Feature

กรีซมันน์ x ซิเมโอเน่ : คอมโบคลาสสิกแห่ง แอตฯ มาดริด เกือบทศวรรษ | Main Stand

ในโลกฟุตบอลที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง นักเตะและผู้จัดการทีมส่วนใหญ่มักมีวันหมดอายุในความสัมพันธ์ 

 


แต่สำหรับ อองตวน กรีซมันน์ และ ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ ที่ แอตเลติโก มาดริด ความสัมพันธ์นี้เปรียบเสมือน "งานศิลปะที่ไม่มีวันเสร็จสมบูรณ์" เพราะมันคือการหลอมรวมจิตวิญญาณแห่งความนักสู้ เข้ากับความอัจฉริยะเชิงแท็กติกมานานเกือบทศวรรษ 

ติดตามเรื่องราวของ 1 โค้ชผู้เด็ดเดี่ยว และ 1 แข้งอัจฉริยะ ในเชิงแท็กติกแห่งทัพตราหมี กับ Main Stand 

 

สายตาที่มองเห็นก่อนใคร

ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ คือตำนานนักเตะของ แอตฯ มาดริด ที่แขวนสตั๊ดเมื่อปี 2006 และเริ่มจับงานกุนซือในบ้านเกิดเพื่อพัฒนาฝีมืออยู่ 5 ปี จนกระทั่งทุกอย่างสุกงอมในช่วงปลายปี 2011 ที่ แอตฯ มาดริด ภายใต้การทำทีมของกุนซือ เกรกอริโอ มานซาโน่ กำลังแย่ พาทีมหลุดไปถึงอันดับ 11 ในช่วงกลางซีซั่น 

สำหรับทีมตราหมี แม้ ซิเมโอเน่ จะห่างหายกันไปนาน แต่เขาไม่เคยเป็นคนนอก "เอล โชโล่" ที่ค้าแข้งกับทีมถึง 2 รอบ (1994-1997 และ 2003-2005) เป็นนักเตะที่มี DNA ของทีม เขารู้ดีว่าแฟนบอลต้องการอะไร และรู้ว่า แอตเลติโก ควรเป็นทีมแบบไหน และที่สำคัญ เอ็นริเก้ เซเรโซ่ ประธานสโมสร ก็ไม่เคยกังวลเรื่องประสบการณ์การคุมทีมอันน้อยนิดของเขาเลย

เซเรโซ่ เล่าย้อนไปว่า เขาชอบคาแรกเตอร์ของ ซิเมโอเน่ เพราะเป็นโค้ชประเภทที่เสียงดัง ชัดเจน และมีพลังมากพอที่จะทำให้นักเตะในทีมรู้ทันทีว่า ใครคือหัวหน้า และในสถานการณ์ที่ห้องแต่งตัวไร้ทิศทาง เขาพร้อมที่จะยึดทุกอย่างคืนกลับมา และสร้างใหม่ให้เป็นหนึ่งเดียว 

เขาได้ตามสิ่งที่คาดหวังทุกอย่างเป๊ะ แต่สิ่งที่ ซิเมโอเน่ ให้มากกว่าที่หวังก็คือ การเลือกเขามาทำงานนี้ มันไม่ใช่แค่แต่งตั้งโค้ชคนใหม่ แต่มันคือการตัดสินใจที่เปลี่ยน “ชะตาของสโมสร” ไปทั้งทศวรรษอย่างแท้จริง 

การเริ่มต้นในยุค ซิเมโอเน่ นั้นมีงบจำกัด ไม่ได้มากมายแบบทุกวันนี้ แอตฯ มาดริด ต้องตาแหลมมาก ๆ ในการซื้อนักเตะมาเสริมทัพ เพราะการเลือกนักเตะผิดแค่ครั้งเดียวอาจทำทั้งระบบพังลงได้ 

ด้วยข้อจำกัดที่มี สิ่งที่เขาทำได้ คือการหาคนที่เหมาะที่สุดกับฟุตบอลที่เขาจะสร้าง ตามงบประมาณที่มีได้อย่างยอดเยี่ยม และเมื่อถึงเวลา ก็พร้อมขายออกไปทำเงินก้อนโตได้เป็นประจำ อาทิ การปล่อย ราดาเมล ฟัลเกา กองหน้าตัวแบกการยิงประตูไปให้ โมนาโก ด้วยราคา 60 ล้านปอนด์ ในช่วงซัมเมอร์ปี 2013

