
ในโลกฟุตบอลยุคใหม่ที่ตัวเลขและข้อมูล (Data) เข้ามามีบทบาทสำคัญ
หลายสโมสรเลือกใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial intelligence) หรือ AI ในการคัดกรองกุนซือที่เหมาะสมที่สุด แต่เรื่องราวของ เปลเลกรีโน่ "รีโน่" มาตารัซโซ่ กับ เรอัล โซเซียดาด คือเครื่องพิสูจน์ว่าสัญชาตญาณของมนุษย์และ "ความรู้จริง" ยังคงเป็นสิ่งที่เครื่องจักรเลียนแบบไม่ได้
นี่คือเรื่องราวของกุนซือชาวอเมริกันคนแรกในประวัติศาสตร์ ลา ลีกา สเปน ... และเขาคนนี้เพิ่งพาทีมคว้าแชมป์ โกปา เดล เรย์ ด้วยชัยชนะเหนือ แอตเลติโก มาดริด
ติดตามเรื่องราวของ เปลเลกรีโน่ มาตารัซโซ่ กับ MAIN STAND
อัจฉริยะคณิตศาสตร์ผู้เลือกเดินตามเสียงหัวใจ
ปี 1977 ที่รัฐนิวเจอร์ซีย์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เด็กชายลูกครึ่งอเมริกัน-อิตาเลียนคนหนึ่ง เติบโตมาในครอบครัวที่คลั่งไคล้ นาโปลี และ ดิเอโก้ มาราโดน่า
แต่เส้นทางของ เปลเลกรีโน่ มาตารัซโซ่ กลับเริ่มต้นที่ห้องเรียน เขาไม่ใช่แค่นักกีฬา แต่เขาคือ "หัวกะทิ" ที่จบปริญญาด้านคณิตศาสตร์ประยุกต์ จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย หนึ่งในมหาวิทยาลัยระดับไอวีลีก (Ivy League) ที่มีชื่อเสียงด้านวิชาการระดับโลก
"ผมจบปริญญามา และคิดว่าการทำงานด้านการธนาคารเพื่อการลงทุนในนิวยอร์กเป็นอะไรที่เหมาะสมดีเหมือนกัน ดังนั้นผมก็เลยคิดว่า เอาล่ะ งั้นไปลองเตะฟุตบอลดูสักตั้ง ถ้าไม่ประสบความสำเร็จก็ค่อยกลับมาทางสายนี้ก็แล้วกัน" มาตารัซโซ่ กล่าว

ด้วยดีกรีขนาดนี้ เขาจะไปเป็นนักเศรษฐศาสตร์ในวอลล์สตรีทเพื่อทำเงินมหาศาลเมื่อไหร่ก็ได้ แต่มาตารัซโซ่เลือกทิ้งความสบายเพื่อไปแสวงโชคในยุโรป เขาไปประเทศเยอรมนีโดยไม่รู้ภาษาเยอรมันแม้แต่คำเดียว เริ่มต้นจากการเป็นนักเตะในลีกระดับล่าง และในระหว่างนั้นครอบครัวของเขาก็ขอร้องเขาไม่รู้กี่ครั้ง เพื่อให้กลับมาทำงานได้เงินเดือนสูง ๆ แทนที่จะมารับเงินเพียงน้อยนิดในลีกกึ่งอาชีพแบบที่เป็นอยู่
"ฟุตบอลเยอรมันเปิดโอกาสให้ผมได้เป็นนักฟุตบอล แต่พูดก็พูดเถอะ ความเก่งของผมมันอยู่ในระดับต่ำเตี้ยเลยล่ะ ผมย้อนกลับไปมองมันในตอนนี้และหาเหตุผล ผมคิดว่าอาจเป็นเพราะวิสัยทัศน์และการเห็นอะไรต่าง ๆ ของผมมันไม่ได้กว้างพอ อีกอย่างตัวตนของผมเป็นพวกนอกคอก นอกกรอบ และการต้องเล่นแบบเป็นระบบนั้นมันก็ดูไม่เหมาะกับผมสักเท่าไร" มาตารัซโซ่ เล่าย้อนความ
