Feature

โชเซ่ มูรินโญ่ : วีรกรรมของผู้จัดการฝีปากกล้า ผู้สร้างสีสันให้พรีเมียร์ลีก | Main Stand

พรีเมียร์ลีกถือกำเนิดอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 1992 หลังจากนั้นมาอีก 28 ปี ลีกฟุตบอลของประเทศอังกฤษรายการนี้กลายเป็น "ราชา" ของโลกฟุตบอล ที่มีคนติดตามมากที่สุด ... ว่ากันว่าเข้มข้นที่สุด  

 


ภายใต้คำว่า "ราชาแห่งลีกฟุตบอล" นั้น ก่อให้เกิดหลากหลายเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ และถูกยกย่องในนาม "ราชา" มากมายหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นยอดทีม, ยอดมือสังหาร, ยอดนักจบสกอร์ หรือแม้กระทั่งยอดคน 

และนี่คือเรื่องราวหน้าที่ 7 ของ "สารบัญราชา" ว่าด้วยเรื่องของ "เดอะ สเปเชี่ยล วัน" กุนซือฝีปากกล้าที่ผ่านการคุมทีมในพรีเมียร์ลีกอย่าง เชลซี, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 

เรื่องราวโค้ชที่มีวาจาสุดจี๊ดที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งพรีเมียร์ลีกเป็นเช่นไร ? ติดตามพร้อมกับ Main Stand 

 

เข้าใจชีวิตก่อนเข้าใจฟุตบอล 

ชีวิตการทำงานของ โชเซ่ มูรินโญ่ นั้นไม่ได้เริ่มจากฟุตบอลในทันที ดังนั้นมุมมองและความคิดของเขาอาจจะแตกต่างไปจากโค้ชคนอื่นอยู่สักหน่อย เขาไม่ได้เล่นกีฬา ไม่ได้เป็นนักฟุตบอลถึงแม้ เฟลิกซ์ คุณพ่อของเขาเคยเป็นผู้รักษาประตูดีกรีทีมชาติโปรตุเกส ทว่าเขาเลือกเส้นทางที่แปลกแยกออกไป

ความเป็นคนหัวขบถของ มูรินโญ่ เริ่มตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น แม้จะโดนผลักดันให้เข้าวงการฟุตบอล แต่เขาก็ปฏิเสธมันและเลือกที่จะมุ่งหน้าด้านการเรียนหนังสือแทน ... นี่คือเรื่องที่ค่อนข้างหาได้ยาก ในเด็กวัยรุ่นชายที่ชื่นชอบฟุตบอล ทุกคนรู้ดีว่าอาชีพนักฟุตบอลนั้นถ้าไปได้ไกลมากพอก็เหมือนชีวิตที่ขึ้นลิฟต์ ยกระดับตัวเองไปอีกขั้น มีชื่อเสียง เงินทอง ตั้งแต่อายุยังน้อย ๆ ได้สบาย ๆ   

อย่าเข้าใจผิด มูรินโญ่ ชื่นชอบฟุตบอลแน่นอน เพียงแต่ว่าแนวคิดของเขานั้นกว้างยิ่งกว่านั้น เขาคิดว่าการที่หันไปเอาดีทางด้านฟุตบอลอย่างเดียว ไม่ได้ช่วยให้เขาเป็นคนที่ตัวเองอยากจะเป็น มูรินโญ่ มีคำพูดคลาสสิกที่ติดฝังหัวมาตั้งแต่เด็กนั่นคือคำว่า "ถ้าคุณรู้แค่เรื่องฟุตบอล นั่นแสดงว่าคุณไม่รู้เรื่องฟุตบอลจริง ๆ หรอก" ประโยคนี้ถือเป็นประโยคที่อธิบายชีวิตการทำงานของเขาได้เป็นอย่างดี

"ประโยคนี้กระทบหูผมเมื่อตอนอายุ 17 ปี ผมเรียน ม.ปลาย และคนที่พูดคำนี้กับผมคือครูสอนวิชาปรัชญา วันนั้นเขาตำหนิผมว่า 'เฮ้ย โชเซ่ ทำไมคุณถึงไม่ฟังที่ผมสอนบ้างเลย ใจคุณลอยไปไหนเนี่ย' ผมเลยตอบกลับว่า 'ฟังนะครู ผมอยากเป็นโค้ชฟุตบอลไม่ใช่นักปรัชญา ทำไมผมต้องฟังคุณด้วย'" มูรินโญ่ เล่าถึงความเป็นขบถและเชื่อมั่นในตัวเองตั้งแต่ยังเด็ก

