
งบ 300 ล้านปอนด์แบบอยากได้ใครบอกเฮียมาเลย ทำให้ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ในมือของ โรแบร์โต้ เด แซร์บี้ ถูกจับตามองทุกฝีก้าวในช่วงเริ่มฤดูกาล 2026-27
และยิ่งถูกจับตา พวกเขาก็ดูเหมือนคนซุ่มซ่ามที่ร้อนรน ทำอะไรเก้ ๆ กัง ๆ จนทำให้เรื่องเลวร้ายขึ้นไปอีก
โรแบร์โต้ เด แซร์บี้ กุนซือที่ได้รับความไว้วางใจจากบอร์ดบริหารของ สเปอร์ส ผิดแค่ไหน ? ทีมของเขาแค่โชคไม่ดี หรืออ่อนปวกเปียกจริง ๆ กันแน่ ?
สเปอร์ส เป็นทีมใจเสาะ ?
เปิดหัวมาแบบนี้อาจจะดูเรียกแขกกันไปสักหน่อย แต่เราจะบอกเหตุผลว่า ทำไมเราถึงคิดว่า สเปอร์ส เป็นทีมที่มีปัญหาเรื่องสภาพจิตใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากทีมพ้นยุค 2 ซีเนียร์ที่เป็นนักเตะระดับท็อปจริง ๆ อย่าง แฮร์รี่ เคน และ ซน ฮึง-มิน
นับจนถึงตอนนี้ สเปอร์ส เป็นทีมที่ "ไร้พลังใจ" อย่างเห็นได้ชัด สถิติบอกว่า 58 เกมพรีเมียร์ลีกหลังสุดที่พวกเขาตกเป็นฝ่ายตามหลังก่อนพวกเขาไม่เคยพลิกสถานการณ์กลับมาคว้าชัยชนะได้เลย (เสมอ 12 แพ้ 46) รวมถึงเกมสุดท้ายก่อนพักเบรกทีมชาติช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม ที่แพ้ แอสตัน วิลล่า คาบ้านไปอีก 2-3 ... แม้เกมนั้นพวกเขาจะไล่ยิงกลับมา 2 ลูก หลังจากโดนนำไป 0-3 ก็ตาม แต่นั่นไม่ดีพอ โดยเฉพาะทีมที่ถูกคาดหวังไว้มากมายก่อนซีซั่นจะเริ่ม
"มันยากที่จะอธิบาย ตลอด 14 ปีในการทำงานโค้ชของผม ผมไม่เคยเห็นทีมไหนที่เหมือนทีมเรา (สเปอร์ส) มาก่อน ... ทีม ๆ นี้ทั้งเปราะบาง หวาดหวั่น และไม่สม่ำเสมอเป็นอย่างมาก" โรแบร์โต้ เด แซร์บี้ กุนซือทีมไก่เดือยทองกล่าวหลังจบเกมแพ้สิงห์ผงาด
สเปอร์ส เป็นทีมที่พยายามบอกว่าตัวเองเป็นหนึ่งใน "บิ๊ก 6" และหลายคนก็คิดแบบนั้น ทว่า 4 ปีหลังสุด พวกเขาห่างไกลจาก 6 อันดับแรกบนตารางเมื่อซีซั่นจบลง โดยเฉพาะ 2 ซีซั่นล่าสุดที่หนีตกชั้นอย่างเต็มตัว ... นี่คือผลงานที่แย่กว่าหลายสโมสรในลีกที่พัฒนาขึ้นมาอย่าง ไบรท์ตัน, บอร์นมัธ หรือ เบรนท์ฟอร์ด ด้วยซ้ำ
พวกเขากำลังติดกระดุมเม็ดแรกผิด มันไม่ใช่การซื้อตัว ไม่ใช่การแต่งตั้งโค้ช แต่มันคือการคิดว่าทีม ณ เวลานี้เป็นทีมที่ "เก่งกาจเกินความเป็นจริง" ดังนั้นเมื่อประเมินตัวเองผิดไป ปัญหาที่ซ่อนไว้ก็ไม่เคยได้ถูกแก้อย่างจริงจังเสียที
