FEATURE

คาร์ล เพาเวอร์ : ผู้เล่นปลอมจอมป่วนแห่งโลกกีฬา | Main Stand 



18 เมษายน 2001 คาร์ล เพาเวอร์ ประเดิมสนามให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเกมสุดยิ่งใหญ่ระดับทวีป ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วยการบุกไปเยือน บาร์เยิร์น มิวนิค 

 


สำหรับการเป็นแฟนปีศาจแดงมาตลอดชีวิต มันคือช่วงเวลาสุดยิ่งใหญ่ของเขา กับการได้สัมผัสหญ้าในเกมอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกใน โอลิมปิก สเตเดียม 

อย่างไรก็ดีการปรากฏตัวของเขาสร้างความประหลาดใจให้กับผู้ชม 70,000 คนในรังเหย้าของเสือใต้ และอีกหลายล้านคนหน้าจอโทรทัศน์ ไม่ใช่เพราะเขาเป็นนักเตะที่เพิ่งย้ายมาใหม่ หรือเด็กฝึกของสโมสรที่ถูกดันขึ้นมา เพราะเขาไม่ได้เป็นอะไรเลย ไม่ได้เป็นแม้แต่นักเตะอาชีพด้วยซ้ำ 

และนี่คือเรื่องราวของนักกีฬาปลอมที่เคยสร้างความปั่นป่วนไปทั่ววงการกีฬา ติดตามได้ที่นี่กับ Main Stand 

 

ชอบความผาดโผนแต่เด็ก 

อันที่จริงความกล้าและบ้าบิ่นของเพาเวอร์ น่าจะเป็นสิ่งที่ติดตัวเขามาตั้งแต่เด็ก เพราะเขาคือชาวแมนคูเนียนขนานแท้ ที่ขึ้นชื่อในฐานะ "นักเสี่ยงโชค" เมื่อเขาเกิดและเติบโตในย่านอันโคตส์ เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ 


Photo : twitter.com/only1fatneck

เขาคือน้องนุชสุดท้องของครอบครัวคาทอลิก ท่ามกลางพี่น้องถึง 11 คน และชื่นชอบในการเล่นผาดโผน ตอนเขาอายุ 10 ขวบ เขาเคยขี่จักรยานลงเนินท้องถิ่นที่เรียกว่า เดธฮิลล์ แล้วได้รับอุบัติเหตุจนต้องนอนโรงพยาบาลไปเป็นปีมาแล้ว 

"ผมต้องนอนโรงพยาบาล 12 เดือนครึ่ง จากการที่กระดูกโคนขาหักสองท่อน" เพาเวอร์ บอกกับ The Athletic 

นอกจากนี้เขายังไม่ชอบไปโรงเรียน และใช้เวลาทั้งวันขลุกอยู่ตามร้านตู้เกม นั่นเป็นเพราะ จอห์น มัลลิแกน ครูใหญ่ของโรงเรียนที่เขาอยู่มักจะล่วงละเมิดทางเพศเด็กผู้ชาย (ต่อมามัลลิแกนถูกจำคุกด้วยข้อหาดังกล่าว และเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อปี 2010) ทำให้ที่นั่นกลายเป็นสถานที่ที่เขาพยายามหลีกหนี   

"ตอนนั้นเราแทบไม่รู้เลย เราทุกคนอายุ 11 ปี เขาเป็นพวกใคร่เด็ก อย่างที่รู้ว่ามันคืออะไร แต่ไม่ใช่แค่ผม เขาพยายามแตะตัวพวกเรา และผมรู้ว่ามันไม่ใช่" เพาเวอร์ ย้อนความหลัง 

"ผมรู้ว่าบางอย่างมันผิดปกติ แต่ผมก็ไม่ได้บอกพ่อกับแม่เรื่องนี้ ผมก็แค่โดดเรียนเอา" 

