Feature

เปิดตำนาน "ไอ้หนูเท้าเปล่า" : ศูนย์ฝึกเยาวชนที่ทำให้แข้ง โกตดิวัวร์ โคตรเก่ง | Main Stand

เท้าเปล่า ๆ ไปเดินผิดที่ผิดทาง ก็อาจเป็นอันตรายได้

 

และในทางกลับกัน หากเลือกใช้เท้าเปล่าให้ถูกทาง ก็สามารถสร้างจุดเปลี่ยนระดับชาติได้เช่นกัน 

นี่คือเรื่องราวของศูนย์ฝึกเท้าเปล่าที่สร้างทีมชาติ โกตดิวัวร์ หรือ ไอวอรีโคสต์ ในยุค "โกลเด้น เจเนอเรชั่น" และกลายเป็นมรดกที่ทำให้เหล่าดาวรุ่งในประเทศกล้าฝันใหญ่ แม้ไม่มีรองเท้าใส่ก็ตาม 

ติดตามเรื่องราวจาก Main Stand  

 

JMG ศูนย์ฝึกเท้าเปล่า

ย้อนกลับไปสักราว ๆ ต้นถึงกลางยุค 2000 โลกฟุตบอลได้รู้จักเหล่านักเตะจากชาติในทวีปแอฟริกาอย่าง โกตดิวัวร์ หรือ ไอวอรีโคสต์ ที่ขึ้นมาโดดเด่นและโด่งดังพร้อม ๆ กันหลายราย

นั่นคือกลุ่มดาวรุ่งที่เติบโตมาจาก JMG Academy ที่แม้อาจไม่โดดเด่นนักในการตั้งรกรากในเมืองไทย แต่ในดินแดนกาฬทวีปนั้น พวกเขาค้นพบเพชรเม็ดงามมาประดับวงการมากมาย ไม่ว่าจะเป็น สองพี่น้อง โคโล และ ยาย่า ตูเร่, โรมาริค, ดิดิเยร์ โซโกร่า, โซโลมง กาลู และ เอ็มมานูเอล เอบูเอ้ 

ว่ากันว่าสิ่งที่ถีบให้นักฟุตบอลจากแอฟริกาก้าวข้ามขีดจำกัดแห่งความมุ่งมั่นและความทะเยอทะยานนั้น คือคุณภาพชีวิตในบ้านเกิดที่ยากต่อการลืมตาอ้าปาก เพราะฉะนั้นการ "ตั้งใจ" และ "ใส่ทุกอย่าง" ให้กับฟุตบอล คือวิธีที่ง่ายกว่าการตั้งใจเรียนและหาอาชีพที่มั่นคง เพื่อกลายเป็นคนมีฐานะในบั้นปลาย นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมความฝันสูงสุดของนักบอลแอฟริกัน คือการก้าวเท้าออกจากประเทศโดยใช้ฝีเท้าเป็นพาสปอร์ต 

JMG คือศูนย์ฝึกที่ถูก่อตั้งขึ้นโดย ฌอง-มาร์ก กียู (ชื่อ JMG ย่อมาจาก Jean-Marc Guillou) อดีตนักเตะและโค้ชชาวฝรั่งเศส นอกจากนี้เขายังเป็นเจ้านายคนแรกของ อาร์แซน เวนเกอร์ ตำนานกุนซือ อาร์เซน่อล ด้วยการให้ เวนเกอร์ รับตำแหน่งผู้ช่วยโค้ช สมัยเขาคุมทีม คานส์ เมื่อปี 1983

เรื่องราวการก่อตั้งศูนย์ฝึกที่เป็นเหมือนตำนานแห่งนี้ถูกเล่าภายหลังว่า เหตุผลที่ กียู เลือกมาลงทุนทำศูนย์ฝึกใน โกตดิวัวร์ เป็นแห่งแรกเมื่อปี 1994 มาจากนักเตะที่เคยเป็นลูกทีมของเขาที่ชื่อว่า ยูซุฟ โฟฟาน่า 

โฟฟาน่า เป็นนักเตะมาจากโกตดิวัวร์ ที่ กียู เคยดึงตัวมาร่วมทีม คานส์ เมื่อปี 1984 โดย โฟฟาน่า เป็นนักเตะตำแหน่งริมเส้น เจ้าของฉายา "เพชรดำ" ที่ทำให้เขาประหลาดใจมาก เพราะทั้งรวดเร็ว แข็งแรง ทักษะดี และตัดสินเกมได้ จนทำให้ โมนาโก ที่ดึงตัว โฟฟาน่า ไปร่วมทีมเมื่อปี 1985 เป็นแชมป์ลีกเอิงและฟุตบอลถ้วยของฝรั่งเศสในยุคที่ อาร์แซน เวนเกอร์ คุมทีม

