Feature

ไมเคิล แจ็คสัน : การร่ายมนตร์ใน ซูเปอร์โบว์ล XXVII ที่เปลี่ยนเวที "ฮาล์ฟไทม์ โชว์" ไปตลอดกาล | Main Stand

การแสดงช่วงพักครึ่ง หรือที่เรียกว่า ฮาล์ฟไทม์ โชว์ ของการแข่งขัน ซูเปอร์โบว์ล นัดชิงชนะเลิศประจำฤดูกาลของอเมริกันฟุตบอล NFL ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ที่แฟนอเมริกันฟุตบอล และคอเพลงทั่วโลกให้ความสนใจ เพราะมันไม่ใช่เพียงแค่โชว์ที่เปิดโอกาสให้นักกีฬาและโค้ชได้เข้าไปพักร่างกายและวางแผนกลับมาสู้กันต่อในครึ่งหลัง แต่ยังเป็นพื้นที่ให้ศิลปินที่ได้รับเกียรติมาเล่นในงานนี้ ได้ปล่อยของ โชว์ฝีมือ มอบความบันเทิงให้คนดูอย่างเต็มที่ จนหลายโชว์กลายเป็นที่พูดถึงมากกว่าทีมที่เป็นแชมป์เสียอีก

 

ในประวัติศาสตร์ของ ฮาล์ฟไทม์ โชว์ มีการแสดงของศิลปินระดับโลกมากมายที่ได้รับการจารึกไว้อย่างน่าจดจำ อย่างไรก็ตาม มีโชว์พักครึ่งของศิลปินคนหนึ่ง ที่ไม่เพียงแต่ได้รับการยกให้เป็นสุดยอดการแสดงระดับตำนานที่โลกไม่ลืม แต่มันยังเป็นโชว์ที่ทำให้ ฮาล์ฟไทม์ โชว์ ของ ซูเปอร์โบว์ล ที่เคยน่าเบื่อไร้สีสันในอดีต ให้เป็นการแสดงที่ยิ่งใหญ่ และเปลี่ยนแปลงเวที ฮาล์ฟไทม์ โชว์ ไปตลอดกาล

นั่นคือการแสดงของ ไมเคิล แจ็คสัน ราชาเพลงป๊อปผู้ยิ่งใหญ่ กับการแสดง ฮาล์ฟไทม์ โชว์ วันที่ 31 มกราคม ปี 1993 และนี่ก็คือเรื่องราวระดับตำนานที่ MAIN STAND นำมาฝากคุณผู้อ่าน เพื่อรำลึกถึงอีกหนึ่งโชว์ประวัติศาสตร์ของ "คิง ออฟ ป๊อป" คนนี้

 

โชว์สุดน่าเบื่อในอดีต

ก่อนจะเป็นโชว์พักครึ่งของ ซูเปอร์โบว์ล ที่เต็มไปด้วยแสงสีเสียง โปรดักชั่นอลังการ และเพลงฮิตจากศิลปินเจ้าของงานที่ขนมาเสิร์ฟให้ทุกคนได้ร้องกันแบบฟูลโชว์นั้น รู้หรือไม่ว่า เมื่อก่อน การแสดง ฮาล์ฟไทม์ โชว์ ไม่ได้เป็นแบบที่เราเห็นกันเลย

ย้อนไปเมื่อศึก ซูเปอร์โบว์ล ยุค 1960-1980 การแสดงช่วงพักครึ่ง NFL ไม่ได้มีการดึงศิลปินดังมาแสดงเลย แต่เป็นเหล่าวงดนตรีดุริยางค์ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในอเมริกา มาบรรเลงเพลงสร้างบรรยากาศในสนามให้คึกคัก หรือบรรดาองค์กรการกุศลที่ไม่แสวงหากำไร และบริษัทผู้ผลิตสื่อบันเทิงยักษ์ใหญ่อย่าง ดิสนีย์ ที่ขนเอาตัวการ์ตูนชื่อดังของตัวเอง สลับสับเปลี่ยนกันมาแสดงโชว์ทั้งร้อง เต้น เล่นดนตรี ในรูปแบบที่ไม่หวือหวามาก

