Feature

เจฟฟ์ เบซอส และคณะ : 30% จากกลุ่มทุนใหม่ และแนวทางส่ง ลิเวอร์พูล ใหญ่คับโลก | Main Stand

FSG เตรียมขายหุ้นของสโมสร ลิเวอร์พูล ถึง 30% ให้กับกลุ่มทุนที่นำโดย เจฟฟ์ เบซอส มหาเศรษฐีที่รวยเป็นอันดับ 3 ของโลก 

 


คำถามคือ ทำไมคนขายอยากจะขาย ทั้ง ๆ ที่ ลิเวอร์พูล ก็สร้างความมั่งคั่งให้พวกเขามากมาย และทำไมผู้ซื้อจึงกระตือรือร้นอย่างมากที่จะปิดดีลนี้ให้ได้ แม้พวกเขาจะรวยล้นฟ้ากับธุรกิจที่ทำเงินได้ชัวร์ ๆ อยู่แล้ว

พวกเขามองเห็นอะไรในลิเวอร์พูลที่คนทั่วไปอาจยังมองไม่เห็น ? และหากดีลนี้เกิดขึ้นจริง แฟนหงส์จะได้เห็นอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง ตั้งแต่ห้องบริหาร ไปจนถึงตลาดซื้อขายนักเตะ ?   

ติดตามบทวิเคราะห์จาก MAIN STAND 

 

FSG ขายหุ้นลิเวอร์พูลเพื่ออะไร ? 

หากยังจำกันได้ในช่วงปี 2022 เคยเกิดข่าวช็อกขึ้น เมื่อ เฟนเวย์ สปอร์ต กรุ๊ป หรือ FSG ประกาศขายสโมสรลิเวอร์พูลอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

ณ เวลานั้นมีการวิเคราะห์กันว่าแม้สโมสรนี้จะมีมูลค่าสูงขึ้นมากจากวันที่ FSG เข้ามาซื้อทีม แต่พวกเขามองว่าสโมสรกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่เรียกว่า "ชนเพดาน" 

พูดง่าย ๆ ให้เข้าใจตามภาษาชาวบ้านก็คือ ตราบใดที่พวกเขาไม่ลงทุนเพิ่ม พวกเขาก็จะไม่ได้กำไรไปมากกว่านี้ ซึ่งแต่เดิมพวกเขาก็ประเมินแล้วว่าเงินที่ลงทุนให้ ลิเวอร์พูล นั้นเป็นตัวเลขที่สมเหตุสมผลแล้ว ไม่มีเหตุผลที่พวกเขาจะต้องลงทุนหนัก ๆ เพื่อเพิ่มความเสี่ยงอีก ... ดังนั้นการขายหุ้นของสโมสรให้นักลงทุนใหม่เข้ามาจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่พวกเขาจะให้คนอื่นเข้ามาลงทุนแทน ส่วนตัวของ FSG ก็รอเก็บผลกำไรที่เพิ่มขึ้นเหมือนกับจับเสือมือเปล่า  

ณ เวลาที่ทุกท่านอ่านบทความอยู่นี้ โครงสร้างส่วนบริหารของ ลิเวอร์พูล นั้นยังมี FSG เป็นเจ้าของสโมสรอย่างสมบูรณ์ โดยใน FSG เอง ยังมีกลุ่มทุนอื่น ๆ ที่ถือหุ้นบางส่วน (ส่วนน้อย) ได้แก่ RedBird Capital Partners (ที่หลายคนคุ้นชื่อ เพราะเป็นเจ้าของ เอซี มิลาน ทีมดังแห่งอิตาลี) และ Arctos Sports Partners นอกจากนี้ยังมีกลุ่มทุนที่ชื่อว่า Dynasty Equity ที่เป็นกลุ่มที่ลงทุนกับทีมในปี 2023 ด้วยเงิน 164 ล้านปอนด์ รวมถึง เลอบรอน เจมส์ ตำนานนักบาสเกตบอล NBA ที่ถือหุ้นราว 2% แต่กลุ่มนี้จะไม่มีส่วนในการบริหาร 

