
ถ้าพูดถึงมวยเข่าที่ดีสุดในยุคทองของมวยไทย แน่นอนว่าต้องมีชื่อของ “ดีเซลน้อย ช.ธนสุกาญจน์” ปรมาจารย์กำปั้นไทย เจ้าของฉายา “ขุนเข่าทะลุฟ้า” อยู่ด้วยแน่นอน
ด้วยรูปร่างที่สูงยาว ปราบยอดมวยมานับไม่ถ้วนจนไร้คู่ต่อกร ทำให้ “ดีเซลน้อย” ถูกจัดอยู่ในลิสต์ของตำนานนักมวยไทยที่ดีสุดอีกคนหนึ่งของมวยไทยอาชีพ
ไม่เพียงเท่านั้นชีวิตหลังแขวนนวม “ดีเซลน้อย” ยังทำหน้าที่เปรียบเสมือนทูตมวยไทยผู้นำศิลปะการต่อสู้ประจำชาติของเราไปเผยแพร่ในต่างแดนตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา
จนชาวโลกรู้จักและให้การยอมรับในกีฬามวยไทย รวมถึงให้ความเคารพนับถือในความสามารถของ “ขุนเข่าทะลุฟ้า”
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไม “ดีเซลน้อย ช.ธนสุกาญจน์” หรือ นายธนากร สอนดี จึงคู่ควรและเหมาะสมอย่างยิ่งกับ รางวัลเชิดชูเกียรติ สาขา “ผู้เผยแพร่ศิลปะมวยไทยในต่างประเทศดีเด่น” เนื่องในวันมวยไทย ประจำปี 2563
ทำไมต้องรู้จักเขา ?
ดีเซลน้อย ช.ธนสุกาญจน์ มีชื่อจริงว่า ธนากร สอนดี เดิมชื่อ ชรินทร์ สอนดี เกิดเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2504 ที่อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
เขาหัดมวยเมื่ออายุ 12 ปี ใช้ชื่อว่า ดีเซลน้อย ส.บรรจงศักดิ์ ก่อนเปลี่ยนมาใช้ ส.วรกุลชัย และ ช.ธนสุกาญจน์ จนโด่งดังทะลุฟ้า
ด้วยความที่มีรูปร่างสูงยาวจึงถูกฝึกให้เป็นมวยเข่า เขาเอาชนะมวยดีจนแทบจะหมดคู่ชก และเคยได้ค่าตัวถึง 2 แสนบาท

เกียรติประวัติสมัยชกมวยไทย ดีเซลน้อย เคยได้เข็มขัดแชมป์ไลท์เวต เวทีลุมพินี ด้วยการชนะ ขาวผ่อง สิทธิชูชัย และครองแชมป์อยู่ 3 ปี จึงสละตำแหน่งเพราะไม่มีผู้ท้าชิง
ส่วนชัยชนะที่น่าประทับใจของ ดีเซลน้อย คือการปราบเหล่ายอดมวยอย่าง วิชาญน้อย พรทวี, เผด็จศึก พิษณุราชันย์, สามารถ พยัคฆ์อรุณ, หนองคาย ส.ประภัสสร รวมทั้งฮีโร่โอลิมปิกอย่าง ขาวผ่อง สิทธิชูชัย หรือ ทวี อัมพรมหา
ดีเซลน้อย เคยเทิร์นโปรชกมวยสากลอาชีพ 1 ครั้ง แล้วกลับมาต่อยมวยไทยตามเดิม กระทั่งได้ชกมาร์เชียลอาร์ต โดยใช้ศิลปะแม่ไม้มวยไทยเอาชนะน็อกนักเทควันโดจากเกาหลีใต้และนักคิกบอกซิ่งจากญี่ปุ่นได้อย่างง่ายดาย รวมทั้งเคยบินไปน็อกแชมป์คาราเต้ โจ มอนคาโย่ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ส่งให้สมญานาม ขุนเข่าทะลุฟ้า ถูกพูดถึงอย่างแพร่หลาย
