Feature

ไม่แน่จริง ไม่มาหรอก : ทำไม ชาบี อลอนโซ่ จึงเป็นเดิมพันที่ BlueCo กล้าเสี่ยงที่สุดนับตั้งแต่ซื้อ เชลซี ? | Main Stand

"เมื่อผมมองไม่เห็นอนาคตที่ชัดเจนของตัวเอง มันจะกลายเป็นเหตุผลที่ผมไม่อยากไปที่ไหนที่ผมไม่มั่นใจ" 

 

ชาบี อลอนโซ่ เคยกล่าวประโยคนี้หลังจากที่พา ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น คว้าแชมป์บุนเดสลีกาแบบไร้พ่ายเมื่อปี 2024 ... และตอนนี้เขากำลังจะเข้ารับตำแหน่งกุนซือของ เชลซี ทีมใหญ่ที่ยากแก่การคาดเดาอนาคตที่สุดในทีมหนึ่งในเวลานี้ 

คนช่างเลือกอย่าง อลอนโซ่ เลือก เชลซี เป็นสถานีต่อไปของเขาเพราะเหตุใด ? และมีความเสี่ยงใดสำหรับทุกฝ่ายรออยู่บ้าง ? ติดตามกับ MAIN STAND 

 

ปัญหาของ เชลซี 

นับตั้งแต่การเข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรโดยกลุ่ม BlueCo นำโดย เบห์ดัด เอ็กบาลี และ ท็อดด์ โบห์ลี่ เชลซี ก็เปลี่ยนนโยบายการทำทีมแบบสุดขั้วเมื่อเทียบกับยุคเจ้าของเก่าอย่าง โรมัน อบราโมวิช 

ในยุคของ โรมัน สิ่งที่ เชลซี ทำคือซื้อนักเตะชั้นดีไม่เกี่ยงอายุ เลือกโค้ชชั้นยอดที่มีประสบการณ์คว้าแชมป์แบบพร้อมประเคนค่าเหนื่อย มันคือการลงทุนเพื่อให้ได้ทีมที่แข็งแกร่งและไล่ล่าแชมป์ในทุกซีซั่นแบบปีต่อปี 

ขณะที่กลุ่ม BlueCo นั้นแตกต่างออกไปอย่างเห็นได้ชัด พวกเขาเลือกใช้การทุ่มเงินซื้อนักเตะอายุน้อยด้วยสัญญาระยะยาว เพื่อสร้างฐานรากของทีมขึ้นมาใหม่ และหวังทำกำไรกับนักเตะเหล่านี้ในอนาคต ... เพื่อไปให้ถึงจุดนั้น พวกเขาต้องปรับโครงสร้างหลายอย่าง จนเป็นเหตุให้ในฤดูกาล 2024-25 พวกเขาสร้างประวัติศาสตร์ขาดทุนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ

และสิ่งหนึ่งที่แตกต่างมาก ๆ สำหรับแนวทางของเจ้าของทั้ง 2 ยุคคือ การเลือกกุนซือเข้ามาคุมทีม แน่นอนว่ายุค "เสี่ยหมี" เรารู้ดีว่าส่วนใหญ่แล้วเขาจะจิ้มมาแต่ตัวท็อปแถวบนทั้งนั้น โชเซ่ มูรินโญ่, หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่, คาร์โล อันเชล็อตติ, อันโตนิโอ คอนเต้ และยาวมาถึง โธมัส ทูเคิล แต่ละคนมีทั้งแชมป์โลก, แชมป์ยุโรป หรือแชมป์ใหญ่ ๆ การันตีกันแทบทั้งนั้น

ขณะที่ในยุค BlueCo กุนซือที่ดีกรีแน่นที่สุดคือ ทูเคิล ที่ก็เป็นสมบัติตกทอดมาอีกที รองลงมาคือ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ที่มีประสบการณ์พาต้นสังกัดคว้าแชมป์อยู่บ้างนอกจากนั้นถือเป็นกุนซือดาวรุ่งในวงการอย่าง แกรม พ็อตเตอร์, แฟร้งค์ แลมพาร์ด, เอ็นโซ่ มาเรสก้า รวมถึง เลียม โรซีเนียร์ ด้วยเหตุผลแบบเข้าใจง่าย ๆ คือบอร์ดบริหารสามารถควบคุมการทำงานของโค้ชเหล่านี้ให้อยู่ในกรอบที่ตนเองวางไว้ได้ ซึ่งปลายทางคือการประสบความสำเร็จในระยะยาวจากทีมที่จะค่อย ๆ แข็งแกร่งขึ้นตามประสบการณ์และคุณภาพของโค้ชและนักเตะในทีมทีเติบโตขึ้นในแต่ละปี 