จากเงินก้อนนั้น ในอีก 1 ปีถัดมา ซัมเมอร์ปี 2014 ซิเมโอเน่ ตัดสินใจคว้าตัว อองตวน กรีซมันน์ มาจาก เรอัล โซเซียดาด ในราคา 30 ล้านยูโร ซึ่งถือว่าแพงที่สุดนับตั้งแต่เขาทำงานเป็นกุนซือมาเลย 

เรื่องกองหน้า เขายังมี มาริโอ มานด์ซูคิช และ ดาบิด บีย่า เป็นตัวเลือก ดังนั้นการซื้อ กรีซมันน์ เป็นความตั้งใจของ ซิเมโอเน่ ว่าเขาไม่ได้มองหาแค่ปีกที่มีความเร็ว แต่มองหา "ช่องว่าง" ในระบบที่เขาสร้างขึ้น 

กรีซมันน์ ในเวลานั้นยังไม่ใช่ซูเปอร์สตาร์เบอร์ต้น ๆ แต่ ซิเมโอเน่ เห็นสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น นั่นคือ วินัยในการเรียนรู้  ซิเมโอเน่ เปลี่ยน กรีซมันน์ จากนักเตะริมเส้นที่พลิ้วไหว ให้กลายเป็นนักเตะที่ทำงานหนักเกินค่าเหนื่อย กรีซมันน์ เรียนรู้ที่จะวิ่งไล่บอล ป้องกัน และยืนตำแหน่งเพื่อรอจังหวะสวนกลับ นี่คือจุดกำเนิดของความเชื่อใจ กรีซมันน์ ไม่ได้แค่เล่นเพื่อตัวเอง แต่เขาเล่นเพื่อ "โครงสร้าง" ของ ซิเมโอเน่ และนั่นทำให้เขากลายเป็นอาวุธที่อันตรายที่สุดในยุคที่ "ตราหมี" กล้าท้าชนยักษ์ใหญ่ทั่วยุโรป

"กรีซมันน์ คือผู้กำหนดโชคชะตาของทีม เขาคือคนที่รู้ว่าเกมต้องการอะไร และเขามักจะเลือกทำสิ่งที่ถูกต้องเสมอ ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อทีม" ซิเมโอเน่ ว่าเช่นนั้น 

 

จากอาวุธลับ…สู่สินค้าระดับ 100 ล้าน

ฟุตบอลของ ซิเมโอเน่ ถูกต้องตรงตามเคมีของ กรีซมันน์ เป็นอย่างมาก ช่วงพีกของคอมโบนี้ ไม่ได้เกิดจากพรสวรรค์เพียว ๆ แต่มาจากการออกแบบและสายตาที่เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่

ซิเมโอเน่ เปลี่ยน กรีซมันน์ จากปีก-หน้าต่ำ ให้กลายเป็น "กองหน้าตัวอิสระ" ที่อันตรายที่สุดคนหนึ่งในยุโรป และคำว่า "อิสระ" ในที่นี้ก็คือ แม้ กรีซมันน์ จะไปได้ทั่วสนาม แต่ในเวลาเดียวกัน เขาไม่เคยหลุดจากแท็กติกที่ "โชโล่" วางไว้ให้ และเล่นอย่างมีวินัยตลอด 

เขาวิ่งไล่เพรสซิ่งเหมือนกองกลาง เลี้ยงกินตัวได้เหมือนปีก สร้างโอกาสเกมรุกได้เหมือนเพลย์เมกเกอร์ และจบสกอร์ได้แบบยอดกองหน้า ... นี่คือคำนิยามที่เหมาะกับ กรีซมันน์ ในช่วงพีกที่สุดอย่างแท้จริง

กรีซมันน์ เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของทีมมาตลอด ไม่ว่าใครจะย้ายออกไป-เข้ามาทำหน้าที่ในเกมรุก กรีซมันน์ ก็สามารถหาวิธีเล่นกับคู่หูในแดนหน้าได้เสมอ ความลงตัวนี้ทำให้ในช่วงเวลานั้น แอตฯ มาดริด คว้าแชมป์แทบทุกถ้วย น่าเสียดายที่พลาดแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ไป แม้จะเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศได้ก็ตาม