การโดดเรียนทำให้เพาเวอร์ ได้พบกับ ทอมมี่ ดันน์ เด็กแถวบ้าน และด้วยความที่ไม่ได้เรียนหนังสือด้วยกันทั้งคู่ ทำให้พวกเขาหาเงินด้วยการใช้แรงงานอย่างการรับจ้างรื้อถอนอาคาร ไปจนถึงงานมิจฉาชีพ อย่างการหลอกขายน้ำมัน 

เขาเคยติดคุกสั้น ๆ จากการขับรถทั้งที่ใบขับขี่ถูกระงับ และเคยไปต่อยมวยจนทำให้จมูกผิดรูป และได้รับฉายาว่า "Fat Neck" ขณะเดียวกันในตอนนั้น ก็เป็นครั้งแรกที่เขารู้ว่าเขาสามารถแอบเข้าไปในเวทีต่อสู้โดยไม่ต้องซื้อตั๋ว เพียงแค่มีกระเป๋ากีฬาใบเดียวก็พอ 

"นั่นคือหนึ่งในการโจรกรรมอันยอดเยี่ยมครั้งแรก ๆ ของผม" เพาเวอร์ กล่าว 


Photo : twitter.com/only1fatneck

แต่เขาก็เหมือนวัยรุ่นทั่วไป ที่มีความฝันและสิ่งที่อยากทำ และดนดรีก็คือสิ่งนั้น ในช่วงทศวรรษที่ 1990s เขากับเพื่อนได้ก่อตั้งวงที่ชื่อว่า Happy Mondays ตามมาด้วย Black Grape และออกเล่นตามไนท์คลับทั่วแมนเชสเตอร์ 

เพาเวอร์บอกว่ามันคือช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมที่สุด และรู้สึกว่าอยากจะร้องเพลงตลอดไป หากไม่เกิดเหตุการณ์ในวันนั้น 

 

บาดเจ็บเปลี่ยนชีวิต 

มันคือวันหนึ่งของปี 1996 เพาเวอร์ในวัย 29 ปี กำลังวิ่งด้วยความเร่งรีบไปหาแฟนสาวที่เขานัดไว้ในช่วงเย็น ด้วยความที่สายมากแล้ว เขาจึงแวะเข้าตู้โทรศัพท์เพื่อโทรบอกแฟนสาว 

ขณะที่กำลังยกหูโทร เขากลับโดนชายที่สวมหน้ากากสกีกระชากตัวออกมา แล้วเอามีดพกไล่แทง จนเพาเวอร์ล้มลงกับพื้น เขาพยายามใช้ขาต่อสู้ แต่ไม่ไหว พวกมันฟันเขาจนเป็นแผล เลือดนองเต็มพื้น  

"ผมพยายามใช้ขาเตะ แต่ขาทั้งสองข้างก็ถูกฟันจนแผลเหวอะหวะ" เพาเวอร์ ย้อนความหลังกับ The Athletic  


Photo : theguardian

เขาเดินโซซัดโซเซไปที่สวนสาธารณะใกล้ ๆ ก่อนที่ตำรวจจะผ่านมาเห็น และนำตัวเขาส่งโรงพยาบาลทันที แต่ก็เกือบเอาชีวิตไม่รอดจากสภาวะเลือดออกจนหมดตัวและมีแผลฉกรรจ์นับไม่ถ้วน ทำให้ต้องมาเข้ารับการผ่าตัดถึง 12 ครั้ง  

โชคดีที่เขารอดมาได้ แต่โชคร้ายที่เขาต้องเลิกต่อยมวยและร้องเพลง และต้องนั่งรถเข็นไปอีกพักใหญ่ เขามีสถานะไม่ต่างจากคนพิการ สิ่งหล่านี้ทำให้เขารู้สึกสิ้นหวัง เอาแต่นอนอยู่บนเตียงในบ้านและสูบกัญชาเพื่อให้รู้สึกดี 

"แค่ลุกไปฉี่ยังทำไม่ได้ ทุกอย่างมันเสียหายไปหมด ผมเหมือนตกนรก แค่เช็ดก้นตัวเองก็ยากมากแล้ว" เขาอธิบาย 