พอมาถึง ซูเปอร์โบว์ล ยุค 1990 การแสดงช่วงพักครึ่งการแข่งขัน ก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง ด้วยการดึงศิลปินดังมาเอนเตอร์เทนคนดูบ้างแล้ว รายแรกก็คือ "นิว คิดส์ ออน เดอะ บล็อค" บอยแบนด์ระดับตำนาน ที่มาขึ้นเวทีในปี 1991 (แต่ก็ยังไม่ได้เป็นเฮดไลน์ประจำงาน) หรือ กลอเรีย เอสเตฟาน ศิลปินป๊อปหญิงแห่งตำนานจากคิวบา มาแสดงในปี 1992

สิ่งที่สังเกตุเห็นได้คือการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ โชว์พักครึ่งของ ซูเปอร์โบวล์ เริ่มมีสีสันและความสนุกสนาน ถูกอกถูกใจคนดูมากขึ้น มีการร้องรำทำเพลง เอนเตอร์เทนคนดู จนไม่เหมือนกับโชว์คั่นเวลาเหมือนที่ผ่านมา

แล้วเมื่อมาถึงเกมนัดชิง ซูเปอร์โบว์ล ครั้งที่ 27 ที่สนาม โรส โบว์ล แคลิฟอร์เนีย เกมชิงดำระหว่าง บัฟฟาโล บิลส์ ปะทะ ดัลลัส คาวบอยส์ วันที่ 31 มกราคม 1993 ฝ่ายจัดการแข่งขันอย่าง NFL ก็ได้ประกาศข่าวสำคัญที่ทำให้แฟนกีฬาคนชนคน และแฟนเพลงป๊อปได้ประหลาดใจ

ว่าศิลปินที่จะมาแสดงในช่วงพักครึ่ง ซูเปอร์โบว์ล ครั้งที่ 27 นั้นคือ "ไมเคิล แจ็คสัน" ราชาเพลงป๊อประดับโลก พร้อมนักดนตรีและทีมงานระดับมืออาชีพ ที่จะมาเสิร์ฟความบันเทิงแบบจัดเต็มต่อหน้าคนดูทุกคน

 

ยุคทองของ "คิง ออฟ ป๊อป"

ย้อนกลับไปในยุค 1990 ไมเคิล แจ็คสัน กลายเป็นศิลปินผู้ยิ่งใหญ่แบบไม่ต้องมีการบรรยายสรรพคุณ เขาคือสุดยอดราชาเพลงป๊อปที่คนทั่วโลกมอบตำแหน่งนี้ให้โดยสดุดี จากความสำเร็จอันถล่มทลายในฐานะศิลปินเดี่ยว ตั้งแต่อัลบั้ม Off The Wall (1979) ต่อด้วย Thriller (1982) อัลบั้มระดับตำนานที่มีเพลงฮิตถล่มโลกแบบ Thriller, Billie Jean, Beat It, Wanna Be Startin' Somethin'

ต่อด้วยอัลบั้ม Bad (1987) ที่ตอกย้ำสถานะการเป็นราชาเพลงป๊อปของโลก ด้วยเพลงเร็วที่ติดหูชวนขยับทั้ง Bad, Smooth Criminal, The Way You Make Me Feel หรือเพลงช้าสุดไพเราะแบบ Man in the Mirror, I Just Can't Stop Loving You ที่ใครก็ร้องตามได้ ก่อนจะเดินทางไปหาแฟนเพลงทั่วโลกกับทัวร์คอนเสิร์ต Bad World Tour ที่ประสบความสำเร็จแบบถล่มทลายในปี 1987-1989

ข้ามมาปี 1991 ไมเคิล แจ็คสัน ก็ออกอัลบั้มชุดที่ 8 ชื่อ Dangerous ที่ก็ประสบความสำเร็จแบบฉุดไม่อยู่เช่นกัน ด้วยเพลงคุณภาพที่สามารถหยิบมาตัดเป็นซิงเกิลได้แทบทั้งอัลบั้ม Jam, Give In to Me, Will You Be There รวมถึงสองเพลงระดับตำนาน Black or White ไม่ว่าคุณเป็นใคร สีผิวขาวหรือดำ คุณก็คือมนุษย์เท่ากัน และ Heal the World ช่วยกันเยียวยาโลกใบนี้ ให้เป็นบ้านที่น่าอยู่ของเราและลูกหลาน

