
ทำไมไม่เอาคนนั้นลง (วะ) ? นี่คือความเห็นที่เราจะพบได้เป็นประจำ เมื่อแฟน ๆ เห็นทีมรักของพวกเขาแบโผ 11 ตัวจริงในแต่ละเกม
แน่ล่ะ ไม่มีใครชอบดูนักเตะสำรองลงสนามเป็นตัวจริงสักเท่าไหร่ ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่เก่ง แต่ศักยภาพของทีมมันตกลงไปอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่เมื่อฟุตบอล 1 ฤดูกาลนั้นคือเส้นทางที่ยาวไกล ทำให้กุนซือหลายคนเลือกใช้การหมุนเวียนนักเตะหรือ "โรเตชั่น" เพื่อให้ทีมไปได้ตลอดรอดฝั่ง
และที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในช่วงปลายยุค 1990s ต่อต้นยุค 2000s พวกเขาก็เป็นเช่นนั้น เลือกใช้การโรเตชั่นในตำแหน่งกองหน้า เพียงแต่ว่าเป็นการโรเตชั่นนักเตะถึง 4 คน
บางคนบอกว่ามันเยอะเกินไปสำหรับการผสมผสานทีมให้เป็นหนึ่งเดียว ... แต่ทุกคนรู้แล้วว่ามันไม่ใช่
2 คนเกลียดกัน, 1 คนเฮฮา และอีก 1 คนที่เริ่มโมโหกับการเป็นตัวสำรอง ... แล้วพวกเขาอยู่ด้วยกันจนคว้าทุกแชมป์ได้อย่างไร ?
ติดตามได้ที่นี่
ระบบที่ต้องการกองหน้า 4 คน
เมื่อโลกฟุตบอลใกล้เข้าสู่ยุค มิลเลนเนียม ตลาดใหญ่ขึ้น แฟนบอลมีความต้องการอยากจะดูเกมฟุตบอลตลอดทุกสัปดาห์ และนั่นทำให้โปรแกรมต่าง ๆ จัดขึ้นแบบอัดกันแน่นเอี๊ยด มีรายการแข่งขันชิงแชมป์มากมายหลายถ้วย และสำหรับทีมใหญ่ นั่นหมายความว่าพวกเขาจะต้องลงเล่นเกมถึง 50-65 เกม ต่อ 1 ฤดูกาล
ด้วยโปรแกรมขนาดนั้น ไม่มีทางเลยที่ภายในทีมจะมีนักเตะที่ดีเพียง 11 คน ขุมกำลังคือสิ่งสำคัญ พวกเขาจะต้องมีนักเตะมากพอให้หมุนเวียนใช้งานตลอดทั้งปี ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย และในวันที่แฟนบอลเริ่มรู้จักคำว่า "โรเตชั่น" หรือการหมุนเวียนนักเตะ หลายคนต้องใช้เวลาทำความเข้าใจว่าทำไมต้องเป็นเช่นนั้น ... โดยเฉพาะแฟนบอลของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ในฤดูกาล 1998-99 อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ซื้อตัว ดไวท์ ยอร์ค ดาวยิงของ แอสตัน วิลล่า เข้ามาร่วมทีมในราคา 12.6 ล้านปอนด์ ณ เวลานั้นไม่เคยมีนักเตะคนใดที่ทีมซื้อมาด้วยราคาสูงขนาดนั้น แต่เหตุผลที่ เฟอร์กี้ ยอมทุ่ม เพราะว่าด้วยระบบการเล่น 4-4-2 ของเขา จำเป็นจะต้องมีกองหน้าหมุนเวียนถึง 4 คน และเดิมทีพวกเขามี แอนดี้ โคล, เท็ดดี้ เชอริงแฮม และ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ซึ่ง ณ เวลานั้น เฟอร์กี้ ฟันธงว่า "ยังไม่พอ"