ในตอนนั้นเขาคิดว่าถ้าเขากลับมาเดินไม่ได้ ชีวิตเขาคงจบสิ้น แต่ในขณะที่กำลังหมดหวัง สายตาของเขาก็ไปสัมผัสกับสนามหญ้าสีเขียวของ นิวตัน ฮีธ ที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เคยใช้เป็นสนามเหย้า ก่อนย้ายไปเล่นที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด ในปี 1910 เขาขอให้ดันน์ เพื่อนสมัยเด็ก เข็นรถพาเขาไปที่นั่น 

อันที่จริง ดันน์ ตอนเด็กแสบอย่างไร โตมาก็ยังไม่เปลี่ยน เขามักใช้บัตรนักข่าวที่ขโมยมา แสร้งทำเป็นช่างภาพเข้าไปดูเกมเหย้าและเยือนของปีศาจแดงเสมอ และเคยถึงขั้นเข้าไปนั่งในห้องแถลงข่าว แล้วยิงคำถามใส่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ว่า "ถ้าหากได้เป็นผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ จะเลือก แอนดี้ โคล มาติดทีมชาติหรือไม่ ?" มาแล้ว 

ดันน์ บอกกับเพาเวอร์ว่า ให้เขาพยายามทำกายภาพเพื่อกลับมาเดินได้อีกครั้ง และหากเพาเวอร์ทำสำเร็จ เขาสัญญาว่าจะพาเพื่อนของเขาลงไปสัมผัสหญ้าในเกมสโมสรยุโรปอย่างแน่นอน 

"ผมพูดได้เต็มปากว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คือนักกายภาพของผม คุณก็รู้ว่าผมหมายความว่าอะไร การได้ทำอะไรเสี่ยง ๆ แบบนั้น ทำให้ผมกลับมาเดินได้" เพาเวอร์ กล่าว 

และในที่สุดวันนั้นก็มาถึง 

 

นักกีฬาปลอม  

คำสัญญาที่บอกว่าจะพาเพื่อนไปชมเกมสโมสรยุโรป สำหรับคนธรรมดาอาจจะเป็นการตีตั๋วเข้าไปชมเกมบนอัฒจันทร์ แต่ไม่ใช่แน่หากคำนั้นออกมาจากปากของ ทอมมี่ ดันน์ เพราะเขาจะพาเพาเวอร์ลงไปในสนามจริง ๆ 

ภารกิจของพวกเขาล็อกเป้ายังเกมที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องออกไปเยือน บาเยิร์น มิวนิค ในเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย ในเดือนเมษายน 2001 พวกเขาบินไปมิวนิคล่วงหน้าก่อนเกม เพื่อการล้อเล่นอันบ้าระห่ำนี้ 

ตอนแรก ดันน์ ตั้งใจจะให้เพาเวอร์สวมหน้ากาก เอริค คันโตนา ตำนานนักเตะปีศาจแดง แต่เนื่องจากเกมนี้ ประธานาธิบดีของเยอรมันเข้ามาชมเกมด้วย ทำให้มีสไนเปอร์ประจำการอยู่บนหลังคา พวกเขาจึงต้องล้มเลิกแผนนี้ไป เพราะอาจจะโดนสอย เนื่องจากคิดว่าเป็นผู้ก่อการร้าย 


Photo : theguardian

ก่อนเกมไม่ถึงชั่วโมง ดันน์ ก็สามารถพาเพาเวอร์เข้ามาในตัวสนามได้สำเร็จ ด้วยบัตรนักข่าว และในตอนที่ทีมกำลังไปตั้งแถวถ่ายรูปหมู่ เพาเวอร์ ก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมชุดแข่งเต็มยศ โดยด้านหลังสกรีนเบอร์ 7 พร้อมด้วยชื่อคันโตนา ร่วมเฟรมถ่ายรูปกับเหล่านักเตะปีศาจแดง 