"ท็อตแน่ม มีปัญหาเยอะแยะ และมีเรื่องใหญ่กว่าโค้ชอย่าง เด แซร์บี้ ... ปัญหานี้ผมว่ามันเป็นที่ผู้บริหารระดับสูงที่คิดว่าสโมสรเป็นทีมชั้นนำ แต่การกระทำนั้นตรงกันข้ามมาเสมอ พวกเขาอาจจะดีกว่าหลายทีมในลีก แต่ก็มีเรื่องต้องพิสูจน์ตัวเองอีกมากที่พวกเขาไม่ได้ทำให้ทุกคนเชื่อแบบนั้น (เชื่อว่า สเปอร์ส เป็นทีมที่แข็งแกร่ง)"
"ผมว่าระบบของที่นี่มันผิดเพี้ยน การตัดสินใจต่าง ๆ ของเบื้องหลัง การสนับสนุนที่พวกเขามอบให้เฮดโค้ช ไม่งั้นเหล่ากุนซือแถวหน้าอย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ หรือ อันโตนิโอ คอนเต้ คงไม่วิจารณ์ไล่หลังสโมสรหลังออกจากตำแหน่งอย่างพร้อมเพรียงขนาดนี้" มิค บราวน์ อดีตทีมงานแมวมองของสโมสรให้สัมภาษณ์กับ Football Insider
โดยสรุปคือ สเปอร์ส ทำตัวเหมือนไม่ใช่ทีมใหญ่ กล่าวคือเมื่อพวกเขามีนักเตะที่ดีที่สุด ... พวกเขาก็ขายนักเตะเหล่านั้นให้สโมสรอื่น เช่นเดียวกัน ในขณะที่บางจังหวะ พวกเขามีทีมที่กำลังตั้งทรงได้พวกเขากลับประเมินการเสริมทัพผิดพลาด ไม่ได้ต่อยอดทีมที่เริ่มมีพื้นฐานให้แข็งแกร่งขึ้น
สิ่งนี้ทำให้ สเปอร์ส เปราะบาง มันทำให้นักเตะที่เล่นดีเป็นแกนหลักของทีม หมดใจตาม ๆ กันไป ไม่พากันย้ายออกแบบ เคน หรือ ซน ก็กลายเป็นนักเตะที่ฟอร์มตกหมดใจสู้อย่าง คริสเตียน โรเมโร่ (สุดท้ายย้ายออกไปแล้ว), มิคกี้ ฟาน เดอ เฟน, และ เปโดร ปอร์โร่ ที่เล่นให้กับทีมชาติโดดเด่น แต่พอกลับมาอยู่ในทีม สเปอร์ส กลับกลายเป็นดูธรรมดา ๆ บางครั้งผิดพลาดแบบไม่น่าให้อภัย
ความเปราะบางเกิดขึ้นจริงกับ สเปอร์ส มันกัดกินทีม ๆ นี้ จนทำให้เราได้เห็นการแพ้แบบ "สเปอร์สไตล์" หรือที่เมืองนอกเรียกว่า "Spursy" บ่อย ๆ เช่น การบุกเขาทั้งเกมแต่สุดท้ายเสียประตูง่าย ๆ การกำ 3 แต้มไว้ในมือแล้วแต่กลับตกม้าตายท้ายเกม รวมถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในหลาย ๆ เกมที่บางจังหวะพวกเขาเริ่มเกมได้ดี ดูดุดัน แต่พอเสียประตูเกมก็พังพินาศ ตกเป็นรองแบบไม่เห็นแววจะกลับมาได้ ... ซึ่งนี่คือสิ่งที่ทำให้ เด แซร์บี้ กลายเป็นเต็ง 1 ที่จะโดนไล่ออกในซีซั่น 2026-27
แล้ว เด แซร์บี้ ผิดแค่ไหนกัน ?