หลังแขวนนวมในวัย 25 ปีเพราะไม่มีคู่ชก ดีเซลน้อย เดินทางไปชกคิกบ็อกซิ่งที่ประเทศญี่ปุ่นจนมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จัก จึงลงหลักปักฐานทำธุรกิจและสอนมวยอยู่ที่นั่นหลายปี
ก่อนบินกลับเมืองไทยมาเป็นครูมวย, วิทยากรพิเศษ และยังคงเดินสายไปสอนมวย ไปจัดสัมมนาเผยแพร่วิชามวยไทยในต่างแดนอยู่ตลอด โดย ดีเซลน้อย กล่าวว่าหากไม่มีสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ชีวิตของเขาคงวนเวียนอยู่กับการสอนมวยในต่างประเทศเป็นหลัก
ดีเซลน้อย มีลูกศิษย์เป็นชาวต่างชาติทั่วโลก และทุกคนล้วนให้การยอมรับนับถือความสามารถด้านการตีเข่าของ ดีเซลน้อย ที่ยากจะหาใครเลียนแบบได้

จุดแข็ง
ดีเซลน้อย ช.ธนสุกาญจน์ เป็นนักมวยที่มีส่วนสูงเกินมาตรฐานนักมวยไทย เขาชกพิกัดรุ่นไลท์เวต 135 ปอนด์ แต่สูงถึง 185 เซนติเมตร สูงกว่าอดีตแชมป์โลกเฮฟวี่เวตอย่าง ไมค์ ไทสัน และ โจ ฟราเซียร์ ซึ่งหนักเกิน 200 ปอนด์ เสียอีก
ด้วยความสูงที่ได้เปรียบคู่ต่อสู้ทุกคน ทำให้เขาถูกฝึกมาให้เป็นมวยเข่า ประกอบกับความที่เจ้าตัวเป็นคนขยัน มุ่งมั่นตั้งใจฝึกซ้อม จึงไม่แปลกที่สุดท้าย ดีเซลน้อย จะกลายมาเป็นตำนานมวยเข่าที่เก่งที่สุดอีกคนหนึ่งของเมืองไทย
ผู้คนพูดถึงเขาอย่างไรบ้าง ?
“บนเวที ดีเซลน้อย ช.ธนสุกาญจน์ เป็นมวยเข่าสไตล์ดุดัน เดินหน้ากระหน่ำแทงจนคู่ต่อสู้แทบร้องขอชีวิต แต่เมื่อลงจากเวที เขาเป็นพี่ เป็นเพื่อน เป็นน้องที่น่ารัก มีน้ำใจกับทุกคน ที่สำคัญคือเป็นคนให้เกียรติให้ความเคารพรุ่นพี่ทุกคน”
“อย่างเช่น โพธิ์ไทร สิทธิบุญเลิศ ที่เป็นยอดมวยที่เขาชื่นชมมาก ถึงขนาดเอารูปพี่โพธิ์มาตัดหัวแกทิ้งแล้วตัดหน้าตัวเองไปติดแทน เขาบอกว่าจะชกมวยให้เก่งเหมือนพี่โพธิ์ หรือกับนักมวยรุ่นน้องโดยเฉพาะที่กำลังชกอยู่ในปัจจุบัน เขาจะเล่าเรื่องวินัยการใช้เงินเพื่อเตือนสติน้อง ๆ ให้เก็บเงินไว้ใช้ยามเลิกมวยด้วย”
“เขาหวังดีกับนักมวยด้วยกัน คนที่มีทัศนคติดี ๆ อย่างนี้ผมต้องรีบชวนมาช่วยงานเลยครับ” สามารถ พยัคฆ์อรุณ อดีตซูเปอร์สตาร์แห่งวงการมวย กล่าวถึง ดีเซลน้อย ช.ธนะสุกาญจน์ เพื่อนรักคนสนิท
เกร็ดความรู้ที่น่าสนใจ
ตลอดชีวิตการชกมวยของ ดีเซลน้อย ช.ธนสุกาญจน์ เจ้าตัวมีเบสต์ไฟต์ในความทรงจำกับนักมวย 3 คนด้วยกันนั่นคือการชกกับไอดอลของตัวเองอย่าง โพธิ์ไทร สิทธิบุญเลิศ แล้วเป็นฝ่ายชนะคะแนนเจ้าของฉายา ขุนเข่าเสาโทรเลข ตัวจริงขาดลอย