แกรี่ เนวิลล์ เป็นคนแรกที่สังเกตเห็น แต่ไม่ทันการณ์ ช่างภาพได้ลั่นชัตเตอร์ถ่ายภาพไปเป็นที่เรียบร้อย นี่คือเหตุการณ์ที่ทำให้เขาได้ยืนเคียงข้างกับเหล่านักเตะระดับโลกและเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่เชียร์มาตั้งแต่เด็ก แม้จะแค่ไม่กี่วินาทีก็ตาม 

"เขาชี้มาที่ผมแล้วถามว่า 'นั่นใครอ่ะ ?' ผมก็บอกกับเขาไปว่า 'หุบปากแกรี่ นายปากโป้งไปแล้ว ผมกำลังทำสิ่งนี้เพื่อคันโตนา'" เพาเวอร์ กล่าวกับ The Guadian 

หลังจากนั้น เพาเวอร์ ก็โด่งดังเป็นพลุแตก The Sun สื่อชื่อดังของอังกฤษพาดหัวว่า "WHO'S THAT MAN U ?" รูปของเขาได้รับความสนใจไปทั่วโลก มีรายการโทรทัศน์เข้ามาขอสัมภาษณ์มากมาย รวมถึงถูกขอลายเซ็นจากแฟนปีศาจแดง ราวกับเป็นนักเตะอาชีพจริง ๆ 

อย่างไรก็ดี เกม แมนฯ ยูไนเต็ด กับ บาเยิร์น เป็นแค่ปฐมบทเท่านั้น เมื่อหลังจากนั้น เพาเวอร์ และ ดันน์ ร่วมกันวางแผนปลอมตัวเป็นนักกีฬาเพื่อลงไปในสนามอีกหลายครั้ง 

ยกตัวอย่างเช่น ปลอมตัวเป็นนักคริกเก็ตเพื่อลงไปตีให้ทีมชาติอังกฤษ ในเกมพบกับออสเตรเลีย หลังจากเหตุการณ์ใน โอลิมปิก สเตเดียม ไม่กี่เดือน พวกเขาใช้วิธีแต่งตัวให้ดูภูมิฐานและทำทีเป็นนักธุรกิจ ทำเป็นคุยโทรศัพท์แล้วเดินเนียนเข้าไปในสนาม 

"เมื่อคุณสวมสูทและถือโทรศัพท์ คุณก็จะล่องหนได้" ดันน์ กล่าวในการสัมภาษณ์ทาง YouTube 

ทว่าครั้งนี้ แม้ว่า เพาเวอร์ จะลักลอบเข้ามาในสนามหญ้าผ่านทางห้องน้ำของสื่อได้ แต่เขาดันทำความแตกเสียเอง โดยเผลอถอดหมวกกันน็อกรับโทรศัพท์ในสนาม แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็เรียกเสียงฮา และเสียงปรบมือจากคนทั้งอัฒจันทร์ รวมไปถึงตำรวจในวันนั้นได้อีกด้วย 


Photo : twitter.com/only1fatneck

"ผมอยู่บนที่นั่งชั้นบนและคิดว่ามันตลกดี มันดูเหมือนเป็นการหลอกที่มากขึ้น และก็ได้ขึ้นหนังสือพิมพ์หน้า 1 อีกครั้ง" เดรค ฮอดจ์สัน นักข่าวของ The Independent ที่อยู่ในเหตการณ์วันนั้นบรรยาย

ทว่าหลังจากเดือนกันยายน 2001 การล้อเล่นของเขาก็ดูจะยากขึ้น 

 

กล้าและซ่า (อีกหลายครั้ง) 

11 กันยายน 2001 ได้เกิดเรื่องช็อกโลกขึ้น เมื่อกลุ่มผู้ก่อการร้ายบุกจี้เครื่องบิน ก่อนจะขับไปชนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ กลางมหานครนิวยอร์ก จนพังถล่มลงมา และมีผู้เสียชีวิตถึง 2,700 คน