อย่างไรก็ตาม มันเหมือนแผ่นเสียงตกร่องจนแฟนเพลงต้องสะดุดฟีล โดยเฉพาะการปลด เอ็นโซ่ มาเรสก้า ออกจากตำแหน่งฉลองปีใหม่ 2026 ทั้ง ๆ ที่ ณ ตอนนั้นทีมเริ่มจะเป็นรูปเป็นร่าง นักเตะเริ่มรวมกันเป็นหนึ่ง โค้ชซื้อใจห้องแต่งตัวได้แล้ว แต่เมื่อ มาเรสก้า เริ่มดื้อและมีมุมมองในการพัฒนาทีมด้วยแนวคิดของตัวเอง มันก็ผิดจากกรอบที่ตกลงกันไว้ จึงนำมาสู่การแยกทาง และต้องยอมรับว่ามันทำให้ เชลซี โกลาหลกว่าที่คิด เป้าหมายระยะยาวที่ดูมีแววเข้าใกล้ ก็ถอยห่างออกไปไกลกว่าที่เคยอีกครั้ง 

มาร์ก กูกูเรย่า กองหลังของทีมเพิ่งออกมาสัมภาษณ์เมื่อไม่นานมานี้ว่า "เรามีแกนหลักที่ดีอยู่แล้ว รากฐานของเราพร้อมแล้ว แต่ถ้าจะต่อสู้เพื่อคว้าถ้วยรางวัลใหญ่ ๆ อย่างพรีเมียร์ลีกหรือแชมเปี้ยนส์ลีก คุณต้องการมากกว่านั้น การเซ็นสัญญากับเฉพาะนักเตะดาวรุ่งเท่านั้นอาจทำให้การบรรลุเป้าหมายเหล่านั้นยากขึ้นไปอีก" ประโยคนี้บอกได้อย่างดีว่า ทีมที่ มาเรสก้า สร้างไว้มันมีทรงแค่ไหน

และถ้าไม่โกหกตัวเองจนเกินไป สิ่งที่เกิดขึ้นตลอดซีซั่นนี้ ไล่เรียงมาจนถึงการประกาศแต่งตั้ง ชาบี อลอนโซ่ เข้ามาเป็นกุนซือคนใหม่ในซีซั่นหน้า พร้อมกับตำแหน่ง "ผู้จัดการทีม" อย่างเป็นทางการ แตกต่างกับกุนซือก่อนหน้าในยุค BlueCo ทุกคนที่ได้รับบทบาทแค่ "เฮดโค้ช" เท่านั้น เป็นเหมือนสัญญาบอกว่ากลุ่มทุน BlueCo ได้รับบทเรียนสำคัญจนพวกเขาต้องยอมถอย 1 ก้าว เพื่อให้คนที่มีความรู้ฟุตบอลระดับสูงและมีบารมีเข้ามาจัดการพื้นที่หน้างานเอง ... เพื่อรอดูว่าผลลัพธ์ของสิ่งนี้ จะแตกต่างออกไปจากอดีตที่เคยผิดพลาดหรือไม่ 

 

ถอยหนึ่งก้าว และเสี่ยงอีกครั้ง

ที่ผ่านมา BlueCo พยายามเลือกโค้ชที่คุยง่ายหรือยอมรับโครงสร้างที่บอร์ดวางไว้ เพื่อควบคุมทิศทางโปรเจกต์ระยะยาว แต่การแต่งตั้ง ชาบี อลอนโซ่ เป็นสัญญาณว่าหลายอย่างอาจกำลังจะเปลี่ยนไปภายในสโมสรแห่งนี้ 

สิ่งที่พวกเขาเรียนรู้คือ การใช้งานโค้ชแบบ "Yes Man" หรือ "ได้ครับพี่ ดีครับผม เหมาะสมครับท่าน" อาจทำให้บอร์ดควบคุมอำนาจต่าง ๆ ได้ง่าย แต่อาจไม่มีบารมีพอจะพาทีมก้าวข้ามขีดจำกัด ดังนั้นพวกเขาจึงยอมเสี่ยงและให้สิทธิ์ขาดในบทบาท "ผู้จัดการทีม" กับ อลอนโซ่ แบบที่พวกเขาไม่เคยให้โค้ชคนไหนมากเท่านี้มาก่อน 

การได้โค้ชที่มีบารมีสูงอย่าง อลอนโซ่ คือการยอมรับกลาย ๆ ว่าบอร์ดบริหารต้องถอยออกมาหนึ่งก้าว เพราะ อลอนโซ่ ไม่ใช่โค้ชที่จะยอมให้ใครมาชี้นิ้วสั่งเรื่องแท็กติกหรือการเลือกนักเตะแน่ ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่รับงานนี้เพราะเป็นคนที่พูดเสมอว่า "เมื่อผมมองไม่เห็นอนาคตที่ชัดเจนของตัวเอง มันจะกลายเป็นเหตุผลที่ผมไม่อยากไปที่ไหนที่ผมไม่มั่นใจ"

