
ดีล มาร์คัส แรชฟอร์ด ระหว่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ บาร์เซโลน่า ยืดเยื้อมานาน เดี๋ยวเอา-เดี๋ยวไม่เอา พลิกไปพลิกมาพาแฟนปีศาจแดงหงุดหงิดอยู่หลายรอบ
ทันใดนั้นความหงุดหงิดก็เพิ่มทวีคูณ เพราะในขณะที่มีข่าว แรชฟอร์ด แทบทุกวัน บาร์ซ่า กลับปิดดีลนักเตะในตำแหน่งเดียวกันอย่าง แอนโธนี่ กอร์ดอน จาก นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ด้วยราคาถึง 80 ล้านยูโร ... มากกว่าค่าตัว แรชฟอร์ด เกือบ 3 เท่า อย่างรวดเร็ว
ทำไมมันเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นได้ ? ทุกเรื่องมีเหตุผล ติดตามกับ MAIN STAND
แรชฟอร์ด...เมื่อไหร่ก็ได้
แฟนบอลอย่างเรา ๆ มักเข้าใจกันไปว่า หากนักเตะที่ยืมตัวมาผลงานดี ยิงระเบิดระเบ้อ ก็น่าจะเพียงพอต่อการให้สโมสรตัดสินใจซื้อขาดแน่ ๆ แต่นั่นดูเหมือนจะเป็นเรื่องในโลกอุดมคติเท่านั้น
เพราะในความเป็นจริง บนโลกของธุรกิจที่ใช้เงินกันจริง ๆ มันคือเรื่องของการวัดเหลี่ยมเฉือนคม มีคำกล่าวจาก โธมัส เชลบี้ มาเฟียและนักธุรกิจจากซีรีส์ดัง Peaky Blinders ที่มักจะพูดเสมอว่า "เราจะไม่เจรจาในตอนที่เป็นฝ่ายเสียเปรียบ" และประโยคนี้ใช้ได้ดีมาก ๆ กับดีลของ แรชฟอร์ด
ยูไนเต็ด ปล่อย แรชฟอร์ด ให้ บาร์เซโลน่า ยืมตัว 1 ซีซั่น ในฤดูกาล 2025-26 ไม่มีเงื่อนไขบังคับซื้อขาด มีแค่ออปชันซื้อขาด ดังนั้นต่อให้ แรชฟอร์ด จะเล่นดีแค่ไหน หรือนักเตะอยากจะย้ายขนาดไหน บาร์ซ่า ก็ไม่ได้ถูกมัดมือชกให้ซื้อ

เรื่องนี้เป็นเรื่องการบริหารผิดพลาดเดิม ๆ ไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยเฉพาะจากทีมบริหารด้านฟุตบอลยุคเก่าของ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่มักจะให้ค่าเหนื่อยนักเตะแพงมากชนิดที่ว่าบนโลกนี้มีไม่กี่ทีมที่จะจ่ายขนาดนั้นได้ แม้กระทั่งกับ บาร์ซ่า ที่แม้จะฟื้นจากยุคที่มีปัญหาทางการเงินมาบ้างแล้วก็ยังต้องคิดถึงประเด็นนี้ให้มาก แต่หากมองอีกมุม การใส่เงื่อนไขบังคับซื้อขาด ก็อาจทำให้ปล่อยตัว แรชฟอร์ด ที่ไม่อยู่ในแผนการทำทีมไม่ออกตั้งแต่แรกก็เป็นได้
