Feature

ฮอร์เก้ เมสซี่ : พ่อที่แสร้งแข็งแกร่ง เพื่อเปิดโลกให้ลูกชายกลายเป็น GOAT แห่งฟุตบอล | Main Stand

ในโลกของฟุตบอล ทุกคนต่างรู้ว่า ลีโอเนล เมสซี่ นั้นเก่งกาจดุจพระเจ้ามาอย่างยาวนาน จนอาจทำให้หลายคนลืมไปว่าตอนที่เขายังเป็นแค่ "No one" หรือ "คนธรรมดา" เขาต้องแลกสิ่งใดบ้างกับชื่อเสียงและเกียรติประวัติที่ได้มาทั้งหมด 

 

และเมื่อคุณย้อนกลับไปให้ลึกกว่านั้น ในวันที่พระเจ้าของโลกลูกหนังยังไม่สามารถตัดสินใจอะไรเองได้ … ฮอร์เก้ เมสซี่ ผู้ล่วงลับคนนี้แหละที่แบกทุกอย่างไว้บนบ่า

ติดตามเรื่องราวกับ MAIN STAND 

 

ลืมความฝันของตัวเองเพื่อสนับสนุนความฝันของลูก 

ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าผู้ชายหลายคนมักจะใช้ช่วงชีวิตวัยรุ่นอย่างสุดเหวี่ยง ... เราต่างสนุกกับช่วงเวลาที่สามารถได้ลิ้มลองและเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ บนโลกกว้างใบนี้ได้แบบไม่คิดหน้าคิดหลัง แต่แล้ววันหนึ่ง โลกอันแสนอิสระที่คุณไม่กลัวที่จะเผชิญหน้าจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ในวันที่คุณได้สร้างมนุษย์อีกคนหนึ่งขึ้นมาบนโลก และมนุษย์คนนั้นเรียกคุณว่า "พ่อ"  

เรื่องราวของ ฮอร์เก้ เมสซี่ เริ่มจากตรงนั้น ... เขาเติบโตมาในครอบครัวชนชั้นแรงงานในเมืองโรซาริโอ ประเทศอาร์เจนตินา เขาเติบโตขึ้นพร้อมใช้ชีวิตแบบสุดเหวี่ยง แบบที่คนยุคนี้เรียกว่า "Work Hard, Play Hard" ในระหว่างที่ใช้ชีวิตช่วงวัยรุ่น เขาก็ตั้งใจเรียนจนจบหลักสูตรช่างโลหะ ซึ่งไม่นานนักพ่อของเขาที่เป็นช่างเหมือนกันก็ฝากงานให้

ฮอร์เก้ มาพบจุดเปลี่ยนของชีวิตในช่วงหลังปี 1982 ที่เขาแต่งงานกับ เซเลีย คูชีตีนี่ และเริ่มมีลูกชายคนแรกอย่าง โรดริโก้ จากนั้นก็มีคนที่ 2 และ 3 อย่าง มาธิอัส, ลีโอเนล และลูกสาวคนสุดท้อง มาเรีย ตามลำดับ 

เมื่อเป็นพ่อ ชีวิตของเขาและภรรยาก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เมื่อลูกมากขึ้นก็ต้องทำงานหนักขึ้น ความรับผิดชอบหลักคือการพัฒนาชีวิตและสิ่งแวดล้อมให้เด็ก ๆ ได้เติบโตมาอย่างมีคุณภาพ ดังนั้นฮอร์เก้ต้องสละความสุขส่วนตัวไปหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการงดปาร์ตี้ ลดเวลานอนให้สั้นลงเพื่อเอาเวลาไปทำงานหาเงินให้มากขึ้น ... และไม่ว่าเขาจะเหนื่อยกับงานแค่ไหน แต่เมื่อกลับบ้าน เขาบอกตัวเองเสมอว่าจะต้องสวมหน้ากากของหัวหน้าครอบครัว ตัดเรื่องเครียด ๆ ที่ทำให้อารมณ์เสียทิ้งไปให้หมด พร้อมเปิดประตูบ้านเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มให้กับลูก ๆ 