นอกจากนี้หากถอดจากบทสัมภาษณ์ของ กูกูเรย่า ที่เหมือนการทิ้งบอมบ์ใส่บอร์ดบริหารแบบไม่กลัวตกงาน แต่ในความดุเดือดก็มีแก่นสำคัญอยู่นั้นอยู่หนึ่งอย่างสำหรับฟุตบอลในระดับสูง นั่นคือนักเตะในทีมต้องการผู้นำทางจิตวิญญาณของพวกเขา ไม่ใช่แค่ครูฝึกที่คอยคุมซ้อมเท่านั้น การสูญเสีย มาเรสก้า ที่ซื้อใจคนได้แล้ว ทำให้บอร์ดรู้ว่าการทำลายความสัมพันธ์ในทีมส่งผลเสียรุนแรงกว่าความเห็นต่างกันในห้องประชุม 

ปัญหาคือในฟุตบอลระดับสูง ไม่ใช่แค่ระบบอย่างเดียวที่จะนำทีมชนะได้ เพราะเมื่อคุณย้อนกลับไปดูชื่อทีมที่ได้แชมป์หรือทีมแถวหน้าของลีกในช่วงหลังจริง ๆ ล้วนมี "คนฟุตบอล" ที่มีอำนาจนำสูง ในการตัดสินใจ มีสิทธิ์ที่จะถกเถียง ร้องขอกับบอร์ดบริหารได้ เช่น เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กับ แมนฯ ยูไนเต็ด, เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กับ แมนฯ ซิตี้, เยอร์เก้น คล็อปป์ กับ ลิเวอร์พูล, มิเกล อาร์เตต้า กับ อาร์เซน่อล (แม้รายนี้จะมีหัวโขนเป็นเฮดโค้ช) หรือแม้แต่ยุค โชเซ่ มูรินโญ่ ของเชลซีเองเมื่อในอดีต ... ทีมเหล่านี้มีลายเซ็นเป็นของตัวเองทั้งนั้น 

สำหรับ เชลซี ในช่วงที่ผ่านมา คำว่า "โปรเจกต์" เป็นคำที่กลุ่ม BlueCo ใช้เป็นเกราะบังหน้าผลงานที่ย่ำแย่มาตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา ... แต่การเลือก อลอนโซ่ คือการแสดงออกว่าพวกเขาจะเน้นเรื่องการสร้างผลกระทบได้ในทันทีมากขึ้น ไม่ต้องรอทุกคนในทีมโตพร้อมกันโดยไม่รู้ปลายทางว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ 

BlueCo เริ่มเข้าใจแล้วว่ารากฐานที่แข็งแกร่งที่สุดคือชัยชนะ ไม่ใช่แค่ตัวเลขในบัญชี และการเปลี่ยนโค้ชบ่อยครั้งจากการหาคนที่สั่งได้ตามใจทำให้โครงสร้างของทีมไม่นิ่ง การได้โค้ชที่มีลายเซ็นชัดเจนจะช่วยให้การทำกำไรในระยะยาวเกิดขึ้นได้จริงจากเงินรางวัลต่าง ๆ จากการคว้าแชมป์ คว้าโควตายูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก และลิขสิทธิ์ต่าง ๆ  ไม่ใช่แค่ขายนักเตะกินเท่านั้น 

การมาของ ชาบี อลอนโซ่ คือการยอมรับความพ่ายแพ้ในเชิงอุดมการณ์ของ BlueCo ... ทีมฟุตบอลที่แข็งแกร่งมันต้องมีจิตวิญญาณของผู้ชนะและความเป็นมืออาชีพที่เด็ดขาด ซึ่งบางครั้งบอร์ดบริหารต้องยอมสละอำนาจการควบคุมเพื่อแลกกับผลลัพธ์ที่จะทำให้สโมสรอยู่รอดในระยะยาวแบบที่พวกเขาคาดหวังจริง ๆ สักที 

 

ถูกที่ถูกเวลา 

นับตั้งแต่ฤดูกาล 2022-23 ที่กลุ่ม BlueCo เข้ามาเป็นเจ้าของทีม เชลซี จบในอันดับท็อปโฟร์ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น เฮดโค้ชที่ผลงานที่ดีที่สุดอย่าง มาเรสก้า เมื่อกางสถิติดูแล้วก็พบว่า ชนะเพียง 26 จาก 57 นัดในพรีเมียร์ลีก ... หนำซ้ำความพ่ายแพ้ในรอบชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาต่อ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทำให้เชลซี ต้องเผชิญกับความเป็นไปได้ในการพลาดโควตาฟุตบอลยุโรปอีกครั้ง