ค่าตัว 27 ล้านปอนด์ หรือราว ๆ 30 ล้านยูโรไม่ได้แพงเลยสำหรับนักเตะอย่าง แรชฟอร์ด แต่ค่าเหนื่อย 350,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ สำหรับนักเตะที่ตัวรุกที่อยู่ในสถานะ "ตัวโรเตชัน" เป็นอะไรที่หนักหนาเกินไป ... ถ้าจะให้ดีลนี้เกิดขึ้น แรชฟอร์ด จะต้องยอมเสียสละลดรายได้ของตัวเองเป็นอย่างมาก บางทีอาจจะมากกว่าที่เขาคิดไว้ก็ได้ ดีลนี้จึงยังไม่เกิดขึ้นเสียที
ประการต่อมา นอกจากค่าเหนื่อยแล้ว บาร์เซโลน่า อยู่ในสถานะเป็นต่อมากในดีลนี้ พวกเขารู้แล้วว่าเป้าหมายแรก (และอาจเป็นเป้าหมายเดียวในตลาดซื้อขายครั้งนี้) ของ แมนฯ ยูไนเต็ด สำหรับ แรชฟอร์ด คือการขายเขาออกไปเพื่อนำเงินก้อนเข้ามา พร้อมลดภาระค่าเหนื่อยรวมของทีม
ยิ่งตัว แรชฟอร์ด ก็มีความสุขสุด ๆ กับชีวิต 1 ปีที่ บาร์เซโลน่า และอยากจะย้ายมาเป็นสมาชิกถาวรอย่างเต็มแก่ มันยิ่งทำให้ดีลนี้ บาร์ซ่า แค่อยู่นิ่ง ๆ และเรียกร้องในสิ่งที่ตัวเองต้องการต่อไป ซึ่งถ้า ยูไนเต็ด ไม่ยอมลด พวกเขาก็แค่เล่นเกมวัดใจกับ ยูไนเต็ด ไปเรื่อย ๆ ... คิดกันต่อเอาเองว่าในสถานการณ์ที่ บาร์ซ่า เป็นต่อทุกเหลี่ยมมุมขนาดนี้ ตอนจบของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร ?

แม้ ยูไนเต็ด จะสามารถขาย แรชฟอร์ด ให้ทีมอื่นได้โดยไม่ง้อ บาร์ซ่า แต่ก็ต้องวนกลับไปที่ปัญหาข้อเดิมว่าด้วยค่าเหนื่อยที่ แรชฟอร์ด รับ จะมีทีมไหน กล้าเข้ามาแบกค่าเหนื่อย พร้อมค่าตัวอีก 30 ล้านยูโร
นี่คือสถานการณ์ที่ บาร์ซ่า ได้เปรียบ และนั่นทำให้พวกเขาพยายามเจรจาเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับดีลนี้
ตัดมาที่ด้าน ฮันซี่ ฟลิค กุนซือของ บาร์ซ่า และ เดโก้ ผู้อำนวยการกีฬา พูดเสมอว่า "ต้องการซื้อขาดแรชฟอร์ด" แต่เหนือสิ่งอื่นใดแล้วสำหรับ บาร์ซ่า ตำแหน่งตัวโรเตชันในแนวรุกที่ แรชฟอร์ด ทำได้ดีมาก ๆ ในซีซั่นที่ผ่านมา ก็ยังมีนักเตะอีกหลายคนที่พวกเขามองว่ามีโอกาสที่จะเข้ามาทำหน้าที่แทนได้ ซึ่งพวกเขาก็แสดงให้เห็นแล้วในการลงทุนกับ แอนโธนี่ กอร์ดอน ดาวเตะของ นิวคาสเซิล ที่มีข่าวปิดดีลไปแล้ว เหลือเพียงการชูเสื้อเปิดตัวเท่านั้น
คำถามต่อมาที่น่าสนใจคือ ทำไมกับ กอร์ดอน ดีลนี้จึงรวดเร็วนัก ทั้ง ๆ ที่ค่าตัวของ กอร์ดอน แพงกว่า แรชฟอร์ด และผลงานยิงประตูและแอสซิสต์ของดาวเตะวัย 25 ปี ก็ถือว่าโดดเด่นน้อยกว่าแรชฟอร์ดในซีซั่นที่ผ่านมา ?
