Feature

22 ปีที่รอคอย : การผ่าน ร้อน-หนาว ของ อาร์เซน่อล กว่าจะถึงแชมป์พรีเมียร์ลีกอีกครั้ง | Main Stand

22 ปี … คือช่วงเวลาที่เด็กคนหนึ่งเกิด เติบโต เรียนจบ และเริ่มเข้าสู่วัยทำงาน นานพอสมควรสำหรับชีวิตมนุษย์คนหนึ่ง 

 


แต่สำหรับแฟน อาร์เซน่อล แล้ว 22 ปี คือจำนวนปีของการรอคอยแชมป์พรีเมียร์ลีกอีกครั้ง หลังฤดูกาลประวัติศาสตร์ 2003-04 ของทีม “ไร้พ่าย” ภายใต้การนำของ อาร์แซน เวนเกอร์ 

คำถามคือ ตลอด 22 ปีที่ผ่านมา อาร์เซน่อลหายไปไหน ? พวกเขามัวทำอะไรอยู่ ? ทำไมสโมสรระดับนี้ถึงปล่อยให้เวลาผ่านไปนานขนาดนั้นกว่าจะกลับมายืนบนจุดสูงสุดของพรีเมียร์ลีกอีกครั้งในฤดูกาล 2025-26 ?

ติดตามการผ่านร้อนผ่านหนาวมาตลอด 22 ปี สู่วันสำคัญของเหล่ากูนเนอร์สกับ MAIN STAND 

 

ยกระดับจากไร้พ่าย ?

หลังจบฤดูกาลไร้พ่ายในปี 2004 หลายคนคิดว่า อาร์เซน่อล กำลังจะสร้างความสำเร็จต่อเนื่องและก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจของฟุตบอลอังกฤษไปอีกหลายปี ด้วยขุนพลระดับพระกาฬอย่าง เธียร์รี่ อองรี, เดนนิส เบิร์กแคมป์, ปาทริก วิเอร่า, โรแบร์ ปิแรส, แอชลี่ย์ โคล และนักเตะระดับโลกเต็มทีม

สำหรับหลายคนที่ไม่ทันดูอาจไม่เข้าใจว่าแล้วทำไมทีมอื่นจึงยกธงขาวง่ายขนาดนั้น ในเมื่อฟุตบอลแข่งกัน 38 นัด และฤดูกาลใหม่ก็ยังไม่เริ่มด้วยซ้ำ ทำไมหลายคนจึงยกให้ อาร์เซน่อล เป็นเต็ง 1 ตั้งแต่บอลยังไม่เริ่มเขี่ยในปีต่อมา ? 

คำตอบคือฟุตบอลของเวนเกอร์ในตอนนั้นคืออนาคตของพรีเมียร์ลีก ในขณะที่ทีมอื่นยังเล่นฟุตบอลไดเรกต์ ใช้ร่างกายที่อึด ถึก ทน ใช้ปีกความเร็วสูงและกองหน้า 2 คนในสไตล์ "เสาโทรเลขกับหลักกิโล" คนหนึ่งตัวใหญ่เก็บบอลดี อีกคนตัวเล็กเร็วจี๊ดยิงคมทำหน้าที่เป็นตัวจบสกอร์ ... แต่ อาร์เซน่อล ไม่ใช่แบบนั้น และไม่ใช่มาตั้งแต่ปลายยุค 1990 แล้วด้วย 

ฟุตบอลของอาร์เซน่อลในเวลานั้น รวดเร็ว สวยงาม เทคนิคสูง และเล่นเกมรุกอย่างมีศิลปะ พวกเขาเน้นบอลสั้นแต่เร็ว วิธีการต่อเกมรุกดูง่าย ๆ แต่กลับแม่นยำ ... เหมือนกับคุณดูฟุตบอลสมัยนี้ของ เปแอสเช หรือ บาเยิร์น มิวนิค ที่นักเตะแทบทุกตำแหน่งพร้อมขึ้นมาทำประตูตลอดเวลา 