"พ่อของผมจะตื่นตอนตี 4 และเลิกงานประมาณ 3 ทุ่ม พ่อจะกลับบ้านมาตรงเวลาโดยเฉพาะวันที่เรานัดกันกินข้าวเย็นอย่างพร้อมหน้า เขาจะไม่ยอมพลาดวันนั้นเพราะพวกเราไม่ค่อยได้เจอกันบ่อยนัก เพราะพ่อทุ่มเทเวลาให้กับงานจริง ๆ"

"เมื่อถึงวันนั้นของสัปดาห์ (กินข้าวเย็นด้วยกัน) ผมสังเกตว่าพ่อจะยิ้มอย่างมีความสุขตลอด ผมจำไม่ได้เเล้วว่าพ่อดุผมครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ เราคุยกันทุกเรื่องและมีแต่เสียงหัวเราะ นี่เป็นประสบการณ์แรก ๆ ในชีวิตที่ทำให้ผมรู้ว่าความสุขเป็นแบบไหน ... นั่นทำให้ผมจะตั้งตารอพ่อเลิกงานเพื่อให้ได้กอดและอยู่ด้วยกันเสมอ" ลีโอเนล เมสซี่ กล่าวเช่นนั้น 

แม้เวลาว่างจะน้อยนิด แต่ ฮอร์เก้ ที่เป็นแฟนบอล นีเวลล์ส โอลด์บอยส์ ก็มักจะพาลูกชายไปดูฟุตบอลและหาสนามฟุตบอลให้เด็ก ๆ ได้ลงเล่นเสมอ เขาเล่าว่าเขาไม่เคยขัดขวางหรือบังคับให้เด็ก ๆ เล่นฟุตบอลเพื่อเป็นอาชีพหรือความร่ำรวย มีแต่ความสนุกเท่านั้นที่เขาอยากให้มันเป็นจุดเริ่มต้น เพราะเขาเชื่อว่าทุกคนล้วนมีเหตุผลที่จะรักฟุตบอลในแบบของตัวเอง และการหาตัวเองให้เจอคือสิ่งสำคัญที่สุด 

เขาจับตาดูลูกชายคนโตอย่าง โรดริโก้ และคนที่สามอย่าง ลีโอเนล เสมอ แต่ก็อย่างที่คุณคงเคยได้ยินกันมา ลีโอเนล เมสซี่ เก่งเรื่องฟุตบอลยิ่งกว่าใคร เก่งตั้งแต่อายุ 5 ขวบ จนกระทั่งได้คัดเลือกเข้าทีมนีเวลล์ส ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ในการคัดตัวแบบครั้งเดียวสอบผ่านฉลุย 

และเมื่อทุกคนได้เห็นหน่วยก้านและลีลาของ เมสซี่ ที่ตัวเล็กกว่าเด็กรุ่นเดียวกัน มันทำให้คนแถวนั้นเรียก ลีโอเนล เมสซี่ ว่า "มาราโด" ที่เปรียบเทียบกับตำนานนักเตะของประเทศอย่าง ดิเอโก้ มาราโดน่า 

"ผมพาลีโอเนลไปคัดตัวตอนอายุ 7 ขวบ ผมไปดูเกมของเขาแทบทุกนัดจนเขาอายุได้สัก 10 ขวบ เราทั้งคู่เริ่มชินแล้วที่ใคร ๆ จะแซวเขาว่าคล้ายมาราโดน่า ... นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมอยากให้เกิดขึ้นนักกับการโดนเปรียบเทียบกับพระเจ้า (มาราโดน่า) แต่ผมก็มั่นใจว่าลูกชายผมจะไม่สนใจเรื่องนี้มากนัก และพยายามพัฒนาตัวเองในแบบที่ที่เขาเป็นต่อไป" ฮอร์เก้ ว่าเช่นนั้น 

นอกจากจะพยายามให้ลีโอเนลติดดินเข้าไว้ ตัวของฮอร์เก้ก็ยังจัดการมายด์เซตของตัวเองเสมอ เขาเห็นลูกเขาเล่นฟุตบอลทุกวันและในฐานะคนบ้าฟุตบอล เขาก็รู้ว่านี่เป็นทักษะแบบที่เด็กรุ่นเดียวกันน้อยคนจะทำได้ เขายินดีที่ลูกชายเขามีพรสวรรค์ แต่เขาก็ไม่เคยลืมหน้าที่ผู้ผลักดันและสนับสนุนของตัวเอง เขาไม่เคยปล่อยใจลอยไปกับคำชม มีแต่ตั้งใจดูเกมของลีโอเนลในแต่ละนัดว่ายังมีสิ่งไหนต้องพัฒนาได้ 