4-4-2 คือแผนการเล่นที่เป็นซิกเนเจอร์ของ ปีศาจแดง ในยุคนั้น ด้วยแผนนี้จะต้องใช้สปีดการเล่นที่สูงส่ง นักเตะต้องเริ่มวิ่งเพรสซิ่งกันตั้งแต่กองหน้า และการมีนักเตะในตำแหน่งนั้น ๆ หมุนเวียนแบบครบคนคือสิ่งที่เขาเชื่อว่าจะไขกุญแจแห่งความสำเร็จระดับนานาชาติได้ ... ยอร์ค, โคล, เชอริงแฮม และ โซลชา ทั้ง 4 คนเป็นกองหน้าเหมือนกัน แต่วิธีการใช้นั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง และ เฟอร์กี้ กล่าวถึงอาวุธทั้ง 4 ชิ้นในมือว่า "เพอร์เฟกต์"
"ก่อนเริ่มฤดูกาล ผู้จัดการบอกกับผมว่าปีนี้ทีมเราจะยิงได้ 100 ลูกเป็นครั้งแรกในฤดูกาล ด้วยอาวุธของกองหน้าที่เรามี ถ้าทุกคนสามารถเล่นได้ดีและสร้างโอกาสทำประตูได้ 100 ประตูไม่หนีไปไหนแน่" แอนดี้ โคล หนึ่งใน 4 ดาวยิงยุคนั้นกล่าว
ขณะที่ เฟอร์กี้ อธิบายความหมายของการมีกองหน้า 4 คนให้ชัดยิ่งขึ้นว่า ทั้ง 4 คนจะไม่มีใครยืนตำแหน่งตัวจริงแบบตายตัว และไม่มีใครเป็นตัวสำรองถาวรตลอดไป ทุกอย่างมารวมกันได้เพื่อหนึ่งเป้าหมายเท่านั้นคือ พวกเขาจะทดแทนกันในแต่ละช่วงเวลา เขาจะใช้การโรเตชั่น ซึ่ง ณ เวลานั้นหลายคนยังไม่เก็ต และมีการเรียกเฟอร์กี้ว่า "ทิงเกอร์แมน" หรือคนคิดมากเลยทีเดียว
"ไม่ใช่ทุกคนจะเห็นด้วยกับการโรเตชั่น โดยเฉพาะแฟน ๆ บางคนอยากให้ผมส่งทีมที่ดีที่สุดลงเล่นในทุก ๆ เกม แต่ถ้าผมสามารถมีเวลานั่งลงและพูดคุยกับพวกเขา ผมจะอธิบายให้เข้าใจว่าทำไม"
"จำนวนไมล์ของการวิ่งนักเตะแต่ละคนในแต่ละนัดนั้นเข้มข้นและมากขึ้นเรื่อย ๆ พวกเขาต้องสปรินท์สุดฝีเท้าเกมนึงไม่รู้ตั้งกี่รอบ ถ้าพวกเขาได้เห็นตัวเลขพวกนั้นก็อาจจะรู้ว่า มันเป็นเรื่องยากแค่ไหน (ที่จะใช้ 11 ตัวจริงลงทุกเกม)" เฟอร์กี้ ว่าถึงปรัชญาการโรเตชั่นของเขา

ไม่ใช่แค่กองหน้า ในฤดูกาล 1998-99 เฟอร์กี้ ทำให้เห็นว่าการโรเตชั่นมันดีขนาดไหน เมื่อ รอนนี่ ยอห์นเซ่น เซ็นเตอร์แบ็กชาวนอร์เวย์เจ็บ เขาไม่ลังเลที่จะใช้งาน เดวิด เมย์ หรือ เฮนนิ่ง เบิร์ก ลงสนาม แม้ทั้งคู่จะไม่แข็งแกร่งเท่า ยอห์นเซ่น หากว่ากันตามตรง