คำถามต่อมาคือในเมื่อเก่งขนาดนั้นทำไมป้องกันแชมป์ไม่ได้ ? คำตอบแบบไม่เกี่ยวกับสโมสรอื่น ๆ เลยก็คือ อาร์เซน่อล มองไกลยิ่งกว่านั้น พวกเขาตัดสินใจเลือกวิธี "เข้าสู่ยุคประหยัด" เพื่อทางเลือกในอนาคตที่มั่นคงและมั่งคั่งยิ่งกว่าเดิม นั่นคือการย้ายสนามเหย้า จาก ไฮบิวรี่ ไปสู่ แอชเบอร์ตัน โกรฟ หรือ เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ในปัจจุบัน ที่มีความจุ 60,000 ที่นั่ง ใหม่กว่า และทันสมัยกว่าสนามอื่น ๆ ในประเทศอังกฤษในเวลานั้น

แม้สนามใหม่ทำให้สโมสรมีรายได้มหาศาลในระยะยาว แต่มันก็มาพร้อมภาระหนี้ระดับมหาศาลเช่นกัน ทำให้อาร์เซน่อลต้องเปลี่ยนแนวทางบริหารทีม แทนที่จะยกระดับทุ่มซื้อนักเตะมาเสริมทัพชุดไร้พ่าย และล่าแชมป์ต่อ เปลี่ยนสู่ทีมที่ต้องประคองสถานะทางการเงิน 

อันที่จริง อาร์เซน่อลไม่ได้จน เพียงแต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องยอมรับว่า อาร์เซน่อลไม่ได้มีอำนาจใช้เงินเท่ากับ เชลซี ในยุคของ โรมัน อบราโมวิช และ แมนฯ ยูไนเต็ด ในยุคที่ยังเป็นมหาอำนาจ 

สิ่งที่เวนเกอร์และอาร์เซน่อลจำเป็นต้องทำ คือการเลือกใช้เงินกับนักเตะที่เป็นดาวรุ่งและมีสถานะยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก ซึ่งดูเหมือนว่าพวกเขาจะทำสำเร็จกับนักเตะอย่าง โคโล่ ตูเร่, อาบู ดิยาบี้, อเล็กซานเดอร์ เคล็บ, โรบิน ฟาน เพอร์ซี่, เอ็มมานูเอล อเดบายอร์ และ เอ็มมานูเอล เอบูเอ้ ที่กลายเป็นตัวเสริมจากแกนหลักเดิมจากชุดไร้พ่าย และทีมชุดนี้ก็เคยไปไกลถึงรอบชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ในฤดูกาล 2005-06 มาแล้ว 

อย่างไรก็ตาม หลังจากจบเกมนั้น อาร์เซน่อล เป็นฝ่ายแพ้ บาร์เซโลน่า 1-2 จุดนี้เองคือการส่งต่อทีมปืนใหญ่สู่ยุคต่อไป ยุคที่แกนหลักเหล่าไร้พ่ายทยอยกันย้ายออก และเป็นยุคที่เวนเกอร์ต้องทุ่มทุกสรรพกำลังที่มีในการใช้นักเตะที่เขาสร้างขึ้นมา พร้อมกับเป้าหมายที่ลดต่ำลง จากลุ้นแชมป์ สู่การยึดพื้นที่ท็อป 4 ให้ได้ เพื่อรายรับที่มั่นคง และเพื่ออนาคตที่รออยู่ในภายภาคหน้า 

 

สร้างดาวรุ่งโดย "เวนเกอร์ บอล"

หลังความพ่ายแพ้ในนัดชิงชนะเลิศถ้วยยุโรปจบลง นักเตะในทีมชุดนั้นหลายคนโรยรา ขณะที่เวนเกอร์เองก็พร้อมรับนโยบายสโมสร ที่จะเข้าสู่โหมดรัดเข็มขัด สตาร์ค่าเหนื่อยแพงอย่าง ปาทริก วิเอร่า, เธียร์รี่ อองรี ทยอยย้ายออกไป งบประมาณส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการทำสนามแข่ง เหลือเพียงเล็กน้อยเพื่อสร้างทีมคนหนุ่มขึ้นมาใหม่ภายใต้ปรัชญา "เวนเกอร์ บอล" ที่สวยงาม เฉียบคม และทรงพลัง 