นักเตะแบบที่ "ฟลิค" ชอบ
ไม่ว่า แรชฟอร์ด จะอยู่ต่อหรือไม่ บาร์เซโลน่า ก็ยังคงต้องการนักเตะที่พร้อมหมุนเวียนในตำแหน่งเกมรุก และหากคุยกันเรื่องตำแหน่งการเล่นล้วน ๆ กอร์ดอน ก็เหมาะกับการเล่นตรงนี้
กอร์ดอน วัย 25 ปี เล่นได้ทุกตำแหน่งในเกมรุก ขวา ซ้าย หรือแม้กระทั่งการเป็นกองหน้า นอกจากนี้ The Athletic ยังระบุว่า กลุ่มผู้บริหารของ บาร์เซโลน่า ยังเห็นความสามารถในการเล่นเพรสซิ่งกดดันคู่แข่งของง กอร์ดอน ด้วย มันไม่ใช่แค่การขยันวิ่งขึ้นวิ่งลง แต่มันหมายถึงการที่เขาสามารถเล่นแบบวิ่งไล่ดักทางปิดพื้นที่ได้แม่นยำ ซึ่งมีผลอย่างมากกับฟุตบอลที่เน้นการเพรสซิ่ง และเคาน์เตอร์เพรสซิ่งแบบ บาร์เซโลน่า
นอกจากนี้ นักเตะที่คล่องตัว ขยันขยับตัววิ่งหาช่องเก่งอย่าง กอร์ดอน ยังถูกมองว่าจะเป็นคนช่วยดึงศักยภาพของ ลามีน ยามาล ดาวรุ่งปีกขวาของทีมที่กำลังพัฒนาเรื่องการออกบอลสร้างสรรค์เกมให้โดดเด่นขึ้นเรื่อย ๆ

ยิ่ง กอร์ดอน อยู่ในทีมของ ฮันซี่ ฟลิค ผู้ยึดมั่นเรื่องการไล่ล่าฟุตบอลกลับมาให้ได้เร็วที่สุด และเปิดเกมรุกแบบไม่ให้คู่แข่งได้หายใจหายคอ การเล่นเกมรุกอย่างไม่ลดละ เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ภายใต้การคุมทีมของฟลิค นอกจากนี้จุดเด่นของ กอร์ดอน คือการเปลี่ยนสปีดได้ดี เหมาะกับการใช้เพื่อทะลวงแนวรับที่เหนียวแน่น ยืนยันได้จากสถิติเลี้ยงบอลผ่านคู่ต่อสู้ได้มากที่สุดต่อ 90 นาที ในบรรดานักเตะนิวคาสเซิลฤดูกาลนี้ (1.64 ครั้ง)
ด้วยทุกสิ่งที่กล่าวมา ฝั่งบาร์ซ่าจึงคิดว่า กอร์ดอน จะแสดงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ออกมาได้มากกว่านี้แน่นอน นั่นคือเหตุผลแรกที่พวกเขายอมจ่ายถึง 80 ล้านยูโร เพื่อ กอร์ดอน ที่ดูดร็อปจากการยิงได้แค่ 9 ลูก (จุดโทษ 3) และทำไปอีก 2 แอสซิสต์ ในซีซั่นนี้ เป็นรอง แรชฟอร์ด ที่ยิงและแอสซิสต์รวมถึง 28 ลูก
ส่วนเรื่องการที่เขาจะลงเล่นตำแหน่งไหนนั้นคงยากที่จะฟันธงในตอนนี้ แต่ปีกซ้ายคือตำแหน่งถนัดของเขา และในปีที่แล้ว บาร์เซโลน่า ใช้ ราฟินญ่า เป็นตัวเลือกแรก สลับกับ แรชฟอร์ด ลงเล่น ซึ่งถ้าเป็นตำแหน่งนี้ในเวลาที่ ราฟินญ่า ฟิตที่สุด กอร์ดอน อาจจะต้องยอมรับบทบาทตัวโรเตชันเพื่อพิสูจน์ตัวเองไปก่อน
