
น้อยคนที่คิดว่า เรอัล มาดริด จะบุกชนะ บาร์เซโลน่า ได้ถึง คัมป์ นู ในเกม เอล กลาสิโก้ ที่เพิ่งผ่านไป
ในช่วงเวลาที่ บาร์ซ่า กำลังพีกถึงขีดสุด เกมรุกจัดจ้าน นักเตะดาวรุ่งกำลังห้าว และเล่นด้วยสไตล์เดินหน้าฆ่าให้ตาย กลับกลายเป็นว่าทีเด็ดของ "เดอะ สเปเชี่ยล วัน" อย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ สามารถพลิกเกมจนได้
ชัยชนะเกมนี้เกิดขึ้นภายใต้หนึ่งส่วนสำคัญอย่างคู่หูที่นับวันยิ่งเข้าท่า และยิ่งไปกว่านั้น ... 3 แต้มเหนืออริในช่วงเวลาแบบนี้ จะเปลี่ยนทิศทางของ ราชันชุดขาว ได้มากแค่ไหน ?
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ มาดริด เมื่อคืนนี้ และอาจจะรวมถึงในอนาคตอันใกล้นี้ด้วย
ชนะ บาร์ซ่า ตอนนี้ได้...ใจต้องเท่ากัน
ก่อน มูรินโญ่ จะพา มาดริด เอาชนะ บาร์ซ่า ถึงคัมป์ นู ได้ 2-1 มีเพียงทีมเดียวเท่านั้นที่ยัดเยียดความปราชัยให้กับ บาร์ซ่า ได้ คือ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง นั่นแสดงให้เห็นว่าทีมของ ฮันซี่ ฟลิค แข็งแกร่งสมบูรณ์แบบมาก ทั้งในแง่ทัศนคติ แท็กติก และความเป็นหนึ่งเดียวกันภายในทีม
การจะเอาชนะทีมลักษณะนี้ได้ ทีมของคุณต้องมีสิ่งเหล่านี้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน กล่าวคือมีนักเตะที่มีคุณภาพ นักเตะตอบสนองแท็กติกของโค้ช และพร้อมลงสนามไปด้วยเป้าหมายที่จะเอาชนะ ... ซึ่งตอนนี้ดูเหมือน มูรินโญ่ จะเริ่มสร้างสิ่งเหล่านั้นให้ทีม ๆ นี้ได้ หลังพา มาดริด ชนะมาแล้ว 5 เกมติดต่อกัน
ภายในทีมของ มาดริด เปลี่ยนไปเป็นคนละทีมจากยุค ชาบี อลอนโซ่ ทีมีความแตกแยกเป็นอย่างมาก มีการเปิดเผยจากสื่อและแม้กระทั่งคนในที่ไม่ประสงค์ออกนาม ที่ออกมาให้ข่าวว่า มูรินโญ่ ใช้ไม้นวมปกครองทีม ๆ นี้ โดยเน้นเรื่องของเหตุผลเป็นหลัก จนทำให้นักเตะ-สตาฟฟ์ จูนกันติด คุยกันรู้เรื่อง
มูรินโญ่ รู้ดีว่าความเข้มงวด และทำตัวยอมหักไม่ยอมงอใส่นักเตะระดับโลกพวกนี้ไม่ใช่ทางออกที่ดีนัก เพราะตัวอย่างก็มีให้เห็น เขาเปลี่ยนแปลงอะไรหลายอย่างจากยุค อลอนโซ่ เช่น การวางตัวให้นักเตะเข้าถึงง่าย และลดความเข้มงวดของกฎบางอย่างลง อาทิ การไม่ต้องรอให้กินข้าวพร้อมกันทั้งทีม ตลอดจนตารางเวลา ที่ไม่กำหนดให้นักเตะต้องมาถึงสนามก่อนนัดหมายหลายชั่วโมงอีกแล้ว