เมื่อพิจารณาจากที่ว่าทั้งหมด ดูเหมือนว่าอลอนโซ่กำลังเสี่ยงครั้งใหญ่ในอาชีพของเขา หลังจากหนีสถานการณ์ที่เลวร้ายที่ เรอัล มาดริด ที่เขาเขาอยู่ได้เพียงเจ็ดเดือน ก่อนจะถูกปลดออกจากตำแหน่งจากเหตุการณ์ที่คล้ายกับการ "ก่อกบฏ" ของนักเตะในทีม

หากมองในมุมของ อลอนโซ่ เขาอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบในการเจรจากับ เชลซี จากสถานการณ์ที่สโมสรกำลังเผชิญอยู่พอสมควร การที่เขาเป็นผู้จัดการทีมคนแรกที่ได้รับการแต่งตั้งในยุค BlueCo ถือเป็นเรื่องสำคัญ และสะท้อนให้เห็นถึงประสบการณ์ คลาส และความสำเร็จของ อลอนโซ่ เมื่อเทียบกับผู้จัดการทีมคนก่อน ๆ

นอกจากนั้น อลอนโซ่ ยังมองว่าระยะเวลาสัญญาที่เชลซีเสนอให้เขาถึง 4 ปี เป็นสัญญาที่สมเหตุสมผล มีความมั่นคงในระดับหนึ่ง และการที่สโมสรอนุญาตให้เขานำทีมงานหลังบ้านทั้งหมดติดสอยห้อยตามมาด้วยนั้น เป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความไว้วางใจที่สโมสรมีต่อเขาในการพัฒนาทีม ๆ นี้ 

คุณเองก็ได้เห็นแล้วว่าเมื่อ อลอนโซ่ ได้ทำงานในแบบที่เขาต้องการ และได้รับการสนับสนุนจากบอร์ดบริหารในเลือกนักเตะเข้า-ออก อะไรจะเกิดขึ้นบ้างจากแชมป์ไร้พ่ายที่ เลเวอร์คูเซ่น 

การโน้มน้าวจนได้กุนซืออย่าง อลอนโซ่ เข้ามาทำงานชิ้นใหญ่แบบนี้ ถือเป็นความสำเร็จของบอร์ดบริหารเชลซี ในช่วงเวลาที่เหมาะสมมาก ๆ  โดยเฉพาะอย่างก่อนหน้านี้มีการเชื่อมโยงระหว่าง อลอนโซ่ กับ ลิเวอร์พูล อดีตต้นสังกัดเขาตอนเป็นนักเตะอยู่เนื่อง และดูเหมือน อลอนโซ่ จะพร้อมรับที่แอนฟิลด์ด้วยหากตำแหน่งกุนซือว่างลง ... การปิดดีลอย่างเด็ดขาดทำให้ เชลซี ได้กุนซือดีกรีเข้มที่สุดในลิสต์ที่พวกเขามีหากเทียบกัน อันโดนี่ อิราโอล่า, โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ หรือ เชส ฟาเบรกาส 

ยิ่งในซัมเมอร์ที่กุนซือเบอร์ใหญ่หลายคนยังติดงานกับต้นสังกัดเดิม หรือกำลังพาทีมลงแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 แล้ว ทำให้การแต่งตั้ง อลอนโซ่ ถือเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ของสโมสร ... ที่เหลือก็แค่ต้องมารอดูกันว่าการเสี่ยงครั้งนี้ที่ BlueCo ไม่เคยทำมาก่อน จะนำความสำเร็จมาสู่ทีมแบบที่แฟน ๆ เรียกร้องได้หรือไม่ 

 

แหล่งอ้างอิง
 
https://www.forbes.com/sites/mikeozanian/2022/07/21/todd-boehlys-950-million-gambit-to-keep-chelsea-in-the-game/
https://www.occrp.org/en/news/premier-league-hands-chelsea-record-fine-for-abramovich-era-financial-deception
https://www.nytimes.com/athletic/7285079/2026/05/17/xabi-alonso-tactics-chelsea/
https://www.nytimes.com/athletic/7285832/2026/05/18/chelsea-xabi-alonso-manager-clearlake/
https://www.nytimes.com/athletic/7284572/2026/05/16/xabi-alonso-transfers-chelsea/

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Graphic

สรัช สวัสดีแป้น

ออกแบบภาพ กราฟิก Main Stand