
ก่อนที่จะมี "เทพนิยายวานร" อย่างการเลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดของ ราษีไศล ยูไนเต็ด ครั้งหนึ่งเคยมีทีมตัวแทนจากจังหวัดศรีสะเกษอย่าง ศรีสะเกษ เอฟซี ที่เกือบจะได้โอกาสนั้นมาไว้ในมือแล้ว ภายใต้การกุมบังเหียนของโค้ช "น้าฉ่วย" สมชาย ชวยบุญชุม
ทว่า ศรีสะเกษ เอฟซี กลับต้องเจอกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก เพราะพวกเขาพลาดโอกาสเลื่อนชั้นกลับสู่ไทยลีก 1 เพียงแค่ปลายนิ้ว จนกระทั่ง 7 ปีผ่านไป น้าฉ่วย ก็ได้ขอแก้ตัวด้วยการพา ศรีสะเกษ ยูไนเต็ด การันตีเลื่อนชั้นได้สำเร็จ
Main Stand จะพาทุกท่านไปย้อนรอยถึงความผิดหวัง ก่อนที่ น้าฉ่วย จะแก้มือพาทีมตัวแทนไปถึงฝั่งฝัน
กำเนิดกูปรีอันตราย
พ.ศ. 2542 สโมสรฟุตบอลที่มีนามว่า "ศรีสะเกษ สตีลร็อก" ได้ถือกำเนิดขึ้น โดยมีชื่อว่า "กูปรีอันตราย" มาตั้งแต่เริ่มต้น และปีนั้นพวกเขาก็เริ่มส่งทีมเข้าแข่งขันรายการไทยแลนด์ โปรวินเชียลลีก (Thailand Provincial League) หรือ ลีกกึ่งอาชีพในยุคนั้น
ซึ่งช่วงเวลาที่ลงเล่นในศึกไทยแลนด์ โปรวินเชียลลีก ศรีสะเกษ สตีลร็อก ก็เป็นทีมที่มีผลงานค่อนข้างสวิงสวาย มีดีบ้างแย่บ้างสลับกันไปอยู่นานหลายปี
จนในปี พ.ศ. 2550 ไทยแลนด์ลีก และ ไทยแลนด์ โปรวินเชียลลีก ก็ได้ควบรวมกันกลายเป็น ไทยลีก ดิวิชัน 1 (หรือ ไทยลีก 2 ในปัจจุบัน) โดยที่ตอนนั้น ศรีสะเกษ สตีลร็อก ก็ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "ศรีสะเกษ เมืองไทย เอฟซี" ก่อนจะได้อานิสงส์ครั้งใหญ่จากการรวมลีก ทำให้พวกเขามาลงเล่นอยู่ในลีกอาชีพ
ทว่าช่วงเวลาแห่งความสุขมันก็อยู่ได้ไม่นาน เพราะเพียงแค่ฤดูกาลแรกใน ไทยลีก ดิวิชัน 1 ศรีสะเกษ เมืองไทย เอฟซี จบในอันดับที่ 10 จากทั้งหมด 12 ทีมในตารางกลุ่ม บี การันตีตกชั้นสู่ไทยลีก ดิวิชัน 2 หรือเทียบเท่ากับ ไทยลีก 3 แบบอัตโนมัติ
แม้จะต้องตกชั้นกลับไปเริ่มใหม่ แต่ในฤดูกาล 2551 สภาพจิตใจของผู้เล่น ศรีสะเกษ เมืองไทย เอฟซี ก็ไม่ได้มีอาการห่อเหี่ยว พยายามเดินหน้าเก็บชัยชนะ ก่อนจะกลายเป็น 1 ใน 4 สโมสรที่การันตีเลื่อนชั้นกลับสู่ลีกพระรองได้ภายในเวลาแค่ปีเดียว
เท่านั้นยังไม่พอด้วยกระแสที่มาแรงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ ศรีสะเกษ เมืองไทย เอฟซี ยังคงมีฟอร์มการเล่นที่ดีแบบไม่ขาดสาย ส่งผลให้ทัพ "กูปรีอันตราย" จบในอันดับ 3 และกลายเป็นครั้งแรกที่สโมสรแห่งนี้จะได้ขึ้นไปเผชิญหน้ากับทีมยักษ์ใหญ่ในศึกไทยพรีเมียร์ลีก