ความสำเร็จของอัลบั้ม Dangerous ที่ขึ้นอันดับ 1 ตามชาร์ตเพลงต่าง ๆ และยอดขายมากกว่า 30 ล้านชุดทั่วโลก บวกกับทัวร์คอนเสิร์ตครั้งยิ่งใหญ่ Dangerous World Tour ที่ ไมเคิล แวะไปหาแฟนเพลงของเขาทั่วอเมริกา, ยุโรป, อเมริกาใต้ และ เอเชีย (มีประเทศไทยด้วย) รวมถึงการแสดงที่จัดเต็มทั้งร้องและเต้น ทุ่มสุดตัวเพื่อให้แฟนเพลงมีความสุข มันช่วยยกสถานะให้เขากลายเป็นศิลปินป๊อปผู้ยิ่งใหญ่ แบบที่โลกนี้ไม่มีใครทัดเทียมได้

เรียกว่า ไมเคิล แจ็คสัน คือศิลปินระดับซูเปอร์สตาร์ ที่สมบูรณ์แบบทั้งการร้อง การเต้น การแต่งเพลง ผู้คนมากมายเรียกเขาว่าเป็น "คิง ออฟ ป๊อป" ไม่ก็ ศิลปินที่พระเจ้าสร้างขึ้นมาให้แก่โลกนี้ จากเพลงฮิตมากมาย และท่าเต้นที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร โดยเฉพาะท่าเต้น "ลูบเป้า" ที่คนทั้งโลกจดจำได้ ต่อให้ไม่เคยฟังเพลงของเขา แต่ถ้าเห็นใครทำท่าลูบเป้าเมื่อไหร่ ก็รู้ทันทีว่านี่คือท่าเต้นของ ไมเคิล แจ็คสัน

ทั้งหมดทั้งมวลนี้จึงทำให้ NFL มีมติเห็นตรงกันว่า ไม่มีศิลปินคนไหนที่คู่ควรจะได้มาแสดงสดช่วงพักครึ่ง ซูเปอร์โบว์ล ครั้งที่ 27 เท่ากับ "คิง ออฟ ป๊อป" ผู้ยิ่งใหญ่คนนี้อีกแล้ว

ซึ่งแน่นอนว่า … มันไม่ง่าย

 

ราชาที่มา "ซูเปอร์โบว์ล" แบบไม่ได้ค่าตัว

ไม่มีศิลปินระดับซูเปอร์สตาร์คนไหนที่ยอมทำงานให้ใครแบบฟรี ๆ … ไมเคิล แจ็คสัน ก็เช่นกัน

ต่อให้เกมนัดชิง ซูเปอร์โบว์ล จะเป็นการแข่งขันกีฬานัดชิงแชมป์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา และการแสดงสดช่วงพักครึ่ง ฮาล์ฟไทม์ โชว์ ก็เป็นช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมที่ศิลปินจะได้โปรโมตผลงานของตัวเองให้คนเห็นทั่วโลก แต่ทาง NFL ก็มีกฎเหล็กข้อหนึ่งที่เขียนไว้ และไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงก็คือ ศิลปินที่มาแสดงสดช่วงพักครึ่ง จะไม่ได้รับเงินค่าตัว แต่ทาง NFL จะออกเงินค่าโปรดักชั่น ค่าทำโชว์ต่าง ๆ ให้ศิลปินเอง ชนิดว่าอยากได้อะไรก็บอกมา

แม้เวลานั้น ทาง NFL ต้องการตัว ไมเคิล แจ็คสัน มาแสดงสดที่สนาม โรส โบว์ล เมืองพาซาดีนา รัฐแคลิฟอร์เนีย ในวันที่ 31 มกราคม 1993 มากแค่ไหน แต่ทาง NFL ก็ยืนยันที่จะไม่ละเมิดกฎเหล็กที่พวกเขาตั้งไว้ ก็คือไม่จ่ายค่าตัวให้กับ ไมเคิล แจ็คสัน แม้แต่ดอลลาร์เดียว ซึ่งทาง ไมเคิล กับตัวแทน ได้แจ้งไปว่าพวกเขาจะรับงานนี้ ก็ต่อเมื่อ NFL ยอมจ่ายเงิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นค่าจ้างให้พวกเขาเท่านั้น แต่ทาง NFL ปฏิเสธ