โรแบร์โต้ เด แซร์บี้ ได้รับคำชมมาตลอดในฐานะกุนซือที่สร้างเกมบุกมัน ดูสนุก แต่แหม ... การจะบอกว่าเขาเป็นผู้สร้างหรือคนปูพื้นฐานที่ดี ก็อาจจะพูดแบบนั้นได้ไม่เต็มปากเท่าไร
เมื่อครั้ง ไบรท์ตัน เขาเข้ามาต่อยอดจากยุคที่ แกรห์ม พอตเตอร์ โละระบบการเล่นแบบอังกฤษโบราณมาเป็นโมเดิร์นฟุตบอลต่อบอลเท้าสู่เท้า เน้นเกมเร็ว เพรสซิ่งสูงแบบไม่กลัวว่าคู่แข่งจะใหญ่มาจากไหน
ฤดูกาล 2022-23 เด แซร์บี้ เข้ามาคุม ไบรท์ตัน ในเกมที่ 6 ของซีซั่น (หลัง พอตเตอร์ ลาออกไปคุม เชลซี) และสานต่อทีม ๆ นี้ให้จบอันดับที่ 6 ของตาราง ด้วยการคุมทีมไป 32 นัด ชนะ 14 เสมอ 7 และแพ้ 11
ส่วนซีซั่นต่อมาทีมผลงานตกลงมาก เด แซร์บี้ ก็เริ่มทะเลาะกับบอร์ดบริหาร เพราะไม่เห็นด้วยกับแนวทางของทีมที่ขายนักเตะตัวท็อปออกไป เขาพาทีมจบอันดับ 11 และลาออกหลังจากนั้น ... โดยสรุปคือจะบอกว่า เขาเป็นสายสร้างทีมจากรากฐาน ก็คงพูดได้ไม่เต็มปากนัก
หลังออกจาก ไบรท์ตัน ช่วงซัมเมอร์ปี 2024 เขาได้งานที่ โอลิมปิก มาร์กเซย ทุกอย่างดูดีเหมือนเดิมในซีซั่นแรกที่คุม เขาพาทีมจบอันดับ 2 ในลีก ก่อนที่ซีซั่นต่อมาจะทะเลาะกับทั้งประธานเทคนิคอย่าง เมห์ดี้ เบนาเตีย และประธานสโมสรอย่าง ปาโบล ลองโกเรีย นำมาซึ่งปัญหาภายในหลายเรื่อง และโดนไล่ออกในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 หลังพาทีมแพ้ เปแอสเช ไป 0-5
สเปอร์ส และ เด แซร์บี้ มาเจอกันในช่วงที่ สเปอร์ส ปลด อิกอร์ ทูดอร์ ออกจากตำแหน่ง เดือนมีนาคม 2026 ซึ่งจะว่ากันตรง ๆ ก็คือพวกเขาพลาดตั้งแต่แต่งตั้ง ทูดอร์ แล้ว เพราะประสบการณ์ ผลงาน หรือระบบการเล่นปรัชญาฟุตบอลไม่ได้ชัดเจน และตรงรุ่นกับ สเปอร์ส เลยสักนิด
การมาของ เด แซร์บี้ แสดงให้เห็นว่า สเปอร์ส ต้องการเริ่มใหม่กับเขาจริง ๆ ด้วยการให้สัญญายาวถึง 5 ปี ซึ่งถือเป็นระยะเวลาที่ยาวมากหากเทียบกับสถานการณ์ที่เสี่ยงตกชั้น ... แต่แล้ว เด แซร์บี้ ก็พาทีมหนีตายได้สำเร็จ
หากจะถามว่าพวกเขาเล่นฟุตบอลได้ดูดีล้ำเลิศยกระดับแบบเห็นได้ชัดเลยไหม ? ... คำตอบคือไม่ถึงขนาดนั้น สเปอร์ส กระเสือกกระสนอยู่สักพัก ก่อนจะปิดจ๊อบได้ก่อนเกมสุดท้ายจะมาถึง และเมื่อซีซั่นจบลง ตลาดซื้อขายซัมเมอร์ 2026 เริ่มขึ้น เด แซร์บี้ ได้รับความไว้วางใจอย่างมากในการเสริมทัพครั้งนี้