เขาเปิดช่องให้เหล่าสตาร์ได้หายใจและเป็นตัวเองได้มากขึ้นสำหรับการใช้ชีวิต .... โดยหวังจะแลกกับการทุ่มเทเมื่อถึงเวลาที่ต้องทุ่มเทจริง ๆ เช่น ตอนซ้อมที่ มูรินโญ่ ใช้เวลาเพียง 1-2 ชั่วโมงเท่านั้น แต่เป็นการใส่เต็ม เข้มข้น พร้อมทั้งอธิบายเหตุผลชัด ๆ ว่าการซ้อมนี้มีขึ้นเพื่ออะไร
เมื่อเป็นเช่นนั้น มาดริด ก็เป็นปึกแผ่น ... และในวัย 63 ปี มูรินโญ่ ก็พาทีมชนะในเกมที่สำคัญที่สุดที่ยกระดับทีม ๆ นี้ขึ้นมาทั้งเรื่อง คะแนน คุณภาพฟุตบอล และขวัญกำลังใจ
ชนะ ... เพราะเราก็มั่นใจ
ไม่ต้องสงสัยเลย มาดริด ชุดนี้มีนักเตะที่เก่งพอและมีศักยภาพที่จะต่อกรกับ บาร์ซ่า ในช่วง "ของขึ้น" ... และในส่วนของโค้ชนั้น มูรินโญ่ เองก็เคยได้เรียนรู้ว่าเขาต้องกล้าตัดสินใจเด็ดขาดมากขึ้น ซึ่งเป็นบทเรียนที่เขาได้รู้จากเกมที่แพ้ แอตเลติโก มาดริด 1-2 ในช่วงต้นซีซั่น
จะพูดว่า มูรินโญ่ คืนชีพจากการแพ้เกมนั้นก็ไม่ผิด เพราะหลายสิ่งในทีม มาดริด เปลี่ยนไปหลังเกมนั้น ความกล้าได้กล้าเสียเกิดขึ้น และเขามีจังหวะเรียกขวัญกำลังใจในเกมที่ชนะ โรม่า 4-3 หลังถูกนำไปก่อนถึง 1-3 โดยใช้เวลา 8 นาทียิงแซง 3 ประตูรวด
หนึ่งในคนที่เขาไม่ลังเลจะให้บทบาทในเกมรุกมากเป็นพิเศษคือ ยัน ดิโอม็องเด้ ปีกดาวรุ่งค่าตัวแพงที่เพิ่งย้ายมาในซัมเมอร์ปี 2026 ... หากใครที่ติดตามห่าง ๆ อาจไม่รู้ว่า ณ เวลานี้ ดิโอม็องเด้ เป็นอาวุธหลักสุดอันตรายของทีมราชันชุดขาวไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้ประสานงานกับ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ที่เหมือนจะรอตัวริมเส้นลักษณะนี้มาตลอด 2 ปี ... ในที่สุดทั้งคู่ก็หากันจนเจอ
ต้องบอกว่าเป็นจังหวะที่ดีมาก เพราะในช่วงเวลาที่ วินิซิอุส จูเนียร์ กำลังฟอร์มตกอย่างหนัก แถมโดนแบน 4 นัด จึงทำให้ มูรินโญ่ ตัดสินใจใช้ ดิโอม็องเด้ ได้เต็มที่โดยไม่ต้องเกรงใจตัวรุกหมายเลข 7 ของทีมอีกแล้ว
ทีมสามารถเล่นเกมรับได้อย่างมีวินัยและเด็ดเดี่ยว ซึ่งเป็นจุดที่น่ากังวลนับตั้งแต่ เอ็มบั๊ปเป้ ย้ายมาร่วมทีมเมื่อปี 2024 และความไม่สมดุลจากการใช้แนวรุก 3 คน การขาดหายไปของ วินิซิอุส จูเนียร์ กลายเป็นปัจจัยที่ทำให้ทีมค้นพบความสมดุลในรูปแบบใหม่