ฟิล เนวิลล์, นิคกี้ บัตต์ และ เยสเปอร์ บลอมควิสต์ เป็นตัวสำรองที่ได้โอกาสลงสนามรวมกันมากเกิน 130 นัด นักเตะดาวรุ่งอย่าง เวส บราวน์, ยอร์ดี้ ครัฟฟ์, โจนาธาน กรีนนิ่ง, จอห์น เคอร์ติส หรือแม้กระทั่ง มาร์ค วิลสัน ก็ได้โอกาสหยอดลงสนามตามสมควรในบอลถ้วยหรือเกมที่เจอคู่ต่อสู้ซึ่งอ่อนชั้นกว่า
อย่างไรก็ตามแม้ ยูไนเต็ด ชุดนี้จะทำให้เห็นข้อดีของการโรเตชั่น พวกคว้า 3 แชมป์ในฤดูกาลนั้นอย่างยิ่งใหญ่ แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความสำเร็จคือ "นี่ไม่ใช่วิดีโอเกม" การจับนักเตะคนหนึ่งที่กำลังเล่นดี หรือสตาร์ประจำทีม มาเป็นตัวสำรอง เป็นสิ่งที่ต้องใช้คำว่า "ฝืนใจกัน" หากไม่สามารถอธิบายให้เข้าใจว่าทำไมคุณจึงต้องเป็นตัวสำรอง นักเตะเหล่านี้จะเป็นเหมือนกับระเบิดเวลา จะให้คุณมากกว่าโทษ ... และใช่ว่า เฟอร์กี้ จะไม่เคยเจอ
และ 4 กองหน้าถือเป็นปัญหาที่ไม่ใช่แก้กันง่าย ๆ ยอร์ค, โคล, เชอริงแฮม และ โซลชา ทำให้ เฟอร์กี้ ต้องปวดหัวเสมอ
จับปูใส่กระด้ง
นักเตะทุกคนล้วนมีความคิดเป็นของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น อยู่ที่ว่าพวกเขาจะแสดงมันออกอย่างไร ปัญหาในตำแหน่งกองหน้าของ ยูไนเต็ด ยุคนั้นมีไม่น้อย เพราะไม่มีใครอยากจะเป็นตัวสำรอง ...

ยอร์ค เพิ่งเข้ามาใหม่ด้วยสถิติสโมสร เขาต้องหักกับกุนซือวิลล่าอย่าง จอร์จ เบอร์ลี่ย์ แทบตายกว่าจะได้ย้ายมาที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด และเขาคงไม่มีความสุขแน่ที่จะต้องลงสนามหลังจากนั่งดูคนอื่นลงไปเป็นตัวจริง
แอนดี้ โคล กับ เท็ดดี้ เชอริงแฮม ไม่ถูกกัน พวกเขาไม่ชอบขี้หน้ากันจากเหตุการณ์ไม่จับมือกันระหว่างเปลี่ยนตัวในเกมทีมชาติอังกฤษ และทั้งคู่เป็นพวกเกลียดใครเกลียดจริงเสียด้วย
"ผมเกลียดเขาเป็นการส่วนตัวมา 15 ปีแล้ว" โคล บอกเล่าเรื่องนี้ในปี 2010 นั่นหมายความว่าความเกลียดชังเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 1995
ขณะที่ เชอริงแฮม ก็ไม่แพ้กัน เขากล้าพูดออกมาแบบแฟร์ ๆ ว่าไม่ชอบกันจริง และไม่เคยคิดจะประนีประนอมกันในฐานะเพื่อนด้วย "คนบางคนก็สามารถทำงานด้วยกันได้ แต่บางคนแค่เห็นก็ไม่อยากจะเดินเข้าไปใกล้แล้ว" เท็ดดี้ ว่าไว้

