Feature

จาก เทน ฮาก ถึง ชล็อต : ทำไมโค้ชดัตช์มักเลือกปากแจ๋วผ่านสื่อแม้แฟน ๆ เริ่มส่ายหัว | Main Stand

การสัมภาษณ์ของ อาร์เน่อ ชล็อต ชักจะถูกแฟนบอลลิเวอร์พูลจับจ้องมากขึ้น เพราะช่วงหลังเจ้าตัวเริ่มจะพูดถึงความดีความชอบจากแชมป์พรีเมียร์ลีกในซีซั่นที่แล้ว และล่าสุดมีการพูดถึงเรื่องการหลุดท็อป 4 ในแบบที่ยุค เยอร์เก้น คล็อปป์ เคยพลาดมาในอดีต 

 


การเคลมของเขาดูจะคล้าย ๆ กับอดีตโค้ชชาวดัตช์ของ แมนฯ ยูไนเต็ด อย่าง เอริค เทน ฮาก ที่มักเลือกใช้สื่อเป็นเครื่องมือสื่อสารเชิงรุก แม้ในวันที่ผลงานทีมกำลังสั่นคลอน

จาก เอริค เทน ฮาก ที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สู่ อาร์เน่อ ชล็อต ที่ลิเวอร์พูล คำถามคือ… ทำไมพวกเขาถึงเลือกพูดในจังหวะที่แฟนบอลเริ่มไม่อยากฟัง ?

 

พูดตรง คิดชัด และเชื่อในระบบ

หากมองลึกลงไป ฟุตบอลดัตช์เติบโตมาพร้อมปรัชญา Total Football ที่เน้นย้ำ และให้ความสำคัญเรื่องแนวคิดไม่แพ้เรื่องของผลการแข่งขัน 

โค้ชชาวดัตช์หลายคนที่เข้ามาทำงานในอังกฤษ มักจะมีสิ่งนี้คล้าย ๆ กันหมด นั่นคือ พวกเขาเข้ามาพร้อมกับความเชื่อในระบบของตัวเอง พวกเขาจะปกป้องหลักการนั้นจนถึงที่สุด และไม่กลัวที่แจกแจงแนวคิดของตัวเองแบบตรงไปตรงมา 

เรื่องแบบนี้ไม่แปลกอะไรเลยถ้าเกิดขึ้นในการสัมภาษณ์ของฟุตบอลดัตช์ลีก โดย ไซมอน ฮิวส์ นักข่าวของ The Athletic ได้อธิบายเรื่องนี้ว่า 

“ในลีกดัตช์ การแสดงจุดยืนอย่างแข็งกร้าวผ่านสื่อไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะมันคือการสื่อสารว่าโค้ชคนนั้นสามารถควบคุมสถานการณ์อยู่ และเป็นการยืนยันสิทธิ์ว่า พวกเขาคือบอสของที่นี่” 

เมื่อคุณย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์โค้ชดัตช์ที่เข้ามาทำงานในอังกฤษ คุณจะพบว่าหลายคนไม่ประสบความสำเร็จ เพราะความยึดมั่นในแนวคิด และการเป็นคนพูดตรง ๆ ผ่านสื่อ มีการบันทึกว่า จากโค้ชชาวดัตช์ 12 คนที่เข้ามาทำงานในพรีเมียร์ลีก มีแค่ 5 คนที่พาทีมชูถ้วยแชมป์ได้สำเร็จนั่นคือ รุด กุลลิท, กุส ฮิดดิงค์, หลุยส์ ฟาน กัล, เอริค เทน ฮาก และรายล่าสุดคือ อาร์เน่อ ชล็อต 

การทำทีมได้แชมป์ของโค้ชชาวดัตช์ ดูเหมือนว่าจะทำให้พวกเขากลายเป็นคนที่มั่นใจมากขึ้น และพวกเขาจะรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องอธิบายตัวเองให้ใครฟัง ... อย่าเพิ่งเข้าใจผิด เราไม่ได้บอกว่าพวกเขาเป็นคนที่ไม่ดี หรือไม่น่าคบหา แต่ดูเหมือนว่าปัญหาเรื่องการสื่อสาร ทำให้บางอย่างคลาดเคลื่อน และพวกเขาอาจจะถูกคนอื่นเข้าใจผิดไป 