และมาถึงตอนนี้ ปี 2026 เป็นอีกครั้งที่ FSG ต้องการขายหุ้นที่พวกเขามีอีก 30% โดยจุดมุ่งหมายคือ FSG จะยังถือหุ้นใหญ่และยังคงมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการควบคุมและกำหนดทิศทางของสโมสร เหมือนเดิม เพียงแต่รอบนี้พวกเขาจะขายหุ้นมากขึ้นเป็น 30% โดยมูลค่าของ 30% จะเท่ากับ 1,350 ล้านปอนด์ จากการยืนยันของทาง BBC

นี่อาจจะเป็นตัวเลขที่สูงมากกับการลงทุนกับสโมสรฟุตบอลทีมหนึ่ง โดยที่ผู้ซื้อหุ้น 30% ก็ไม่ได้มีสิทธิ์เด็ดขาดบนโต๊ะบริหาร มองดูแล้วมันน่าจะเป็นความเสี่ยงใช่ไหมล่ะ ? แต่สำหรับโลกของคนมีเงินเขามองกันอีกแบบดังคำว่า "ไม่เสี่ยง ไม่รวย" ... และกลุ่มทุน ที่เรามักเจอตามหน้าข่าวในนาม Consortium (คอนซอร์เทียม) พร้อมจะกระโดดใส่ดีลนี้ทันที และการเจรจาก็ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว

คำถามคือพวกเขาเห็นโอกาสอะไรจึงกระโดดใส่ดีลนี้ และกลุ่มทุนที่ว่า เป็นใครมาจากไหน ทำไมใจเด็ดขนาดนั้น ?

 

โลกของคนรวย 

กลุ่มมหาเศรษฐีกลุ่มนี้มีสมาชิกใหญ่ ๆ ระดับหัวแถวอยู่ 3 คน คนแรก เจฟฟ์ เบซอส ซึ่งเป็นชื่อที่สื่อเล่นข่าวมากที่สุด เนื่องจากเขาเป็นนักธุรกิจที่หลายคนรู้จักดี ในฐานะ ผู้ก่อตั้งบริษัทอีคอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Amazon 

นอกจากนี้ยังมีธุรกิจอีกหลายอย่าง เช่น สื่อ The Washington Post และผู้ก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีอวกาศ Blue Origin โดยนิตยสารด้านการเงินอย่าง Forbes ประเมินว่า ณ ตอนนี้ ทรัพย์สินของเบซอส มีมูลค่ามากถึง 2.81 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 9.3 ล้านล้านบาท

คนที่ 2 คือ อามิต บาเทีย นักธุรกิจชาวอังกฤษเชื้อสายอินเดีย เชี่ยวชาญเรื่องการธนาคารเพื่อการลงทุน เขาลงทุนกับธุรกิจหลายอย่าง และยังเคยเป็นเจ้าของสโมสร ควีนพาร์ก เรนเจอร์ส ในอังกฤษด้วย 

ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่า บาเทียมีทรัพย์สินมากขนาดไหน แต่ Forbes ระบุว่าเขาเป็นคนรวยอันดับที่ 73 ของโลก จากการที่เจ้าตัวเป็นลูกเขยของ ลักษมี มิตตาล มหาเศรษฐีกิจการเหล็กคนดังชาวอินเดีย

คนที่ 3 คือ เอดูอาร์โด ซาเวริน มหาเศรษฐีผู้ร่วมก่อตั้ง Facebook ปัจจุบันเป็นนักลงทุนหลาย ๆ ด้าน และมีทรัพย์สินที่ราว ๆ 33,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.1 ล้านล้านบาท

แม้ชื่อของเบซอสจะถูกกล่าวถึงมากที่สุด แต่เจ้าของไอเดียและเริ่มรวบรวมกลุ่มทุนนี้ขึ้นมาคือบาเทีย ที่แสดงมุมมองด้านการลงทุนครั้งสำคัญนี้จนสามารถโน้มน้าวให้คนอื่น ๆ ร่วมลงขันในโปรเจกต์ซื้อหุ้น 30% จาก FSG ครั้งนี้    

มีการวิเคราะห์ว่า บาเทียเห็นเหตุผลหลัก ๆ ที่น่าลงทุน เช่น การเห็นโอกาสในการเติบโตของมูลค่าสโมสรในอนาคต พวกเขาเชื่อว่า ลิเวอร์พูลจะโตได้มากกว่านี้อีก ไม่ว่าจะในฐานะแบรนดิ้ง ความสำเร็จในสนาม และผลตอบแทนมหาศาลที่รออยู่ในอนาคต 