"พอถึงเวลาที่ต้องเลิกเล่นฟุตบอลจริง ๆ ผมก็พบว่าเกิดทางแยกในชีวิต แผนเดิมคือจะกลับไปทำงานบริษัทซึ่งก็เหมาะสมดีสำหรับผมตอนนั้นที่อายุ 27-28 ปี แต่พอได้มาทบทวนตัวเองจริง ๆ ผมกลับคิดว่า ตราบใดที่ผมยังไม่ได้พบว่าตัวเองตีบตันจนไปต่อบนเส้นทางฟุตบอลไม่ได้แล้วจริง ๆ ผมก็จะพยายามต่อไป"
หลังเลิกเล่นตอนอายุ 28 ปี เขาค่อย ๆ ไต่เต้าจากการเป็นโค้ชเยาวชนที่ เนิร์นแบร์ก เขายอมแพ้แล้วกับการเป็นนักฟุตบอล แต่กับการเป็นโค้ชเขายังไม่ยอมยกธงขาว
"ตอนนั้นมีการเปิดสอนโค้ชที่เยอรมนี และมีชาวต่างชาติแค่ไม่กี่คนที่ได้รับเลือก ตัวของผมเป็นหนึ่งในนั้น ผมเริ่มรู้สึกแล้วว่ามันอาจจะทำได้ดีในทางนี้ ดังนั้นก็เลยตั้งใจสุด ๆ และบอกว่าเอาล่ะ จะพยายามให้กันสุด ๆ สักตั้ง"

ความพยายามนั้นถีบให้เขาเรียนจบและมุ่งสู่การเป็นมือขวาของอัจฉริยะอย่าง ยูเลียน นาเกลส์มันน์ เฮดโค้ชทีมชาติเยอรมันคนปัจจุบัน ที่เมื่อครั้งนั้นคุมทีม ฮอฟเฟ่นไฮม์ จนกระทั่งมาตารัซโซ่สร้างชื่อเต็มตัวด้วยการพา สตุ๊ตการ์ท เลื่อนชั้นสู่บุนเดสลีกาได้สำเร็จในปี 2020
ทว่าหลังจากโดนฮอฟเฟ่นไฮม์ไล่ออกช่วงปลายปี 2024 มาตารัซโซ่กลับกลายเป็นโค้ชที่ว่างงานและถูกมองข้าม เขาเร่หางานในเยอรมนี และอิตาลี แต่ก็ไม่มีงานที่คิดว่าเหมาะกับตัวเองเลย ตกงานอยู่เกือบปี จนกระทั่งมีข้อเสนอจาก เรอัล โซเซียดาด ทีมระดับกลางของ ลา ลีกา เข้ามา ซึ่ง ณ เวลานั้นบอร์ดบริหารของโซเซียดาด ยังไม่แน่ใจเลยด้วยซ้ำว่า มาตาราซโซ่ เหมาะกับงานที่พวกเขาเสนอให้จริงหรือเปล่า ?
AI บอกว่า "อย่า"
เดือนธันวาคม 2025 เรอัล โซเซียดาด ตกอยู่ในวิกฤต ทีมจมอยู่ใกล้โซนตกชั้น (ห่างเพียง 2 คะแนน) บอร์ดบริหารต้องรีบหาตัวแทนของ แซร์จิโอ ฟรานซิสโก้ ที่โดนปลดออกไป แถมกุนซือรักษาการณ์อย่าง ยอน อันโซเตกี ก็ไม่ได้ทำทีมดีขึ้นได้ ... คำถามคืออะไรดลจิตดลใจให้พวกเขาเลือก มาตารัซโซ่ ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในลีกสเปน แทนที่จะเป็นโค้ชประสบการณ์สูงที่เหมาะกับสถานการณ์เช่นนี้ ?