เวนเกอร์ รวบรวมขุมกำลังแข้งอายุน้อยฝีเท้าดีหลายคนในช่วงก่อนหน้านี้ พวกเขาได้นักเตะที่เข้ามาเป็นแกนหลักในแต่ละตำแหน่งและดูดีขึ้นเรื่อย ๆ ตำแหน่งผู้รักษาประตูมี มานูเอล อัลมูเนีย ขึ้นมารับไม้ต่อจาก เยนส์ เลห์มันน์ ตำแหน่งกองหลังมีเซ็นเตอร์แบ็กอย่าง ตูเร่ ที่พัฒนาขึ้นเรื่องประสบการณ์ และยังได้ วิลเลี่ยม กัลลาส กองหลังดีกรีตัวจริงทีมชาติฝรั่งเศสมาจากเชลซี เป็นของแลกเปลี่ยนในการเสีย แอชลี่ย์ โคล ไป

แดนกลางมีจอมทัพที่ดันขึ้นมาจากชุดเยาวชนอย่าง เชส ฟาเบรกาส ประกอบร่างเข้ากับตัวรับพลังไดนาโมอย่าง มาติเยอ ฟลามินี่ มีพี่ใหญ่อย่าง จิลแบร์โต้ ซิลวา กับ โทมัส โรซิคกี้ คอยเป็นเสาหลักช่วยเติมความเก๋า และมีตัวริมเส้นที่จี๊ดไม่แพ้ใครในช่วงนั้นอย่าง เคล็บ 

ขณะที่แดนหน้ามีตัวจบสกอร์เป็น เอ็มมานูเอล อเดบายอร์ ทำหน้าที่คู่กับ ฟาน เพอร์ซี่ พร้อมทั้งผู้มาใหม่อย่าง เอดูอาร์โด้ ดา ซิลวา กองหน้าทีมชาติโครเอเชียตัวบราซิลโอนสัญชาติ

แม้ชื่อชั้นจะเป็นรองทีมชุดไร้พ่ายแบบสุด ๆ แต่เรื่องคุณภาพเกมในสนามนั้นไม่ธรรมดา มีคำกล่าวถึงทีมชุดนั้นจากกลุ่มแฟนบอลอาร์เซน่อล ในเว็บบอร์ดระดับโลกอย่าง Reddit ที่สรุปถึงความยอดเยี่ยมของทีมชุดนั้น (ฤดูกาล 2007-08) ได้ดีว่า 

"ทีมชุดนี้ไม่ได้มีนักเตะระดับสตาร์แถวหน้าของโลกเลย แต่มันคือจุดพีกของ เวนเกอร์ บอล เลยก็ว่าได้ ฟุตบอลที่มี เคล็บ, เชส, โรซิคกี้, ฟาน เพอร์ซี่ และ อเดบายอร์ คือความสร้างสรรค์อย่างที่สุด มันเป็นฤดูกาลที่น่าจดจำของพวกเรามาก ๆ"

"ผมยังจำบรรยากาศในปีนั้นได้ ในพรีเมียร์ลีกเหมือนเต็มไปด้วยออร์ค (อสูรร้ายในโลกแฟนตาซี) ที่โหดเหี้ยม แต่ เวนเกอร์ สร้างทีมฟุตบอลที่กำลังนำเสนอวิธีการเล่นแบบใหม่ เน้นความห้าวของนักเตะหนุ่ม ใช้ความสามารถและเทคนิคผสมผสานกัน เราเล่นเกมด้วยการสร้างความบันเทิงขั้นสุด มีประตูทุกรูปแบบให้คุณเห็นไม่ว่าจะเป็นการยิงไกลจากระยะ 35 หลา การต่อบอลทำชิ่งจังหวะเดียว ไปจนถึงการคว้าชัยในนาทีสุดท้ายของเกมอยู่บ่อย ๆ"