ตอนนั้น ดีเซลน้อย เป็นมวยเข่าดาวรุ่ง สื่อมวลชนจึงนำฉายายอดมวยรุ่นพี่มาให้ใช้ แต่เมื่อชนะโพธิ์ไทรได้จึงได้รับสมญานามว่า ขุนเข่าทะลุฟ้า แทนที่
แม้ว่าก่อนหน้านั้น ศักดิ์ณรงค์น้อย ช.ชูติรัตน์ คู่ปรับที่เคยแพ้ ดีเซลน้อย เป็นผู้ที่จะเคยใช้ฉายานี้มาก่อนก็ตาม

แต่เมื่อเอ่ยถึง ขุนเข่าทะลุฟ้า แฟนมวยจะนึกถึงแต่ ดีเซลน้อย ช.ธนะสุกาญจน์ เพียงคนเดียว
ต่อมาคือการชกกับ ขาวผ่อง สิทธิชูชัย ซึ่งเจ้าตัวแพ้น็อกจนแทบจำบ้านเลขที่ไม่ได้ ชัยชนะของขาวผ่องทำให้เขาถูกเรียกตัวติดทีมชาติจนคว้าเหรียญเงินโอลิมปิก 1984 ที่เมืองลอสแอนเจลิส จนกลายมาเป็นนักชกประวัติศาสตร์ในห้วงเวลานั้น
และไฟต์ที่ 3 คือการชนะคะแนน สามารถ พยัคฆ์อรุณ ซึ่งเป็นไฟต์ที่สร้างชื่อให้กับเจ้าตัวเป็นอย่างมาก เมื่อสามารถยอมรับอย่างลูกผู้ชายว่าเขาสู้ดีเซลน้อยไม่ได้เลยสักกระบวนท่า หนำซ้ำยังไม่ต้องการแก้มืออีกด้วย ภายหลังเลิกมวยทั้งคู่กลายมาเป็นเพื่อนสนิทชนิดที่ไปไหนไปกัน
ความรู้สึกที่ได้รับรางวัล และมุมมองต่อวงการมวยไทย
“ผมได้รางวัลเกียรติยศจากวงการมวยและหน่วยงานต่าง ๆ มามากมาย รางวัลผู้เผยแพร่ศิลปะมวยไทยในต่างประเทศดีเด่น จากการกีฬาแห่งประเทศไทย ก็เช่นกัน ถือเป็นอีกหนึ่งรางวัลแห่งความภูมิใจของผม ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง”
“รางวัลนี้จะเป็นกำลังใจให้ผมทำหน้าที่เผยแพร่มวยไทยทั้งในและต่างประเทศอย่างเต็มกำลังความสามารถ แม้ว่าในปัจจุบันผมจะกลับมาทำงานที่เมืองไทย แต่ยังคงได้รับเชิญให้เดินทางไปเป็นครูมวยและวิทยากรพิเศษในต่างประเทศอยู่บ่อย ๆ ครับ ทุกครั้งผมคิดเสมอว่าต้องทำให้ชาวต่างชาติทั่วโลกได้รู้จักมวยไทยที่แท้จริงให้ได้มากที่สุด”

“ทุกวันนี้ชาวต่างชาติให้ความสนใจมวยไทยมากขึ้น แม้ว่าในประเทศต่าง ๆ จะมีการแข่งขันกีฬาต่อสู้อยู่หลายองค์กร แต่น่าภูมิใจว่านักกีฬาต่อสู้จากรายการระดับโลกหลายคนบอกว่า เขาขึ้นชกในฐานะนักมวยไทยหรือไม่ก็เคยหัดมวยไทยมาก่อน”
“ตอนนี้ผมมาช่วย สามารถ พยัคฆ์อรุณ ทำงานเพื่อคนวงการมวยในตำแหน่งรองนายกสมาคมกีฬามวยไทยนายขนมต้ม ซึ่งมีสามารถเป็นนายกสมาคม ผมจะทำให้ต่างชาติสนใจมวยไทยเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นกีฬาระดับโลกให้ได้ครับ”