กรีซมันน์ ไม่ได้แค่เก่งขึ้น แต่เขากลายเป็นศูนย์กลางของเกมรุก จนกระทั่ง บาร์เซโลน่า ยอมจ่ายค่าฉีกสัญญาราคา 120 ล้านยูโรในปี 2019 เพื่อคว้าเขาไปร่วมทีม 

การย้ายไป บาร์เซโลน่า ด้วยค่าตัวมหาศาล คือจังหวะที่โลกฟุตบอลตั้งคำถามว่า "กรีซมันน์ จะรอดไหม หากไม่มี ซิเมโอเน่ ?"

คำตอบที่ชัดเจนคือความยากลำบากที่เกิดขึ้น กรีซมันน์ ต้องปรับตัวเข้ากับระบบที่แตกต่างและแรงกดดันที่มหาศาล โดยเฉพาะในทีมที่มีศูนย์กลางอย่าง ลิโอเนล เมสซี่ 

กรีซมันน์ เล่นผิดธรรมชาติ อะไรที่เคยทำได้ตอน แอตฯ มาดริด ก็ดูติด ๆ ขัด ๆ ไปหมดที่ บาร์ซ่า จนกระทั่งวันหนึ่งที่ใครต่อใครต่างตราหน้าว่าเขา "หมดสภาพ" และกลายเป็นส่วนเกินที่ บาร์เซโลน่า อยากโละทิ้ง 

นั่นคือช่วงเวลาที่ ซิเมโอเน่ ทำในสิ่งที่คนอื่นมองว่าบ้า คือการดึงเขากลับบ้านในวันที่ไม่มีใครเชื่อใจเขาอีกต่อไป มันไม่ใช่แค่การเซ็นสัญญา แต่มันคือการซ่อมแซมจิตใจของลูกศิษย์คนโปรดให้กลับมามั่นใจอีกครั้ง

"ผมรัก กรีซมันน์ ในฐานะนักเตะ แต่ผมรักเขามากกว่าในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง" ซิเมโอเน่ กล่าวต้อนรับเขาอีกครั้งด้วยสัญญายืมตัวในปี 2021 

 

การกลับมา…ที่ไม่ใช่แค่เรื่องของฝีเท้า

ที่ บาร์ซ่า เขาไม่ใช่ศูนย์กลาง ไม่ใช่คนสำคัญที่สุด และเมื่อเขากลับมาที่ แอตฯ มาดริด เสียงส่วนใหญ่ก็ยังคิดว่ากลับมาด้วยความสัมพันธ์ส่วนตัว มากกว่าผลงาน เพราะ กรีซมันน์ ดูเหมือนจะหมดสภาพไปแล้ว ไม่น่าจะเก่งเหมือนก่อนย้ายทีมได้ 

แต่ ซิเมโอเน่ ไม่คิดแบบนั้น เขาไม่ได้พยายามย้อนเวลากลับไปเพื่อปลุก กรีซมันน์ คนเดิมกลับมา ทว่าเขาอัปเดตเวอร์ชันใหม่ ที่เหมาะกับอายุและประสบการณ์ที่มากขึ้น กรีซมันน์ ในช่วงขากลับ จึงไม่ใช่แค่กองหน้าอีกต่อไป

"ไม่มีใครสงสัยในความทุ่มเทของเขา แม้ในวันที่เขาย้ายออกไป ผมก็รู้ว่าวันหนึ่งเขาจะกลับมา เพราะที่นี่คือที่ที่เขาเป็นตัวของตัวเองได้ดีที่สุด" เอล โชโล่ ยืนยันอย่างหนักแน่น 