เหตุวินาศกรรมครั้งนั้นทำให้คนทั้งโลกตกอยู่ในความหวาดระแวง ผู้จัดการแข่งขันกีฬาจึงได้เพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัย ทั้งตั๋วและกระเป๋าจะถูกตรวจอย่างละเอียด ซึ่งมันก็ทำให้ ดันน์ และ เพาเวอร์ ต้องเผชิญกับความยากลำบาก


Photo : theguardian

แต่ก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาล้มเลิก หลังจากที่ไม่ได้ล้อเล่นมานานถึง 8 เดือน เพาเวอร์ และ ดันน์ ก็เริ่มแผนการใหม่อีกครั้ง และครั้งนี้ก็คือการแข่งขันรักบี้ 6 ชาติ ระหว่างอังกฤษและอิตาลี ภายใต้โค้ดเนม "อิตาเลียนจ็อบ" 

พวกเขาเริ่มแผนด้วยวิธีคล้ายกับแบบเดิม นั่นคือให้ ดันน์ แสร้งเป็นนักข่าว The Sun ไปเอาเอี๊ยมสื่อออกมาสองตัว แล้วพาเพาเวอร์ เข้าสนามด้วยเอี๊ยมตัวนั้น จากนั้นก็ให้เพื่อนของเขาเปลี่ยนเป็นชุดนักรักบี้ลงไปในสนาม 

อย่างไรก็ดี ครั้งนี้ดูจะผิดแผนไปพอสมควร เมื่อเพาเวอร์ซึ่งสวมเสื้อหมายเลข 69 ลงไปในสนามเร็วเกินไป แถมยังออกไปผิดฝั่ง ทำให้ไม่มีใครสังเกตเห็นการเต้นฮากาของเขา และต้องกลับบ้านไปด้วยความผิดหวัง 

แถมพอกลับมาถึงบ้าน เขายังถูก คาเรน ภรรยาไล่ออกจากบ้าน เนื่องจากถูกมองว่าไม่ยอมทำการทำงาน ทั้งยังใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการล้อเล่นที่เธอมองว่ามันไร้สาระ ทั้งที่เขามีครอบครัวและลูกสาวอีกหนึ่งคนต้องรับผิดชอบ 

ทว่ามันก็ไม่ได้ทำให้พวกเขายอมแพ้ เดือนมิถุนายน 2002 ดันน์ และ เพาเวอร์ กลับมาปฏิบัติการต่อ โดยมี วิมเบิลดัน การแข่งขันเทนนิสที่เก่าแก่ที่สุดของอังกฤษและของโลกเป็นเป้าหมาย 


Photo : manchestereveningnews

ครั้งนี้พวกเขาตั้งใจว่าภารกิจของพวกเขาจะต้องเป็นที่จดจำให้ได้ โดยดันน์ ลาก ทอมมี่ จูเนียร์ ลูกชายของเขามาร่วมด้วย พวกเขากลับมาใช้ทริคโทรศัพท์ และผ่านการ์ดของสนามเข้าไปใน ออล อิงแลนด์ ลอนเทนนิส คลับ อย่างง่ายดาย 

"ตอนนั้นมีคนมากางเต็นท์อยู่ข้างนอกเป็นวัน ๆ เพื่อรอเข้าไปชมเกม แต่เราเข้าไปได้ด้วยการใช้ทริคคุยโทรศัพท์"  เพาเวอร์ ย้อนความหลังกับ The Athletic

ดันน์ วางแผนว่าจะให้ เพาเวอร์ และลูกชายของเขาลงไปตีเทนนิสที่คอร์ตหลัก ในเกมที่ ทิม เฮนแมน นักเทนนิสชาวอังกฤษลงแข่ง แต่ครั้งนี้ดูจะยากกว่าเก่า เพราะเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอยู่กันเต็มสนาม โดยเฉพาะทางเข้าห้องแต่งตัวของผู้เล่น  

