
"ผมอยู่ในรุ่นเดียวกับ แฮร์รี่ เคน ที่ สเปอร์ส ... ตอนนั้นมีการลือกันว่า จริง ๆ แล้วเขาอาจจะเล่นเซ็นเตอร์แบ็กได้ด้วยซ้ำ" คาเมรอน แลงคาสเตอร์ นักเตะรุ่นเดียวกันกับ เคน สมัยเล่นในอะคาเดมี่ของ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ บอกแบบนั้น
เอาล่ะ นี่คือจุดเริ่มต้นของนักเตะเจ้าของรางวัล บัลลง ดอร์ปี 2026 ... ปกตินักเตะที่คว้ารางวัลนี้มักจะถูกเรียกว่า "อัจฉริยะ" ตั้งแต่อายุ 17-18 ปี แต่สำหรับ เคน ที่แม้แต่เป็นกองหน้าก็ยังเป็นไม่ได้ในตอนนั้น อะไรที่ทำให้เขามาถึงจุดที่กลายเป็น "นักเตะที่ดีที่สุดในโลก" ?
กองหน้าที่เล่นเซ็นเตอร์ได้นิดหน่อย
"แพ้เป็นถ่าน ผ่านเป็นเพชร" คือคำที่เหมาะกับอาชีพของ แฮร์รี่ เคน ได้เป็นอย่างดี ... เรื่องราวมากมายเกิดขึ้นกับตัวเขา ในตอนยังเด็ก เขาถูกบอกว่าไม่ดีพอ ในตอนที่เขาพยายามยกระดับตัวเองขึ้นมา ก็ดันมีการแซวกันว่าเขาเป็นตัวซวยหรืออะไรราว ๆ นั้น
ว่ากันว่าคำพูดคนอาจจะเป็นอาวุธที่อันตรายที่สุด มันอาจไม่ได้ทำให้ใครเสียชีวิตได้ ณ ตรงนั้น แต่คำพูดแย่ ๆ ติดลบ ๆ สามารถทำให้คนคนหนึ่งล้มเลิก หยุดฝันถึงสิ่งที่ตัวเองรัก และเลิกใช้ชีวิตแบบมีชีวา ... พูดง่าย ๆ คือตายทั้งเป็น โชคดีที่ แฮร์รี่ เคน ไม่เป็นแบบนั้น เพราะเรื่องราวลบ ๆ เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนที่เขาเริ่มอาชีพนักฟุตบอลแล้ว
อย่างที่หลายคนรู้กัน เคน เคยอยู่ในอะคาเดมี่ของ อาร์เซน่อล ก่อนโดนยกเลิกสัญญาเพราะพัฒนาการและน้ำหนักตัวที่มากเกินไป เจ้าตัวเล่าว่า คุณพ่อคอยปลอบใจอยู่พักใหญ่ จนเขาที่เคยเลิกคิดจะเป็นนักฟุตบอล เริ่มหันกลับมาจริงจังในการออกกำลังกายและฝึกซ้อม จนกระทั่งได้รับโอกาสจาก สเปอร์ส อริร่วมเมืองของทีมรักในวัยเด็กของเขาเอง นั่นแหละที่ความเป็นมืออาชีพของ เคน เริ่มจากตอนนั้น
จะบอกว่าโชคดีที่ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ให้โอกาสเขาก็ไม่ได้ เพราะทัศนคติต่างหากที่ทำให้เขาได้รับโอกาสนั้น และคนที่จะบอกเล่าได้ดีที่สุดคือเพื่อนรุ่นพี่ของเขาที่ชื่อว่า คาเมรอน แลงคาสเตอร์
กองหน้าจากทีมเยาวชน สเปอร์ส ในรุ่นราวคราวเดียวกับ เคน คนนี้ ทั้งคู่เห็นกันและเล่นด้วยกันมาตลอด ซึ่ง แลงคาสเตอร์ เป็นตัวเต็งที่จะได้ขึ้นชุดใหญ่ก่อน เคน ด้วยซ้ำ แต่ความต่างที่ทำให้ เคน เอาชนะและชิงพื้นที่ในทีมชุดใหญ่ได้ คือเรื่องการอุทิศตนเพื่อฟุตบอลล้วน ๆ