เขากลายเป็นเพลย์เมกเกอร์  ตัวเชื่อมเกม และสมองของทีม อย่างที่คุณเห็นในตอนนี้ ในวัย 35 ปี ของเขา กรีซมันน์ ไม่เร็วและคล่องพอที่จะเอาชนะการดวล 1-1 ได้ง่าย ๆ เหมือนสมัยหนุ่ม ๆ อีกแล้ว แต่สมองในด้านฟุตบอลของเขามีมูลค่ามหาศาล จนหลายจังหวะของเกม เขาสามารถถอยมาเล่นเป็นกองกลางเบอร์ 8 ได้อย่างเนียนตา และปล่อยให้หน้าที่เกมรุกเป็นหน้าที่ของคนหนุ่มกว่าอย่าง ฮูเลี่ยน อัลวาเรซ, อเล็กซานเดอร์ ซอร์ลอธ และ อเดโมล่า ลุคแมน 

เขาลงต่ำมากขึ้น สร้างเกมมากขึ้น เสียสละมากขึ้น กลายเป็นความครบเครื่องที่ยังเล่นในเกมระดับสูงที่ต้องใช้ประสบการณ์และความเก๋าได้แบบสบาย ๆ และสาเหตุที่เขาทำแบบนี้ ก็ต้องบอกว่าเป็นวิสัยทัศน์ที่ ซิเมโอเน่ บ่มเพาะมานับทศวรรษนั่นแหละ 

เหตุผลสำคัญที่ ซิเมโอเน่ ยังคงเลือกเขาคือ "ความเข้าใจในระดับจิตวิญญาณ" กรีซมันน์ รู้ว่า ซิเมโอเน่ ต้องการอะไรโดยไม่ต้องเอ่ยปาก 

เขาคือแขนขาของโค้ชในสนาม ที่ประคองตัวผ่านช่วงวิกฤตมาได้ จนกลายเป็นอาวุธเด็ดในวัยเลขสามปลาย ๆ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลผลิตจากการฝึกฝนที่เข้มข้น และความผูกพันที่มั่นคง ระหว่างโค้ชที่เคี่ยวกรำนักเตะให้เป็นมนุษย์เหล็ก กับนักเตะที่ยอมแลกทุกอย่างเพื่อแท็กติกของโค้ชอย่างแท้จริง

คอมโบคลาสสิกนี้ไม่ใช่เรื่องของเทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการให้เกียรติซึ่งกันและกัน ซิเมโอเน่ ให้ความมั่นใจแก่ กรีซมันน์ ในวันที่เขายังไม่มีชื่อเสียง และ กรีซมันน์ ก็พิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อความเชื่อใจถูกส่งต่อ ความพีกในเกมฟุตบอลก็ไม่มีวันถูกจำกัดด้วยอายุเท่านั้น

"ผมพร้อมจะตายในสนามเพื่อ ซิเมโอเน่ เขาขอให้ผมทำอะไร ผมจะทำทันทีโดยไม่ตั้งคำถาม" โควตคลาสสิกของ กรีซมันน์ ที่พูดถึง เอล โชโล่ ยังคงใช้ได้ แม้กระทั่งวันที่ดาวเตะยาวฝรั่งเศสใกล้ลาทีม สู่บทใหม่กับ ออร์แลนโด ซิตี้ ในซัมเมอร์ปี 2026 

ในอนาคต หากใครพูดถึงประวัติศาสตร์ของ แอตเลติโก มาดริด ชื่อของ "กรีซมันน์" จะถูกจารึกไว้เคียงคู่กับ "ซิเมโอเน่" ในฐานะสัญลักษณ์ของความรัก ความจงรักภักดี และความสำเร็จที่สร้างขึ้นบนความเชื่อใจที่ไม่มีวันสั่นคลอนอย่างแน่นอน

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.theguardian.com/football/2023/dec/21/antoine-griezmann-makes-atletico-history-to-complete-redemption-story-la-liga
https://m-api.allfootballapp.com/article/691642
https://www.youtube.com/watch?v=UWiXXB8dELQ
https://www.intothecalderon.com/atletico-madrid-quotes/18132/griezmann-diego-simeone-atletico-madrid-eintracht-frankfurt-champions-league-press-conference
https://sports.yahoo.com/articles/open-heart-family-diego-simeone-165000863.html
https://www.fifa.com/en/articles/antoine-griezmann-atletico-madrid-barcelona-france-world-cup

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Graphic

อรรนพ สะตะ

graphic design ผู้ชื่นชอบกีฬาฮอกกี้, เกมส์, เดินเขา เป็นชีวิตจิตใจ