Feature

หมดโปร ก็จบกัน : เมื่อ 17 เกมของ คาร์ริค กับ ยูไนเต็ด ซีซั่นที่แล้ว...คือฝันไป | Main Stand

มีคนบอกว่า ไมเคิล คาร์ริค ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด กลายเป็นทีมที่ดีขึ้นผิดหูผิดตาในเวลาแค่ 3 วัน ... จากผลงานมหัศจรรย์ในซีซั่นก่อน 

 

ถึงตอนนี้ 10 เดือนผ่านไป ผลงานในสนามได้สะท้อนให้เห็นว่าทีมที่ดีทีมนั้น ได้กลับมาเป็นทีมเดิมที่ไร้จินตนาการ อ่อนแอ และขาดความดุดัน เหมือนก่อนที่ คาร์ริค เข้ามารับงาน

โค้ชก็คนเดิม ผู้เล่นก็เดิม ๆ แทบยกชุด ... ทำไมผลงานที่ยอดเยี่ยมในซีซั่นที่แล้ว ดันเป็นเหมือนเพียงแค่ความฝันกันแน่ ? 

 

ความมหัศจรรย์ 17 เกม 

ไมเคิล คาร์ริค เข้ามาคุมทีม แมนฯ ยูไนเต็ด ในช่วงเดือนมกราคมปี 2026 ผลงานหลังจากนั้นเป็นอย่างที่ทุกคนทราบกัน พวกเขาคือทีมที่กวาดแต้มได้มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของลีก (17 นัด 39 แต้ม) ... ตลอดช่วงเวลาที่ คาร์ริค เป็นกุนซือ นั่นไม่แปลกเลยที่แฟนผีหลายคนจะคาดหวังไว้มากในซีซั่นนี้ หลังจากที่เขาได้สัญญาคุมทีมอย่างเต็มตัว 

อย่างไรก็ตาม ช่วงดังกล่าวเปรียบเหมือนกับช่วงโปรโมชั่น สถิติหลายอย่างได้บอกว่าจากผลงานสุดยอดเยี่ยม เมื่อมองในแง่คะแนนนั้น แต่ถ้ามองในมุมคุณภาพของทีมระยะยาว หรือพูดเข้าใจง่าย ๆ ว่า "การเป็นทีมใหญ่" นั้น ยูไนเต็ด ในยุคคาร์ริค เมื่อท้ายซีซั่นที่แล้วยังห่างไกลจากจุดนั้น 

พวกเขามีค่า xG ที่ตกต่ำลงเรื่อย ๆ , พวกเขาครองบอลได้ไม่มากนัก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเจอทีมที่ตั้งรับลึก พวกเขาเริ่มกระเสือกกระสนในการหาโอกาสยิงประตูแบบจะแจ้ง ... ซึ่งสถิติจาก Opta ยืนยันว่า "คาร์ริคบอล" สัมฤทธิ์ผลสูงสุดเกินกว่าค่าเฉลี่ย 

หรือพูดให้เห็นภาพคือ หากคำว่า "ท็อปฟอร์ม" ในแต่ละเพลย์ในการเล่น มีเรตติ้งอยู่ที่ 7 ถึง 10 คะแนน  ... ยูไนเต็ด ในยุค คาร์ริค มักจะทำได้ 10 คะแนนเต็ม หรือทุกอย่างมันเป๊ะลงตัวไปหมด .. ในจังหวะเกมที่กำลังโงนเงน ๆ ทีมสร้างโอกาสเข้าทำไม่ได้ พวกเขากลับได้ประตูจากลูกตั้งเตะที่โยนเข้าไปให้โหม่ง โป้งเดียวจบ! อะไรประมาณนั้น ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ 

แต่ในทางกลับกัน เราต่างรู้ว่าไม่มีใครสมบูรณ์แบบไปตลอด และโลกนี้ก็ไม่มีอะไรแน่นอน โดยเฉพาะเมื่อคุณเป็นทีมที่ดีขึ้น คู่แข่งก็จับตาคุณมากขึ้น อะไรหลายอย่างที่เคยทำได้ง่าย ๆ ก็จะถูกระแวดระวังจนไม่ง่ายเหมือนเดิม ... 