"เวลาผมไปดู ลีโอเนล เล่นฟุตบอลตอนเด็ก ๆ ผมมักจะแยกตัวออกมาดูคนเดียวเงียบ ๆ ไม่นั่งรวมกับใคร เพื่อที่จะได้ใช้ความคิดและวิเคราะห์การเล่นของเขาแบบไม่มีอคติจากคนอื่น ๆ ... ผมพยายามอยู่ห่างจากเสียงรอบข้างเสมอ แม้กระทั่งทุกวันนี้ก็เหมือนกัน" ฮอร์เก้ ให้สัมภาษณ์เมื่อ 2 ปีก่อนกับ แอเรียล เซโนเซียน ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Messi, El Genio Completo (เมสซี อัจฉริยะผู้สมบูรณ์แบบ)

นี่คือส่วนของจุดเริ่มต้นที่ช่างโลหะคนหนึ่งมีส่วนอย่างมากในการสร้างนักเตะที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอล ... เขาไม่เคยยัดเยียด แต่ให้เริ่มต้นด้วยความสนุก และเมื่อลูกชายพบว่าตัวเองชอบอะไรเขาก็มีหน้าที่สนับสนุนให้เต็มที่ แม้ย้อนกลับไปวันนั้นยังมีหลายคนที่คิดว่า "เรียกร้องมากเกินไปกับลูกชายที่เด็กมากในโลกของฟุตบอล" 

ฮอร์เก้ ไม่ได้สนใจสิ่งนั้น ในวันที่น้อยคนจะเชื่อว่า ลีโอเนล เมสซี่ จะเก่งกาจและเป็นนักเตะที่ทุกแบรนด์สินค้าบนโลกนี้ควรลงทุนด้วยไม่ว่าจะต้องจ่ายเงินสักเท่าไหร่ก็ตาม ... เขาคือคนแรกที่เชื่อมั่น และไม่ยอมอ่อนข้อในวันที่ลูกชายของเขาไม่ได้ต้องการแค่โอกาสธรรมดา ๆ เพราะความผิดปกติทางร่างกายต้องการคนกล้าเดิมพันกับ ลีโอเนล คนนี้ 

 

เชื่อมั่นในตัวลูกชายก่อนที่คนทั้งโลกทั้งใบจะเห็น

ตอนอายุ 10 ขวบ ลีโอเนล เมสซี่ ก็เก่งกว่าเด็กรุ่นเดียวไปพอสมควรแล้ว เพียงแต่มีบางเรื่องที่เหมือนพระเจ้าอยากจะพิสูจน์ว่าเขาคู่ควรกับพรสวรรค์ที่พระเจ้าได้มอบให้หรือไม่ 

อุปสรรคใหญ่เพียง 1 ข้อที่เกิดขึ้นในตอนนั้นคือ เมสซี่ ในวัย 10 ขวบถูกตรวจพบว่ามีภาวะขาดฮอร์โมนการเจริญเติบโต และทางเดียวที่จะทำให้เขาเติบโตตามปกติได้คือการต้องฉีดยาที่ชื่อว่า Somatropin ทุก ๆ คืนก่อนนอน ซึ่งจุดนี้จะมีค่าใช้จ่ายต่อเดือนตกที่เดือนละ 1,200 ดอลลาร์สหรัฐ หรือตีเป็นเงินไทยจะอยู่ที่ 40,000 บาท 

ไม่มีทางที่ ฮอร์เก้ จะหาเงินจำนวนนี้ทุก ๆ เดือนเพื่อลงทุนกับยาฮอร์โมนอย่างเดียว อย่าลืมว่าเขายังมีลูกอีก 3 คนที่ต้องดูแลเพราะ มาเรีย โซล น้องสาวของเขาก็เพิ่งลืมตาดูโลกได้ไม่นาน และถึงแม้ เซเลีย ภรรยาของเขาจะรับงานตัดเสื้อเพื่อช่วยหารายได้ แต่ตัวเลขที่หามา ก็ยังห่างไกลจากตัวเลขที่ต้องการอยู่ดี 