"ทีมชุดนั้นให้ความรู้สึกเหมือนกับพวกเรา (อาร์เซน่อล) เป็นฝ่ายธรรมะ กำลังต่อสู้เหล่าอธรรมจอมป่าเถื่อนอย่างแท้จริง"

แม้จะได้รับคำชื่นชมมากขนาดไหน แต่ทีมชุดนั้นก็มีปัญหาอยู่ดี เรื่องประสบการณ์ทำให้พวกเขาต้องตกม้าตาย ทั้ง ๆ ที่ทำแต้มนำเป็นจ่าฝูงในพรีเมียร์ลีกแล้วในช่วงมีนาคม แต่สุดท้ายก็ได้แค่เกือบไปเท่านั้น

ในลีกมีอยู่ช่วงหนึ่งที่พวกเขาชนะแค่ 1 จาก 7 เกม โดยจุดเริ่มต้นมาจากเกมเสมอ เบอร์มิงแฮม ที่ เซนต์ แอนดรูว์ส 2-2 ซึ่งในเกมนั้น เอดูอาร์โด้ ข้อเท้าหักคาสนามจนส่งผลต่อซีซั่นที่เหลือ ไม่จบแค่นั้น กัลลาส ที่เป็นกัปตันทีมยังนั่งเศร้ากลางสนามราวกับโลกกำลังจะสลาย ทั้ง ๆ ที่เกมยังเหลือให้เล่นอีกหลายนัด ... ถ้าเป็นสมัยนี้เขาคงโดนกูรูที่เป็นอดีตนักเตะของสื่อต่าง ๆ จวกยับแน่นอน 

ส่วนในแชมเปี้ยนส์ลีก อาร์เซน่อล แพ้ ลิเวอร์พูล แบบโดนยิงในช่วงท้ายเกม ตกรอบก่อนรองชนะเลิศด้วยสกอร์รวม 3-5 ไปอย่างน่าเสียดาย

อาร์เซน่อล ในเวลาหลังจากนั้นเปลี่ยนสถานะกลายเป็นทีมที่เหมือนสร้างสตาร์ให้ทีมอื่น นอกจากกลุ่มตัวหลักชุดไร้พ่ายที่ทยอยย้ายออกไปจนหมดแล้ นักเตะทีปั้นขึ้นมาใหม่อย่าง ซามีร์ นาสรี่, กาแอล กลิชี่ และ อเดบายอร์ ก็ย้ายไป แมนฯ ซิตี้ กันหมด, ฟาน เพอร์ซี่ ย้ายไปอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด, ฟาเบรกาส และ เคล็บ ย้ายไปอยู่กับ บาร์เซโลน่า

ตอนนี้ภารกิจของเวนเกอร์ กลายเป็นการเล่นแต่ละซีซั่นเพื่อเอาชีวิตรอดแล้ว พวกเขาต้องออกแรงมากขึ้นสำหรับการจบท็อป 4 จนแฟนบอลยุคนั้นเริ่มแซวกันว่า อาร์เซน่อล ไม่จำเป็นต้องคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก เพราะเมื่อจบท็อป 4 ได้ พวกเขาก็ดีใจเหมือนได้แชมป์ Top 4 Trophy แล้ว 

แม้เวนเกอร์จะยังพาทีมเล่นฟุตบอลสวยงาม แต่คุณภาพทีมโดยรวมไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป อาร์เซน่อลกลายเป็นทีมที่ “ดี ... แต่ไม่พอ” หรืออีกนัยหนึ่งคือ ดีพอจะจบท็อปโฟร์ แต่ไม่ดีพอเป็นแชมป์ นี่คือคำที่สรุปยุคของการใช้หนี้ในการสร้าง เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ได้อย่างชัดเจน 

 