ความเก่งครบเครื่องแบบ โฟฟาน่า นี่เองที่ทำให้เขาอยากรู้จักนักเตะจากประเทศ โกตดิวัวร์ มากขึ้น โดยเดินทางไปที่นั่น และนำเสนอโปรเจกต์ในหัวของเขากับ โรแฌร์ อูเญนิน ประธานสโมสรของทีมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอย่าง ASEC Mimosas จนทั้ง 2 ฝ่ายได้ข้อตกลงในการทำงานร่วมกัน 

โดย กียู ที่เป็นผู้เริ่มไอเดียนี้ จะทำหน้าที่เป็นคนออกแบบปรัชญาประจำศูนย์ฝึก ออกแบบรูปแบบการฝึกซ้อมตามรุ่นอายุต่าง ๆ รวมถึงการดูแลเด็ก ๆ ที่เขาจะเป็นคนคัดตัวเข้ามาเอง ส่วนสโมสรจะมีหน้าที่สนับสนุนเรื่องที่พัก สถานที่ฝึกซ้อม และเครือข่ายฟุตบอลในประเทศ 

นอกจากนี้ กียู ยังเป็นคนหากลุ่มนายทุนที่ชื่อว่า Sifcom ซึ่งการผนึกกำลังของทุกฝ่ายพร้อมกับอำนาจเบ็ดเสร็จเรื่องฟุตบอลของ กียู ทำให้ที่นี่เริ่มสร้างตัวขึ้นมาในฐานะเบ้าหลอมสำหรับการสร้างนักเตะยุคทองของศูนย์ฝึกนี้ในอีกไม่กี่ปีให้หลัง

และหนึ่งในนโยบายที่โดดเด่นที่สุดของศูนย์ฝึกนี้ ที่พวกเขาบอกว่าเป็น "เคล็ดลับ" ของเรื่องทั้งหมดคือ ... ทุกคนจะต้องมาเริ่มต้นเล่นฟุตบอลด้วยเท้าเปล่า ผ่านมาแล้วกว่า 30 ปี นโยบายนี้ของพวกเขาก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง 

 

ทำไมต้องเท้าเปล่า 

กียู ใช้เวลา 6 ปีแรกในการวางรากฐานของ JMG ก่อนที่จะเริ่มสร้างสนามซ้อม โรงเรียนในกรุงอาบีจาน เมืองใหญ่ของประเทศ เพื่อทำให้เด็ก ๆ ได้เตะฟุตบอลไปพร้อม ๆ กับการได้รับการศึกษาพื้นฐาน ตลอดช่วงเวลานั้นเขาเดินทางไปทั่วประเทศเพื่อหาอัจฉริยะแบบ โฟฟาน่า ซึ่งนั่นทำให้เขาได้เจอกับกลุ่มนักเตะที่เรียกว่า "ยุคทองของ โกตดิวัวร์" ตามที่กล่าวมาในข้างต้น 

แนวคิดเท้าเปล่า ดูจะเป็นอะไรที่ง่าย ๆ และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เด็ก ๆ ทุกคนสามารถเตะฟุตบอลได้โดยแทบไม่ต้องเสียเงินหรือต้นทุนกับเรื่องใด ๆ เลย ... ทว่า กียู คิดไปลึกล้ำกว่านั้น เขาบอกว่าเท้าเปล่านี่แหละ คือสุดยอดการฝึกพื้นฐานที่แท้จริง

กียู เผยแนวคิดของเขาว่า นักกีฬาของที่นี่จะต้องเริ่มต้นด้วยเท้าเปล่า แม้แต่การแข่งกับทีมอื่นที่ใส่รองเท้าสตั๊ดก็ตาม ... แม้ฟังดูอันตราย แต่การเล่นเท้าเปล่าบนสนามหญ้าของศูนย์ฝึก บังคับให้เด็ก ๆ ต้องระมัดระวังการใช้สัญชาตญาณและการวางเท้าที่ถูกต้อง ช่วยบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเท้า ข้อเท้า และนิ้วเท้าให้มีความแข็งแรงยืดหยุ่นโดยธรรมชาติ

กียู อ้างอิงถึงเหตุผลที่ทำแบบนั้น ว่ามาจากนักเตะบราซิล ประเทศที่ผลิตนักฟุตบอลได้เก่งที่สุด ที่พื้นฐานของนักเตะบราซิลส่วนใหญ่ก็มาจากการเตะบอลชายหาด เตะบอลข้างถนน ซึ่งยิ่งเล่นบ่อยเข้า เท้าเปล่าแต่ละจุดก็จะสามารถจับสัมผัสได้ว่าต้องเล่นกับลูกบอลแบบไหน จนกลายเป็นความเชี่ยวชาญในการควบคุมบอลไม่ว่าจะบนพื้น หรือลอยอยู่กลางอากาศก็ตาม 