คนที่ออกมายืนยันในเรื่องนี้ได้ดีคือ ไรอัน บาเบล อดีตนักเตะดัตช์ของ ลิเวอร์พูล ที่เคยสัมภาษณ์ประเด็นนี้ว่า นี่คือจุดที่โค้ชชาวดัตช์มักทำผิดพลาดในอังกฤษ หลายคนพูดภาษาอังกฤษได้ดี แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเป็นผู้สื่อสารที่ยอดเยี่ยม

ทำไมถึงเป็นแบบนั้น ? บาเบล อธิบายต่อว่า สิ่งนี้คือ “อัตตาของชาวดัตช์” ฟุตบอลดัตช์สอนให้คนที่เป็นโค้ชหรือเปรียบได้กับหัวหน้างานในองค์กร ต้องอยู่บนทัศนคติที่พยายามแสดงความเป็นผู้นำในแบบตัวเองออกมา “มันคล้าย ๆ ว่าพวกเขามีทัศนคติแบบว่าเราจะไม่ปรับตัว เราจะพยายามเล่นในแบบของเราเสมอ” นี่คือสิ่งที่ บาเบล พูด 

ในรายของ ชล็อต นั้นจะพูดแบบนั้นก็ไม่ถูกเสียทีเดียว ตัวของเขาในปีแรกกับ ลิเวอร์พูล ก็ไม่ได้ยึดมั่นปรัชญาอะไรขนาดนั้น เขาทำทีมจากโครงสร้างเดิมที่ เยอร์เก้น คล็อปป์ เคยทำไว้ มีการใส่ความเป็นตัวเองเข้าไปบ้างนิดหน่อยตามแบบฉบับของเขา จนกระทั่งทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกแบบม้วนเดียวได้สำเร็จ

ทว่าเมื่อได้ชูถ้วย พร้อม ๆ กับรับความมั่นใจจากบอร์ดบริหารที่อนุมัติให้เขาซื้อตัวนักเตะเป็นจำนวนเงินกว่า 400 ล้านปอนด์ ชล็อต ก็เริ่มคิดว่า ถึงตอนนี้ได้เวลาที่เขาจะแสดงสิ่งที่อยู่ข้างในตัวเขาจริง ๆ ออกมาเสียที 

 

ยิ่งได้แชมป์ ยิ่งมั่นใจ 

ไม่แปลกเลยที่เมื่อคุณพาทีมประสบความสำเร็จ คุณก็สมควรได้เครดิตนั้น และเมื่อใครสักคนกำลังค่อนขอดในความสามารถของคุณ จะมีอะไรดีกว่าการเอารางวัลที่เคยได้ มาอ้างอิงแทนคำพูดมากมายที่ไม่รู้ว่าสื่อจับไปขยายเล่นข่าวอย่างไร ? 

จะมีใครเป็นตัวอย่างเรื่องนี้ได้ดีไปกว่า เอริค เทน ฮาก กุนซือผู้พา แมนฯ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์ทั้ง 2 ซีซั่นที่เขามีโอกาสได้คุมทีมเต็ม ๆ ก่อนที่ฤดูกาลที่ 3 เขาจะทำทีมได้ย่ำแย่ มีปัญหากับนักเตะหลายคน และเริ่มกลายเป็นกุนซือที่มักจะเอาแชมป์คาราบาว คัพ และ แชมป์ เอฟเอ คัพ มากล่าวอ้างว่า “นี่คือ 2 โทรฟี่ล่าสุด ในรอบ 5 ปี ของสโมสร” 

เขาพูดถูกทั้งหมดหากว่ากันตามข้อเท็จจริงในสิ่งที่เกิดขึ้น เพียงแต่การพูดเรื่องนี้ซ้ำ ๆ ในทุกครั้งที่แฟนบอลเริ่มตั้งคำถามกับปรัชญาฟุตบอลของเขา และผลงานทีมที่ย่ำแย่ ก็คงต้องบอกว่านั่นเป็นการพูดที่ถูกตามหลักความจริง แต่ผิดที่ผิดเวลาไปหน่อย 