รายงานสื่อระบุว่า ในการเจรจากันตลอด 11 เดือน NFL พยายามตื๊อ ไมเคิล แจ็คสัน กับ แซนดี้ กัลลิน ผู้จัดการของเขาอยู่ถึง 3 ครั้ง ซึ่งเมื่อราชาเพลงป๊อปรู้ว่างานนี้ยังไงก็เล่นฟรี ไม่ได้ค่าตัว เขาจึงปฏิเสธคำขอจาก NFL ทั้ง 3 ครั้ง แถมช่วงเวลานั้น ไมเคิล ก็ต้องโฟกัสอยู่กับการทัวร์คอนเสิร์ตรอบโลก Dangerous World Tour เลกแรก ซึ่งกินเวลาตั้งแต่เดือนมิถุนายน จนถึงวันสิ้นปี 31 ธันวาคม 1992 หรือก่อนเกมนัดชิง ซูเปอร์โบว์ล ครั้งที่ 27 ประมาณ 1 เดือนด้วยกัน

จิม สติ๊ก หนึ่งในทีมบริหารของ NFL ที่ดูแลเรื่องการแสดง ฮาล์ฟไทม์ โชว์ ให้กับทางลีก เล่าว่า เขาพยายามโน้มน้าว ไมเคิล กับผู้จัดการอยู่นานจนรู้สึกท้อ เพราะอีกฝ่ายต้องการเงินค่าตัวจากการแสดง ไม่ได้อยากมาเล่นฟรี ๆ จนกระทั่งการประชุมครั้งที่ 4 ดอน มิสเซอร์ หนึ่งในโปรดิวเซอร์ของฝั่ง NFL แจ้งว่า การแสดงพักครึ่งรอบนี้ จะมีการถ่ายทอดไปมากกว่า 120 ประเทศ ไม่ใช่แค่เฉพาะสหรัฐอเมริกา

จุดนี้เองที่ทำให้ ไมเคิล แจ็คสัน ซี่งเคยมีอำนาจต่อรองเหนือกว่า NFL แบบมากโขในฐานะซูเปอร์สตาร์ระดับโลก เริ่มเปลี่ยนใจ โดย สติ๊ก ยกคำพูดของ ไมเคิล ในที่ประชุมมาเปิดเผยต่อสื่อว่า "คุณกำลังจะบอกผมว่า การแสดงนี้จะถ่ายทอดสดไปยังทุกประเทศที่ผมยังไม่เคยไปแสดงเลยใช่ไหม จากนั้น ไมเคิล ก็นิ่งคิดอยู่ช่วงหนึ่งแล้วตอบว่า โอเค ผมเอาด้วย"

สุดท้าย NFL ก็ได้ตัว คิง ออฟ ป๊อป มาเป็นเฮดไลน์ของโชว์พักครึ่ง ซูเปอร์โบว์ล ครั้งที่ 27 แบบสมปรารถนา แถมยังไม่ต้องจ่ายค่าตัวอีกต่างหาก แต่สิ่งที่ต้องแลกเปลี่ยนก็คือ NFL และ ฟริโต-เลย์ บริษัทผลิตขนมชื่อดัง ผู้เป็นสปอนเซอร์ของโชว์ จะต้องบริจาคเงิน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ให้กับมูลนิธิ Heal The World ที่ ไมเคิล ก่อตั้งขึ้น เพื่อช่วยเหลือเด็กผู้ยากไร้ทั่วโลก รวมถึงให้ลงโฆษณาโปรโมตมูลนิธิผ่านทีวีเป็นเวลา 30 วินาที ซึ่งทางลีกและสปอนเซอร์ก็จัดให้

 

