
คืนนี้ อาทิตย์ที่ 10 มีนาคม เวลา 22:45 น. จะมีการแข่งขันแมตช์สำคัญในฟุตบอลพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2023/24 เมื่อ ลิเวอร์พูล กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สองทีมเต็งแชมป์ต้องมาเจอกัน และปฏิเสธไม่ได้ว่า กุนซือของทั้งสองทีม ได้สร้างยุคสมัยของพวกเขาและต้นสังกัดขึ้นมา
เยอร์เก้น คล็อปป์ ก้าวเข้ามาสู่ทีมลิเวอร์พูลในช่วงกลางฤดูกาล 2015/16 หลังสร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้จัดการทีมเพียงคนเดียวที่พา โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เถลิงแชมป์ บุนเดสลีกา เหนือ บาเยิร์น มิวนิค ได้ในรอบกว่าทศวรรษ ก่อนที่อีกหนึ่งฤดูกาลต่อมา เป๊ป กวาร์ดิโอล่า อีกหนึ่งยอดผู้จัดการทีมที่ประสบความสำเร็จกับทั้ง บาร์เซโลน่า และ บาเยิร์น มิวนิค จะเข้ามารับงานคุมบังเหียน แมนฯ ซิตี้
การปรากฏตัวของชายสองคนนี้เปลี่ยนรสชาติความเข้นข้นในการลุ้นแชมป์ลีกไปตลอดกาล เป๊ป และ คล็อปป์ เข้ามายกระดับการต่อสู้เพื่อแย่งชิงแชมป์พรีเมียร์ลีกที่แต่เดิมก็ยากอยู่แล้ว ให้กลายเป็นงานยากและหินยิ่งขึ้นอีก ยืนยันได้จากสองครั้งที่ ลิเวอร์พูล ต้องผิดหวังด้วยตำแหน่งพระรองในฤดูกาล 2018/19 ที่ทำคะแนนได้ถึง 97 คะแนน แต่ไม่ดีพอจะคว้าแชมป์ได้ เพราะ แมนฯ ซิตี้ ของเป๊ป ทำได้ 98 คะแนน และภาพก็ฉายซ้ำในฤดูกาล 2021/22 ลิเวอร์พูลกลายเป็นรองแชมป์แต้มเดียวอีกครั้ง หลังจบฤดูกาลด้วย 92 คะแนน ส่วน แมนฯ ซิตี้ ทำไปได้ 93 คะแนน
โดยปกติแล้วหากคู่แข่งในลีกไม่ได้ห้ำหั่นกันดุเดือดขนาดนี้ การทำคะแนนได้ถึง 90 คะแนน คงการันตีการได้แชมป์ไปแล้ว แต่โชคร้ายที่เรื่องนี้ไม่เกิดขึ้นกับ ลิเวอร์พูล การจบด้วยการเป็นรองแชมป์แต้มเดียวถึงสองครั้งสองครา ทั้ง ๆ ที่ทำคะแนนไปเฉียดร้อยของ ลิเวอร์พูล คงทำให้แฟนบอลรู้สึกเสียดายไม่น้อย แต่นั่นก็เป็นเรื่องยืนยันได้ว่าคู่แข่งของพวกเขาแข็งแกร่งจริง ๆ
นอกจากนี้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า และลูกทีมยังโชว์ความแข็งแกร่ง เขี้ยวลากดินของพวกเขาด้วยการทำคะแนนไป 100 คะแนน ในฤดูกาล 2017/18 จบด้วยการคว้าแชมป์ลีกสมัยแรกของ เป๊ป ในเกาะอังกฤษ และกลายเป็นทีมแรกในประวัติศาตร์พรีเมียร์ลีก ที่ทำคะแนนแตะหลักร้อยได้ ตลอด 7 ฤดูกาลที่ผ่านมา ในการคุม แมนฯ ซิตี้ ของ เป๊ป เขาพาทีมคว้าแชมป์ลีกไปถึง 5 สมัย อีกทั้งยังเป็นการได้แชมป์ 3 สมัยติดต่อกัน