"ครูเดินมาจับไหล่ผมแล้วบอกว่า เอาเถอะ วันหนึ่งคุณจะรู้ว่าวิชาปรัชญานั้น มีความสำคัญพอ ๆ กับสรีรวิทยาและสถิติ ... คุณละเลยวิชาปรัชญา และไม่สนใจเรื่องเกี่ยวกับจิตวิทยา เมื่อถึงเวลาคุณจะเข้าใจที่ผมพูดเองแหละ" 

"เชื่อไหม ? แม่งโคตรจริง ผมเติบโตขึ้นมาจนถึงทุกวันนี้เนี่ย ผมถึงเข้าใจว่า เออ สิ่งนี้แหละ สำคัญสุด ๆ เลยกับการเป็นโค้ชฟุตบอล ไม่ว่าจะในยุคไหนก็ตาม มันคือบทเรียนที่คลาสสิกมาก" 

นี่คือเหตุผลที่ มูรินโญ่ ตั้งใจเรียนให้จบก่อนที่จะออกมาหางานด้านฟุตบอลทำ เขาเรียนจนจบสาขาวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา โดยในช่วงหลังเรียนจบแรก ๆ เขาเลือกทำอาชีพเป็นครูวิชาพลศึกษา ให้โรงเรียนแห่งหนึ่งในกรุงลิสบอน ซึ่งช่วงเวลาในระหว่างการเรียนและทำงานเป็นครูที่ต้องควบคุมเด็ก ๆ นี้เอง เป็นเหมือนจิ๊กซอว์ชิ้นเล็ก ๆ ที่ช่วยประกอบให้ มูรินโญ่ เติบโตมาในแบบที่เราเห็นเขาเป็นอยู่ในทุกวันนี้ 

 

ปรัชญาชีวิต ... และฟุตบอล 

มูรินโญ่ เป็นคนให้ความสำคัญกับนักเตะในทีมมาก เขาอยากจะเข้าถึงจิตใจของนักเตะทุก ๆ คน ไม่ใช่เป็นการเอาใจ แต่เพราะเมื่อเขาสามารถใช้จิตวิทยาทำให้ทีมเป็นหนึ่งเดียวกันได้ นักเตะในทีมมีชุดความคิดที่ตรงกับเขา มีเป้าหมายเดียวกันแล้ว ไม่มีงานที่ไหนที่ มูรินโญ่ ไม่ประสบความสำเร็จเลย 

การทำงานที่ เชลซี (ทั้ง 2 หน), ปอร์โต้ และ อินเตอร์ มิลาน ถือเป็นช่วงเวลาที่ชัดเจนมากในการอธิบายเรื่องนี้ มูรินโญ่ ใช้เรื่องของจิตวิทยา จนเอานักเตะในทีมทุกคนได้อยู่หมัด ... 

จอห์น เทอร์รี่ อดีตกัปตันทีม เชลซี ในยุคของ มูรินโญ่ เล่าว่า มูรินโญ่ คือโค้ชที่เป็นจุดเปลี่ยนของประวัติศาสตร์สโมสร เชลซี เพราะให้ความสำคัญและใส่ใจในรายละเอียดของนักเตะ, โค้ช และ ทีมแพทย์ แบบชัดทุกเม็ด จนทำให้บุคลากรในทีมทุกส่วนเปลี่ยนทัศนคติใหม่และกลายเป็นผู้ชนะด้วยกัน ซึ่งในยุคแรกที่เขามาคุม เชลซี นั้น ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่านี่คือ 1 ในทีมที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก

"การใส่ใจในรายละเอียดของ มูรินโญ่ สุดแสนจะน่าทึ่ง นี่คือผู้จัดการทีมที่ดีที่สุดที่ผมเคยร่วมงานด้วย แค่คน ๆ เดียวสามารถพัฒนาอะไรหลาย ๆ อย่างในทีมนี้ได้ดีขึ้น" 