สถานการณ์ครอบครัวเมสซี่ อยู่ในสภาวะเดือนชนเดือน ฮอร์เก้ ต้องทำงานล่วงเวลาเพิ่มขึ้น ขณะที่เซเลียก็ต้องไปรับจ้างทำความสะอาดเพิ่ม และทุกคนในบ้านก็อดออมอย่างมาก ซึ่ง ฮอร์เก้ ก็ได้แต่ก้มหน้าทำงานหนัก และสัญญากับทุกคนว่าทุกอย่างจะดีขึ้น 

แน่นอนว่าด้วยความเป็นพ่อ เขาไม่ได้พูดให้ทุกคนสบายใจอย่างเดียว แต่เขาก็ลงมือทำด้วย ในระหว่างที่อาบเหงื่อต่างน้ำ เขายังตระเวนเคาะประตูขอความช่วยเหลือจากสโมสรต่าง ๆ ในประเทศ เพื่อให้ได้รับเงินสนับสนุนเพียงน้อยนิดก็ยังดี ... ฮอร์เก้ ทิ้งศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย เพียงเพราะเขาต้องการให้ ลีโอเนล เปิดประตูโลกของฟุตบอลซึ่งเป็นโลกใบเดียวที่เขารักที่สุดให้ได้ 

ข่าวของ "พ่อนักเตะมหัศจรรย์" ดังไปทั่วเพราะเขาไปแทบทุกสโมสรในอาร์เจนตินา จนกระทั่งเรื่องราวการต่อสู้ของ ฮอร์เก้ และฝีเท้าของ ลีโอเนล ไปเข้าถึงหูของ บาร์เซโลน่า ผ่านทางแมวมองท้องถิ่น เมื่อนั้น การ์เลส เรซัค ผู้อำนวยการเทคนิค ได้เห็นวิดีโอเทป และอยากจะลองให้โอกาสพ่อลูกได้เดิมพันครั้งสำคัญครั้งนี้ 

เงื่อนไขที่ ฮอร์เก้ ต้องการไม่มีอะไรมากไปกว่าการที่ ลีโอเนล จะได้เข้าสู่ระบบเยาวชนของบาร์เซโลน่า ขณะเดียวกันสโมสรจะรับจบกับเรื่องการรักษาตัวทั้งหมดของเขา 2 พ่อลูกทำหน้าที่ของตัวเองอย่างแข็งขันในการทดสอบที่สเปน 

แต่ท่ามกลางความกดดันและความล่าช้าของบอร์ดบริหารของบาร์เซโลนาที่ไม่กล้าเสี่ยง ฮอร์เก้ เลือกเข้าหา เรซัค อีกครั้งเพื่อยืนกรานความต้องการเดิม ... เอาก็เอา หรือถ้าไม่เอาเขาก็จะถอยและมองหาโอกาสใหม่จากทีมอื่น ๆ แทน สุดท้ายความกล้าหาญในการเข้าไปต่อรองครั้งนั้น ทำให้ เรซัค เซ็นสัญญาเบื้องต้นบนกระดาษทิชชู่ในร้านอาหารแห่งหนึ่งเพื่อทำให้ ฮอร์เก้ เบาใจลงสำหรับเรื่องลูกชาย และยืนยันให้ชัดว่า บาร์เซโลน่า จะขอเป็นคนรับความเสี่ยงทั้งหมดสำหรับ ลีโอเนล เอง 

เมื่อการเซ็นสัญญาเกิดขึ้น ฮอร์เก้ ก็ยังต้องตัดสินใจใหญ่อีก 1 ครั้ง นั่นคือการแยกครอบครัว ... เขาจำเป็นต้องมาอยู่กับ ลีโอเนล ที่สเปน ขณะที่ฝั่งแม่และพี่ ๆ น้อง ๆ จะต้องอยู่ที่บ้านเกิดในอาร์เจนตินาไปก่อน

ในช่วงเวลานั้นเองที่ ลีโอเนล โตขึ้นเข้าใจโลกของมืออาชีพ เข้าใจตัวเอง และเข้าใจพ่อของเขามากขึ้น ฮอร์เก้ ก็ต้องยืนหยัดเป็นไม้ใหญ่ให้ลูกที่กำลังเข้าช่วงวัยรุ่นที่ทิ้งแม่และพี่น้องไว้เบื้องหลัง ขณะที่เขาซึ่งไม่เคยออกจากเมืองโรซาริโอมาก่อนได้รู้สึกว่ายังคงมีพ่อเป็นที่พึ่งเสมอ