เขาจึงเปลี่ยนแผนด้วยการให้ เพาเวอร์ และ ทอมมี่ จูเนียร์ ไปนั่งอยู่ใกล้กับคอร์ต แล้วจึงเริ่มแผน ด้วยการที่ดันน์ลุกขึ้นยืนแล้วตะโกนสั่งผู้ชมคนอื่น เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ เพื่อปล่อยให้เพื่อนและลูกชายของเขา ปีนข้ามรั้วลงไปตีเทนนิสในชุดเทนนิสยับยู่ยี่และไม้ราคาถูกได้สำเร็จ

"เดี๋ยวก่อน ผมคิดว่าเรามีแขกสองคนอยู่บนคอร์ตในตอนนี้" ซู เบคเดอร์ อดีตนักเทนนิสและผู้บรรยายของ BBC ในวันนั้นกล่าว 

"ผมไม่แน่ใจว่าพวกเขามาจากไหน และผมก็ไม่ชัวร์ว่าพวกเขาจะอยู่ที่นั่นได้นานแค่ไหน" 


Photo : manchestereveningnews

เขาตีอยู่พักใหญ่ก่อนจะเดินออกจากสนามท่ามกลางเสียงเชียร์ โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยขนาบข้าง และหลังจากวันนั้น เขาก็ตกเป็นข่าวพาดหัวทั้งในหน้าหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์สมใจ 

"การได้ลงไปเล่นในเซ็นเตอร์คอร์ตของวิมเบิลดัน ได้รับการปรบมือจากที่นั่งของราชวงศ์ นั่นมีความหมายมากสำหรับผม" เพาเวอร์ เผยความรู้สึกในตอนนั้น 

อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ทุกคนที่เห็นด้วยกับการกระทำของเขา 

 

กระแสตีกลับ 

แม้ว่าการล้อเล้นของเขาจะเรียกเสียงฮาจากคนในสนามได้แทบทุกครั้ง แต่สำหรับผู้จัดการแข่งขันนั้นรู้สึกตรงกันข้าม เช่นเดียวกับทางสมาคมเทนนิสแห่งสหราชอาณาจักร ที่บอกว่า เพาเวอร์ อวดดี และจะทบทวนมาตรการรักษาความปลอดภัยให้รัดกุมกว่านี้ 

หากแฟนกีฬาจำกันได้ วงการเทนนิสเคยเจอกับเหตุการณ์ที่ร้ายแรงกว่านี้มาแล้วในปี 1993 เมื่อ โมนิก้า เซเลส ถูกชายสติไม่ดีที่เป็นแฟนคลับของ สเตฟฟี่ กราฟ บุกเข้ามาแทงถึงในคอร์ตระหว่างพักการแข่งขัน จนต้องพักยาวไปเป็นปี และเมื่อ เซเลส ถูกถามถึงการกระทำของเพาเวอร์ เธอบอกว่าไม่ได้ดูเกมในวันนั้น แต่สีหน้าดูเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดระหว่างตอบคำถาม

สุดท้ายกระแสลมก็เริ่มเปลี่ยนทิศ เพาเวอร์ ถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับการกระทำของเขา Daily Mail สื่อดังของอังกฤษ พาดหัวว่า "เขากำลังเล่นอะไรอยู่ ?" บทความดังกล่าวยังอ้างว่า เพาเวอร์ โกงเงินโดยใช้ประโยชน์จากสถานะคนพิการ 


Photo : theguardian

"เขาได้รับเงินสนับสนุน 53.95 ปอนด์ เบี้ยประกันผู้พิการ 23 ปอนด์ และเงินช่วยเหลือผู้พิการขั้นรุนแรง 42.25 ปอนด์" บทความระบุ 

แต่เขาก็แย้งว่ามันไม่เป็นความจริง และบอกว่า Daily Mail โจมตีเขาเพียงเพราะเขาไม่ยอมให้สัมภาษณ์แบบเอ็กซ์คลูซีฟกับสื่อเจ้านี้ และตั้งใจที่จะล้อเล่นต่อไป แต่ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย

สำหรับภารกิจสุดท้ายในเดือนกรกฎาคม 2002 พวกเขาเลือกการแข่งขัน ฟอร์มูลา วัน รายการ บริติช กรังด์ปรีซ์ ที่ ซิลเวอร์สโตน เซอร์กิต ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการแข่งขันที่มีระบบความปลอดภัยที่เข้มงวดที่สุด ว่ากันว่า เบอร์นี่ เอลเคิลสโตน ประธาน F1 ในตอนนั้นจ่ายเงินไปถึง 10 ล้านปอนด์ สำหรับค่ารักษาความปลอดภัย 

"แต่เราก็ฉีกมันทิ้งภายในสองนาที" เพาเวอร์ กล่าวแบบติดตลก 

พวกเขาวางแผนด้วยการชื้อชุดนักแข่งเอาไว้สำหรับพวกเขาสามคน และตั้งใจจะขึ้นไปเปิดแชมเปญบนโพเดียม เขาเข้ามาในสนามโดยปลอมสติกเกอร์ของเจ้าหน้าที่ และเข้าไปเปลี่ยนชุดในห้องน้ำ และรอจังหวะรถเข้าเส้นชัย  


Photo : manchestereveningnews

จากนั้น เมื่อ รปภ. เผลอ เขาก็รีบเดินไปที่โพเดียมแล้วเต้นแบบไอริชบนนั้น ท่ามกลางความตกตะลึงของผู้คนตรงนั้น รวมถึงช่างภาพที่พากันแชะรูปเขากำลังเปิดแชมเปญอย่างสนุกสนาน ก่อนจะถูก รปภ.พาตัวออกไป 

"เราอยู่บนโพเดียมของฟอร์มูล่าวันพร้อมกับแชมเปญ สำหรับผม มันเหมือนกับเราทำสำเร็จ เราทำในสิ่งที่เราตั้งใจจะทำ โชว์สุดโลดโผนระดับโลก 5 ครั้ง และเราก็ทำมันสำเร็จ ให้ตายเถอะ มันคือเรื่องที่น่าทึ่งเมื่อคิดถึงมัน และฟุตเทจนั่นก็พิสูจน์ได้เป็นอย่างดี" เพาเวอร์ กล่าวกับ The Athletic 

ว่าแต่ฟุตเทจที่เขาว่านั้นคืออะไร ? 

 

คนด่าทั้งประเทศ 

หลังจากเสร็จสิ้นปฏิบัติการที่ซิลเวอร์สโตน คนทั้งอังกฤษก็ได้รู้ว่า สิ่งที่เพาเวอร์และพวกทำอีก 4 ครั้งหลังจากเกมของ แมนฯ ยูไนเต็ด คือภารกิจที่เขาได้รับจากผู้ผลิตรายการทีวีที่ชื่อว่า Zigzag ทำให้ทุกการกระทำของพวกเขามีฟุตเทจวิดีโอเก็บไว้เป็นหลักฐาน

รายการนี้มีชื่อว่า Britain's Favourite Hoaxer ที่นำเสนอในรูปแบบสารคดี และออกฉายทางช่อง 4 ของอังกฤษ และมันทำให้พวกเขาโด่งดังเป็นพลุแตกอีกครั้ง หลังมีผู้ชมหลายล้านคนได้เห็นการล้อเล่นของพวกเขาผ่านหน้าจอโทรทัศน์ 


Photo : manchestereveningnews

ตอนนั้น Zigzag มองว่าพวกเขาน่าจะทำเงินได้มากโขจากรายการนี้ ทว่ากลับตรงกันข้าม เมื่อรายการออกอากาศกลับมีเสียงก่นด่าจากทั่วสารทิศ บริษัทต้องเสียค่าปรับไปเป็นจำนวนไม่น้อย ส่วน ดันน์ ก็ต้องขึ้นโรงขึ้นศาล 