ขณะที่ โซลชา เองก็ไม่ใช่เล่น นับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีมในปี 1996 เขาเป็นซูเปอร์ซับมาตลอด ไม่เคยมีปีใดที่เขาได้รับโอกาสลงสนามเป็นตัวจริงมากกว่ากองหน้าคนอื่น ๆ แม้ทุกคนจะเข้าใจมาตลอดว่าเขาพอใจบทบาทที่เป็นอยู่ แต่ความจริงแล้ว โซลชา ไม่ได้ชื่นชอบการเป็นตัวเลือกท้าย ๆ ของทีม เขาเป็นตัวสำรองอย่างจำใจ แต่ทำหน้าที่เต็มประสิทธิภาพ พูดแบบนั้นจึงจะถูกต้องที่สุด
"ผมไม่ได้รังเกียจการตีตราว่าเป็นซูเปอร์ซับหรอกนะ แต่ผมเชื่อว่าผมเองก็พิสูจน์ตัวเองมาไม่น้อยว่า ผมสมควรได้ลงเล่นมากกว่านี้" โซลชา เริ่มเล่ามุมมองของเขา
"มีครั้งหนึ่ง ผมนั่งอยู่ในห้องทำงานของเจ้านาย เขาคุยกับผม, เท็ดดี้, โคลี่ และ ยอร์กี้ มีคำถามที่ว่าทุกคนพอใจกับเวลาลงสนามของตัวเองหรือไม่ ... พวกเขาบอกกับเจ้านายว่ามีความสุขดีครับ แต่ผมนั่งอยู่ท้ายห้องและผมบอกเขาว่า
ผมไม่ชอบแบบนี้ว่ะ ผมคิดว่าตัวเองควรจะได้ลงสนาม ผมทำประตูได้ในเกมที่แล้ว และต้องการเกมมากกว่านี้"
ดูไม่น่าจะเป็นทีมที่ดีในได้เลยเมื่อแต่ละคนมีความในใจที่ชี้ไปคนละทางแบบนี้ มันเหมือนจับปูใส่กระด้งกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ... นักเตะหลายคนไม่โกหกหรอกว่ามันเป็นการจับปูใส่กระด้งจริง ๆ เพียงแต่ว่าปูพวกนี้เป็นปูพันธุ์ดีที่เฟอร์กี้เลือกจับมาใส่กระด้งอย่างบรรจง เพื่อให้มั่นใจว่าปูเหล่านี้จะไม่เดินไปคนละทิศคนละทางจนทำให้เขาต้องปวดหัวกว่าที่เคย ...
มืออาชีพ
เห็นได้ชัดว่านี่เป็นการจับปูใส่กระด้ง แต่การจัดการของ เฟอร์กี้ ในเรื่องยาก ๆ ครั้งนี้ดูเหมือนง่าย เหตุผลก็คือเขาเป็นคนที่เฉียบขาด คำสั่งของเขาถือเป็นที่สิ้นสุด และสิ่งที่เขาพยายามปลูกฝังนักเตะทุกคนคือ "เล่นเพื่อทีม" นั่นทำให้สิ่งที่เขาแสดงออกตลอดชีวิตการเป็นกุนซือคือ "ไม่มีใครใหญ่กว่าทีม" กับการพร้อมเชือดทุกคนที่ไม่มีทัศนคติไปในทิศทางเดียวกัน มีหลายคนที่ต้องกระเด็นไปเพราะกฎเหล่านี้ ทั้ง เดวิด เบ็คแฮม, รุด ฟาน นิสเตลรอย และ ยาป สตัม แต่สำหรับ 4 กองหน้าเหล่านี้ พวกเขามีความเป็นมืออาชีพสูงจนเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