เมื่อเท้ามีความคุ้นเคยกับลูกบอลสูงมากจนเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว ทำให้เวลาที่พวกเขากลับมาใส่รองเท้าสตั๊ดลงสนามจริง พวกเขาสามารถเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนร่วมทีมและพื้นที่ว่างในสนามได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องก้มมองเท้าตัวเอง ซึ่งการทำอะไรต่าง ๆ ด้วยความเร็วสำคัญมากในการแข่งขันระดับสูง 

นอกจากเรื่องของการเพิ่มพูนทักษะต่าง ๆ แล้ว การเล่นบอลด้วยเท้าเปล่ายังแฝงปริศนาธรรมให้นักเตะในอะคาเดมี่ของเขาอีกหนึ่งอย่าง นั่นคือเด็กทุกคนจะต้องรู้ว่า รองเท้าสตั๊ดยี่ห้อดัง ๆ ราคาแพง ๆ ไม่ใช่ของแจกสำหรับทุกคน ... แค่มีพรสวรรค์ไม่ได้แปลว่าคุณจะได้รางวัลนี้ แต่คุณต้องอุทิศตน มุ่งมั่น พยายามมากกว่าคนอื่น ๆ  

ถ้าคุณคือคนที่ถูกเลือกให้ลงเล่นเกมระดับทางการ นั่นแปลว่าคุณจะได้ลงเล่นแบบใส่รองเท้า ซึ่งนั่นคือสิทธิ์สำหรับนักเตะหัวแถวของศูนย์ฝึกเท่านั้น ... ถ้าอยากจะได้รองเท้า ไนกี้ หรือ อาดิดาส แบบที่พวกรุ่นพี่ใส่ คุณต้องเก่งให้ได้เหมือนกับเขา ซึ่งจุดนี้แหละที่ทำให้เด็กทุกคนพร้อมสู้ตายเพื่อไปให้ถึงจุดนั้นมากขึ้นเป็นเท่าตัว 

การฝึกซ้อมด้วยเท้าเปล่าทำให้เพิ่มความเชี่ยวชาญ และยังช่วยจุดไฟในตัว ทำให้ทุกคนมีเป้าหมาย ... นั่นทำให้เราได้เห็นกลุ่ม "โกลเด้น เจเนอเรชั่น" ที่ทำให้ โกตดิวัวร์ กลายเป็นทีมแกร่งของทวีปแอฟริกา และเป็นขาประจำของฟุตบอลโลกในช่วงหลัง 

 

เท้าเปล่าสู่ฝันระดับโลก 

ยาย่า ตูเร่ คือนักเตะที่ดีที่สุดที่ศูนย์ฝึกแห่งนี้เคยมี นักเตะคนนี้เข้ามาอยู่ในระบบตั้งแต่อายุ 10 ขวบ และเป็นธงที่เด็กทุกคนอยากเดินตามรอยเท้าของเขา เขาแข็งแกร่ง รวดเร็ว มีเซนส์ฟุตบอลสูง และทักษะการเอาตัวรอดดีเลิศ ยิ่งคุณเปิดคลิปการเล่นของเขา คุณจะเห็นจังหวะเกี่ยวบอลและเลี้ยงบอลที่เนียนเหมือนกับเล่นด้วยเท้าเปล่า

จะว่าไปในช่วงพีก ๆ กับ แมนฯ ซิตี้ เขาคือเบอร์ต้น ๆ ของโลกในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุกเลยก็ว่าได้ … กียู บอกว่า เท้าเปล่าสอนให้เขาให้คล่องแคล่วในสนาม และในขณะเดียวกัน ทำให้เขาเข้าใจถึงการจะได้สิ่งใดสิ่งหนึ่งมาครอบครอง ว่ามีแค่เงินไม่พอ ต้องมีความกระหายและรู้หน้าที่ของตัวเองด้วย 

"ยาย่า ตูเร่ คือคนที่ทำให้ผมเชื่อว่าวิธีการฝึกของผมมันถูกต้อง และสิ่งที่ผมคิดเกี่ยวกับที่นี่ ว่าเป็นแหล่งที่ผมจะพบนักเตะที่มีศักยภาพมหาศาลได้" กียู กล่าว

"เราคุยกันเรื่องของเขาตั้งแต่ที่ยังเล่นฟุตบอลด้วยเท้าเปล่า เราคิดว่าเขาจะเป็นนักเตะที่จะสามารถฟาดฟันกับนักเตะคนไหนก็ได้บนโลกนี้ เราพาเขาออกจากที่นี่ไปเล่นที่ เบลเยียม ตอนอายุ 18 ปี ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันที่เขารู้ว่า ตัวเองต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้เป็นนักฟุตบอลที่ดีขึ้น" 