ฆัวกิน อะเปร์ริบาย ประธานสโมสรเรอัล โซเซียดาด กล่าวกับสถานีวิทยุ Cadena SER ของสเปน ว่าไอเดียนี้มาจาก ผอ.สโมสรอย่าง เอริก เบรโตส ที่มีโอกาสได้คุยกับ มาตารัซโซ่ มาก่อนแล้ว 1 ครั้ง ... ส่วนตัวของ อะเปร์ริบาย นั้นไม่เคยรู้จัก และไม่เคยได้ยินชื่อของ มาตารัซโซ่ เลยด้วยซ้ำ เขาโนเนมถึงขนาดที่ว่าท่านประธานยังต้องเอาชื่อไปเสิร์ชในกูเกิ้ลและให้ AI ช่วยวิเคราะห์ว่า โค้ชคนนี้จะเหมาะกับ เรอัล โซเซียดาด หรือไม่ ?
"เอริคบอกผมสักพักแล้วล่ะสำหรับเรื่องมาตาราซโซ่ ผมนี่งงจนต้องไปถาม AI ว่าเขาเป็นโค้ชที่ดีสำหรับเรอัล โซเซียดาดหรือไม่ ... คำตอบพาตะลึงเลย เพราะ AI ดันตอบว่า ไม่ใช่อย่างแน่นอน" ท่านประธานเล่าอย่างอารมณ์ดี
โชคดีที่ ฆัวกิน อะเปร์ริบาย ไม่ได้เป็นพวกเอะอะก็เชื่อ AI เขาเชื่อใจ เอริค ที่ทำงานด้วยกันมานานมากกว่า และถามตรง ๆ ว่าทำไมต้องเป็นโค้ชอเมริกันคนนี้ ซึ่งหลังจบคำถามนั้น เอริค ก็เล่าสิ่งที่ได้สัมผัสหลังคุยงานกับ มาตารัซโซ่ เป็นฉาก ๆ ... เขาบอกว่านี่คือโค้ชที่เก่งมากเรื่องการมองเห็นภาพรวมของทีม เก็บรายละเอียดในทีมได้ละเอียด และเหนือสิ่งอื่นใดคือเป็นคนบ้าฟุตบอลที่กล้าได้กล้าเสีย ซึ่งเป็นนิสัยที่ อะเปร์ริบาย ชอบมาก ๆ จากกนั้นเขาจึงเรียก มาตารัซโซ่ มาคุยงานรอบไฟนอล จนกระทั่งที่สุดแล้วก็แต่งตั้งกุนซือรายนี้คุมโซเซียดาด

"เรานัดกันที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ในห้องเงียบ ๆ เพราะผมอยากจะรู้เข้าไปให้ลึกจริง ๆ ว่าเขาเป็นคนแบบไหน ผมไม่เคยรู้จักเขามาก่อน ... แต่อะไรบางอย่างชักชวนให้ลองฟังสิ่งที่เขาจะพูดดู"
"และในการพบกันครั้งแรก ต้องบอกได้เลยว่าผมประทับใจมาก เพราะเขารู้ทุกอย่างเกี่ยวกับทุกคน เขานำแผนงานมาเสนอและแผนงานนั้นวิเคราะห์แทบจะทุกส่วนของทีม เรอัล โซเซียดาด และส่วนใหญ่มันก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ ในความคิดของผมด้วย" ท่านประธานว่าแบบนั้น จากนั้นการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการก็เกิดขึ้นในวันที่ 20 ธันวาคม 2025
พาดหัวข่าวสื่อสเปนเริ่มพูดถึงเขาในทันทีว่า "เท็ด ลาสโซ่ (ซีรี่ส์เกี่ยวกับโค้ชฟุตบอลชาวอเมริกันในพรีเมียร์ลีก) ในโลกแห่งความจริง เรอัล โซเซียดาด แต่งตั้งโค้ชอเมริกันนาม มาตารัซโซ่"
บทเรียนจากสนามสอบสู่แชมป์ประวัติศาสตร์
ในระยะเวลาสั้น ๆ สิ่งที่น่าสนใจคือ มาตารัซโซ่ ทำอะไรกับทีม ๆ นี้กันแน่ ?