โชว์พักครึ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน

ถึงจะต้องขึ้นเวที ฮาล์ฟไทม์ โชว์ โดยไม่ได้รับค่าตอบแทน แต่ ไมเคิล แจ็คสัน และทีมงาน ก็ทุ่มเทให้กับงานโชว์ครั้งนี้อย่างมาก จนเผลอ ๆ จะเป็นโชว์ที่เขาซีเรียสและเครียดมากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตก็ว่าได้ ตามความเห็นของทีมงานที่อยู่รอบข้างตัวเขา

เจนนิเฟอร์ แบตเทน มือกีต้าร์หญิงที่เป็นแบ็กอัปทำงานกับ ไมเคิล ในช่วงทัวร์คอนเสิร์ตอัลบั้ม Dangerous บอกว่า "ไมเคิล เครียดกับงานนี้มาก เพราะเขาคือศิลปินสไตล์ Perfectionist (ผู้รักความสมบูรณ์แบบ) ที่ไม่อยากให้โชว์เกิดความผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว"

และในฐานะศิลปินมืออาชีพ หากทำโชว์ผิดพลาดต่อหน้าคนดู และการถ่ายทอดสดที่จะมีขึ้นทั่วโลก นั่นจะกลายเป็นตราบาปติดตัว ไมเคิล แจ็คสัน ไปตลอดชีวิต

ตลอดเวลาการเตรียมงาน ไมเคิล แจ็คสัน ร่วมมือกับทีมงานระดับอาชีพ ช่วยกันคิดและดีไซน์โชว์ รวมถึงขอให้ทาง NFL อนุญาตให้มีแฟนเพลงประมาณ 3,500 คน มายืนรายล้อมเวทีในช่วงสุดท้ายของโชว์ ซึ่งเป็นช่วงที่เขาจะร้องเพลง Heal the World เพลงใหม่ที่เพิ่งโปรโมตในเวลานั้นออกอากาศไปทั่วโลก

แม้คำขอของ ไมเคิล ครั้งนี้จะทำให้ NFL ไม่สบายใจเท่าไหร่กับคำขอที่ให้คนดูมายืนล้อมเวทีเพราะเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของศิลปิน เพราะเป็นที่รู้กันว่า ไมเคิล คือซูเปอร์สตาร์ที่มีแฟนเพลงเฝ้าติดตามและดักซุ่มรออยู่ทุกที่ ทั้งที่บ้านและสถานที่ต่าง ๆ ที่เขาเดินทางไป แต่สุดท้าย NFL ก็ยอมทำตามที่เขาต้องการ

นอกจากโชว์แล้ว เวทีของ ไมเคิล แจ็คสัน ที่ตั้งอยู่ในสนาม เจ้าตัวกับทีมงานก็เป็นคนช่วยกันออกแบบ เวทีที่พวกเขาเล่น เกิดขึ้นจากการนำชิ้นส่วนเหล็กกับโลหะทั้งหมด 26 ชิ้น นำมาประกอบกันให้เป็นเวที และมีน้ำหนัก 12 ตัน ซึ่งเมื่อถึงเวลาโชว์ ทีมงานจะวิ่งเอาชิ้นส่วน 26 ชิ้น มาประกอบเป็นเวทีให้ ไมเคิล กับทีมแบ็กอัปขึ้นไปแสดง ซึ่งมีทีมงานอีก 275 คน คอยดูแลและกำกับอยู่เบื้องหลัง

"ไมเคิล ทำงานหนักกว่าใคร ๆ ที่เคยแสดงช่วงพักครึ่ง ทั้งก่อนและหลังจากนั้น" จิม สติ๊ก ทีมบริหาร NFL และดูแลเรื่องโชว์พักครึ่ง ซูเปอร์โบว์ล ชื่นชม ไมเคิล ที่ทุ่มเทให้กับงานนี้แบบเต็ม 100 ซ้อมแล้วซ้อมอีกจนมั่นใจ เขาบอกด้วยว่าแม้ก่อนวันโชว์ 1 วัน ด้านในของสนาม โรส โบว์ล กำลังอยู่ในช่วงเตรียมการแข่ง แต่ ไมเคิล กับทีมงานก็พากันออกมาซ้อมที่ด้านนอกของสนามจนถึง 1 ทุ่ม เพื่อให้โชว์ออกมาสมบูรณ์แบบอย่างตั้งใจ