ขณะที่พี่ชายของเขาอย่าง โคโล ตูเร่ ก็เป็นนักเตะชุดแรก ๆ ของ JMG ที่บอกเล่าได้ดีว่า การเล่นฟุตบอลด้วยเท้าเปล่าทำให้เขามาถึงจุดนี้ จุดที่เขาเป็นนักเตะระดับ พรีเมียร์ลีก และเป็นหนึ่งในขุนพลชุดแชมป์ไร้พ่ายของ อาร์เซน่อล ได้ 

"ผมได้เรียนรู้ว่า ทำไมความมุ่งมั่นและการทำงานหนัก จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ ถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จ ... เราต้องเสียสละหลายอย่างตั้งแต่อายุยังน้อย ตื่นตี 5 แบ่งเวลาเรียนหนังสือไปพร้อมกับเตะฟุตบอล ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ผลักดันให้ผมต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลา" ตูเร่ ผู้พี่กล่าว 

นักเตะกลุ่มนี้จาก JMG Academy คือสารตั้งต้นของฟุตบอลทีมชาติ โกตดิวัวร์ ยุคใหม่เลยก็ว่าได้ ซึ่งตอนนี้แม้ กียู จะไม่ได้ดูแล JMG ที่ประเทศนี้แล้ว แต่แนวคิดของเขาทำให้หลายศูนย์ฝึกในประเทศมีพิมพ์เขียวในการสร้างนักเตะชั้นดีของตัวเองได้ แนวทางเท้าเปล่าของเขาไม่เคยเก่าสำหรับประเทศนี้ และยังถูกใช้เป็นสารตั้งต้นของการสร้างแข้งพรสวรรค์ที่พร้อมจะถีบตัวเองไปสู่เกมระดับที่สูงขึ้น 

นักเตะรุ่นใหม่อย่าง มาลิค ยัลคูเย่ ปีกวัย 20 ปีจากไบรท์ตัน, คริส อูลาลี กองกลางเจ้าของฉายา "แอฟริกัน อิเนียสต้า" จาก ฟิออเรนติน่า, ยัน ดิโอม็องเด้ เจ้าของค่าตัว 120 ล้านยูโรจาก เรอัล มาดริด, บาซูมาน่า ตูเร่ ที่กำลังแจ้งเกิดกับ นิวคาสเซิล และยังมีอีกหลายคนอายุระหว่าง 19-23 ปี ที่ติดทีมชาติชุดใหญ่ไปแล้ว พวกเขาเริ่มจากเท้าเปล่า และได้แรงบันดาลใจมากจากกลุ่มยุคทองทั้งนั้น  

"การแจ้งเกิดของนักเตะเท้าเปล่าจาก JMG กลายเป็นรอยเท้าให้เด็ก ๆ หลายคนในประเทศนี้ได้เดินตาม ตอนนี้เด็ก ๆ ออกมาเล่นฟุตบอลตามท้องถนนกันตั้งแต่อายุยังน้อย ... ถ้าคุณคัดตัวอาจจะได้นักเตะที่เก่งโดนใจคุณถึง 10 คน แตกต่างกับเมื่อ 20 กว่าปีก่อนที่กว่าที่เราจะค้นหานักเตะเก่ง ๆ แบบตรงสเปกได้สัก 5 คนก็ถือว่ายากแล้ว" มามาดู วาด หนึ่งในผู้บริหารของ JMG ว่าเช่นนั้น 

การเล่นฟุตบอลด้วยเท้าเปล่าของไอ้หนูจาก โกตดิวัวร์ ยังคงทำหน้าที่คัดกรองหานักเตะเก่ง ๆ เพิ่มขึ้นในทุก ๆ วัน จนกระทั่งวันนี้ พวกเขาก็ยังเชื่อว่าสิ่งที่ดีที่สุดยังมาไม่ถึง มรดกจากกลุ่ม "ยุคทอง"  อาจนำมาสู่สิ่งที่ดีกว่าในช่วงเวลาหลังจากนี้ 

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.olympics.com/en/dakar-2026/news/fifa-world-cup-2026-christ-inao-oulai-cote-divoire-barefoot-boy
https://www.worldsoccer.com/best-of-ws/eye-witness-ivory-coast-mali-talent-factory-412030
https://panafricanvisions.com/2014/02/yayas-story-from-playing-in-bare-feet-to-barca-and-beyond/
https://scoutedftbl.com/the-mali-story/?utm_source=gemini#:~:text=At%20the%20time%2C%20European%20football%20still%20largely,new%20footballing%20project%20%E2%80%93%20his%20own%20academy.
https://mg.co.za/news/africa/2020-06-27-paradou-ac-the-barefoot-academy-revolutionising-algerian-football/

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Graphic

อรรนพ สะตะ

graphic design ผู้ชื่นชอบกีฬาฮอกกี้, เกมส์, เดินเขา เป็นชีวิตจิตใจ