เด แซร์บี้ ได้งบประมาณเสริมทัพถึง 300 ล้านปอนด์ และเขามีส่วนอย่างมากในการคัดเลือกนักเตะแต่ละคนที่เข้ามา ขณะที่บอร์ดบริหารก็พยายามตามใจให้เขาได้หานักเตะตรงสเปกเพื่อรองรับแท็กติกของเขา คนที่โดดเด่นที่สุดคงเป็น มาเธอุส แฟร์นันด์ส และ ซานโดร โตนาลี่ ที่ทั้งคู่มีคาแรกเตอร์ดี เป็นนักสู้ เหมาะแก่การเข้ามาทำให้เพื่อน ๆ ในทีมห้าวหาญขึ้น ไม่เปราะบางเหมือนเก่า
น่าเสียดายที่การสร้างทีมจากฐานยังมีอีกหลายสิ่งที่ไม่เป็นอย่างที่คิด ถ้าไม่ได้ใช้เงินเยอะขนาดนั้นผู้คนคงไม่ได้จับจ้องมาที่ สเปอร์ส และตัวของ เด แซร์บี้ เท่าไรนัก ... แต่นี่คืองบประมาณ 300 ล้านปอนด์ ที่เมื่อผ่านไป 5 นัด พวกเขากลับอยู่ในอันดับ "บ๊วย" เรื่องนี้ เด แซร์บี้ ผิดแค่ไหนกัน ?
โชคร้ายหรือมือยังไม่ถึง ?
ถ้าเป็นอย่างข่าวที่บอกกันว่า เด แซร์บี้ อยากได้ใครให้จิ้มมาได้เลย ... ถ้าเป็นแบบนี้จริง เด แซร์บี้ มีส่วนต้องรับผิดชอบกับเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ
แม้ตัวผู้เล่นบนหน้ากระดาษจะดูดีขึ้น แต่ สเปอร์ส ยังคงเป็น สเปอร์ส เหมือนเดิม ลักษณะการแพ้ ลักษณะการเสียประตู และรูปเกมที่ดูมึน ๆ งง ๆ ไม่มีเอกลักษณ์ ยังเกิดขึ้นในทีมที่จัดเต็มไปในตลาดที่ผ่านมา
คุณอาจจะบอกว่าพวกเขามีนักเตะเจ็บมากเกินไป ขาดความมั่นใจ และเกิดความผิดพลาดส่วนบุคคลบ่อยครั้ง คำถามคือเรื่องนี้มันเรื่องเก่าแล้ว ทำไมไม่เห็นมันจะแก้ไขได้จริง ๆ สักที ?
ทีมของ เด แซร์บี้ ชุดนี้ขาดอะไรเยอะมาก ๆ ถ้าประเมินด้วยสายตาที่เห็นพวกเขาเล่นมาทุกเกมในซีซั่นนี้ ... พวกเขาขาดเคมีในทีม เล่นกันไปคนละทิศคนละทาง ทำให้เมื่อบอลอยู่กับเท้า พวกเขาไม่สามารถสร้างประโยชน์หรือคุกคามฝั่งตรงข้ามได้นัก
ที่สำคัญคือ พวกเขาซื้อกองหลัง ซื้อกองกลาง แต่พวกเขากลับไม่มีกองหน้าตัวจบสกอร์ที่แฟน ๆ สามารถมั่นใจได้ว่าเมื่อเห็นหน้าคน ๆ นี้ เขาจะเปลี่ยนโอกาสที่มีอันน้อยนิดให้เป็นประตูได้ ... แค่ขาดเคมีในทีมข้อเดียวก็ว่าแย่แล้ว แต่นี่ปัญหาหลัก ๆ มีถึง 2 ข้อ คุณจึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไมแฟนบอลของพวกเขายังต้องตัดพ้อแกมประชดตัวเองด้วยการเขียนป้ายว่า "ได้โปรด ยิงประตูสักทีเถอะ"
ลูกทีมของ เด แซร์บี้ ณ เวลานี้ไม่ต่างอะไรจาก สเปอร์ส ยุค แอนจ์ ปอสเตโคกลู หรือ สเปอร์ส ในมือ โธมัส แฟรงค์ เลย ... เขารวมทีมเป็นหนึ่งไม่ได้ ความไม่มั่นใจโดดเด้งออกมาทำให้เราเห็นได้ด้วยตาเปล่า