แต่เหมือนพวกเขายังไม่เข็ด ในเดือนเมษายน 2003 เพาเวอร์, ดันน์ และเพื่อนของเขาอีก 8 คนถูกจับ หลังบุกรุกเข้าไปในสนาม โอลด์ แทรฟฟอร์ด ในเกมที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เปิดบ้านต้อนรับ ลิเวอร์พูล เพื่อหวังเลียนแบบการทำประตูของ ดิเอโก ฟอร์ลัน ที่ยิงลอดขา เจอร์ซี่ ดูเด็ก ในเกมแดงเดือดเมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้า แต่ก็ต้องมาฟังผลการแข่งขันจากในห้องขัง รวมถึงถูกทีมรักของเขาสั่งแบนห้ามเข้าสนามตลอดชีวิต

นอกจากนี้ หลังจากนั้น เพาเวอร์ และ ดันน์ ยังไปก่อเรื่องทำลายข้าวของบนสำนักงานของ Zigzag และถูกตัดสินว่ามีความผิดสองข้อหา แต่โชคดีที่ไม่ถึงกับต้องถูกจำคุก แต่ในปี 2005 เพาเวอร์ ก็ไม่รอด เมื่อถูกศาลตัดสินจำคุก 6 เดือน จากข้อหาโกงเงินเป็นจำนวน 26,000 ปอนด์

"คุณถูกจับเพราะความโอหังของคุณเอง การเสพติดการเป็นที่สนใจด้วยการเอาชนะระบบความปลอดภัยในการแข่งขันกีฬา" ศาลบอกกับเขา 

ปัจจุบัน ดันน์ ยังอยู่ในวงการสื่อ เขากลายเป็นคนขี้เล่นแบบเต็มตัว หลังเปิดช่อง YouTube ชื่อว่า Troll Station โดยมีผู้ติดตามมากขึ้น 1.5 ล้านคน เขามักจะล้อเล่นในงานที่มีการถ่ายทอดสดอย่าง Miss World หรือ Brit Awards 

ส่วน เพาเวอร์ ได้กลับไปทำในสิ่งที่เขารักมาตลอด นั่นคือดนตรี เขามีสตูดิโอเป็นของตัวเอง และเป็นผู้จัดการวงร็อกอินดี้ที่มีชื่อว่า Antiblowbacktechnology รับงานแสดงและงานโทรทัศน์ รวมทั้งมีช่อง YouTube ของตัวเองชื่อว่า  MMTVManchester

นอกจากนี้เขายังตอบแทนสังคมด้วยการรับหน้าที่ช่วยเหลือคนที่มีปัญหาสุขภาพจิต รวมไปถึงการช่วยวางแผนคอนเสิร์ตการกุศล แน่นอนว่ามันจริงจัง ไม่มีอะไรแผลง ๆ เหมือนสมัยก่อนอีกแล้ว 


Photo : mirror.co.uk

แต่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน เพาเวอร์ ก็ยอมรับว่าคงไม่มีครั้งไหนที่ยอดเยี่ยมไปกว่าตอนที่เขาปลอมตัวเป็นนักเตะ ปีศาจแเดงลงไปถ่ายรูปหมู่ที่มิวนิคอีกแล้ว 

"มันยังคงเป็นวันที่ยอดเยี่ยมที่สุดในชีวิตของผมจนถึงวันนี้" เพาเวอร์ กล่าว 

 

แหล่งที่มา: 

https://www.theguardian.com/sport/2016/oct/22/karl-power-and-the-art-of-the-sporting-blag 
https://theathletic.com/1826105/2020/05/21/the-great-imposter-how-karl-power-became-sports-greatest-hoaxer/ 
https://bleacherreport.com/articles/267876-karl-power-the-ultimate-sporting-prankster 
https://www.youtube.com/watch?v=TvGGWrBwQHY



AUTHOR

มฤคย์ ตันนิยม

ลีดส์ ยูไนเต็ด, ญี่ปุ่น, มังงะ
     


PHOTO

อภิสิทธิ์ โชติพิบูลย์ทรัพย์

Graphic Designer แห่ง Main Stand ผู้รับเหมางานภาพกราฟิกหน้าปกบทความทุกชิ้น
     


x