ในวัย 48 ปี มาตารัซโซ่ไม่ใช่โค้ชคนหนุ่ม และจากประสบการณ์ที่เขาผ่านมา หรือตัวอย่างจากโค้ชยุคหลัง ๆ ที่ไม่สามารถปกครองนักเตะในทีมได้อย่าง ชาบี อลอนโซ่ ที่ เรอัล มาดริด และ รูเบน อโมริม ที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มันทำให้เขาลองปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานบางอย่างของตัวเอง
มาตารัซโซ่สามารถพูดภาษาสเปนได้จากการลงเรียนหลักสูตรพิเศษ นอกจากนี้เขายังศึกษาประวัติศาสตร์ของทีม ของแคว้นบาสก์ ของเมือง ซาน เซบาสเตียน และสโมสร เรอัล โซเซียดาด มาเป็นอย่างดี เพราะเขารู้ว่าการเปิดกว้างทางวัฒนธรรม จะช่วยซื้อใจนักเตะท้องถิ่น และแฟนบอลของทีมได้
แม้เขาจะเป็นโค้ชชาวอเมริกันเชื้อสายอิตาเลียน แต่การโตมากับฟุตบอลเยอรมันทำให้เขาเป็นโค้ชที่เชื่อมั่นในเรื่องระบบพอสมควร แต่การทำงานที่นี่แตกต่างออกไป เขาตกผลึกและคิดว่าด้วยพื้นเพของนักเตะสเปนที่ชอบเล่นเกมบุก ต่อบอล และครองบอล เขาจะเป็นต้องออกคำสั่งให้น้อยลง ลดข้อกำหนดตายตัว เหลือเพียงโครงสร้างกว้าง ๆ ของทีมเอาไว้ และให้นักเตะใส่จินตนาการลงไปเองในการแข่งขันจริง

"ในอดีตผมได้เรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเอง ผมเป็นโค้ชที่บ้าข้อมูลมาก และบางครั้งผมก็ยัดมันใส่นักเตะมากเกินไป แต่กับที่นี่ ผมเรียนรู้ที่จะปรับตัวและใส่มันเข้าไปตามความเหมาะสมตามบุคลิกของนักเตะแต่ละคน เป้าหมายก็เพื่อให้พวกเขาใส่พลังงานและจินตนาการในการแข่งขันได้เต็มที่ โดยไม่ต้องคิดมากเกี่ยวกับเรื่องแท็กติกจนเครียกเกินไป"
"ในช่วงเวลาสั้น ๆ แบบนี้ ผมรู้ว่าเราจะใส่อะไรที่มันเยอะจนล้นไม่ได้ หลัก ๆ แล้วคือการวางระบบเรื่องการเล่นเกมรุกในแนวดิ่ง (เอาบอลขึ้นหน้า) การซ้อมเรื่องการทะลวงเกมรับ การวางตำแหน่ง การเพรสซิ่ง และถูกเพรสซิ่ง โดยหลักแล้วก็มีแค่นี้"
"ถ้าคุณบังคับให้พวกเขาเล่นอยู่ในกรอบ พวกเขาจะคิดมากเกินไป และแน่นอนว่ามันไม่ดีแน่ถ้าคุณต้องเล่นฟุตบอลโดยไม่สามารถเอาสัญชาตญาณตัวเองออกมาใช้ได้"
นอกจากนี้ มาตารัซโซ่ยังเลือกวิธีการเล่นฟุตบอลในแบบที่แตกต่างจากโค้ชสเปนทั่วไปที่ชอบเน้นไปที่การครองบอลเอาชัวร์ แต่เขาบอกให้ลูกทีมกล้าเล่น กล้าแสดงออก เล่นเกมรุกให้สนุก แม้จะเสียประตูบ้างก็ไม่เป็นไร