โอซิล-ซานเชซ ความหวังครั้งใหม่ที่ไปไม่สุด

ผ่านไปแล้ว 7 ปีหลังจากย้ายไปแข่งที่สนามเหย้าแห่งใหม่ อาร์เซน่อลเริ่มกลับมามีงบประมาณในการทำทีมเพิ่มอีกครั้ง สิ่งที่ยืนยันได้คือพวกเขาเริ่มมีเงินซื้อนักเตะระดับโลกแล้ว จากที่ก่อนหน้านี้แฟนบอลต้องร้อง "ห๊ะ" เมื่อได้ยินชื่อนักเตะที่มีข่าวกับทีมแต่ละคน 

ในปี 2013 เวนเกอร์ และ อาร์เซน่อล สร้างแรงสั่นสะเทือนด้วยการคว้า เมซุต โอซิล มาจาก เรอัล มาดริด จากนั้นไม่นาน อเล็กซิส ซานเชซ ก็ตามมาจาาก บาร์เซโลน่า ... จะบอกว่ามันเป็นช่วงที่แฟนอาร์เซน่อล เริ่มกลับมาดูฟุตบอลด้วยความสนุกตื่นเต้นอีกครั้งก็คงไม่ผิดนัก 

ช่วงนั้น อาร์เซน่อลกลับมาเป็นทีมที่น่ากลัวอีกครั้ง ฟุตบอลไหลลื่น เกมรุกดุดัน และเริ่มมีซูเปอร์สตาร์จริง ๆ โดยมีลูกยิงหรือลูกแอสซิสต์มหัศจรรย์คอยเป็นผงชูรสในแต่ละสัปดาห์ที่ทำให้แฟนบอลอยากจะเข้ามาดูเกมการล่นของพวกเขา

ไม่ใช่แค่ฟุตบอลที่สวยขึ้น เด็ดขาดขึ้น แต่เรื่องของถ้วยรางวัลก็เข้ามามากขึ้นเช่นกัน ทีมที่นำโดย โอซิล และ ซานเชซ คว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ได้ถึง 3 สมัย หยุดการรอคอยในฐานะทีมไร้แชมป์ที่นานถึง 9 ปี 

อย่างไรก็ตาม ในฟุตบอลลีกนั้นเป็นอะไรที่แตกต่างกันออกไป การจบท็อป 4 ยังคงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่พวกเขาคาดหวังได้ ด้วยเหตุผลง่าย ๆ เลยก็คือพวกเขา "ยังไม่ดีพอ" โอกาสที่ใกล้เคียงที่สุดน่าจะเป็นฤดูกาล 2015-16 ที่ทั้ง แมนฯ ซิตี้, แมนฯ ยูไนเต็ด และ ลิเวอร์พูล กำลังตั้งหลักใหม่ ทว่าที่สุดแล้ว อาร์เซน่อลก็จบได้แค่อันดับ 2 ของลีก แถมทีมที่ได้แชมป์ยังเป็น เลสเตอร์ ซิตี้ ไปซะอีก 

ตอนนั้นแม้แต่แฟนบอลของอาร์เซน่อลเองก็ยังทนไม่ไหว ... เกิดเสียงโห่ไล่และความต้องการอยากให้เวนเกอร์ออกจากตำแหน่งได้แล้ว เพื่อทีมจะได้เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่อาจจะเหมาะกับฟุตบอลสมัยนี้มากกว่าที่เวนเกอร์เป็น 

ฤดูกาล 2017-18 เวนเกอร์อำลาทีมหลังคุมสโมสร 22 ปี และนั่นคือจุดสิ้นสุดของยุคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ แต่ปัญหาคือ … อาร์เซน่อลยังไม่ได้เตรียมตัวสำหรับชีวิตหลังเวนเกอร์เลย

 