"ผมอยู่ในรุ่นเดียวกับ แฮร์รี่ ที่ สเปอร์ส และเล่นในตำแหน่งเดียวกันด้วย เราลงเล่นเป็นกองหน้าคู่กันและเราต่างยิงประตูกันเป็นว่าเล่น ... แต่จะพูดแบบนั้นก็ไม่เชิงหรอก บางครั้ง แฮร์รี่ ก็เป็นกองกลาง แถมยังมีการลือกันว่า จริง ๆ แล้วเขาอาจจะเล่นเซ็นเตอร์แบ็กได้ด้วยซ้ำ" แลงคาสเตอร์ เริ่มเล่า
แม้จะย้ายมาที่นี่ แต่ เคน ก็ยังมีปัญหาเรื่องน้ำหนักและพัฒนาการที่ช้ากว่าคนอื่น ๆ เขาแทบไม่ใช่ตัวเด่นในรุ่นด้วยซ้ำ ดังนั้นหากจะถามว่าอะไรที่ทำให้ เคน มาถึงจุดนี้ได้ ? แลงคาสเตอร์ ตอบสั้น ๆ ว่า "'ทัศนคติ' ไงล่ะ หมอนี่เหนือกว่าทุกคนอย่างชัดเจนเลย"
Mentality
คำถามคือ เคน มีทัศนคติต่างกับ แลงคาสเตอร์ ยังไง ? ... แลงคาสเตอร์ เล่าต่อว่า ช่วงอายุ 16-17 ปีที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ เขายังเก่งกว่า เคน อยู่เลย จน อเล็กซ์ อินเกิลธอร์ป โค้ชทีมชุด ยู-18 ของ สเปอร์ส ต้องเรียกเขาไปคุยเพื่อเตรียมตัวสู่การเป็นนักเตะอาชีพ โดยคำพูดของโค้ชวันนั้นมีอยู่ว่า
"ฟังนะ ถ้านายอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ นายต้องกิน หายใจ และนอนเป็นฟุตบอล นายต้องเสพติดมันอย่างถอนตัวไม่ขึ้น เปลี่ยนแปลงเมนทาลิตี (Mentality - ทัศนคติ) ของตัวเองใหม่ซะไอ้หนู แกไปได้อีกไกล"
"หลังจบคำพูดนั้นผมเดินออกมาแล้วคิดในใจว่า เวรเอ๊ย ฉันคงไม่ได้เป็นนักฟุตบอลอาชีพหรอก เพราะฉันไม่ได้เป็นคนแบบนั้น ใครมันจะไปทำได้วะ ตอนนั้นกับแค่คำว่า เมนทาลิตี ผมยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่ามันแปลว่าอะไร" แลงคาสเตอร์ คิดแบบนั้น คิดว่าคงไม่มีเด็กรุ่น ๆ เดียวกันคนไหนทำตัวเหมือนกับเป็นนักเตะอาชีพได้หรอก
ทว่า ... อีกไม่กี่เดือนต่อมาเขาถึงได้รู้ว่า แฮร์รี่ เคน เป็นคนที่ทำแบบนั้นได้
"แฮร์รี่ เป็นคนแบบนั้น แฮร์รี่ ใช้ชีวิต กิน นอน หายใจเป็นฟุตบอล และเขาไม่สนใจด้วยซ้ำว่าใครจะคิดยังไง ยุคนั้นเขาโดนแซวว่าเป็นพวกทำเป็นขยันต่อหน้าโค้ช แต่ความสุดยอดของเขา คือเขาสนแค่ตัวเองเท่านั้น หลังซ้อมเสร็จแล้ว เมนูในจานของเขาจะมีแค่ผักและไก่ต้มชืด ๆ เพื่อรักษาระดับไขมันในร่างกาย เท่านั้นยังไม่พอ เขายังเข้ายิมไปชกมวยเพื่อเบิร์นแคลอรี่ส่วนเกินทิ้ง"
"ผมได้เล่นทีมชุดใหญ่ก่อนเขาอีกนะ แต่หลังจากนั้นปีสองปี เคน ก็กลับมาจากการยืมตัวที่ เลสเตอร์ และกลายเป็นอีกคนไปแล้ว เราคุยกันในห้องออกกำลังกายและเขาบอกว่า เขามีแผนที่จะขึ้นทีมชุดใหญ่และแย่งตำแหน่งกองหน้าจาก คลินท์ เดมพ์ซี่ย์ ... ผมยังคิดอยู่เลย ไอ้นี่มันบ้ารึเปล่าวะ แต่นั่นแหละที่เขาเรียกกันว่า เมนทาลิตี"
สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่ เคน ได้คุยกับ แลงคาสเตอร์ คือ ฤดูกาลนั้นเขามีส่วนร่วมกับทีมชุดใหญ่ทั้งหมด 20 เกม เท่านั้นแหละ แลงคาสเตอร์ รู้ว่า เคน กระโดดแซงหน้าเขาไปแบบไม่เห็นฝุ่น และจะไม่มีอะไรหยุด เคน ได้ถ้าเขายังมีทัศนคติดี ๆ แบบเดิม ... หมอนี่มันจะไปได้ถึงระดับไหนกันนะ ? นั่นคือสิ่งที่ แลงคาสเตอร์ สงสัย และรอไม่นานจึงได้เห็นคำตอบ
"ผมได้เล่นทีมชุดใหญ่แค่ไม่กี่นาทีผมยังประหม่าและคิดว่านี่ฉันมาทำอะไรตรงนี้เนี่ย แต่ แฮร์รี่ แตกต่าง เขาขึ้นไปถึงจุดนั้นแล้วก็ติดลมบนทันที เขาได้เล่นต่อเนื่อง 1 ปีหลังจากนั้นเขาก็ผงาดขึ้นมาเป็นดาวซัลโวสูงสุดอันดับสองของพรีเมียร์ลีก และได้ลงเล่นพร้อมทั้งยิงประตูให้ทีมชาติอังกฤษ ผมพูดเลยว่าต่อให้เขาไปถึงจุดนั้น แต่ แฮร์รี่ ก็ยังถูกคนกังขาเยอะมาก แม้แต่คนภายในสโมสรเอง"
"แต่รู้อะไรไหม ผมนี่แหละรู้แจ้งแล้วว่าหมอนี่มันไม่ธรรมดา และไม่ว่าเขาจะประสบความสำเร็จแค่ไหนผมก็จะไม่ประหลาดใจเลย คุณเห็นคนแบบเขามากมายในโลกของกีฬา เรื่องแบบเดียวกันนี้เกิดขึ้นกับ ทอม เบรดี้ (ตำนานควอเตอร์แบ็กอเมริกันฟุตบอล NFL) ที่เป็นคนวิ่งช้ากว่าคนอื่น ๆ ความฟิตก็ไม่เยอะ ไม่ได้มีความเป็นนักกีฬามากนักในแง่ของร่างกาย แต่เมนทาลิตีของเขาระดับยอดมนุษย์ คนพวกนี้เป็นพวกที่ดึงดันและตั้งใจทำอะไรสักอย่างให้มันสำเร็จ ... คุณอิจฉาคนพวกนี้ไม่ได้เลย คุณทำได้แค่เคารพในตัวของพวกเขาเท่านั้นแหละ"
โซโล่ในจังหวะของคุณ
เคน ก้าวขึ้นมาเป็นกองหน้าที่ดีที่สุดใน พรีเมียร์ลีก กับ สเปอร์ส ได้สำเร็จหลังจากนั้น แต่ปัญหาคือความยิ่งใหญ่ของเขามันยังก้ำกึ่ง ยังต้องรอการพิสูจน์อะไรบางอย่างในฐานะนักฟุตบอลที่ยอดเยี่ยม หนึ่งในนั้นอาจจะเป็นถ้วยรางวัลหรือแชมป์อะไรสักอย่าง ... แบบที่เขามักจะโดนแซวและล้อเลียนอยู่เป็นประจำ
หากยังจำกันได้ในอดีต ไม่ว่า เคน จะยิงเยอะแค่ไหน และพา สเปอร์ส ทำอันดับในลีกได้ดีหรือเข้ารอบลึก ๆ ใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก แค่ไหน ตอนจบมักจะไม่สวย และเขามักจะถูกมองว่าเป็นตัวซวยหรือกาลกิณีอะไรแบบนั้น ... ซึ่งจริง ๆ แล้วมันไม่ถึงขั้นนั้นหรอก แต่แฟนบอลในโลกโซเชียลพอได้แซวมันก็สนุกปากจนเลยเถิดไปไกลแบบนี้เสมอ
อย่างไรก็ตาม มันทำให้เราอดคิดไม่ได้ว่า หรือจริง ๆ แล้ว เคน จะเป็นนักเตะที่มีทุกอย่าง แต่ขาดอย่างเดียวคือวาสนา ... นักเตะดังบางคนเป็นแบบนี้ เล่นดี เล่นเก่ง เป็นขวัญใจแฟนบอล แต่กลับไม่เคยประสบความสำเร็จ และมันทำให้พวกเขาถูกประเมินค่าต่ำกว่าความเป็นจริง