ตอนนี้ ยูไนเต็ด กำลังประสบปัญหา เมื่อซีซั่นที่แล้วพวกเขายิงยังไงก็เข้า แถมยังมีรอดตายไม่เสียประตูจากจังหวะที่ควรเสีย ... กลายเป็นทีมที่เมื่อจังหวะต้องได้กลับทำไม่ได้ จังหวะที่ไม่ควรเสียกลับเสียประตู 

 

ถึงปีนี้ผลงานแย่..แต่สถิติบอก ไม่แย่อย่างที่คิด  

หลังจากได้สัญญา 2 ปี แมนฯ ยูไนเต็ด ในยุคของ คาร์ริค ก็ได้รับการคาดหวังตั้งแต่การออกสตาร์ท เพราะผลงานสุดยอดในปีที่แล้ว ทำให้ใครต่อใครมองแต่เรื่องการต่อยอด ... ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าหวยจะออกมาเป็นอีกแบบ 

พวกเขาผ่านมา 6 เกมในซีซั่น 2026-27 ด้วยความกดดันที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ และงานก็ยากจะใช้คำว่าประทับใจ พวกเขาชนะแค่ 2 เกม ในการเจอกับ อิปสวิช และ ซาบาห์ เท่านั้น ... ถามว่าอะไรล่ะที่เปลี่ยนไป ?

สิ่งที่แตกต่างจากซีซั่นที่แล้วคือ คาร์ริค เริ่มพยายามใช้วิธีการให้ทีมได้คุมเกมมากขึ้น ในซีซั่นนี้พวกเขามีโอกาสครองบอลมากขึ้นโดยเฉลี่ย ซึ่งเพิ่มจากซีซั่นที่แล้วที่มี 49.1% ขณะที่ซีซั่น 2026-27 พวกเขาครองบอลที่ 59.9% ... เพิ่มขึ้นถึง 22% เลยทีเดียว 

พวกเขาครองบอลดีขึ้น... แต่สิ่งที่ขาดไปคือ "ความเข้มข้น" ซึ่งถ้าเทียบกับซีซั่นที่แล้วหากประเมินด้วยตาเปล่า ความเข้มข้นนี้หายไปเกิน 22% แน่ ๆ

การครองบอลมีผลกับเรื่องนี้ไหม ? ในช่วงหลัง ยูไนเต็ด มักจะโดนวิจารณ์ว่าเวลาที่พวกเขาครองบอล พวกเขาเล่นได้ไม่เป็นธรรมชาติ กล่าวคือเก้ ๆ กัง ๆ บอลเคลื่อนที่ช้า และไม่ไปข้างหน้าอย่างที่คิด 

สถิติทางกายภาพก็บอกแบบนั้น เมื่อพวกเขาครองบอล พวกเขากลายเป็นทีมที่มีระยะการวิ่งรวมต่อ 1 เกมน้อยเป็นลำดับต้น ๆ ของลีก ... ที่สำคัญกว่านั้นคือมันไม่ใช่แค่วิ่งน้อยลง แต่ความเข้มข้น และความเข้าใจกันก็หายไปด้วยโดยเฉพาะในแดนมิดฟิลด์ที่ตอนนี้ ยูริ ตีเลอมันส์ เข้ามาจับคู่กับ ค็อบบี้ เมนู แทนที่ของ กาเซมิโร่ 

ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้มีมิดฟิลด์ (ตำแหน่งเบอร์ 6 และเบอร์ 8) 57 คนที่ลงเล่นครบ 90 นาที ปรากฏว่า ตีเลอมันส์ อยู่ในอันดับที่ 33 ของนักเตะที่ "วิ่งสปรินท์บ่อยครั้งที่สุด" ขณะที่ เมนู อยู่ในอันดับที่ 39 ตามลำดับ ภาพเหล่านี้เป็นตัวอย่างว่าทำไมยูไนเต็ดจึงอยู่ในสถานะ "กลางโบ๋" ไม่สามารถชะลอเกมได้ จนทำให้เกมรับต้องเจอกับงานหนักเสมอ 

และเมื่อเกมรับเจองานหนัก... ความแข็งแกร่งที่เคยมีก็โดนทดสอบบ่อยขึ้น เมื่อถูกทดสอบบ่อยขึ้นพวกเขาก็มีโอกาสพลาดมากขึ้น ... เมื่อมีโอกาสพลาดมากขึ้น พวกเขาก็เสียประตูมากขึ้น เห็นได้ชัดว่า คาร์ริค สร้างสิ่งนี้ขึ้นมาในซีซั่นที่แล้ว แต่ก็เขาเองก็กลับเป็นคนที่ทำมันหายไปในซีซั่นนี้ 

 

ควรไปต่อ หรือพอแค่นี้ ?

สิ่งที่รอ คาร์ริค อยู่ตอนนี้คือความกดดันมหาศาลที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ต่อให้เขาจะเพิ่งเซ็นสัญญา 2 ปีกับทีม แต่อาชีพโค้ชไม่เคยขึ้นอยู่กับอายุสัญญา เมื่อคุณผลงานแย่ คุณภาพเกมไม่ได้ คุณก็ต้องไป ... แต่คำถามคือ คาร์ริค มาถึงจุดนี้หรือยัง ?