นอกจากนี้ การซื้อหุ้นลิเวอร์พูลจะทำให้พวกเขาได้เป็นพันธมิตรในเชิงยุทธศาสตร์กับ FSG ซึ่งถือเป็นกลุ่มทุนที่มีประสบการณ์ในการบริหารทีมกีฬาอาชีพให้ประสบความสำเร็จอย่างเชี่ยวชาญทั้ง ลิเวอร์พูล และทีมเบสบอลอย่าง บอสตัน เรดซ็อกซ์ ... สิ่งนี้ทำให้กลุ่มทุนดังกล่าวเชื่อมั่นว่าการลงทุนของพวกเขาครั้งนี้มีความเสี่ยงต่ำ ดีกว่าการไปสร้างทีมใหม่ หรือไปซื้อทีมระดับเล็กกว่านี้มาสร้างใหม่ 

เรื่องของเงิน ๆ ทอง ๆ คงไม่มีอะไรกล่าวถึงมากไปกว่านี้ เพราะสิ่งที่น่าสนใจที่แท้จริงคือหากกลุ่มทุนนี้ซื้อหุ้น 30% สำเร็จ จะเกิดอะไรขึ้นกับลิเวอร์พูล โดยเฉพาะอย่างยิ่งแฟนบอล จะได้เห็นอะไรหลังจากนี้กันแน่ ? 

 

จากห้องบริหารถึงสนามแข่ง แฟนหงส์แดงจะได้อะไร ? 

นับตั้งแต่กลุ่ม FSG ซื้อลิเวอร์พูลเมื่อปี 2010 ด้วยเงินจำนวน 330 ล้านปอนด์ หรือราว 1.4 หมื่นล้านบาท พวกเขาก็ใช้โมเดลการบริหารแบบพึ่งพาตัวเองเป็นหลักมาเสมอ 

กล่าวคือ เงินกำไรในแต่ละปีจะถูกนำกลับไปลงทุนใหม่ ว่าง่าย ๆ คือพวกเขาไม่ควักกระเป๋าตัวเองเพิ่ม แต่เน้นเอากำไรไปต่อยอดมากกว่า ซึ่งสิ่งนี้บางครั้งก็ขัดใจแฟนบอล และเรามักจะได้เห็นคอมเมนต์บ่อย ๆ ว่า ในปีที่น่าลงทุน ทีมกำลังแข็งแกร่ง ควรอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อก้าวกระโดด เพื่อก้าวขึ้นมาเป็นทีมที่ยิ่งใหญ่และประสบความสำเร็จมากที่สุดในเกาะอังกฤษ 

The Athletic วิเคราะห์ว่า หากดีลของกลุ่มทุนรายนี้เสร็จสมบูรณ์ สโมสรจะมีฐานทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้นมาก สิ่งที่ตามมาแบบเนื้อ ๆ เน้น ๆ คือจะช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและช่องทางสปอนเซอร์ใหม่ ๆ ซึ่งยิ่งส่งเสริมรายได้ที่สูงอยู่แล้วให้เติบโตขึ้นไปอีก 

ซึ่งตอนนี้ ลิเวอร์พูลก็ต้องการสิ่งนั้นมาก เพราะสโมสรกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ไม่มีใครคาดว่าหลังจากที่ อาร์เน่อ สล็อต พาทีมคว้าแชมป์ลีกสมัยที่ 20 ในปี 2025 ก่อนที่สโมสรจะทุ่มเงิน 450 ล้านปอนด์ในตลาดซื้อขายซัมเมอร์ต่อมาแต่ผลงานกลับไม่เป็นดังใจ จนมีการเปลี่ยนกุนซือเป็น อันโดนี่ อีราโอล่า ขณะที่นักเตะผู้แบกทีมมาตลอดอย่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ก็ออกจากทีมไปแล้ว 