และราคาของการทวงถามสิ่งเหล่านี้ก็เหมือนเป็นการลดเครดิตของตัวเขาเองลงไปเรื่อย ๆ เพราะฟุตบอลเป็นการว่ากันด้วยปัจจุบัน หากปัจจุบันไม่ดี ไม่มีผลงาน ไม่มีความก้าวหน้า ก็ยากที่กรรมดีเก่า ๆ ที่เคยสร้างไว้จะปกป้องเขาจากตำแหน่งได้ ... ความโกรธ และมุมมองเชิงลบของแฟนยูไนเต็ด เริ่มมีต่อเขามากขึ้น และสุดท้ายเขาก็โดนไล่ออกจากตำแหน่ง ทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะต่อสัญญาใหม่ไปเพียงไม่กี่เดือน นี่คือตัวอย่างของความมั่นใจในตัวเองจนเกินไปของเขา 

กลับมาที่กรณีล่าสุดอย่าง อาร์เน่อ ชล็อต กรณีนี้ยิ่งซับซ้อนกว่าเทน ฮาก เพราะการให้สัมภาษณ์พาดพิงถึง เยอร์เก้น คล็อปป์ ไม่ใช่แค่การพูดถึงอดีตกุนซือ แต่มันคือการแตะต้อง “สัญลักษณ์ทางอารมณ์” ของแฟนลิเวอร์พูล เช่นล่าสุดที่เขาบอกว่าเขาไม่ควรโดนไล่ออก หากไม่สามารถพาทีมคว้าตั๋วไปยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกได้ เพราะเมื่อปี 2022-23 คล็อปป์ ก็เคยทำพลาด แต่ก็ไม่โดนปลดออก แถมสโมสรยังให้งบประมาณเสริมทีมกับคล็อปป์ในซัมเมอร์ต่อมาอยู่เลย

สถานการณ์ในตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว ผลงานของ ชล็อต และทีมอยู่ในช่วงกำลังแกว่งอย่างหนัก ดังนั้นคำพูดที่โยงไปถึงคล็อปป์จึงถูกตีความทันทีว่า มันกำลังเกิดการเปรียบเทียบ หรือแม้กระทั่งการมองว่าเขากำลังปัดความรับผิดชอบจากสิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้ ที่หลายคนมองว่า “เขาคือต้นเหตุ” 

ในเชิงจิตวิทยา แฟนบอลจะยอมรับคำอธิบายก็ต่อเมื่อความเชื่อมั่นพื้นฐานยังอยู่ (กล่าวคือทีมผลงานดีพูดอะไรก็น่าฟัง) แต่ถ้าความศรัทธาเริ่มสั่นคลอน ทุกคำพูดจะถูกขยายเสียงมากกว่าปกติ นี่คือจุดที่โค้ชหลายคนพลาด ไม่ใช่เพราะพูดผิด แต่เพราะเลือกจังหวะผิด คำถามสำคัญต่อมาก็คือ ทำไมพวกเขายังเลือกพูด ?

 

ทำไมพวกเขายังเลือกพูด?

คำตอบสั้น ๆ คือของคำถามนี้ คือ เพราะการเงียบ อาจถูกมองว่าเขากำลังก้มหน้ายอมรับความล้มเหลว เจตนาในการกล่าวถึงคล็อปป์จากปากของเขาอาจไม่ใช่เจตนาที่ไม่ดี แต่ในมุมของเขามันอาจเป็นคำอธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงจำเป็นต้องใช้เวลา หรือแม้กระทั่งการเปรียบเทียบโครงสร้างทีมที่กำลังผลัดใบจากยุคของคล็อปป์  และเขาพยายามที่จะแก้ไขสิ่งเหล่านี้อยู่ 

แต่ปัญหาก็คือ แฟนบอลไม่ได้ฟังด้วยเหตุผลล้วน ๆ พวกเขาฟังด้วยความรู้สึก และเมื่อทีมแพ้ คำอธิบายก็มักถูกมองว่าเป็นข้อแก้ตัวไปโดยปริยายอย่างช่วยไม่ได้ 