ซึ่งเรื่องนี้เจ้าตัวยืนยันว่าไม่ได้มาจากความกล้า บ้าบิ่นของตนเอง แต่เกิดจากการประเมินนักเตะในทีมที่เป็นนักเตะหนุ่ม มีพลังเยอะ และนักเตะกว่าค่อนทีมมาจากระบบเยาวชนของสโมสร ทุกคนพร้อมวิ่งเป็นม้ากันอยู่แล้ว เขาจึงคิดว่านี่เป็นแนวทางที่เหมาะที่สุดสำหรับทุกคน
"ผมชอบแนวทางการเล่นที่เน้นเกมรุกและกล้าหาญมากกว่า ซึ่งแน่นอนว่าจะทำให้เราเสียโอกาสทำประตูมากขึ้นในแต่ละเกม ถ้าเรามีทีมที่สามารถชนะเกมด้วยสกอร์ 4-0 ได้ แน่นอนว่าเราก็อยากทำแบบนั้น แต่ถ้าให้เลือก ผมชอบผลการแข่งขัน 4-2 มากกว่า 1-0"
เพียงแค่ 4 เดือนเศษ มาตารัซโซ่เปลี่ยนจาก "คนที่ AI ไม่เอา" กลายเป็น "ฮีโร่ของแคว้นบาสก์" เขาปรับปรุงเกมรับให้แกร่งดั่งหินผาและใช้ทักษะการคำนวณที่แม่นยำในการวางแท็กติก โซเซียดาดพุ่งจากทีมลุ้นตกชั้นขึ้นสู่พื้นที่ฟุตบอลยุโรปอย่างเหลือเชื่อ

จุดสูงสุดมาถึงในคืนวันที่ 18 เมษายน 2026 ณ สนาม ลา การ์ตูฆา ในเมืองเซบีย่า มาตารัซโซ่พา เรอัล โซเซียดาด ดวลจุดโทษชนะ แอตเลติโก มาดริด คว้าแชมป์ โกปา เดล เรย์ (Copa del Rey) มาครองอย่างยิ่งใหญ่ ส่งผลให้เขากลายเป็น โค้ชที่เกิดในสหรัฐอเมริกาคนแรกในประวัติศาสตร์ที่คว้าแชมป์รายการเมเจอร์ใน 5 ลีกใหญ่ของยุโรปได้สำเร็จ
หลังจบเกมนัดชิงชนะเลิศ ประธานอาเปร์ริเบย์ เผยความลับว่า "หลังจบนัดชิง ผมลองไปถาม AI อีกครั้งว่ามาตารัซโซ่กับบทบาทโค้ชของโซเซียดาด เป็นอย่างไร คราวนี้มันตอบว่า เขาคือโค้ชที่ยอดเยี่ยมที่สุด"
เรื่องราวของมาตารัซโซ่จึงไม่ใช่แค่เรื่องของฟุตบอล แต่มันคือการพิสูจน์ว่า แม้ข้อมูลจะสำคัญเพียงใด แต่ "ศรัทธา" และ "ความเข้าใจในความเป็นมนุษย์" คือสิ่งที่สร้างปาฏิหาริย์ให้เกิดขึ้นได้จริงในสนามหญ้าที่ไม่มีสูตรคำนวณใดตายตัว
แหล่งอ้างอิง
https://en.wikipedia.org/wiki/Pellegrino_Matarazzo
https://www.nytimes.com/athletic/7214901/2026/04/21/real-sociedad-manager-matarazzo-american/
https://www.nytimes.com/athletic/7204565/2026/04/18/copa-del-rey-matarazzo-real-sociedad-atletico/
https://www.theguardian.com/football/2026/apr/16/pellegrino-matarazzo-journey-new-jersey-real-sociedad
https://www.theguardian.com/football/2026/apr/22/pellegrino-matarazzo-manchester-city-arsenal-title-race-newcastle-saudi-arabia