ลิเวอร์พูลถอยไม่ได้ในช่วงเวลาแบบนี้ การมีคอนเนกชั่นอันนำมาซึ่งงบประมาณที่มากขึ้น คือสิ่งจำเป็นในการต่อยอดให้สิ่งที่สร้างมาไม่สูญเปล่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนหลังบ้านที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับฟุตบอลหลายคนทยอยลาออก อาทิ ไมเคิล เอ็ดเวิร์ดส์ ซีอีโอฝ่ายฟุตบอลของ FSG ที่ยื่นซองลาออกไปเมื่อเดือนกรกฎาคม 2026 ขณะที่ ริชาร์ด ฮิวจ์ส ผู้อำนวยการกีฬา ก็เตรียมย้ายไปอยู่กับ อัล ฮิลาล หลังตลาดซื้อขายนี้ปิดลง 

การมีเม็ดเงินจากกลุ่มของเบซอส จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงิน ทำให้หงส์แดงสามารถกล้าได้กล้าเสียในตลาดนักเตะระดับท็อป โดยไม่ต้องกังวลเรื่องกฎความยั่งยืนทางการเงิน (PSR) มากจนเกินไปเหมือนที่ผ่านมา เรียกได้ว่าพวกเขาจะมีรายรับมากขึ้นจนสามารถเลือกจิ้มนักเตะตัวท็อปที่ต้องการได้ทันที ไม่จำเป็นต้องซื้อตัวเกรดรองมาใช้เวลาปั้นเพื่อเป็นระดับโลกอีกแล้ว 

ในระยะยาว ลิเวอร์พูลจะมีสถานะทางการเงินที่มั่นคงไร้เทียมทาน โอกาสในการต่อยอดสนามแอนฟิลด์ แบรนดิ้งระดับโลก และการดึงดูดซูเปอร์สตาร์จะง่ายขึ้นมหาศาล เพราะเครือข่ายของ Amazon และกลุ่มทุนเทคโนโลยีมีความเชี่ยวชาญในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางการตลาดสูงมาก 

และแน่นอนว่าเมื่อการลงทุนเพิ่มมากขึ้นในทุก ๆ ด้าน งานของโค้ชอย่าง อันโดนี่ อีราโอล่า ก็จะไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ อีกต่อไปเช่นกัน ความคาดหวังจะสูงขึ้น แรงกดดันจะต้องตกไปอยู่ที่เขามากขึ้น เพราะโจทย์ของเขาได้เปลี่ยนไปแล้วเมื่อวันนั้นมาถึง 

เขาจะไม่ได้สร้างทีมให้เล่นสนุกหรือประคองตัวติดท็อปโฟร์อีกเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่คือการผสมผสานขุมกำลังสายเลือดใหม่ให้เข้ากับปรัชญาการทำทีมที่ต้องเป็นแชมป์หรือเห็นความสำเร็จที่เป็นชิ้นเป็นอันในเวลาเดียวกัน และถ้าเขาทำไม่ได้ สโมสรก็จะมีเงินพร้อมที่เลือกจิ้มโค้ชที่เบอร์ใหญ่ เป็นตัวท็อป เพื่อเข้ามารับงานที่โหดหินนี้แทนตามวัฏจักรของฟุตบอล 

ที่สุดแล้วแม้การขายหุ้น 30% ครั้งนี้อาจไม่ใช่การเปลี่ยนมือเจ้าของร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ลิเวอร์พูลก้าวขึ้นไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารแห่งวงการฟุตบอล 

เป้าหมายของสโมสรจะแปรเปลี่ยนไปตามการลงทุน ไม่ว่าจะถึงจุดนั้นหรือไม่ แต่ไม่มีอะไรจะสำคัญไปกว่าการพัฒนาสโมสรให้ "ใหญ่คับโลก" อย่างแท้จริง  

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.skysports.com/football/news/11669/13566630/liverpool-key-questions-answered-as-jeff-bezos-and-amit-bhatia-close-in-on-purchasing-strategic-minority-stake
https://www.nytimes.com/athletic/7504319/2026/08/11/liverpool-minority-interest-explained/
https://www.theguardian.com/football/2026/aug/10/liverpool-sale-stake-consortium-jeff-bezos-amazon-fenway-sports-group
https://www.bbc.com/sport/football/articles/cvgx311g1zko

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Photo

ปฐวี ยอดเนียม

Man u is No.2 But YOU is No.1

Graphic

อรรนพ สะตะ

graphic design ผู้ชื่นชอบกีฬาฮอกกี้, เกมส์, เดินเขา เป็นชีวิตจิตใจ