"มูรินโญ่ ซื้อใจทุกคนได้ เขาเป็นคนที่เดินเอากรวยมาวางในสนาม ออกมายืนตากฝนเพื่อให้การซ้อมแต่ละครั้งเป็นไปอย่างเต็มที่ที่สุด เขาตั้งมาตรฐานไว้สูงกับทุกคน และเขาแสดงมันให้เห็น คนอย่างมูรินโญ่เนี่ย ผมสามารถทำทุกอย่างให้ได้โดยไร้เงื่อนไข จะบอกว่าผมเว่อร์ก็ได้นะ แต่ผมยอมตายคาสนามเพื่อเขาได้ แล้วผมก็เชื่อว่าไม่ใช่แค่ผมคนเดียวหรอกที่เป็นแบบนั้น" เทอร์รี่ กล่าว

ขณะที่การทำงานใน อิตาลี กับ อินเตอร์ มิลาน นั้นยิ่งเป็นภาพจำที่ชัดเจนมากที่สุด มูรินโญ่ ประสบความสำเร็จแบบสุด ๆ ที่นั่น เขาพาทีมคว้าทริปเปิลแชมป์ในปี 2010 ได้แบบไม่มีใครคาดคิด และเหตุผลหนึ่งเดียวที่ อินเตอร์ ทำได้ขนาดนั้น เพราะนักเตะทุกคนลงสนามและมีความคิดว่า "ผมจะเล่นเพื่อ มูรินโญ่"  คนที่บอกเล่าได้ดีที่สุด คือ มาร์โก มาเตรัซซี่ จอมโหดประจำทีมที่ให้ความเคารพกับ มูรินโญ่ จนถึงขั้นที่ต้องเสียน้ำตาในวันที่ มูรินโญ่ ประกาศลาออกจากตำแหน่ง

"มูรินโญ่ เป็นทั้งโล่, เพื่อน, พ่อ และพี่ชาย" มาเตรัซซี่ กล่าว "เขาทั้งวิจารณ์เรา และดุด่าว่ากล่าว แต่เขารู้ว่าจะทำอย่างไรให้คุณได้ผลการแข่งขัน ... อันที่จริงแล้ว มันเหมือนผมหยุดเล่นฟุตบอล พร้อมกับการอำลาทีมของเขา"

"ความเสมอต้นเสมอปลาย คือสิ่งสำคัญที่สุด และเขาก็เป็นเช่นนั้น เขาทำในสิ่งที่เขาพูด ผู้คนบอกกันว่าผมไม่พอใจคนที่เข้ามาแทนเขาอย่าง ราฟา เบนิเตซ แต่ที่เราเข้ากันไม่ได้ เป็นเพราะเขาไม่เสมอต้นเสมอปลาย"

นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าคลาสสิกอีกเรื่องในแคมป์ อินเตอร์ มิลาน ที่บอกเล่าผ่าน เวสลี่ย์ สไนจ์เดอร์ ว่า มูรินโญ่ เอาทุกคนอยู่จริง แม้กระทั่งนักเตะอย่าง ซามูเอล เอโต้ ยังต้องยอมฟังทุกคำสั่งอย่างเต็มใจ และสิ่งนี้เขาจะทำให้ มูรินโญ่ คนเดียวเท่านั้น 

"ซามูเอล เอโต้ เคยต้องถ่างไปเล่นปีกซ้ายสมัย มูรินโญ่ คุมทีม แต่พอตอนที่ ราฟาเอล เบนิเตซ เข้ามาสานงานกุนซือ เขาได้ขอให้ เอโต้ ทำแบบเดียวกัน แต่ เอโต้ ตอบเสียงแข็งเลยว่า 'ไม่' พร้อมกับบอกว่า 'ผมเล่นตำแหน่งนั้นให้กับ มูรินโญ่ แค่คนเดียวเท่านั้น'" สไนจ์เดอร์ เล่าเรื่องนี้ในภายหลัง 

ไม่ใช่แค่นักเตะที่เลือกโค้ชเท่านั้น มูรินโญ่ เองก็ยอมรับว่าเขาไม่ใช่ผู้วิเศษ ที่สามารถฝังความคิดไปในหัวนักฟุตบอลทุกคนเพื่อให้สู้เพื่อเขาได้ มีนักเตะ "บางประเภท" เท่านั้นที่พิเศษจริง ๆ และมีเคมีตรงกันกับเขา เขาเรียกสิ่งนั้นว่า "คาแร็คเตอร์" มูรินโญ่ ชอบคนที่มีคาแร็คเตอร์ ทำงานด้วยกันได้ คุยกันรู้เรื่อง ใจนักเลง และนี่เป็นอีกครั้งที่วิชาปรัชญาและจิตวิทยาสอนให้เขาเลือกใช้คนให้ถูกต้องกับการที่ทำ