แต่ความลับก็ไม่มีในโลก ช่างโลหะจากโรซาริโอคนนี้ก็แสร้งแข็งแกร่งเพื่อลูกชายของเขาเช่นกัน … ในบางครั้งต่อให้รู้สึกอยากจะยอมแพ้แค่ไหน แต่เขาก็อ่อนแอให้ลูกชายหัวใจห่อเหี่ยวตามไม่ได้ 

"พ่อเคียงข้างผมเสมอ เราผ่านเรื่องแย่ ๆ ด้วยกันมาก็เยอะ บางครั้งที่เหงาและท้อมาก ๆ ผมขังตัวเองอยู่ในห้อง แอบร้องไห้คนเดียว ... ซึ่งผมคิดว่าพ่อของผมก็ทำแบบนี้เหมือนกันนั่นคือการพยายามไม่ร้องไห้ให้ผมเห็น เราต่างคนต่างรู้และแสร้งว่าไม่เป็นไร ... แต่จริง ๆ แล้วมันไม่เคยเป็นแบบนั้นเลย"

"ในวันที่แย่ที่สุด คำถามไม่กี่คำจากพ่อทำให้ผมมีสติเสมอ พ่อมักจะถามว่า 'ลูกจะเอายังไง ? จะอยู่สู้ต่อที่นี่ หรือเราจะเก็บกระเป๋ากลับบ้าน' คำถามนี้มันทำให้ผมตอบกลับอย่างมั่นใจว่าผมจะไปต่อ และผมก็รู้ว่าพ่อจะอยู่กับผมไม่ไปไหนแน่นอน" ลีโอเนล เมสซี่ ว่าเช่นนั้น 

 

วันที่เป็นได้แค่กำลังใจ ... แต่ไม่ไปไหนแน่นอน 

"ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราทั้งคู่จะแข็งแกร่งขึ้นจากสิ่งนั้นเสมอ ... ลูกจะไม่ได้เป็นแค่นักฟุตบอลที่ดี แต่ลูกจะเป็นคนที่ยอดเยี่ยม พ่อจะไม่พูดแบบนั้นเพราะว่าพ่อเป็นพ่อของลูก แต่เชื่อเถอะว่าคนที่รู้จักลูกจะต้องรู้ว่านี่เป็นเรื่องจริง"

"จงอย่าลืมเรื่องนี้ ลูกยังคงเป็นได้ทุกอย่างแบบที่ลูกอยากจะเป็น และทุกคนจะรักลูกเพราะตัวตนนั้น" ฮอร์เก้ พูดประโยคนี้กับลูกชายของเขาในช่วงปี 2007  ซึ่งนั่นเองเป็นช่วงที่โลกรู้จัก ลีโอเนล เมสซี่ อย่างเป็นทางการในฐานะวันเดอร์คิดแห่งโลกฟุตบอล

ในช่วงเวลานี้ ฮอร์เก้ ต้องเริ่มปล่อยมือและให้โลกได้สอนลูกชายแทนที่เขาแล้ว ลีโอเนล เมสซี่ เดินทางไปไกลยังโลกฟุตบอลที่ ฮอร์เก้ ไม่เคยสัมผัส เขาไม่สามารถสอนลูกชายเรื่องการเล่นฟุตบอลได้อีกแล้ว .... ทว่ากับเรื่องอื่น ๆ เขายังคงเป็นคนสำคัญสำหรับ ลีโอเนล ได้ 

ฮอร์เก้ ยังไม่ได้ปล่อยจอย แต่เริ่มเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ในขณะที่อาชีพของลูกชายกำลังรุ่งโรจน์ เขาก็ลาออกจากงานช่างโลหะ และเริ่มศึกษาเรื่องกฎหมายสัญญาต่าง ๆ ตลอดจนภาษี และสิทธิประโยชน์ด้านภาพลักษณ์อย่างจริงจัง 