แน่นอนว่ามันเป็นความตั้งใจของ ไมเคิล และทีมงานทุกคนที่อยากจะเปลี่ยนแปลงการแสดงพักครึ่งในอดีต ที่แสนน่าเบื่อจนผู้คนกดรีโมตเปลี่ยนช่องไปดูอย่างอื่น ให้กลับมาดูโชว์ของพวกเขา กับการแสดงที่มันไม่เคยมีมาก่อนใน ฮาล์ฟไทม์ โชว์ ก่อนหน้านี้

 

วันแห่งประวัติศาสตร์

ตัดภาพมาวันที่ 31 มกราคม 1993 ศึก ซูเปอร์โบว์ล ครั้งที่ 27 นัดชิงชนะเลิศ ที่สนาม โรส โบว์ล หลังจากที่ผู้เล่นของ บัฟฟาโล บิลส์ กับ ดัลลัส คาวบอยส์ ซึ่งห้ำหั่นกันมาใน 2 ควอเตอร์แรก แยกย้ายกันไปพักให้น้ำให้ท่าและเตรียมกลับมาเล่น 2 ควอเตอร์ครึ่งหลัง โดยที่ คาวบอยส์ นำอยู่ 28-10 แต้ม ก็ถึงเวลาที่ราชาเพลงป๊อปอย่าง ไมเคิล แจ็คสัน ทีมแดนเซอร์ และทีมนักดนตรีแบ็กอัประดับพระกาฬ จะได้สำแดงเดชให้ทุกคนได้ชมกัน

"สุภาพบุรุษและสุภาพสตรี ขอเชิญพบกับการแสดงสุดอลังการแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนใน ซูเปอร์โบว์ล นำแสดงโดย ไมเคิล แจ็คสัน" เจมส์ เอิร์ล โจนส์ พิธีกรในงาน กล่าวประกาศแนะนำให้ผู้คนในสนาม โรส โบว์ล ได้เตรียมพบกับการแสดงของ คิง ออฟ ป๊อป ที่ทุกคนรอคอย

โชว์เริ่มต้นขึ้นเมื่อตัวสแตนด์อินของ ไมเคิล แจ็คสัน กระโดดขึ้นมาอยู่บนจัมโบตรอน (จอภาพขนาดยักษ์) ของสนามทั้ง 2 ข้าง ก่อนที่ ไมเคิล แจ็คสัน จะดีดตัวขึ้นมาที่เวทีกลางสนามด้วยชุดแจ็กเกตสีดำ สายสะพายเลื่อมทอง และแว่นดำอันเป็นภาพลักษณ์ ที่เป็นคอสตูมโปรโมตอัลบั้ม Dangerous ของเขาตอนนั้น เขายืนโอบรับเสียงกรี๊ดสนั่นจากคนดูทั่วสนามอยู่ 30 วินาที ก่อนจะเปิดฟลอร์บรรเลงเพลงฮิตที่เขาเตรียมไว้เพื่องานนี้

เริ่มที่การเมดเลย์เพลงเร็วชวนเต้นแบบ Jam, Billie Jean, Black or White ที่แม้ว่าจะมาไม่เต็มเพลง แต่ ไมเคิล แจ็คสัน และแดนเซอร์ก็เต้นแบบจัดเต็มไม่มีกั๊ก แบบที่แฟนเพลงได้เห็นเขาทำมาตลอดทั้งท่าเต้นมูนวอล์ค หรือท่าลูบเป้าในตำนาน ซึ่งเดิมที ทีมงานแนะนำให้ เอ็มเจ ลองคิดท่าเต้นใหม่เพื่อใช้งานนี้โดยเฉพาะ แต่ ไมเคิล ปฏิเสธและขอใช้ท่าเต้นเดิมดีกว่า เพื่อให้ง่ายและไม่ซับซ้อน ไม่ต้องกังวลด้วยว่าจะเต้นพลาดหากใช้ท่าใหม่

หลังจบเซตเพลงเร็วสุดมัน ไมเคิล แจ็คสัน ก็พาแฟน ๆ ไปสู่ช่วงเพลงบัลลาดคือ We Are The World ซึ่งมีความพิเศษที่ใช้เสียงของเด็ก ๆ มาร้องประสานเสียงในเพลงนี้ และเพลงสุดท้ายของโชว์คือ Heal the World จากอัลบั้ม Dangerous ที่เขากล่าวสุนทรพจน์อันน่าประทับใจก่อนเข้าเพลงนี้ ว่า...