"บุคลิกนักเตะที่ถูกสเป็คผมเลยคือพวกที่เป็นลูกผู้ชาย คนพวกนี้มีความคิดที่อยากจะเป็นผู้นำเสมอ ต้องการรับผิดชอบเรื่องสำคัญ ๆ มั่นใจในตัวเอง"

"ยกตัวอย่างง่าย ๆ เลย นักเตะพวกนี้จะเป็นคนที่ถือบอลไปยิงจุดโทษในนาทีสุดท้ายในวันที่ทีมต้องการชัยชนะอย่างสุด ๆ เช่นเดียวกันกับในเกมที่ทีมตามหลัง นักเตะที่มีคาแร็คเตอร์จะพยายามพูดกับทุกคนว่า 'ส่งบอลมาทางนี้เดี๋ยวข้าจัดการเอง'"

"ผมใช้วิธีจัดทีมแบบนั้น ผมพยายามเลือกคนที่มีความหิวกระหายในชัยชนะ ทำเพื่อมันได้ทุกอย่างแม้กระทั่งลงเล่นทั้ง ๆ ที่ยังเจ็บอยู่ ถ้าผมโชคดีมากพอ ผมจะเลือกนักเตะ 11 ตัวจริงที่มีคาแร็คเตอร์แบบนี้ทั้งหมดเลย" มูรินโญ่ กล่าว

นี่คือเหตุผลที่ทำให้ทีมที่เขาคุมส่วนใหญ่เป็นทีมที่มีสีสัน ทั้งในแง่ผลงานในสนาม และการสร้างสีสันให้กับแฟน ๆ ไม่ว่าจะเป็นตอนที่เล่นอยู่ในสนาม หรือแม้กระทั่งตอนที่ถือไมโครโฟนให้สัมภาษณ์ก็ตาม ... นักเตะของ มูรินโญ่ จี๊ดทุกคนเมื่อได้พูดและตอบคำถาม และแน่นอนว่าต้นเหตุทั้งหมดก็มาจากเขาอีกนั่นแหละ ... เขาที่ถูกเรียกว่ากุนซือที่มีฝีปากกล้า ให้สัมภาษณ์ได้มันและมีชั้นเชิงที่สุดเท่าที่โลกเคยมี 

 

จิตวิทยา ... อย่าใช้แค่กับทีมตัวเอง

มูรินโญ่ เรียนรู้เรื่องจิตวิทยามา และเขารู้ดีว่าสิ่งนี้ถ้าใช้ให้ถูกทางสามารถทำประโยชน์ได้รอบด้าน ... 

ถ้าใช้กับพวกเดียวกันเองก็จะทำให้ซื้อใจกันได้ แต่ถ้าสามารถใช้กับฝั่งตรงข้ามได้เมื่อไหร่แล้วละก็ โอกาสที่เราจะเป็นผู้ชนะก็สูงขึ้นแน่นอน ไม่ว่ามากหรือน้อยก็ตาม และจิตวิทยาที่มูรินโญ่ใช้มาตลอดอาชีพของเขาคือ "คำพูด" 

มีบทสัมภาษณ์ของ มูรินโญ่ ที่ถึงพริกถึงขิงมากมาย ทว่านั่นไม่ใช่การเอาอารมณ์เป็นที่ตั้งและพูดออกไปแบบไม่ได้คิด กว่าที่ มูรินโญ่ จะมาเป็นกุนซือจอมไฝว้ด้วยวาจา เขาผ่านการฝึกฝนมาก็ไม่น้อย

หลายคนอาจจะไม่รู้ แต่ มูรินโญ่ รู้ภาษาต่าง ๆ ทั่วโลกถึง 6 ภาษาได้แก่ โปรตุเกส, อังกฤษ, สเปน, อิตาลี, คาตาลัน และ ฝรั่งเศส เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าเขาเคยทำงานเป็นล่ามคู่ใจให้กับ บ็อบบี้ ร็อบสัน ตำนานกุนซือชาวอังกฤษสมัยที่ไปคุมทีม บาร์เซโลน่า ในช่วงยุค 90s