ดิโอมองเด้ เล่นในตำแหน่งปีกซ้าย โดยมี อาร์ด้า กือแลร์ อยู่ทางขวา ทั้งคู่ทุ่มเททำงานหนักมาก ทั้งการบีบเกมสูงเมื่อมีโอกาส และการถอยลงมาช่วยเกมรับลึกเมื่อจำเป็น ... มูรินโญ่ รู้ดีว่าเคมีของ ดิโอม็องเด้ กับ เอ็มบั๊ปเป้ เข้ากันมากกว่า ทั้งคู่มีความสนิทสนมกันนอกสนาม และสิ่งนี้ส่งผลต่อการเล่นในสนามอย่างไม่ต้องสงสัย
ในเกมกับ บาร์ซ่า ดิโอม็องเด้ แสดงให้เห็นจุดเด่นของตัวเอง คือการเล่นแบบไดเร็กต์ที่รวดเร็ว ทะลุทะลวงแบบไม่ต้องเน้นลีลากันเยอะ และนักเตะแบบนี้นี่แหละที่ เอ็มบั๊ปเป้ รอคอย
ดิโอม็องเด้ เป็นคนที่เล่นตามจังหวะมากกว่าฝืน แต่ละจังหวะที่เขาได้บอล เหมือนเขาจะรับรู้ถึงการวิ่งและขยับตัวของ เอ็มบั๊ปเป้ ... เขาไม่ลังเลที่จะจ่าย และแทงบอลไปยังพื้นที่ที่เหมือนนัดหมายกันไว้ เหมือนกับฝูงหมาป่าที่สื่อกันด้วยสัญชาตญาณ แค่สบตาก็รู้แล้วว่าอีกคนจะทำอะไร นั่นทำให้ ดิโอม็องเด้ เป็นนักเตะเกมรุกที่อันตรายที่สุดในเกมนี้ ก่อนเขาจะจ่ายบอลอันนำมาสู่ประตูแรกที่ เอ็มบั๊ปเป้ ยิงเข้าไป แม้จะมีโชคช่วยเล็ก ๆ ก็ตาม
เอ็มบั๊ปเป้ ขึ้นชื่อเรื่องการจบสกอร์คมอยู่แล้ว ยิ่งได้โอกาสในกรอบเขตโทษแบบนี้ก็ไม่เหลือ ... ยิ่งมีปีกที่ขยันป้อนบอลแบบที่เขาชอบ ยิ่งทำให้เขามีชีวิตวา และทำให้คนเลิกสงสัยว่าเขาไม่เหมาะกับการเล่นในตำแหน่งเบอร์ 9 ของทีม
ดูเหมือนว่า ดิโอม็องเด้ เองก็จะถูกใจเขาสุด ๆ เพราะหลังเกม เอ็มบั๊ปเป้ ตะโกนใส่กล้องว่า "นี่ไง ๆ ไอ้เจ้าหมาป่าของผม" ก่อนที่ ดิโอม็องเด้ จะยิ้มเขิน ๆ และบอกว่า "นี่ไง พี่ชายผม" ... ซึ่งจุดนี้มันชัดเจนว่าใครเหมาะจะเป็นตัวรุกฝั่งซ้ายของทีม ๆ นี้ แต่เราคงต้องมารอดูว่า มูรินโญ่ จะจัดการอย่างไร เมื่อ วินิซิอุส พ้นโทษแบนกลับมาเป็นตัวเลือกอีกครั้ง
ท้ายที่สุด... นักเตะอย่าง เอ็มบั๊ปเป้ เก่งแค่ไหนคุณย่อมรู้ดี การที่เขาเล่นด้วยความสนุก มีจินตนาการ และมีคนที่รู้ใจแบบ ดิโอม็องเด้ คือสิ่งที่ มูรินโญ่ ต้องการอย่างที่สุด เพราะในเกมยาก ๆ เช่นนี้ เอ็มบั๊ปเป้ จะเป็นคนที่สามารถฝากผีฝากไข้ในการตัดสินเกมได้ ขอแค่มีคนที่เล่นได้เข้าขา-รู้ใจ มีตัวป้อนให้เขาได้มีโอกาสยิงแบบนี้เรื่อย ๆ มันช่างเหมาะกับฟุตบอลรับแล้วสวนที่เป็นไม้ตายก้นหีบของ มูรินโญ่ ในเกมใหญ่ ๆ อย่างแท้จริง