บางคนเกลียดกัน บางคนมีอาการหงุดหงิดกับการเป็นตัวสำรอง แต่พวกเขาทั้ง 4 คนคือคนที่ เฟอร์กี้ เลือกมาแล้ว ทุกคนถูกซื้อตัวเข้ามาทั้งหมด และบ่อยครั้งที่ เฟอร์กี้ จะเลือกซื้อนักเตะเข้าสู่ทีมโดยตัดสินจากทัศนคติ ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ พวกเขาจะไม่ทำตัวเป็นปัญหากับทีม นั่นคือสิ่งที่ เฟอร์กี้ เชื่อมาเสมอ โชคดีที่ทั้ง 4 คนยอมรับได้ แม้ลึก ๆ แล้วพวกเขาจะไม่ค่อยชอบใจก็ตาม
แกรี่ พัลลิสเตอร์ หนึ่งในแข้งซีเนียร์ของทีมเล่าว่า ปัญหาของ เชอริงแฮม กับ โคล ดูเหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่ แต่จริง ๆ แล้วไม่มีอะไรต้องน่ากังวล เพราะเมื่อทั้งคู่ลงสนามด้วยกัน พวกเขาก็ลืมไปแล้วว่าเคยเกลียดขี้หน้ากัน
"พัลลิสเตอร์ เคยบอกกับผมว่า 'ฉันรู้ว่าแกไม่ได้ญาติดีกับเท็ดดี้ และเขาเองก็ไม่ชอบหน้าแก แต่เอาล่ะ เหนือสิ่งอื่นใดคือแกสองคนเล่นเข้ากันได้อย่างเยี่ยมเลย แค่นี้ก็สุดยอดแล้ว' ซึ่งมันเป็นแบบนั้นจริง ๆ ผมเองยอมรับในตัวของเขาอยู่แล้ว ผมคิดว่า เชอริงแฮม เป็นกองหน้าระดับแนวหน้าไม่ว่าจะในสโมสรหรือในระดับทีมชาติ แต่ผมแค่เกลียดขี้หน้าเขาเท่านั้นเอง" แอนดี้ โคล อธิบายว่าทำไมเขากับ เชอริงแฮม จึงอยู่ด้วยกันได้หลายปี
หนึ่งในเครดิตสำคัญคือการมาของ ดไวท์ ยอร์ค กองหน้าที่ทำให้ห้องแต่งตัวดูสนุกสาน ยอร์ค เข้ากันได้ดีกับทุกคนในทีม และเขายังเป็นคนที่เป็นเหมือนกาวใจที่ทำให้ โคล กับ เชอริงแฮม หันหน้าเข้าหากันได้ในสนามด้วย
"ยอร์กี้ เข้ามาเป็นตัวกลางความสัมพันธ์ระหว่างผมกับเท็ดดี้ด้วย เวลาเท็ดดี้อยากจะถามอะไรกับผม เขาจะฝากยอร์คมาถามให้ ซึ่งแน่นอนในตอนนั้นผมก็ทำแบบเดียวกัน เราทั้งสองมองกันในแง่ของอากาศธาตุ" โคล กล่าวกับ FourFourTwo

ทั้ง 4 คนยอมรับในความสามารถซึ่งกันและกัน ไม่ใช่แค่ โคล กับ เชอริงแฮม ที่ใส่หน้ากากเข้าหากันในสนามและทำออกมาได้ยอดเยี่ยม แต่พวกเขายังมีความสัมพันธ์โดยรวมที่เกี่ยวข้องกันเสมอ เช่น เชอริงแฮม ชอบไปตีกอล์ฟกับ ดไวท์ ยอร์ค และแอบพากันไปออกรอบเป็นประจำ, โคล เป็นเพื่อนสนิทกับ ยอร์ค และช่วยเหลือดาวยิงชาวตรินิแดดในการปรับตัวมากมายเมื่อวันที่เขาย้ายมาร่วมทีมใหม่ ๆ ขณะที่ โซลชา ที่นั่งอยู่บนม้านั่งสำรองนานกว่าใครเพื่อนก็เป็นมิสเตอร์ไนซ์กาย เป็นที่รักของเพื่อน ๆ ทุกคน แม้จะไม่ชอบเป็นตัวสำรอง แต่เขาก็ไม่เคยสร้างปัญหากับใคร