เทน ฮาก เอง ก็เคยเผชิญกับสิ่งนี้ เมื่อเขายืนยันว่าทีมกำลังพัฒนา ทั้ง ๆ ที่อันดับร่วง และผลงานในสนามดูจับต้นชนปลายไม่ได้ ซึ่งมนทำให้ที่สุดแล้ว คำพูดของเขากลายเป็นมีม ไม่ใช่คำพูดสร้างแรงบันดาลใจ เพราะแฟนบอลได้ยินมามากพอแล้ว พวกเขาต้องการให้ทีม “ทำให้เห็นมากกว่าพูด” 

ถ้าพูดแล้วทีมชนะ... มันคือความเป็นผู้นำ แต่ถ้าพูดแล้วทีมแพ้... มันจะกลายเป็นความดื้อรั้นในสายตาแฟนบอลทันที นี่คือธรรมชาติของลีกที่โหดที่สุดในโลก แต่ช่วยไม่ได้ เพราะพวกเขาเป็นผู้เลือกเองที่จะเปลี่ยนสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นไปตามปรัชญาของตัวเอง ในยุคที่ฟุตบอลปัจจุบันที่การอดทนอยู่กับความเจ็บปวดกับผลงานแย่ ๆ เพื่อแลกกับผลงานที่ดีในอนาคต ไม่สามารถรอได้นานเกินไป 

ไรอัน บาเบล พูดถึงเรื่องนี้ต่อว่า “สิ่งที่เกิดจากการถูกคนอื่น ๆ ไม่เข้าใจ นั่นก็เป็นเรื่องของอีโก้แบบดัตช์อีกนั่นแหละ ... ถ้าคุณไปทำงานในลีกต่างแดน และมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งเรื่องวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน กฎกติกาที่แตกต่างกัน คุณก็จำเป็นต้องปรับตัว และมองโลกตามความเป็นจริง”

“โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ... ที่นี่โค้ชต้องปรับตัวให้เข้ากับพรีเมียร์ลีกก่อน เพราะพรีเมียร์ลีกจะไม่ปรับตัวให้เข้ากับโค้ชต่างชาติง่าย ๆ แน่นอน” บาเบล ว่าเช่นนั้น 

โดยสรุปของเรื่องนี้ ว่ากันด้วยคำตอบง่าย ๆ ที่สุด คือ ผลลัพธ์ .. ถ้าคุณทำทีมแล้วได้ผลลัพธ์ดีตรงตามเป้าหมาย คุณจะพูดอะไรก็ชวนฟังทั้งนั้น 

ชล็อตอาจไม่ได้ตั้งใจท้าทายแฟนบอล แต่ในวันที่ผลงานยังไม่นิ่ง และคำถามเกิดขึ้นมากมาย ทั้งกับเขาและกับทีม การพูดถึง “พระเจ้าของแอนฟิลด์” อย่างคล็อปป์นั้น คือ การเดินเข้าไปในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยอารมณ์อย่างแท้จริง

ประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกสอนเราว่าแฟนบอลพร้อมให้อภัยทุกคำพูด ถ้าผลการแข่งขันดีพอ  แต่ถ้าไม่ใช่ ไมโครโฟนจะกลายเป็นอาวุธย้อนกลับใส่ตัวเอง

จาก เทน ฮาก ถึง ชล็อต บทเรียนอาจไม่ใช่ว่า “อย่าพูด”

แต่คือพูดได้…ถ้าคุณชนะ นี่คือคำตอบที่รวบรัดที่สุดเท่าที่จะอธิบายได้อย่างแท้จริง

 

แหล่งอ้างอิง : 

https://www.nytimes.com/athletic/5506610/2024/08/15/arne-slot-dutch-managers-premier-league/
https://www.nytimes.com/athletic/5668079/2024/08/12/arne-slot-liverpool-manager-players/
https://www.espn.com/soccer/story/_/id/47881375/liverpool-crossroads-where-gone-wrong-slot-premier-league-title-win 
https://www.liverpoolecho.co.uk/sport/football/football-news/arne-slot-lifts-lid-fresh-32917851 

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Graphic

อรรนพ สะตะ

graphic design ผู้ชื่นชอบกีฬาฮอกกี้, เกมส์, เดินเขา เป็นชีวิตจิตใจ