เกมพลิกชะตา
นอกจากการหากันเจอของคู่หูเกมรุกคู่ใหม่อย่าง ดิโอม็องเด้ และ เอ็มบั๊ปเป้ แล้ว ในเกมพบกับ บาร์ซ่า ฝั่ง มาดริด ยกระดับความเข้มข้นของการเล่นขึ้นมาในระดับที่แฟนบอลไม่ได้เห็นมานาน และสิ่งที่สะท้อนผ่านชัยชนะใน เอล กลาสิโก้ คือ ทีม ๆ นี้ไม่มีปัญหาในเรื่องการปกครองแบบในอดีตแล้ว
มันกลายเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่หลายคนคาดคิดไว้ตอนเริ่มฤดูกาล หลังจากทีมว่างเว้นจากถ้วยรางวัลมา 2 ฤดูกาลติดต่อกัน และทีม ๆ นี้เต็มไปด้วยความขัดแย้งภายใน มูรินโญ่ กลับไม่จำเป็นต้องทำศึกแย่งชิงอำนาจในห้องแต่งตัวแต่อย่างใด
ตอนนี้มันเป็นเรื่องของความมั่นใจที่ทวีคูณมากขึ้น และชัยชนะในเกม เอล กลาสิโก้ เกมนี้จะเป็นสปริงบอร์ดให้กับ เรอัล มาดริด ในยุคของ มูรินโญ่ ... หลังเกม การให้สัมภาษณ์ของเขาแสดงถึงความมั่นใจ และสีหน้าของเขาเหมือนดูกลับมาเป็นหนุ่มอีกครั้ง หลังนักข่าวถามว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่ทำให้คุณชนะเกมนี้ ก่อนที่เขาจะตอบกลับว่า "เพราะเราลงสนามไปเพื่อเป็นผู้ชนะ"
จากสิ่งที่เกิดขึ้น ดูเหมือน ฟลอเรนติโน่ เปเรซ จะเลือกถูกคน ... กุนซือที่ดูเหมือนจะตกยุคอย่าง มูรินโญ่ กำลังขึ้นโครงสร้างที่ไม่มีใครทำได้มาตลอด 2 ปี จากที่ไม่มีใครคาดหวังว่าพวกเขาจะท้าชิงตำแหน่งแชมป์ หรือแม้กระทั่งเอาชนะ บาร์เซโลน่า ในยุคของ ฮันซี่ ฟลิค ตอนนี้กระแสได้เปลี่ยนไปแล้ว ทุกคนต้องกลับมามองทีม ๆ นี้ใหม่อีกครั้ง
มูรินโญ่ ยังคงเป็น มูรินโญ่ ไม่เปลี่ยนแปลง ... เขามีอะไรให้เราได้แปลกใจเสมอ และนี่อาจจะเป็นแค่จุดเริ่มต้นของซีซั่นอันยาวนานเท่านั้น ความพิเศษของเขาอาจจะมีให้เห็นมากขึ้นยิ่งกว่านี้ก็เป็นได้
แหล่งอ้างอิง
https://www.nytimes.com/athletic/7725911/2026/10/26/real-madrid-mourinho-barcelona-win-clasico/
https://www.nytimes.com/athletic/7714109/2026/10/24/mourinho-real-madrid-barcelona-clasico-season-start/
https://sports.yahoo.com/articles/real-madrid-attacking-duo-share-084000992.html
https://www.goal.com/en/news/barcelona-vs-real-madrid-the-tactics-board-how-jose-mourinho-won-first-clasico-return/blt258ba768522f57b5