คนที่คอนเฟิร์มเรื่องนี้ได้คือ รอย คีน ชายผู้เถรตรงคิดอย่างไรพูดอย่างนั้น คีน ให้ความเคารพกองหน้าทั้ง 4 คนในฐานะเพื่อนร่วมทีมเป็นอย่างสูง เขาไม่กล้าแม้จะบอกด้วยซ้ำว่าใครคือเบอร์ 1 ใน 4 เพราะทุกคนมีความสำคัญกับทีมในแบบที่เขารู้สึกได้
"ผมรู้สึกว่าคาแร็คเตอร์ของกองหน้าทั้ง 4 คนนี้สำคัญอย่างมากเลยในช่วงเวลาที่พวกเขาได้รับ ทุกคนทำหน้าที่ได้เต็มประสิทธิภาพสุด ๆ แต่ก็ไม่มีใครได้รับการการันตีว่าจะได้ออกสตาร์ทในทุก ๆ สัปดาห์" คีน กัปตันทีมจอมห้าวกล่าว

"เราโชคดีมากที่มีทั้ง 4 คนเป็นกองหน้าในเวลานั้น ยอร์กี้, โคลี่, โอเล่ และ เท็ดดี้ นี่คือกลุ่มผู้เล่นที่ยอดเยี่ยมมาก ... ผมพูดแบบนั้นมาเสมอ ผมอยากเตือนให้ผู้คนรู้ว่า พวกเขาทั้ง 4 เป็นเด็กดีขนาดไหนเมื่ออยู่ในห้องแต่งตัว หลายคนบอกว่ากองหน้าที่ดีต้องมีความเห็นแก่ตัว แต่ผมไม่คิดว่าพวกเขาจะมีนิสัยแบบนั้น"
"พวกเขามีทัศนคติไปในทิศทางเดียวกัน พวกเขามองไปที่ภาพรวมที่ใหญ่กว่าเรื่องส่วนตัว พวกเขายอมรับกติกาของการแบ่งเวลาการลงสนามในระบบโรเตชั่นของผู้จัดการทีม"
"พวกเขามีความเป็นมืออาชีพสูงมาก เมื่อทุกคนได้โอกาส พวกเขาจะออกไปปิดจ๊อบของพวกเขา ... สิ่งที่เกี่ยวข้องกับการร่วมงานของทั้ง 4 คนคือ พวกเขาไม่ได้สนใจว่าใครจะเป็นคนทำประตู พวกเขาเห็นภาพรวมเป็นสำคัญ ... เชื่อมั้ย ผมไม่เคยเห็นความสัมพันธ์กองหน้าแบบนี้มาก่อน คุณมองไม่เห็นเรื่องแบบนี้ในตัวดาวยิงอย่าง รุด ฟาน นิสเตลรอย หรือ ไมเคิล โอเว่น พวกเขาเป็นประเภทต้องยิงประตูให้ได้เยอะ ๆ เอาไว้ พวกเขาถึงจะมีความสุข"
การบริหารคนด้วยความเด็ดขาดและเห็นความสำคัญของทีมเป็นอันดับแรก รวมถึงการมีลูกทีมที่เข้าใจในกฎของทีมอย่างชัดเจน ทำให้ 4 ยอดดาวยิงอยู่ด้วยกันได้ แม้จะต่างนิสัยต่างสไตล์การเล่น แต่เมื่อมารวมกัน พวกเขากลายเป็นการผสมผสานที่ทำให้ ยูไนเต็ด กลายเป็นทีมที่มีอาวุธสุดอันตราย
วันใดที่คนหนึ่งลงสนามเล่นไม่ได้ อีกคนหนึ่งจะลงมาแทน วันไหนที่แผน A ไม่เวิร์ก เฟอร์กี้ ก็มีแผน B ไม่ว่าจะหยิบจับใครลงสนาม ทุกคนจะพยายามทำผลงานให้ดีที่สุด ภายใต้การแข่งขันของทีมที่ทุกคนอยากจะรีดศักยภาพออกมา