อาการแพนิคนี้ยิ่งดำเนินไปนานเท่าไร ทีม ๆ นี้ก็จะยิ่งเปราะบางลงเท่านั้น ทั้งหมดนี้ทำให้จุดอ่อนต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย ทั้งแท็กติกของทีม และเทคนิคส่วนตัวของทีมชุดนี้ นับวันยิ่งดูน่าเป็นห่วงมากขึ้นเรื่อย ๆ สเปอร์ส ยังคงเป็น สเปอร์ส แบบที่เราคุ้นเคยตรงที่ "ได้ประตูยาก เสียประตูง่าย" ซึ่งเรื่องนี้เฮดโค้ชอย่าง เด แซร์บี้ ต้องรับจบอย่างเลี่ยงไม่ได้
ยิ่งนานวันก็ยิ่งมีเค้าว่า เด แซร์บี้ อาจจะไม่ใช่กุนซือที่เหมาะกับการปูพื้นฐานของทีม ๆ นี้ ... และโอกาสของเขาที่จะพิสูจน์ตัวเองก็เหลือน้อยลงเรื่อย ๆ ต่อให้สัญญาที่มีจะยาวถึง 5 ปี แต่สำหรับโค้ชแล้ว ไม่มีอะไรสำคัญกว่าผลการแข่งขัน
ตอนนี้ เด แซร์บี้ มีเวลาพัก 3 สัปดาห์ ในช่วงเบรกทีมชาติ เขาต้องถามตัวเองว่าจะทำอย่างไรเพื่อเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ที่ย่ำแย่นี้ได้ บางทีเขาอาจจะต้องกลับไปเริ่มตั้งหลัก และเลิกมองว่าทีม ๆ นี้ "ดีเกินกว่าความเป็นจริง"
เขาอาจจะต้องทำให้ลูกทีมกลับมามีสมาธิและเข้าใจว่า ตัวเองไม่ใช่ทีมระดับ "บิ๊กซิกส์" แบบที่ใครว่ากัน ที่สำคัญ ทีม ๆ นี้ยังต้องรู้ตัวเองว่ายังต้องพยายามเพิ่มอีกมาก หากไม่อยากกลับไปหนีตกชั้นเต็มตัวเหมือน 2 ซีซั่นที่ผ่านมา
ตอนนี้ทีมระดับกลางค่อนล่างหลายทีมในพรีเมียร์ลีกแข็งแกร่งขึ้นมาก พวกเขาพร้อมจะรุมทึ้งทีมที่คิดว่าตนเองเหนือชั้นและลงเล่นด้วยความพยายามที่ไม่ถึงระดับตลอดเวลา ... ได้เวลาที่ เด แซร์บี้ จะต้องเครียดจริง ๆ แล้วกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับสเปอร์สในเวลานี้
แหล่งอ้างอิง
https://inews.co.uk/sport/football/tottenham-arrogance-relegation-4779557?srsltid=AU7gw4XGCoLo02Qofl63ubA7BNFiOSpOAfxEOpdEINKl4QsEWInhSJh_
https://www.nytimes.com/athletic/7597249/2026/09/19/tottenham-aston-villa-result-de-zerbi-analysis-premier-league/
https://www.espn.co.uk/football/story/_/id/49956430/are-roberto-de-zerbi-tottenham-hotspur-bad-unlucky-aston-villa-premier-league-hotspur-way
https://www.nytimes.com/athletic/7610317/2026/09/19/roberto-de-zerbi-tottenham-premier-league-defeat/
https://www.footballinsider247.com/tottenham-hotspur/tottenham-have-three-bigger-problems-than-roberto-de-zerbi