อย่างที่กล่าวไป คาร์ริค มีแนวทางของตัวเองและเขาเคยบอกว่าจะทำทีม ๆ นี้ให้เป็นทีมที่ครองบอลและบุกใส่คู่แข่งเป็นหลัก ตอนนี้เขาทำได้แล้วในแง่ของการครองบอล แต่สิ่งที่เขายังแก้ไขไม่ได้คือ "ครองบอลแล้วทำยังไงต่อ ?" ยิ่งไปกว่านั้นคือการพยายามครองบอล กลับทำให้จุดเด่นเรื่องความเข้มข้นของทีมจากซีซั่นที่แล้วหายไปอีกด้วย 

ตัวของ คาร์ริค เอง เป็นคนต้องรับผิดชอบเรื่องนี้เป็นหลัก เขาอาจจะต้องตื่นตัว คิดเร็วทำเร็ว และพยายามแก้เกม เมื่อเห็นปัญหามากขึ้นกว่านี้ ยกตัวอย่างในเกมกับ สเปอร์ส เมื่อสุดสัปดาห์ ยูไนเต็ด อยู่ในระดับของคำว่า "เกมเละ" ในช่วงออกสตาร์ทลากยาวมาจนถึงครึ่งชั่วโมงแรกของเกม พวกเขาครองบอลไม่ได้ เพรสซิ่งช้า และเข้าถึงบอลจังหวะ 2 ช้ากว่าคู่แข่งตลอดเวลา

แต่เมื่อกล้องจับภาพมาที่คาร์ริค เรากลับเห็นภาพที่ดูแล้วหมดราศีไม่มีออร่าของยอดโค้ชในซีซั่นที่แล้วเลย เขาได้แต่ทำหน้าจ๋อย ๆ แล้วมองลูกทีมโดนบดขยี้ โดยไม่มีการแก้ไข ตะโกน หรือทำอะไรสักอย่างให้ทีมตื่นตัวเลย 

ตอนนี้โปรโมชั่นของ คาร์ริค หมดลงแล้ว .. สิ่งที่พิสูจน์ฝีมือโค้ชคนหนึ่งได้ดีที่สุดคือตอนนี้แหละ ตอนที่ทีมกำลังเจอปัญหา เจอความกดดันขั้นสุด ... โค้ชที่เก่งจริงจะพาทีมกระโดดหนีออกจากลูปนรกนี้ได้ 

กลับกันถ้าโค้ชที่ฝีมือไม่ถึง ตอนจบก็มักจะเป็นแบบที่เราเคยเห็นกันจากกุนซือปีศาจแดงยุคก่อน ๆ ทั้ง โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์, เอริค เทน ฮาก และ รูเบน อโมริม ที่จะมีลูปนรกวนไปวนมาตลอดจนหาความสม่ำเสมอไม่ได้ ... แพ้ เสมอ เสมอ ชนะ แพ้ ชนะ เสมอ  วนเวียนไปแบบนั้น 

ของแบบนี้ขึ้นอยู่กับ คาร์ริค แล้วว่าเขาจะเป็นคนที่แก้ไขปัญหาได้หรือไม่ เมื่อปัญหาถาโถม เขาจะหาทางออกได้เร็วแค่ไหน ... เพราะตอนนี้กระแสเปลี่ยนไปแล้ว ข่าวลือโค้ชใหม่เกิดขึ้นทุก ๆ วัน และเหนือสิ่งอื่นใดแฟน ๆ ยูไนเต็ด ที่เคยเชื่อใจเขาเต็ม 100% กำลังมองเขาเปลี่ยนไปทีละนิด ๆ

ขึ้นอยู่กับ ไมเคิล คาร์ริค แล้วว่าจะพาเรื่องนี้ไปสู่ตอนจบแบบไหนกันแน่ ? 

 

แหล่งอ้างอิง

https://theanalyst.com/articles/man-utd-slow-start-2026-27-michael-carrick-stats
https://theanalyst.com/articles/michael-carrick-cases-for-and-against-man-utd-head-coach
https://medium.com/@thefootballgazette/michael-carricks-manchester-united-control-clarity-and-a-sudden-return-to-authority-3fe8364f7bdb
https://en.wikipedia.org/wiki/2025%E2%80%9326_Manchester_United_F.C._season

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Graphic

อรรนพ สะตะ

graphic design ผู้ชื่นชอบกีฬาฮอกกี้, เกมส์, เดินเขา เป็นชีวิตจิตใจ