เขาทำให้กองหน้าทั้ง 4 คนอยู่ในฐานะที่ยอมรับแม้จะขัดใจ มันเหมือนกับการบ่มเหล้าในขวดที่ต้องอาศัยเวลาและใช้สัดส่วนที่แม่นเป๊ะ เหล้าขวดนั้นจึงจะออกมามีรสชาติที่ยอดเยี่ยมที่สุด
"ทุกคนคิดเหมือนกันเกือบหมด พวกเราต่างก็คิดในใจว่า สาธุ อย่าให้ฉันต้องหลุดไปเป็นตัวสำรองเลย หรือไม่ก็อย่าเปลี่ยนออกจนกว่าฉันจะยิงได้สักสองสามลูก ... ทุกคนต้องการทำประตู ผม, ยอร์ค, เท็ดดี้ และ โอเล่ เรามีหน้าที่เหมือนกันคือทำประตู แต่เราไม่ลืมอีกหน้าที่ นั่นคือเราต้องส่งเสริมกัน ดังนั้นไม่ว่าจะถ้วยไหนรายการใด เราก็เล่นด้วยกันได้ทั้งนั้น"
"ถ้าอีกคนเจ็บ ทีมยังมีอีก 3 คนที่เหลือ และ 3 คนที่เหลือก็พร้อมใส่สกอร์ทุกคน ถามผมว่ามันดีสำหรับทีมไหม ผมบอกเลยว่าโคตรเยี่ยมไปเลย" แอนดี้ โคล เล่าย้อนกลับไปในเวลานั้น
และจะมีใครเข้าใจความสำคัญของคำว่า "การผสมผสาน" ในฐานะทีมได้ดีไปยิ่งกว่า โซลชา ... เขาเป็นนักเตะสำรองอดทนที่สุด และเป็นคนที่ยิงประตูที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรในเวลาเดียวกัน
นั่นคือประตูในนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ปี 1999 ประตูนั้นของ โอเล่ คือเบื้องหน้าของการจัดการทีมของ เฟอร์กูสัน ให้ทั้ง 4 คนรวมเป็นหนึ่งอย่างแท้จริง
"ก่อนจะลงสนามเกมนั้น (ตัวสำรองท้ายเกม) เจ้านายไม่ได้พูดอะไรกับผมเลย มันตั้งแต่พักครึ่งแล้ว ขณะที่เขาคุยกับ เชอริงแฮม ยาวเหยียด นั่นแหละทำให้ผมโกรธมาก ผมคิดในใจ 'ปีนี้ผมซัดไป 17 ลูก โค้ชจะไม่มาคุยกับผมหน่อยเหรอ' ... ผมคิดได้ไม่ทันไร เท็ดดี้ ก็ถูกเรียกลงสนาม"

ฟังดูโหดร้ายใช่ไหม ? แต่อย่างที่บอก เฟอร์กี้ มีแผนการในใจเสมอ แผน A ไม่ได้เขาก็มีแผน B และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมเขาต้องมีกองหน้าในทีมถึง 4 คน เขารู้จักนักเตะของเขาทั้ง 4 คนดี เขารู้ว่า ยอร์ค, โคล, เชอริงแฮม และ โซลชา มีคุณสมบัติอย่างไร ควรหยิบใช้เวลาไหน ... และ โซลชา เพิ่งมาเข้าใจเรื่องในภายหลัง
"เขารู้จักผมดี นั่นมันวิธีกระตุ้นผมชัด ๆ เขารู้ว่าผมจะหงุดหงิดถ้าได้เป็นตัวสำรอง เขาเอาผมไว้ข้างสนามเพื่อทำให้ผมรู้สึกว่า 'ให้กูได้ลงเถอะ เดี๋ยวกูจะยิงให้พูดไม่ออกเลย'" และทุกคนรู้กันดีว่าอะไรเกิดขึ้นหลังจากนั้น ... โซลชา ยิงประตูในวินาทีสุดท้ายของเกม