ปืนที่ไร้ศูนย์เล็ง 

เวนเกอร์ ออกไป อูไน เอเมรี่ เข้ามาทำหน้าที่แทน กุนซือหนุ่มชาวสเปนทำผลงานสุดยอดกับ เซบีย่า คว้าแชมป์ยูโรป้าลีก 3 สมัย ถูกมองว่าเป็นคนที่เหมาะแก่การสานต่อผลงานของเวนเกอร์ในเวลานั้น ... ทว่าสิ่งที่หลายคนไม่รู้คือผู้จัดการทีมเพียงคนเดียว อาจไม่พอสำหรับการเปลี่ยนแปลงทีม ๆ นี้ 

เพราะเมื่อไร้เวนเกอร์ โครงสร้างภายในสโมสรก็ยุ่งเหยิง การเสริมทัพก็ดูจะไร้ทิศทางที่ชัดเจน การเข้ามาของสตาร์ค่าเหนื่อยสูงลิ่วอย่าง ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง และ นิโกลาส์ เปเป้ (ค่าตัวสถิติสโมสร ณ เวลานั้น) ไหนจะมี อเล็กซองดร์ ลากาแซตต์ และอีกหลายคนที่ดึงตัวเข้ามา แต่ในเวลานั้นภาพที่ชัดเจนสำหรับสิ่งที่อาร์เซน่อลไม่มีในยุคอูไน คือคำว่า "ทีม" 

ช่วงนั้นคือยุคที่สโมสรเต็มไปด้วยสตาร์ค่าเหนื่อยสูง แต่ขาดวัฒนธรรมร่วมกัน ทีมเสียสมดุล เกมรับอ่อนแอ ห้องแต่งตัวมีปัญหา จนในที่สุดเอเมรี่ก็ไปไม่รอด ขณะที่แฟนบอลหลายคนก็เริ่มตัดพ้อคิดถึงเวนเกอร์ และอดคิดไม่ได้ว่าถ้าเขายังอยู่อะไรก็คงจะดีกว่านี้ 

อย่างที่ทุกคนรู้ ... สายน้ำนั้นไม่เคยหวนกลับ อาร์เซน่อลเองก็เช่นกัน พวกเขามีแต่จะต้องไปต่อเท่านั้น มิเกล อาร์เตต้า อดีตกัปตันทีมก้าวเข้ามารับงานร้อน เขาจับมือกับผู้อำนวยการกีฬาอย่าง เอดู กาสปาร์ เพื่อปฏิวัติสโมสรใหม่ทั้งหมด ภายใต้สโลแกนที่เป็นเหมือนสโลแกนประจำตัวอาร์เซน่อลในยุคอาร์เตต้าไปแล้ว นั่นคือสโลแกนที่ว่า "Trust the Process" (เชื่อมั่นในกระบวนการ) 

 

Trust the Process

ถึงตรงนี้คงไม่ต้องอธิบายกันเยอะแล้วว่า อาร์เตต้าสร้างอะไรให้กับอาร์เซน่อลบ้างหลังจากที่เขาเข้ามารับงาน 

สิ่งแรกที่อาร์เตต้าทำและต้องใช้ความเด็ดขาดอย่างสูง คือการล้างบางสตาร์ที่มีทัศนคติไม่ตรงกับทีม ภาพที่ชัดที่สุดคือ โอบาเมยอง ที่ถึงแม้กองหน้าชาวกาบองจะยิงประตูให้ทีมมากมายและพาทีมคว้าแชมป์เอฟเอคัพปี 2020 ภายใต้การคุมทีมช่วงแรกของอาร์เตต้า แต่โครงสร้างทีมกลับพังพินาศ ห้องแต่งตัวมีปัญหา วินัยนักเตะหย่อนยาน และสโมสรร่วงไปอยู่อันดับ 8 ของตาราง ซึ่งเป็นจุดตกต่ำที่สุดในรอบหลายสิบปี

โอบาเมยองถูกฉีกสัญญาจากปัญหาเรื่องวินัย, โอซิลโดนยกเลิกสัญญาเพราะไม่ตอบสนองกับแท็กติกของเขา นอกจากนี้ยังมีการปล่อยตัวผู้เล่นค่าเหนื่อยแพงที่ไม่อยู่ในแผนออกไปทั้งหมด