ทว่าลึกเข้าไปอีกหน่อย ดูเหมือนว่าจากสถิติในซีซั่นนี้ กอร์ดอน จะเล่นตำแหน่งกองหน้าได้ดีมากขึ้น ฤดูกาล 2025-26 เขารับบทบาทกองหน้าตัวเป้าถึง 42% ของการลงสนามทั้งหมด ตรงนี้ทำให้มีลุ้นว่าเขาอาจจะได้มาเพื่อเป็นกองหน้าในเกมที่ บาร์เซโลน่า เน้นการสวนกลับเร็วได้ เพราะ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ก็ประกาศย้ายออกแล้ว ขณะที่ เฟร์ราน ตอร์เรส ที่เล่นตำแหน่งเบอร์ 9 ตัวสำรอง ก็มีข่าวจะโดนขายออกจากทีมเช่นกัน

ด้วยวัย 25 ปี กอร์ดอน เพิ่งประสบความสำเร็จคว้าแชมป์ใหญ่เพียงรายการเดียวในอาชีพ (คาราบาว คัพ ฤดูกาล 2024-25) ดังนั้นเรื่องความกระหายอยากในการคว้าโทรฟี่มีอยู่ในตัวเขาเต็มเปี่ยมแน่นอน และหากจะว่ากันตามอายุ เขายังพัฒนาได้อีกมาก ยังมีเวลาอีก 3-5 ปี สำหรับการก้าวไปถึงช่วงจุดพีกของอาชีพค้าแข้ง ดังนั้นการคว้าตัวเขาด้วยราคา 80 ล้านยูโร คือการทำการบ้านของฝั่ง บาร์ซ่า มาแล้วว่านี่คือดีลที่เหมาะสมกว่า แรชฟอร์ด ที่ปัจจุบันอายุ 28 ย่าง 29 ปี ในระยะยาว
ยิ่งมี บาเยิร์น มิวนิค ที่ด้อม ๆ มอง ๆ มีข่าวกับ กอร์ดอน เป็นระยะ ๆ บาร์ซ่า ที่มองว่า กอร์ดอน เหมาะกับระบบของ ฟลิค จึงจำเป็นต้องทำให้ทุกอย่างจบเร็วที่สุด ส่วนใครจะมองว่าค่าตัวของ กอร์ดอน แพงเกินไปก็สุดแท้แล้วแต่จะคิดกัน เพราะว่า "ถูกหรือแพง" จะวัดกันให้เห็นภาพจริง ๆ ก็ต่อเมื่อเขาได้ลงสนามนั่นแหละ
ฟุตบอลยุคนี้คือธุรกิจ
ซื้อ แรชฟอร์ด 30 ล้านยูโร กับซื้อ กอร์ดอน 70 ล้านยูโร บวกออปชันในอนาคตอีก 10 ล้านยูโร ชัดเจนว่ามองด้วยตัวเลขนั้น กอร์ดอน แพงกว่าแน่นอน... แต่ถ้าวัดกันในระยะยาวกลับมีตัวเลขที่วิเคราะห์กันว่า การซื้อ กอร์ดอน แทบไม่ได้แพงกว่า แรชฟอร์ด เลย
a Partido Unico สื่อสายบาร์ซ่า ได้ระบุรายละเอียดและคำนวณว่า แรชฟอร์ด มีค่าตัว 30 ล้านยูโร จะถูกแบ่งเป็นการลงบัญชีค่าใช้จ่ายสโมสร 3 ปี ปีละ 10 ล้านยูโร ... ส่วนค่าเหนื่อยของเขานั้นจะอยู่ที่ราวปีละ 14 ล้านยูโร และถ้าคิดเฉลี่ยออกมาต่อปีรวมกันทั้งหมดจะอยู่ที่ปีละ 24 ล้านยูโร

ขณะที่ กอร์ดอน ค่าตัวเบื้องต้นก่อนบวกออปชันอยู่ที่ 70 ล้านยูโร จากสัญญา 5 ปี พวกเขาจะสามารถแบ่งลงบัญชีค่าใช้จ่ายต่อปีของสโมสรที่ 14 ล้านยูโร ส่วนค่าเหนื่อยของ กอร์ดอน จะเฉลี่ยที่ปีละ 11.5 ล้านยูโร ทำให้ตัวเลขรวมอยู่ที่ปีละ 25.5 ล้านยูโร