แน่นอนว่าการเลื่อนชั้นมาเจอกับของแข็งในลีกสูงสุด ย่อมทำให้สโมสรน้องใหม่ต้องเจอกับช่วงเวลาที่ไม่น่าพอใจ ซึ่ง ศรีสะเกษ เมืองไทย เอฟซี ก็เป็นแบบนั้น ก่อนที่พวกเขาจะจบในอันดับที่ 14 และจะต้องตกชั้น
แต่ใน พ.ศ. 2553 สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย และ บริษัท ไทยพรีเมียร์ลีก ต้องการเพิ่มทีมในลีกเป็น 18 สโมสร เพื่อให้ลีกมีความแข็งแกร่งและผลักดันให้เป็นลีกชั้นนำของเอเชีย ซึ่งผลการคัดเลือกปรากฏว่า ศรีสะเกษ เมืองไทย เอฟซี ผ่านการเล่นในรอบเพลย์ออฟ ทำให้ยังคงได้โลดแล่นในศึกไทยพรีเมียร์ลีกต่อไป
วนเวียน เปลี่ยนแปลง ไปมา
หลังอยู่รอดในลีกสูงสุดมาได้ 2 ฤดูกาล พ.ศ. 2555 ศรีสะเกษ เมืองไทย เอฟซี ก็ได้ตัดสินใจย้ายที่ตั้งสโมสรไปยังจังหวัดอุบลราชธานี และเปลี่ยนชื่อสโมสรเป็น “อีสาน ยูไนเต็ด” จนเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับเรื่องสิทธิ์การทำทีมที่ยืดเยื้ออยู่นานพอสมควร แถมยังสร้างความไม่พอใจให้กับแฟนบอลในจังหวัดศรีสะเกษด้วย
ประจวบเหมาะกับเป็นช่วงเวลาที่จังหวัดศรีสะเกษมีการก่อตั้งสโมสรฟุตบอลอีกแห่งหนึ่งอย่าง "ศรีสะเกษ ยูไนเต็ด" ขึ้นมา ก่อนที่ทีมนี้จะเริ่มยกระดับตัวเองและครองใจแฟนบอลชาวศรีสะเกษได้ในระยะหลัง
นอกจากนั้น พ.ศ. 2556 สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ พบว่า อีสาน ยูไนเต็ด มีความผิดฐานปลอมแปลงเอกสาร ทำให้สโมสรต้องย้ายกลับมาอยู่ที่จังหวัดศรีสะเกษ เนื่องจากปัญหาทางกฎหมาย ก่อนจะถูกสั่งพักการแข่งขันตลอดช่วงที่เหลือของฤดูกาล แต่ไม่ถึงขั้นต้องปรับตกชั้น
พอกลับมาที่ จ.ศรีสะเกษ สโมสรก็ได้ทำการเปลี่ยนชื่อมาเป็น "ศรีสะเกษ เอฟซี" และลงเล่นในศึกไทยพรีเมียร์ลีกต่อไปเหมือนเดิม ซึ่งผลงานในลีกก็ยังคงเป็นเหมือนปีแรก ๆ ที่เลื่อนชั้นขึ้นมา คือ การวนเวียนอยู่ในครึ่งล่างของตารางเป็นส่วนใหญ่
ณ เวลานั้นกระแสความนิยมของทีม ศรีสะเกษ เอฟซี ก็ดูจะซบเซาไปพอสมควร จนใน พ.ศ. 2558 แม้ในลีกจะยังมีผลงานที่ทรง ๆ ทรุด ๆ แต่ในฟุตบอลถ้วยไทยลีกคัพ สโมสรจากถิ่นอีสานใต้แห่งนี้ก็ได้ผันตัวเองเป็นทีมม้ามืดที่ถึงขั้นทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ดวลกับเบอร์ 1 ในลีกสูงสุดอย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด
ก่อนที่ผลจะเป็นไปตามคาด คือ บุรีรัมย์ เฉือนชนะไป 1-0 จากประตูชัยของ โก ซุล-กิ ซึ่งต่อให้ ศรีสะเกษ เอฟซี ที่คุมทีมโดย "โค้ชหนุ่ย" เฉลิมวุฒิ สง่าพล จะจบในฐานะรองแชมป์ลีกคัพ แต่อย่างน้อยสโมสรก็ได้รับความนิยมและดึงฐานแฟนบอลกลับมาได้บ้าง
อย่างไรก็ตาม ศรีสะเกษ เอฟซี ที่อยู่รอดในลีกสูงสุดมานาน 8 ปีก็ต้องเจอกับสถานการณ์ที่ย่ำแย่อีกครั้งใน พ.ศ.2560 โดยปีนั้น ศรีสะเกษ เอฟซี ที่ไม่ว่าจะเปลี่ยนโค้ชมาแล้วกี่คน แต่ทีมก็ไม่สามารถกู้ฟื้นคืนฟอร์มให้อยู่รอดได้ สุดท้ายก็ต้องถอยหลังกลับไปเริ่มต้นใหม่ในลีกพระรอง
ฝันร้ายของน้าฉ่วย
การเข้ามาสู่ ศรีสะเกษ เอฟซี ของโค้ช สมชาย ชวยบุญชุม หรือที่แฟนบอลไทยเรียกกันว่า "น้าฉ่วย" เกิดขึ้นในช่วงต้น พ.ศ. 2561 โดยเข้ามาแทนตำแหน่งของ โรแบร์โต้ โชเซ่ ดา ซิลวา โค้ชชาวบราซิล
ก่อนหน้านี้ น้าฉ่วย ผ่านประสบการณ์การคุมทีมมาอย่างโชกโชน ถึงขั้นเคยได้โอกาสคุมทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปีมาแล้ว แต่เขากลับไม่เคยสัมผัสงานการคุมสโมสรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเลย ก่อนจะมาได้โอกาสกับทัพ "กูปรีอันตราย"
น้าฉ่วย อาจจะเป็นกุนซืออายุเยอะที่ใครหลาย ๆ คนมองว่าตกยุคไปแล้ว แต่แนวทางการทำทีมของโค้ชรายนี้ก็ยังคงเป็นสิ่งที่นักฟุตบอลทุกคนต้องมี คือ การโฟกัสในเรื่องของความฟิตนักเตะ ผสมผสานกับการเล่นเกมรุกที่ดุดัน
จากที่ ศรีสะเกษ เอฟซี จบอันดับ 8 ในไทยลีก 2 เมื่อฤดูกาลก่อนหน้า แต่พอเปลี่ยนโค้ชมาเป็นน้าฉ่วย ด้วยวิธีการทำทีมของนายใหญ่ชาวสมุทรสงครามรายนี้ที่ยึดมั่นมาตลอดก็ได้ส่งให้ ศรีสะเกษ เอฟซี มีผลงานที่โดดเด่นขึ้น
ปีนั้น ศรีสะเกษ เอฟซี ลงเล่นในไทยลีก 2 ทั้งสิ้น 34 นัด ชนะ 20 เสมอ 11 และแพ้แค่ 3 นัด เก็บได้ 59 คะแนน พร้อมกับยิงไป 54 ประตู มากที่สุดเป็นอันดับ 5 ในลีก แต่กลับเสียเพียงแค่ 21 ประตู ซึ่งถือว่าน้อยที่สุดในลีกพระรอง ณ ตอนนั้น
แม้จะมีเกมรุกที่น่าพอใจ และมีเกมรับที่เหนียวแน่น แต่ปรากฏว่า ศรีสะเกษ เอฟซี ถูกลงโทษตัดแต้มมากถึง 12 คะแนนจากการค้างจ่ายเงินเดือนให้กับนักเตะต่างชาติ รวมถึงค่างจ้ายเงินให้กับผู้เล่นสมัยที่ยังใช้ชื่อว่า อีสาน ยูไนเต็ด