ส่วนในทางฝั่งของ คล็อปป์ และ ลิเวอร์พูล พวกเขาสามารถคว้าแชมป์ลีกมาครองได้ 1 สมัย ในฤดูกาล 2019/20 โดยทำไป 99 คะแนน ส่วนรองแชมป์ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็คือ แมนฯ ซิตี้ ที่ตามมาห่าง ๆ 81 คะแนน และจบด้วยรองแชมป์อาภัพอีก 2 สมัย
ตลอดระยะเวลาการคุมทีมของทั้งคู่ ทุกครั้งที่เจอกันการันตีความมันระดับ 5 ดาวทุกนัด โดยพวกเขาดวลกันในลีกไปแล้ว 15 นัด จบลงด้วยผลเสมอ 6 นัด เป๊ปคว้าชัยได้ 5 นัด ส่วนคล็อปป์คว้าชัยได้ 4 นัด แมนฯ ซิตี้ ยิงประตูไปทั้งหมด 30 ประตู ตัวเลขค่อนข้างห่างกันพอสมควรกับ ลิเวอร์พูล ที่ทำได้เพียง 19 ประตู โดยความพ่ายแพ้ที่ขาดลอยที่สุดเกิดขึ้นในเกมที่ ลิเวอร์พูล บุกไปแพ้ แมนฯ ซิตี้ ยับเยิน 5-0 เมื่อฤดูกาล 2017/18
ในขณะเดียวกัน เป๊ป ยังถือครองสถิติในบ้านสุดแกร่ง เพราะ เยอร์เก้น คล็อปป์ ไม่เคยพาทีมบุกไปชนะแมนฯ ซิตี้ ภายใต้การคุมทีมของ เป๊ป ที่ เอติฮัด ได้เลย และจะจบลงด้วยสถิตินี้
เพราะคล็อปป์ กับการคุมลิเวอร์พูลได้ไปเยือน แมนฯ ซิตี้ ครั้งสุดท้ายแล้ว และจบด้วยผลเสมอ 1-1
ส่วนทางฝั่งของ เป๊ป เคยพาทีมบุกมาชนะ ลิเวอร์พูล อย่างขาดลอยที่แอนฟิลด์ ได้ 1 ครั้ง คือในฤดูกาล 2020/21 ด้วยสกอร์ 4-1 ซึ่งอยู่ในช่วงของการล็อกดาวน์ ไม่มีแฟนบอลอยู่ในสนาม
สถิตินี้ของเป๊ปอาจเปลี่ยนแปลงได้ เพราะการดวลกันครั้งสุดท้ายของทั้งคู่กำลังจะมาถึง เกมพรีเมียร์ลีก คู่ระหว่าง ลิเวอร์พูล ต้องเปิดแอนฟิลด์ เจอกับ แมนฯ ซิตี้ ที่จะแข่งขันกันในวันที่ 10 มีนาคมนี้ จะเป็นการเจอกันครั้งที่ 16 ของคล็อปป์ และ เป๊ป
สาวกหงส์แดง และเรือใบสีฟ้า คงต้องเอาใจช่วยทีมรักอย่างสุดแรง เพราะไม่ใช่แค่เรื่องสถิติของ เป๊ป เท่านั้น แต่การเจอกันครั้งนี้เปรียบเสมือนนัดชิงกลาย ๆ เพราะสถานการณ์ของสองทีมกำลังคั่วแชมป์กันอย่างสูสี เป้าหมายของทั้งสองทีมคือการคว้า 3 แต้มเท่านั้น เพราะหากจบด้วยผลเสมอ จะไปเข้าทางอีกทีมลุ้นแชมป์อย่าง อาร์เซนอล และจะทำให้เส้นทางการลุ้นแชมป์ลำบากกว่าเดิม
การห้ำหั่นกันครั้งสุดท้ายในพรีเมียร์ลีกของสองกุนซือ สองคู่แข่งที่ทั้งรักทั้งแค้น กับเกมที่เต็มไปด้วยแทคติกฟุตบอล และความดุเดือดปรอทแตก ส่วนใครจะคว้าสถิติเก็บชัยชนะไปได้ และอยู่ในเส้นทางการลุ้นแชมป์ที่เป็นต่อต่อไป ร่วมส่งแรงเชียร์แรงใจเชียร์ทีมรัก และส่งท้าย เยอร์เก้น คล็อปป์ ไปพร้อมกัน