มูรินโญ่ เชี่ยวชาญทุกภาษาเป็นอย่างดี โดยเฉพาะเมื่อเขาทำงานอยู่ที่ไหนเขาก็จะศึกษาภาษานั้นเพิ่มเพื่อให้รู้ลึกมากขึ้น เขาศึกษาลึกจนไปถึงเรื่องของวัฒนธรรม รู้ว่าพูดคำไหน ตอนไหน เวลาแบบไหน ส่งผลอะไรบ้าง สิ่งนี้เองทำให้เขาเข้าใจว่าคำพูดของเขาสามารถเป็นอาวุธได้ ด้วยการพูดในสิ่งที่อยู่ในกาลเทศะ แต่ว่าส่งผลกระทบให้ผู้ฟังเกิดความเจ็บจี๊ดในหัวใจนั่นเอง

"การสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญมาก เวลาอยู่กับทีมผมต้องพูดภาษาท้องถิ่นให้ทุกคนเข้าใจ มันเป็นเรื่องของการเคารพวัฒนธรรม" มูรินโญ่ พูดถึงเรื่องความสำคัญด้านภาษา 

เขาไม่ด่าใครตรง ๆ นั่นไม่ใช่สไตล์ มูรินโญ่ เขาจะไม่บอกว่าทีมผมเก่งกว่า ทีมนั้นอ่อนกว่า แต่เขาจะพูดให้คนได้ตีความต่อ และคำพูดนั้นจะต้องส่งผลกระทบให้กับคนทั้งสองฝั่ง 1. คือฝั่งของเขาได้ยินแล้วจะต้องมั่นใจ มีกำลังใจมากขึ้น และ 2. คู่แข่งต้องสะอึกและเกิดความรู้สึกกดดัน เมื่อได้ยินสิ่งที่เขาพูด ... ถ้าคุณยังไม่เห็นภาพ เราจะลองยกตัวอย่างบางบทสัมภาษณ์ที่ มูรินโญ่ ตอบกับนักข่าวที่พยายามสร้างความกดดันให้เขาดังนี้ 

"การเป็นทีมที่อยู่อันดับ 1 ไม่กดดันหรอก ผมคิดว่าแบบนั้นนะ ... คนที่ควรจะกดดัน ควรจะเป็นทีมที่อยู่อันดับที่ 2 กับที่ 3 มากกว่า" 

"ความกดดันที่แท้จริง คือ พ่อแม่หลายล้านคนบนโลกนี้ที่ไม่มีเงินพอจะเลี้ยงลูก ๆ ของพวกเขา การที่เราชนะติดต่อกัน 2 เกมแล้วจะบอกว่าเป็นการเพิ่มความกดดันเพราะกลัวจะแพ้ในเกมต่อไปเนี่ยนะ ? ผมว่ามันห่างไกลกันคนละโลกเลย" 

"การโรเตชั่นนักเตะไม่ดีตรงไหน ? มันเหมือนกับที่คุณมีรถ 2 คัน คันหนึ่ง เบนทลี่ย์ อีกคันหนึ่งก็หรูระดับ แอสตัน มาร์ติน ... คุณจะให้ผมขับแต่ เบนท์ลีย์ แล้วเอา แอสตัน มาร์ติน จอดนอนเน่าสนิทในโรงรถอย่างเดียว ... คุณคิดว่าทำแบบนี้มันไม่ใช่ความคิดที่โง่ไปหน่อยเหรอ ?" 

มูรินโญ่ มักจะใช้การเปรียบเทียบอุปมาอุปไมย และให้คำตอบในเชิงที่ตั้งอยู่บนความเป็นจริง เพียงแต่ว่าด้วยความที่เป็นคนให้ความสำคัญกับจิตวิทยา และมีความรู้ด้านการใช้ภาษา ทำให้เขาเลือกใช้คำได้ถูกต้องตามจุดประสงค์ของเขาเสมอ แม้กระทั่งในวันที่เขาง่อน ๆ แง่น ๆ กับบอร์ดบริหารของ แมนฯ ยูไนเต็ด มูรินโญ่ เขาก็ยังจิกกัดและแอบแซะทีมได้อย่างแนบเนียน แต่เจ็บแสบทรวงจนถึงวันสุดท้ายที่เขาคุมทีมเลยทีเดียว