"ทุกครั้งที่ผมได้เห็นรูประหว่างผมกับเขาในวันนั้น ผมเก็บมันไว้ในความทรงจำเสมอ มันคือความคิดที่ผมมีต่อเขาว่า 'คุณสมควรได้รับมัน คุณสมควรได้แชมป์ยุโรปแล้ว' ในฐานะที่ตอนนี้ผมก็เป็นโค้ช ผมจึงเข้าใจ เขาเป็นผู้จัดการทีมประเภทนั้นแหละ" โซลชา กล่าว

ทั้งหมดที่กล่าวมาพอจะบอกได้ว่า เบื้องหลังการผสมผสานที่ลงตัวของ 4 กองหน้าแห่งยุคเหล่านี้ มีปัจจัยและส่วนผสมมากมาย ไม่ใช่แค่คนแค่ 4 คน แต่มันยังมีการจัดการทีมที่ลงตัว การมีเพื่อนร่วมทีมคนอื่น ๆ ที่มีทัศนคติตรงกันล้อมรอบทั้งหมด เมื่อทุกคนเข้าใจความหมายของคำว่าทีม อะไรที่ว่ายากก็ดูจะง่ายไปเสียหมด ... นั่นจึงทำให้ ยูไนเต็ด ในยุคนั้นประสบความสำเร็จทุกรายการที่ลงแข่งขัน
สำหรับ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่ได้ยศอัศวินจนกลายเป็น "ท่านเซอร์" จากผลงานของทีมชุดนั้น เขามีคำจัดกัดความสั้น ๆ ให้เด็กดีทั้ง 4 คนของเขา แม้ผลงานของทั้งหมดได้พูดแทนไปเรียบร้อยแล้ว
"เมื่อทีมมี ดไวท์ ยอร์ค, แอนดี้ โคล, เชอริงแฮม และ โซลชา นั่นหมายความว่ามันคือยุคทองของเรา" เฟอร์กี้ ว่าเช่นนั้น
จากจุดเริ่มต้นที่ต่างคนต่างก็มีเครื่องหมายคำถาม ว่าจะมีกองหน้าไปทำไมตั้ง 4 คน แล้วจะโรเตชั่นไปทำไม ดรอปใครสักคนเอาไว้ ไม่ทำให้ห้องแต่งตัวมีปัญหาจนทำทีมแตกหรือ ? กลับนำมาสู่การผสมผสานที่ลงตัว สุดท้ายพวกเขาก็พบกับคำตอบที่ถูกต้องที่สุดคือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องการพวกเขาทั้ง 4 คนอย่างปฏิเสธไม่ได้ เพราะ มัน คือ การผสมผสานที่ลงตัวที่สุด คุณอาจจะเก่งแค่คนเดียว แต่หากมีคู่ผสมที่ดี ย่อมทำให้คุณประสบความสำเร็จได้ดีกว่า และเร็วกว่า
การรวมตัวและผสมผสานครั้งนี้ เหมือนกับแนวคิดของ CHIVAS THE BLEND ที่เชื่อว่าส่วนผสมผสานที่ลงตัว จะเป็นเหมือนกุญแจสำคัญที่จะนำพาไปสู่ความสำเร็จ หรือความหมายในภาษาอังกฤษว่า Success is a Blend มัน คือ #ส่วนผสมของความสำเร็จ
แหล่งอ้างอิง :
https://www.footiecentral.com/20180713/quotes-about-dwight-yorke-and-andy-cole/
https://www.mirror.co.uk/sport/football/news/andy-cole-hated-teddy-sheringham-13536676
https://www.theguardian.com/sport/blog/2009/may/13/alex-ferguson-rotation-manchester-united