เขาตั้งใจจะเรียนรู้ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพื่อทำเงินจากลูกชาย แต่ความตั้งใจของ ฮอร์เก้ คือการปกป้องผลประโยชน์และจัดการเรื่องหลังบ้านต่าง ๆ ไว้เพียงคนเดียว เพื่อให้ ลีโอเนล ปราศจากการรบกวนและความกดดันจากภายนอก ให้เขาได้โฟกัสกับฟุตบอลเต็ม 100% ... ซึ่งก็อย่างที่คุณเห็น เขาตัดสินใจได้ดีเท่าที่คน ๆ หนึ่งจะทำได้ แม้จะเกิดคดีความเรื่องการเลี่ยงภาษีที่ต้องรับสารภาพเมื่อปี 2016 ก็ตาม แต่ก็เป็นสิ่งที่นักเตะดัง ๆ ที่มาค้าแข้งในสเปนต้องเจอแบบไม่อาจเลี่ยง

สถานะที่เริ่มต้นจากการสนับสนุนของผู้เป็นพ่อ ค่อยๆ พัฒนาไปสู่บทบาทของเอเยนต์ ที่ปรึกษา และคนสนิทที่ไว้ใจได้ ฮอร์เก้ ช่วยดูแลการตัดสินใจครั้งสำคัญๆ ในชีวิตการทำงานของเมสซีมากมาย 

แม้ในวันที่ ฮอร์เก้ ได้เป็นเอเยนต์ของนักเตะที่เก่งที่สุดของโลก แต่เขาก็เลือกเก็บตัวเงียบไม่ค่อยให้สัมภาษณ์หาแสง เขายังรักษาระเบียบวินัยในการทำงานเบื้องหลังอย่างเหนียวแน่นและแข็งแกร่งมาเสมอ เรียกได้ว่าเป็นการทำหน้าที่แบบที่มาจากใจล้วน ๆ อย่างแท้จริง

แม้ว่า ลีโอเนล เมสซี่ จะพูดถึงชีวิตส่วนตัวของครอบครัวต่อสาธารณะไม่บ่อยนัก แต่เขาก็ไม่เคยปิดบังความสำคัญของความคิดเห็นของพ่อเลย เขามักพูดเสมอว่าตั้งแต่เด็กจนโต สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงคือเขายังคงเป็นคนที่อยากได้การยอมรับจากพ่อเสมอ ทุกครั้งที่เกมของเขาจบลง เขามักจะถามพ่อว่าเขาเล่นเป็นอย่างไรบ้าง ... ซึ่ง ฮอร์เก้ ก็ได้แต่ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ แม้เขาจะไม่ใช่โค้ช แต่เขาก็รู้ว่าลูกชายของเขาทำได้ดีแค่ไหน เพราะมันเป็นสิ่งที่เขาเห็นมาเสมอ 

ฮอร์เก้ เมสซี่ อาจไม่เคยทำประตูหรือชูถ้วยรางวัลใดๆ แต่รอยเท้าของเขายังคงอยู่บนเส้นทางของนักกีฬาอาชีพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่วงการกีฬาเคยมีมา

ก่อนที่โลกจะรู้จัก ลีโอเนล เมสซี ในฐานะตำนานแห่งวงการฟุตบอล ฮอร์เก้ รู้จักเขาในฐานะลูกชายคนหนึ่ง เขาเชื่อมั่นในตัวลูกชายแม้ในยามเจ็บป่วยในวัยเด็ก ข้ามมหาสมุทรไปช่วยเขาไล่ตามความฝันที่เป็นไปไม่ได้ และอยู่เคียงข้างเขาจนกระทั่งความฝันนั้นกลายเป็นประวัติศาสตร์ ... ตราบจนลมหายใจสุดท้ายของเขาในฐานะพ่อผู้เป็นทุกอย่าง อย่างแท้จริง 

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.hola.com/us/celebrities/20260807917034/lionel-messi-son-thiago-barcelona-la-masia-rumors/
https://www.si.com/onsi/athlete-lifestyle/the-incredible-story-of-how-lionel-messi-s-dad-helped-build-a-soccer-legend
https://www.nytimes.com/athletic/7501034/2026/08/08/jorge-messi-lionel/
https://apnews.com/article/jorge-messi-death-rosario-argentina
https://timesofindia.indiatimes.com/life-style/parenting/moments/the-man-who-made-messi-5-unforgettable-parenting-lessons-every-indian-parent-can-learn-from-jorge-messi-who-passed-away-today

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Graphic

สรัช สวัสดีแป้น

ออกแบบภาพ กราฟิก Main Stand