"วันนี้ พวกเรายืนหยัดร่วมกันอยู่ทั่วทุกมุมโลก มีจุดมุ่งหมายเดียวกันในการเยียวยาโลกใบนี้ ให้กลายเป็นดินแดนแห่งความสุข ความเข้าใจ และความดีงาม ไม่ควรมีใครต้องทนทุกข์ทรมาน โดยเฉพาะเด็ก ๆ ของพวกเรา ครั้งนี้ เราต้องทำมันให้สำเร็จ เพื่อเด็ก ๆ ทั่วโลก"

ในบทเพลงบัลลาดอันสวยงามนี้ ไมเคิล ได้ให้แฟนเพลงกว่า 3,500 คน เข้ามาล้อมเวที และเชิญเด็ก ๆ อีกหลายชีวิตขึ้นมายืนบนเวที ร้องเพลงร่วมกัน พร้อมกับลูกโลกขนาดใหญ่ค่อย ๆ ที่สูบลมพองขึ้นมาจากด้านหลัง ซึ่งเมื่อจบเพลงนี้ ซึ่งเป็นเพลงสุดท้ายของโชว์ ไมเคิล ทีมงาน และเด็ก ๆ ก็โบกมือลาคนดูไปและปล่อยให้ผู้เล่นของ บิลส์ กับ คาวบอยส์ มาสู้กันต่อครึ่งหลัง

เกมรอบชิงชนะเลิศวันนั้นจบลงด้วยชัยชนะของทีม ดัลลัส คาวบอยส์ ที่โชว์ฟอร์มสุดยอดเอาชนะ บัฟฟาโล บิลส์ ขาดลอย 52-17 แต้ม คว้าแชมป์ ซูเปอร์โบว์ลเป็นสมัยที่ 3 ท่ามกลางความปลื้มปริ่มดีใจของสาวกคาวบอยส์ทั่วอเมริกัน

ขณะเดียวกัน การแสดงของ ไมเคิล แจ็คสัน ก็ได้รับเสียงชื่นชมผู้ชมทั่วสารทิศ เป็นโชว์ที่สุดยอดไม่แพ้การแข่งขันนัดชิง ซูเปอร์โบว์ล เรียกว่าประสบความสำเร็จกันทุกภาคส่วนทั้งด้านการแข่งขันและการแสดงโชว์

 

การแสดงที่เปลี่ยน "ฮาล์ฟไทม์ โชว์" ไปตลอดกาล

หลังจบการแข่งขัน NBC ผู้รับหน้าที่ถ่ายทอดสด ซูเปอร์โบว์ล ครั้งที่ 27 เปิดเผยตัวเลขยอดผู้ชมในสนามมีทั้งหมด 98,374 คน ขณะเดียวกัน ยอดผู้ชมถ่ายทอดสดทางทีวี มีเรตติ้ง 45.1 (ประมาณ 90.99 ล้านครัวเรือน) ส่วนโชว์พักครึ่งของ ไมเคิล แจ็คสัน ทำเรตติ้งถล่มทลายยิ่งกว่า เมื่อถูกจดว่ามีผู้ชมกดรีโมตทีวี เปลี่ยนช่องมาดูโชว์ของ ไมเคิล ช่วงพักครึ่งมากถึง 133.4 ล้านครัวเรือนด้วยกัน

โชว์พักครึ่งของ ไมเคิล แจ็คสัน ในปี 1993 ไม่เพียงแต่ประสบความสำเร็จอย่างมหาศาลทั้งกับตัวศิลปินและ NFL เท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในโชว์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในชีวิตของราชาเพลงป๊อปผู้ยิ่งใหญ่ เป็นหนึ่งในโชว์ภาคบังคับที่แฟนเพลงของ "เอ็มเจ" ทุกคนต้องดู