โดยสรุปสำหรับคนขี้เกียจคิดเลขให้วุ่นวายคือ ค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยต่อปีของ กอร์ดอน แพงกว่า แรชฟอร์ด แค่ปีละ 1.5 ล้านยูโรเท่านั้น
และด้วยอายุที่น้อยกว่า บวกกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ระบุมาข้างต้น นี่คือเหตุผลที่ บาร์ซ่า น่าจะเคาะลูกคิดมาอย่างมั่นใจแล้วว่า การคว้า กอร์ดอน เป็นราคาที่ไม่ได้แพงเว่อร์ไปกว่าการคว้าตัว แรชฟอร์ด เลย ... นั่นทำให้การปิดดีลของ กอร์ดอน รวดเร็วแบบมีข่าวแค่ไม่ถึง 2 วันเท่านั้น
สำหรับ แรชฟอร์ด นั้น บาร์เซโลน่า มีเวลาถึงวันที่ 15 มิถุนายน ในการใช้สิทธิ์ซื้อขาดในราคา 30 ล้านยูโร แต่จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ดูเหมือนจะเป็นไปได้ยาก หาก บาร์ซ่า ได้ กอร์ดอน เข้ามาอยู่ในทีมแล้ว
แม้ฝั่ง ยูไนเต็ด ยืนยันว่าจะไม่เจรจาหรือเปลี่ยนเงื่อนไขใหม่ตามที่ บาร์ซ่า ต้องการ แต่การหาทางออกอื่นสำหรับแรชฟอร์ดนั้นยากมาก ทั้งเรื่องค่าเหนื่อย และเรื่องการต่อต้านของแฟนปีศาจแดงเองที่ก็เบื่อกับ แรชฟอร์ด เต็มทน ชนิดที่ว่าแทบจะตัดตัวเลือกในการเห็น แรชฟอร์ด กลับมาลงเล่นให้ แมนฯ ยูไนเต็ด อีกครั้งได้เลย

จากนี้ไปจะยังเป็นเกมธุรกิจที่ ยูไนเต็ด กับ บาร์ซ่า ยังคงต้องวัดเหลี่ยมกันต่อไปเพื่อให้ได้ดีลที่ตัวเองถูกใจที่สุดสำหรับดีลของ แรชฟอร์ด
ขณะที่ตัวของนักเตะเองก็ได้แต่รอว่าอะไรจะเกิดขึ้น สิ่งที่ แรชฟอร์ด ทำได้ในเวลานี้คือการโฟกัสกับฟุตบอลโลก 2026 ที่รออยู่ และในตำแหน่งตัวรุกฝั่งซ้ายของทีมชาติอังกฤษมันก็บังเอิญจริง ๆ ว่าคู่แข่งแย่งตำแหน่งของเขาคือ แอนโธนี่ กอร์ดอน คนที่ตัดหน้าได้ย้ายไป บาร์เซโลน่า ก่อนเขาคนนี้ … นี่เอง
แหล่งอ้างอิง
https://www.nytimes.com/athletic/7312712/2026/05/27/anthony-gordon-barcelona-newcastle-transfer-rashford/
https://www.nytimes.com/athletic/6431483/2026/05/27/anthony-gordon-barcelona-newcastle-transfer/
https://www.reddit.com/r/championsleague/comments/1tpx2di/anthony_gordon_and_marcus_rashford_would_cost/
https://x.com/aPartidoUnico/status/2059714629086175591
https://www.skysports.com/football/news/33694/13548681/manchester-united-transfer-news-marcus-rashford-could-still-re-join-barcelona-despite-anthony-gordon-deal-but-julian-alvarez-a-factor