มิหนำซ้ำ น้าฉ่วย ยังพา ศรีสะเกษ เอฟซี ไม่ชนะใครใน 2 นัดสุดท้าย ทำให้เขาไม่สามารถพากูปรีฝูงนี้กลับไปไล่ขวิดท้าชนในลีกสูงสุดได้อีกครั้ง เนื่องจากทีมจบอันดับ 4 ห่างจากอันดับ 3 ที่ได้โควตาเลื่อนชั้นอัตโนมัติเพียงแค่ 2 คะแนนเท่านั้น
กลายเป็นหนึ่งในจุดด่างพร้อยที่ น้าฉ่วย ไม่สามารถทำให้มันลุล่วงได้ ก่อนที่กุนซือรายนี้จะตัดสินใจอำลาทีมไปหลังจบฤดูกาลนั้น
และสิ่งที่แย่ยิ่งกว่า คือ หลังจากนั้นไม่นาน ศรีสะเกษ เอฟซี ก็ตกชั้นลงไปสู่ไทยลีก 3 ก่อนที่ในเดือนกรกฎาคม 2565 ศรีสะเกษ เอฟซี จะคืนสิทธิ์ทำทีมไปให้กับ อีสาน ยูไนเต็ด พร้อมกับตัดสินใจไม่ไปต่อ เหลือเพียงแค่ฉายา "กูปรีอันตราย" ไว้ให้รำลึกนึกถึงอดีต
แก้มือสำเร็จเพื่อชาวศรีสะเกษ
ขณะที่ "กูปรีอันตราย" ศรีสะเกษ เอฟซี เข้าสู่จุดตกต่ำจนประกาศยุบทีม อีกฟากหนึ่ง ศรีสะเกษ ยูไนเต็ด หรือฉายา "ลำดวนเพลิง" ก็ได้ไต่เต้ายกระดับทีมขึ้นมาอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ซึ่งใน พ.ศ. 2565 ศรีสะเกษ ยูไนเต็ด กำลังวนเวียนอยู่ในไทยลีก 3 และได้เข้าไปเล่นในรอบแชมเปี้ยนส์ลีกเพื่อลุ้นเลื่อนชั้นแล้ว ก่อนที่เดือนมีนาคม พ.ศ. 2566 ศรีสะเกษ จะทาบทาม น้าฉ่วย ให้มานั่งในตำแหน่งที่ปรึกษาของสโมสร ทว่าน่าเสียดายที่ปีนั้น "ลำดวนเพลิง" ต้องจอดป้ายแค่ในรอบแชมเปี้ยนส์ลีก
แต่สโมสรแห่งนี้ก็ยังคงไม่ท้อถอย โดยที่ ศรีสะเกษ ยูไนเต็ด ยังมี น้าฉ่วย ยืนเป็นที่ปรึกษาอยู่เบื้องหลัง สุดท้ายผลลัพธ์ คือ ศรีสะเกษ ยูไนเต็ด เป็นแชมป์โซนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมกับเป็นแชมป์รอบแชมเปี้ยนส์ลีกและการันตีเลื่อนชั้นสู่ไทยลีก 2 ได้สมดั่งหวัง
หลังมาโลดแล่นอยู่ในลีกพระรอง ศรีสะเกษ ยูไนเต็ด ก็สามารถจะเอาตัวรอดอยู่ในไทยลีก 2 ต่อไปได้ ก่อนที่เดือนเมษายน พ.ศ. 2568 พลพรรค "ลำดวนเพลิง" ก็ตัดสินใจแต่งตั้ง สมชาย ชวยบุญชุม หรือ "น้าฉ่วย" มาเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนแบบเต็มตัว
วันเวลาผ่านไปเข้าสู่ฤดูกาล 2568-69 คราวนี้ น้าฉ่วย ก็ได้แสดงฝีมืออันฉกาจฉกรรจ์ออกมาอย่างเต็มที่ ช่วงแรกทีมจากแดนลำดวนทีมนี้อาจจะมีผลงานที่ไม่ดีมากนัก แต่พอเข้าสู่เลกสอง ดอกลำดวนก็ได้บานสะพรั่งพร้อมกับเปลวเพลิงที่ลุกโชติช่วงไปพร้อมกัน
ส่งให้ ศรีสะเกษ ยูไนเต็ด แซงหน้าอันดับ 2 ในเลกแรกอย่าง โปลิศ เทโร เอฟซี ขึ้นไปนั่งแทนรองจ่าฝูงไล่เบียดกับ ราษีไศล ยูไนเต็ด ซึ่งเป็นทีมน้องใหม่มาแรงที่อยู่ในจังหวัดเดียวกันได้อย่างสนุกสูสี