โชว์ของ ไมเคิล แจ็คสัน ในซูเปอร์โบว์ล ครั้งที่ 27 สร้างอิทธิพลครั้งสำคัญ ที่เปลี่ยนแปลงโชว์ช่วงพักครึ่งของ ซูเปอร์โบว์ล ให้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ เพราะหลังจากนั้นมา ศิลปินคนไหนที่ได้เล่นพักครึ่งต่อจากปีของ ไมเคิล แจ็คสัน ก็จะพยายามสร้างโชว์ให้ยิ่งใหญ่ แสงสีเสียงเพิ่มขึ้น และทำการแสดงให้คนดูได้รับความบันเทิงมากที่สุด แบบเดียวกับที่ไมเคิล ริเริ่มทำมา จนก่อให้เกิดโชว์ที่ยอดเยี่ยมมากมายนับไม่ถ้วนหลังจากนั้น

มีการเปิดเผยว่า บรรดาศิลปินที่ได้ขึ้นโชว์พักครึ่ง ฮาล์ฟไทม์ โชว์ ส่วนใหญ่ล้วนได้รับอิทธิพลจากโชว์ของ ไมเคิล แจ็คสัน ในปี 1993 เป็นต้นแบบ เช่น บียอนเซ่, บรูโน่ มาร์ส, มาดอนน่า, บรูซ สปริงส์ทีน, วง U2 หรือกระทั่ง จัสติน ทิมเบอร์เลค ที่เคยพูดว่าการแสดงของ ไมเคิล แจ็คสัน ครั้งนั้นคือแรงบันดาลใจที่อยากจะสร้างโชว์ที่ยอดเยี่ยมและน่าประทับใจให้ได้เหมือน ไมเคิล ด้วยเช่นกัน

ถึงจะมีเสียงวิจารณ์ลอยมาบ้างว่าโชว์พักครึ่งของ ไมเคิล แจ็คสัน ปีนั้น ไม่ได้ร้องสด แต่ใช้วิธีลิปซิงค์ จนถูกแซวว่าไม่ทุ่มเทเท่ากับคอนเสิร์ตของตัวเองที่ร้องจริง เต้นจริง แต่แฟนเพลงคนไหนล่ะจะไปสน เพราะเมื่อพิจารณาจากภาพรวมทั้งหมด โชว์ของ ไมเคิล แจ็คสัน นั้นอัดแน่นทุกความบันเทิงและความยอดเยี่ยม มีเพลงเร็วให้คนดูเต้นและเพลงช้าให้คนดูร่วมร้องตาม ชนิดที่ว่าเวลาสื่อสำนักไหนจัดอันดับโชว์พักครึ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุด โชว์ของ ไมเคิล ต้องอยู่ในลำดับต้น ๆ เสมอมา

แม้ ไมเคิล แจ็คสัน จากโลกใบนี้ไปตั้งแต่ปี 2009 แต่ทุกผลงานที่เขาสรรค์สร้างขึ้นมาในวงการดนตรีโลก รวมถึงการแสดงโชว์สุดยิ่งใหญ่ ฮาล์ฟไทม์ โชว์ เมื่อปี 1993 ก็ยังถูกพูดถึง และเป็นตำนานที่เปลี่ยนการแสดง ฮาล์ฟไทม์ โชว์ จากเดิมที่เคยเป็นโชว์พักครึ่งสุดแสนน่าเบื่อในอดีต ให้เป็นโชว์สุดบันเทิงและขีดเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการแสดงพักครึ่งใน ซูเปอร์โบว์ล ไปตลอดกาล

 

แหล่งอ้างอิง

https://en.wikipedia.org/wiki/Super_Bowl_XXVII_halftime_show
https://www.hollywoodreporter.com/music/music-news/super-bowl-flashback-michael-jackson-turned-the-halftime-show-into-an-extravaganza-in-1993-4125874/
https://www.si.com/extra-mustard/2015/01/28/super-bowl-michael-jackson-halftime-show-nfl
https://andscape.com/features/michael-jackson-movie-super-bowl-halftime-show/

Author

วัลลภ สวัสดี

ฟังไปเรื่อย ดูไปเรื่อย เขียนไปเรื่อย

Graphic

อรรนพ สะตะ

graphic design ผู้ชื่นชอบกีฬาฮอกกี้, เกมส์, เดินเขา เป็นชีวิตจิตใจ