2 อาชีพของ อาโอกิ ก็น่าจะอยู่ราว ๆ 60,000 บาท หรือ ราว 190,000 เยน ซึ่งอาจจะน้อยกว่านั้น เพราะรายได้ของการชกมวยไม่สามารถคำนวณให้แน่นอนได้ แถมบางเดือนเขาอาจจะไม่มีไฟต์ขึ้นชกจนทำให้ไม่ได้เงินจากอาชีพนักมวยเลยด้วยซ้ำ 

และถ้าหาก อาโอกิ อยากได้รับการดูแลจากระบบบำนาญแห่งชาติ เขาจะต้องจ่ายเงินสมทบรายเดือน เดือนละ 16,800 เยน (ราว 4,800 บาท) หากมองที่ตัวเลขมันดูไม่น่ามีปัญหา เพราะเขามีรายรับอยู่ที่ราว 67,200 เยน ทว่าแท้จริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะค่าครองชีพโดยเฉลี่ยต่อเดือนสำหรับชาวญี่ปุ่นอยู่ที่ 167,500 เยน (ราว 51,000 บาท) ซึ่งเป็นจำนวนเกือบจะเท่ากับทั้งหมดที่ อาโอกิ หาได้ต่อเดือน

และอย่าลืมว่าเขามีอีกอย่างน้อย 13 ปากท้องที่ต้องเลี้ยงดู อีกทั้งพ่อก็ยังป่วย เพราะถึงแม้ว่าคนญี่ปุ่นทุกคนจะอยู่ในระบบประกันสุขภาพที่ทำให้จ่ายค่ารักษาพยาบาลไม่เกิน 30 เปอร์เซ็นต์ของค่าใช้จ่ายเต็ม แต่มันก็มีส่วนที่เขาต้องจ่ายเอง ดังนั้นหมดสิทธิ์แน่นอนที่ อาโอกิ จะสามารถเจียดเงิน 16,800 เยนมาจ่ายรายเดือนเพื่อเข้าระบบบำนาญแห่งชาติได้ 

มันคืออาการชักหน้าไม่ถึงหลัง จะไปต่อก็ไม่รู้จะหาเงินเพิ่มจากไหน จะยอมแพ้ก็ไม่ได้เพราะมีทั้งตัวเองและครอบครัวให้ดูแล  


Photo : ippo.fandom.com

ซ้ำร้ายนอกจากการเป็นนักมวยหรือพนักงานพาร์ตไทม์จะเข้าถึงระบบเงินบำนาญได้ยากเเล้ว เขาก็ยังไม่สามารถเข้ารับการช่วยเหลือด้านสวัสดิการจากรัฐบาลในฐานะผู้ยากจนหรือที่เรียกว่า Public Assistance ได้ 

ระบบดังกล่าวคล้ายกับสังคมสงเคราะห์ และมีข้อกำหนดไว้ว่า ผู้ที่จะได้รับเงินช่วยเหลือนั้น จะต้องไม่มีครอบครัว ไม่มีทรัพย์สิน และที่สำคัญต้องไม่สามารถทำงานได้ ซึ่งข้อนี้สำคัญมาก ๆ เพราะสังคมญี่ปุ่นนั้นขึ้นชื่อเรื่องการพึ่งพาตัวเอง ดังนั้นการยอมรับว่าตนเองหมดสภาพจนทำงานไม่ได้และต้องรอให้รัฐบาลเลี้ยง ถือเป็นความอับอายที่น้อยคนจะทนไหว ตราบใดที่เขาไม่ทุพพลภาพหรือพิการจนทำงานไม่ไหวจริง ๆ 

ความยิบย่อยของระบบ Public Assistance ยังมากเรื่องและไม่ได้ให้กันง่าย ๆ อย่างที่คิด เพราะจะมีการตรวจสอบทุกกระเบียดนิ้วว่าคนที่ได้รับสวัสดิการนี้ "จนจริงหรือไม่" ว่ากันง่าย ๆ คือ แค่ผู้ตรวจสอบรู้ว่าบ้านของคุณติดแอร์ คุณก็มีสิทธิ์ที่จะโดนริบสิทธิ์การช่วยเหลือจากรัฐบาลเเล้ว อะไรที่ฟุ่มเฟือยแม้แต่นิดเดียว ถือเป็นข้อบ่งชี้ว่าที่คุณจนมันไม่จริงทั้งสิ้น 

เราไม่ได้กล่าวเกินจริงสำหรับเรื่องนี้ ในโลกแห่งความจริงมีครอบครัวที่คล้าย ๆ กับครอบครัวของ อาโอกิ อยู่ โดยในปี 1995 มีผู้หญิงวัย 77 ปี และลูกชายพิการที่ต้องเสียชีวิตคาอพาร์ตเมนต์ เนื่องจากการอดอาหาร แน่นอนว่าเธอไม่ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐ และทุก ๆ วันคือความทรมาน โดยเธอได้เขียนบันทึกไว้ในไดอารี่ก่อนเสียชีวิตว่า "ขอตายเพื่อให้พ้นจากสภาพนี้" 

นั่นคือตัวอย่างของคนที่ไปต่อไม่ได้จริง และเป็นเหตุผลที่ อาโอกิ ยังคงต้องเดินหน้าทำงานหนักเพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว และยังต้องชกมวยเพื่อหวังว่าจะได้เป็นแชมป์โลกและมีรายได้มากมายตามมา ... ซึ่งเรื่องก้าวแรกสู่สังเวียนก็ผ่านมานานแล้วหลายตอน แต่ อาโอกิ ก็ยังไปไม่ถึงจุดนั้นเสียที 

ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี ๆ คาแรคเตอร์ตัวตลกผู้ทำงานหนักยังคงดำเนินต่อไป เบื้องหลังความล้มเหลวในอาชีพนักชกอาจจะเป็นเพราะเขาไม่ได้กินอาหารดี ๆ ไม่ได้หลับนอนพักผ่อนมากเท่าที่ควร และมีเวลาซ้อมน้อยกว่าคนที่ไม่มีภาระให้ต้องรับผิดชอบ ด้วยข้อจำกัดทั้งหมดนี้ ทำให้ อาโอกิ เป็นได้แค่คนที่ใช้หมัดกบและการชกทีเผลอ ในขณะที่พระเอกอย่าง อิปโป เดินหน้าทิ้งห่างเขาไปไกลแสนไกล แม้จะหัดชกมวยทีหลังก็ตาม 


Photo : @MangaIsArt

เรื่องนี้ถือเป็นความจริงที่น่าเศร้าของคนครึ่ง ๆ กลาง ๆ ในสังคมญี่ปุ่นอย่าง อาโอกิ จะรวยก็ไม่ใช่ จะจนสิ้นไร้ไม้ตอกก็ไม่ถึงขั้น เขายังคงต้องเป็นเหมือนหนูถีบจักรที่ออกแรงมากแค่ไหนก็ยังอยู่ที่เดิม ทั้งที่ความจริงแล้ว ชีวิตของเขาน่าจะได้รับการดูแลที่ดีกว่านี้ อย่างน้อย ๆ ก็ในระดับที่ปลดภาระที่แบกอยู่บนหลังได้ 

ความจนและโครงสร้างสังคมที่ทิ้งพวกเขาไว้ข้างหลัง ทำให้ อาโอกิ แม้จะดิ้นแค่ไหนสะบัดเท่าไหร่ก็ไม่หลุด ... หากรัฐบาลดูแลเขาและครอบครัวได้ อาโอกิ อาจจะเป็นนักมวยที่เก่งกว่านี้ก็ได้ เพราะเขาจะได้โฟกัสไปกับการตามความฝันได้อย่างเต็มที่ หรืออย่างน้อย ๆ ต่อให้เขาไม่ต้องเป็นนักมวย เขาก็ยังเป็นคนธรรมดาที่ทำงานพอเลี้ยงปากท้อง และไม่ต้องมีความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายฉุกเฉินตามสิทธิ์ที่ประชาชนควรได้รับ  

เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นทั่วโลก แต่ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลของแต่ละประเทศจะจัดการความเหลื่อมล้ำนี้ได้อย่างไร ในส่วนของครอบครัวรวมถึงตัวของ อาโอกิ หากพวกเขาเกิดในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย หรือประเทศที่มีระบบรัฐสวัสดิการ ชีวิตของพวกเขาอาจจะไม่ได้รวยขึ้น แต่ที่แน่ ๆ พวกเขาจะไม่ต้องลำบากลำบนแบบนี้แน่นอน 

เพราะหากเป็นประเทศที่มีรัฐสวัสดิการ อย่างประเทศในแถบสเเกนดิเนเวีย อาโอกิ จะได้เงินจากการเป็นบุคคลว่างงาน  เช่นเดียวกับพ่อของเขาที่ป่วยหนัก ก็จะมีเงินชดเชยการป่วย ที่มากถึง 80 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน หากเป็นประเทศสวีเดน  

หรือสุดท้ายถ้าพ่อของอาโอกิทำงานไม่ไหวและต้องออกจากงาน เขาก็จะได้รับเงินชดเชย รวมไปถึงเงินช่วยเหลือตอนตกงาน พ่อของเขาก็จะสามารถดูแลตัวเองได้โดยไม่ต้องเป็นภาระของใคร

แต่เมื่อความจริงมันไม่เป็นเช่นนั้น ในสังคมญี่ปุ่นจึงมีคนแบบ อาโอกิ และ ครอบครัว ของเขาอีกจำนวนไม่น้อย ยิ่งในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ อาจจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็เป็นได้ 


Photo : borgenproject.org

แม้ว่าฝันสำคัญ แต่ปากท้องสำคัญกว่า ชีวิตของ มาซารุ อาโอกิ จึงต้องดำเนินต่อไป และหากเขาเป็นแชมป์โลก หรือมีชื่อเสียงเมื่อไหร่ เขาคงหลุดพ้นจากวงจรครึ่ง ๆ กลาง ๆ นี้ได้เสียที... 

หากยังไม่จุใจ สามารถรับชมเรื่องราวของ มาซารุ อาโอกิ ต่อในเวอร์ชั่นวิดีโอได้ที่ มาซารุ อาโอกิ ชีวิตดีที่ไม่มีอยู่จริงของนักมวยญี่ปุ่น

หรือทาง Facebook: https://fb.watch/82Nom2Fc-y/ 

 

แหล่งอ้างอิง 

https://www.internations.org/go/moving-to-japan/living/the-cost-of-living-in-japan
https://guidable.co/work/minimum-wage-in-japan-find-out-before-you-start-a-part-time-job-in-japan/ 
https://www.studyjapan.jp/en/topics/life/arbeit.html 
https://www.nytimes.com/1996/09/10/world/welfare-as-japan-knows-it-a-family-affair.html 
https://www.japantimes.co.jp/news/2021/02/13/national/media-national/business-government-welfare 
https://www.scmp.com/sport/china/article/2104363/ones-mum-says-poor-sho-kimura-ahead-world-title-showdown-against-zou
https://mainichi.jp/english/articles/20210128/p2a/00m/0na/043000c 



AUTHOR

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง
     


PHOTO

วัชพงษ์ ดวงแปง

Main Stand's Backroom team
     


x