ต่อให้จะมีช่วงเวลาที่ทำคะแนนไล่จี้ ราษีไศล แต่ฟอร์มกลับไม่คงเส้นคงวานัก จนเกือบจะโดนอีกหนึ่งน้องใหม่ฟอร์มแรงในไทยลีก 2 อย่าง ปัตตานี เอฟซี แซงหน้าในช่วงโค้งสุดท้าย
อย่างไรก็ดี ในนัดสุดท้ายของฤดูกาล ศรีสะเกษ ยูไนเต็ด ก็ยังทำได้ดีกับฟอร์มในบ้าน ไล่ถล่ม สงขลา เอฟซี 5-1 ปิดฉากฤดูกาลด้วยการจบอันดับ 2 พร้อมกับการันตีเลื่อนชั้นสู่ไทยลีก 1 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสรเมื่อ 14 ปีที่แล้ว
นอกจาก แฟนบอลศรีสะเกษที่น่าจะดีใจกันแบบสุดขีด อีกหนึ่งคนที่น่าจะลบฝันร้ายไปได้ นั่นก็คือ น้าฉ่วย ที่เคยผิดหวังไปเมื่อ 7 ปีก่อน แต่ตอนนี้เขาสามารถพาทีมจากจังหวัดศรีสะเกษเลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดได้แล้วเรียบร้อย
นับเป็นช่วงเวลา "ศรีสะเกษ ฟีเวอร์" ที่น่าจะทำให้แฟนบอลแดนลำดวนต่างชื่นมื่นกันทั่วทั้งจังหวัด เพราะฤดูกาลนี้ 2 ทีมจากจังหวัดศรีสะเกษอย่าง ราษีไศล ยูไนเต็ด และศรีสะเกษ ยูไนเต็ด ได้จูงมือเลื่อนชั้นขึ้นสู่ลีกสูงสุดไปพร้อมกัน
ทั้งนี้ ศรีสะเกษ ยูไนเต็ด อาจจะยังได้อยู่ในมือของ น้าฉ่วย ต่อไป เพราะว่าปีนี้ สมชาย ชวยบุญชุม ตัดสินใจที่จะลงเรียนโค้ชในระดับโปรไลเซนส์ แม้อายุจะมากถึง 72 ปีแล้วก็ตาม แต่ด้วยหัวใจที่รักใน "ฟุตบอล" และ "ลำดวนเพลิง" เชื่อว่าฤดูกาลหน้าในไทยลีก 1 เราอาจจะได้เห็นโค้ชจอมเก๋ารายนี้คุม ศรีสะเกษ ยูไนเต็ด อยู่รอดได้แบบไม่ยากเย็น
แหล่งอ้างอิง
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A2_%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1#
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%9F%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9#
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%9F%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9_%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%84%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B9%87%E0%B8%94#
https://www.transfermarkt.com/thai-league/startseite/wettbewerb/THA2
https://www.transfermarkt.com/sisaket-united/spielplan/verein/55243/saison_id/2025
https://www.facebook.com/share/p/1BE58eTFWn/