อาร์เตต้าเลือกที่จะสร้างทีมขึ้นมาใหม่ด้วยสายเลือดใหม่อย่าง บูกาโย ซาก้า, กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ ผนึกกำลังกับการซื้อตัวที่แม่นยำอย่าง มาร์ติน โอเดการ์ด, กาเบรียล มากัลเญส, วิลเลียม ซาลิบา, เดแคลน ไรซ์ รวมถึงอดีตแชมป์เก่าจาก แมนฯ ซิตี้ อย่าง กาเบรียล เชซุส และ โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้

พวกเขาอกหัก พลาดแชมป์ให้แมนฯ ซิตี้ แบบฉิวเฉียดในฤดูกาล 2022-23 และ 2023-24 เช่นเดียวกับการเสียแชมป์ให้ ลิเวอร์พูล ในซีซั่น 2024-25 ... ช่วงเวลา 3 ปีกับตำแหน่งรองแชมป์ กลายเป็นเรื่องสนุกปากที่ทำให้อาร์เซน่อลและอาร์เตต้า โดนล้อเลียนไปต่าง ๆ นานา  

แต่สุดท้ายการ Trust the Process ก็สัมฤทธิ์ผล หลังจากอาร์เตต้าเข้ามาวางรากฐานอย่างอดทนเป็นเวลา 6 ปีเต็ม ในที่สุดฤดูกาล 2025-26 ทีมชุดนี้ก็เติบโตจนพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ยาก ๆ และกดดันแบบที่เคยพลาดในอดีตได้สำเร็จ 

ขุมกำลังดาวรุ่งและแข้งหน้าใหม่หลายคนในวันนั้นกลายเป็นยอดนักเตะระดับโลกในวันนี้ ทีมมีทั้งความเฉียบคม เกมรับที่เหนียวแน่นที่สุดในลีก และเหนือสิ่งอื่นใดคือจิตวิญญาณแห่งผู้ชนะที่ไม่ยอมแพ้จนวินาทีสุดท้าย และในที่สุดการรอคอยตลอด 22 ปีก็สิ้นสุดลงจนได้ 

หากจะถามว่าตลอด 22 ปีที่อาร์เซน่อล "มัวทำอะไรอยู่?"  ก็ต้องตอบว่าพวกเขาไม่ได้อยู่เฉย ๆ แต่พวกเขากำลังใช้หนี้ สร้างรากฐาน หลงทาง เจ็บปวด ล้มเหลว ปฏิวัติทีม และสร้างมันขึ้นมาใหม่จากศูนย์ เรียกได้ว่าชิมรสชาติของชีวิตแบบครบทุกรส

22 ปีที่รอคอย คือช่วงเวลาที่พวกเขาเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ เพื่อวันนี้ วันที่ถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีกกลับคืนสู่ลอนดอนเหนืออย่างภาคภูมิ และมันคุ้มค่ากับทุกวินาทีที่ เดอะ กันเนอร์ส รอคอย

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.espn.co.uk/football/match/_/gameId/220466/arsenal-birmingham-city
https://www.reddit.com/r/Gunners/comments/bldhpp/what_went_wrong_for_arsenal_in_the_premier_league/?rdt=44203
https://www.reddit.com/r/Gunners/comments/12dnys7/arsenals_0708_season_peak_wengerball_and_why_it/
https://www.premierleague.com/en/news/4663695/when-will-arsenal-lift-premier-league-trophy-after-winning-2025-26-title
https://www.skysports.com/football/news/11670/13545591/arsenal-win-premier-league-mikel-artetas-side-end-22-year-wait-for-title
https://www.nytimes.com/athletic/7291035/2026/05/19/arsenal-premier-league-title-22-years/

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Graphic

อรรนพ สะตะ

graphic design ผู้ชื่นชอบกีฬาฮอกกี้, เกมส์, เดินเขา เป็นชีวิตจิตใจ