ไม่ว่าจะเพราะอะไรก็ตาม แต่ที่แน่ ๆ ฝีปากของ มูรินโญ่ สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรหลาย ๆ อย่างได้จริง เขาทำให้ลูกทีมของเขาฮึกเหิม ทำให้คู่แข่งเสียสมาธิ และทำให้นักข่าวต้องยิ้มชอบใจ เพราะทุกสิ่งที่ มูรินโญ่ พูดนั้นเฉียบคม มีนัยยะ และขายข่าวได้เสมอ ไม่มีใครอีกแล้วที่ใช้คำพูดได้เชี่ยวชาญเท่ากับ มูรินโญ่ และนั่นทำให้เขาคือ "ไอคอน" จนกระทั่งทุกวันนี้ เขาไม่เห็นต้องสุภาพอ่อนน้อม เกรี้ยวกราดได้ตลอดเวลา เขาแค่เป็นแบบที่เขาเป็น ซึ่งดูเหมือนคนส่วนใหญ่จะชอบที่เขาเป็นเช่นนี้ 

"เชื่อผมไหมล่ะ ตลอดชีวิตของผมเนี่ยโดนแซวโดนด่ามาเยอะ แต่ผมคิดว่าผมได้รับการยอมรับจากทุกคนนะ หลายครั้งผมโดนดูถูกหรือร้องเพลงแซวตอนเดินเข้าสนาม แต่พอผมยกมือให้กับพวกเขาเท่านั้น คนที่ด่าผมก็มีความสุขซะอย่างนั้น ... ในระหว่างเกมพวกเขาอาจจะไม่ชอบผมเท่าไหร่ แต่ถ้าก่อนหรือหลังเกมเนี่ยพวกเขารอติดตามผมแน่นอน"

"ผมคิดว่าผมเป็นไอคอนตัวจริง แบบว่าเป็นไอคอนที่ไม่ต้องเป็นไอคอนน่ะ คุณงงไหม ? เพราะผมสามารถทำอะไรก็ได้ที่ตัวเองอยากจะทำ นี่แหละแนวคิดที่แท้จริงของไอคอน จะไปสนใจความคิดของคนอื่น ๆ ทำไม ผมสนแค่ความรู้สึกตัวเองเท่านั้น เพื่อให้พร้อมสำหรับทุกการเปลี่ยนแปลงที่เข้ามาในชีวิต" มูรินโญ่ ที่ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาหลายยุคหลายสมัย แต่สุดท้ายเขาก็ยังเป็น มูรินโญ่ คนเดิมผู้มีสีสันทุกครั้งที่อ้าปาก และมันสะท้อนให้เห็นแนวคิดของเขาที่ชัดเจนในตัวตนตลอดมาว่า

"ถ้าคุณรู้แค่เรื่องฟุตบอล นั่นแสดงว่าคุณไม่รู้เรื่องฟุตบอลจริง ๆ หรอก"

การจะก้าวไปเป็นที่ 1 ให้โลกจดจำนั้น สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือการเติบโตและพัฒนาความเป็นตัวของตัวเองจนสามารถทำให้ทุกคนยอมรับในสิ่งนั้น สำหรับ โชเซ่ มูรินโญ่ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขามีหลายคนรัก และหลายคนที่เกลียด ทว่าที่สุดแล้วผลงานของเขาไม่เคยโกหกใคร และนี่คุณสมบัติของราชาที่แท้จริง เช่นเดียวกับ บัดไวเซอร์ ที่คงคุณภาพในทางของตัวเอง จนกลายเป็นความไม่เหมือนใคร และเป็นเบียร์อันดับ 1 ที่อยู่คู่กับฟุตบอลพรีเมียร์ลีกถึงทุกวันนี้ 

 

แหล่งอ้างอิง : 

https://bleacherreport.com/articles/533830-jose-mourinho-the-man-who-spoke-too-much 
https://www.spurs-web.com/spurs-news/jose-mourinho-reveals-he-is-learning-a-seventh-language-out-of-respect-for-spurs-star/ 
https://www.express.co.uk/sport/football/1328215/Jose-Mourinho-languages-How-many-languages-does-Mourinho-speak-Tottenham-Spurs 
https://lifebeyondsportmedia.com/Jose-Mourinho 

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Graphic

สรัช สวัสดีแป้น

ออกแบบภาพ กราฟิก Main Stand