เคน อาจจะเป็นแบบนั้นก็ได้ใครจะรู้ ? แต่ในทุกช่วงเวลา สิ่งที่ทุกคนบอกได้เลยคือ เขาทำในสิ่งที่น่าเคารพเสมอ ทำตัวเป็นมืออาชีพ รักษาผลงานที่ยอดเยี่ยมแบบไม่มีรใครสามารถว่าเขาได้ จนกระทั่งเขาได้ย้ายมาอยู่กับ บาเยิร์น มิวนิค ที่ถือเป็นการปลดล็อกทุกอย่าง ทุกข้อกังขาที่เกิดขึ้นมาตลอดอาชีพของเขา
แม้ เคน จะมาที่ เยอรมนี ตอนอายุเข้าเลข 3 แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือทัศนคติการพัฒนาตัวเองอยู่ตลอด คุณจะเห็นได้จากวิธีการเล่นของเขาในแต่ละปีที่ยิ่งผ่านไปยิ่งครบเครื่อง จากแรก ๆ เป็นตัวจบสกอร์อย่างเดียว ทุกวันนี้เขามียิงใกล้ ยิงไกล ครองบอล ต่อเกม แอสซิสต์ เรียกได้ว่าเป็นกองหน้าที่สมบูรณ์แบบที่สุดของโลกไปแล้ว ซึ่งในที่สุดจังหวะชีวิตก็ส่งเขาให้กลายเป็นนักเตะเจ้าของรางวัลอันทรงเกียรติอย่าง บัลลง ดอร์ ที่เป็นเหมือนเครื่องยืนยันว่า เขาคือนักเตะที่ดีสุดในโลก ณ เวลานี้
เรื่องที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่า คนเราต่างมีจังหวะชีวิตของตัวเองกันทุกคน คนที่เคยโดนล้อสุดขั้ว ยังกลายมาเป็นเจ้าของ บัลลง ดอร์ ที่โดนอวยกันสุดขีดได้ ... ดังนั้นอะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งในชีวิตคน ๆ หนึ่ง
สิ่งสำคัญที่สุดของเรื่องนี้คือ "ก่อนที่จังหวะชีวิตจะวนมาถึง" คุณได้ทำตัวเองให้พร้อมที่จะกระโจนเข้าไปในจังหวะนั้น และควบคุมมันให้เป็นจังหวะของคุณจนนำไปสู่ความสำเร็จได้หรือไม่เท่านั้นเอง
สำหรับ แฮร์รี่ เคน แม้เขาจะมีจังหวะของตัวเองในช่วงอายุ 30 กว่า ๆ แต่คุณจะลืมเรื่องราวตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาของเขาไม่ได้เลย แต่ละปีแต่ละตอนเหมือนขั้นบันไดที่เขาเดินขึ้นมาสู่จุดที่สูงสุดในอาชีพ ท่ามกลางการโดนล้อ โดนแซว โดนคนอื่นไม่เข้าใจ สุดท้ายแล้วก็ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าความคิดของคุณเอง
ตราบใดที่คุณยังเชื่อมั่น และลงมือทำอย่างต่อเนื่อง จังหวะของคุณจะมาถึงแน่ ... และถ้าจังหวะวนมาในจังหวะที่คุณพร้อมสำหรับมันสุด ๆ เมื่อนั้นอะไรก็หยุดคุณไม่อยู่ เหมือนที่ แฮร์รี่ เคน คว้ารางวัล บัลลง ดอร์ 2026 ไปครองอย่างยิ่งใหญ่
แหล่งอ้างอิง
https://spectator.com/article/the-brilliance-of-harry-kane/
https://www.theguardian.com/football/2026/jul/09/is-he-a-nice-guy-no-hes-a-good-guy-how-harry-kane-became-an-england-great
https://www.nytimes.com/athletic/7257510/2026/06/17/harry-kane-tottenham-england-mentality-cameron-lancaster/
https://www.nytimes.com/athletic/7414161/2026/07/01/harry-kane-world-cup-goal-dr-congo-thierry-henry/
https://www.youtube.com/watch?v=Tbxa3J9UfnE