
ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ตัดสินใจมอบโอกาสทำทีมให้กับ โรแบร์โต้ เด แซร์บี้ ในช่วงเวลาที่พวกเขานำโซนตกชั้นเพียง 1 แต้ม และเหลืออีกแค่ 7 นัดสุดท้ายของฤดูกาล 2025-26
นี่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนโค้ชธรรมดา … แต่มันคือการเดิมพันที่เสี่ยงเกินไปไหม ? เพราะถึงแม้ เด แซร์บี้ จะเป็นโค้ชฝีมือดี แต่ฟุตบอลของเขาจะออกมาเป็นอย่างไร เมื่อเหลือเวลาไม่กี่สัปดาห์จะจบซีซั่น ?
ติดตามบทวิเคราะห์กับ Main Stand
ปรัชญาที่งดงามบนความซับซ้อน
หากใครที่ติดตามฟุตบอล พรีเมียร์ลีก คงรู้ดีและเห็นภาพชัดว่า ฟุตบอลของ โรแบร์โต้ เด แซร์บี้ เป็นอย่างไรในช่วงที่เขาเข้ามาคุม ไบรท์ตัน ต่อจากแกรม พ็อตเตอร์ ระหว่างฤดูกาล 2022-23

ฟุตบอลของเขาคือศิลปะที่ถูกคำนวณมาอย่างแม่นยำ หรือที่เรียกกันว่า "De Zerbi-Ball" ซึ่งมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การเซตบอลจากแดนหลัง (Build-up) เพื่อล่อให้คู่ต่อสู้เข้ามาไล่กดดันเพรสซิ่ง ก่อนจะใช้การจ่ายบอลสั้นที่รวดเร็วเจาะเข้าทำในพื้นที่ว่าง
เมื่อฟุตบอลของเขาสามารถ่ายทอดไปถึงลูกทีมได้ สิ่งที่ตามมาคือฟุตบอลที่มีความเหนียวแน่น เปลี่ยนรับเป็นรุกได้ไว และเชียร์สนุก ทั้งหมดนี้เป็นคุณสมบัติที่แฟนบอลทีมไหนก็อยากให้ทีมตัวเองเล่นแบบนั้น ... แต่ปัญหาก็คือ ทุกอย่างต้องใช้เวลา เพื่อจะให้ได้ฟุตบอลแบบที่ เด แซร์บี้ คิดขึ้นมา มันก็ไม่ได้ใช้เวลาน้อย ๆ เลย
ตอนที่เขาคุม ไบรท์ตัน เราได้เห็นภาพที่แปลกตา เซนเตอร์แบ็กจะหยุดนิ่งค้างไว้เพื่อรอให้กองหน้าฝั่งตรงข้ามวิ่งเข้าหาเพียงไม่กี่เซนติเมตร ก่อนจะถ่ายบอลออกไปอย่างใจเย็น ระบบนี้ต้องอาศัยความเข้าใจเชิงตำแหน่งที่สูงมาก นักเตะทุกคนต้องรู้ว่าในจังหวะที่นักเตะตำแหน่งนี้ (สมมุติว่าเป็นเซ็นเตอร์แบ็ก) ได้บอล พวกเขาต้องยืนอยู่จุดไหน และในวินาทีที่ออกบอลจากแนวหลังได้แล้ว บอลควรจะไปตั้งหลักที่ใคร
"เขาต้องการให้เราครองบอลให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อให้คู่ต่อสู้ขยับตำแหน่ง เขาถึงขนาดบอกให้เรา 'รอจนกว่ากองหน้าจะห่างจากตัวคุณเพียงแค่หนึ่งหลา' แล้วค่อยส่งบอล มันฟังดูบ้าบอมาก แต่มันได้ผลจริง ๆ" ลูอิส ดังค์ ปราการหลังกัปตันทีม ไบรท์ตัน กล่าว
การเคี่ยวเข็ญของ เด แซร์บี้ ได้ผลสุด ๆ ตอนอยู่ ไบรท์ตัน เพราะนักเตะหลายคนพัฒนาขึ้นมาอย่างก้าวกระโดด จากนักเตะธรรมดา ๆ กลายเป็นของดีโดดเด่นเข้าระบบอย่างสุดเซอร์ไพรส์ นอกจาก ดังค์ แล้วยังมีนักเตะอย่าง เจสัน สตีล, มอยเซส ไกเซโด้, อเล็กซิส แม็คอัลลิสเตอร์ และ คาโอรุ มิโตะมะ

นอกจากแนวคิดที่ชัดเจนแล้ว ยังมีเรื่องของปรัชญาฟุตบอลที่มีความซับซ้อนของ เด แซร์บี้ ที่สะท้อนผ่านคำพูดของนักเตะจอมเก๋าอย่าง อดัม ลัลลาน่า อดีตลูกทีมที่ ไบรท์ตัน ที่แม้จะเคยทำงานกับยอดกุนซืออย่าง เยอร์เก้น คล็อปป์ มาแล้ว แต่เมื่อเจอฟุตบอลของ เด แซร์บี้ เขาก็ยอมรับว่ามันคือความซับซ้อนอีกระดับในแง่ของเชิงแท็คติก
"มันเหมือนกับการได้เรียนวิชาฟุตบอลใหม่ทั้งหมด เขาแสดงให้เห็นว่ารายละเอียดเพียงไม่กี่นิ้วในการยืนตำแหน่งสามารถเปลี่ยนเกมได้ทั้งเกม แต่มันไม่ง่ายเลยที่คุณจะลบความเชื่อเก่า ๆ แล้วใส่ข้อมูลใหม่เข้าไปในเวลาอันสั้น" นี่คือสิ่งที่ลัลลาน่าบอก
จากคำพูดของ 2 นักเตะรุ่นเก๋า มันทำให้อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าฟุตบอลของ เด แซร์บี้ ที่ต้องใช้เวลาติดตั้ง กับเวลาที่เหลืออีกแค่ 7 เกมก่อนจะปิดฤดูกาลกับ สเปอร์ส มันเป็นเรื่องที่ยากเกินไปหรือเปล่าที่เขาจะถ่ายทอดทั้งหมดให้ลูกทีมใหม่เข้าใจ ... ถ้าทำได้ก็ดีไป แต่ถ้านักเตะ สเปอร์ส ข้ามกำแพงนั้นไม่ได้ ปัญหาใหญ่ก็อาจจะตามมา
"กำแพง" ของการติดตั้งระบบ
แม้ชื่อเสียงของเขาจะหอมหวาน แต่ "เวลา" คือศัตรูตัวฉกาจของ เด แซร์บี้ เสมอ

เมื่อครั้งที่เขาไปคุม ไบรท์ตัน ช่วงแรกทีมต้องเผชิญกับความทุลักทุเล เนื่องจากนักเตะยังไม่คุ้นชินกับการ "กล้าเสี่ยง" ในแดนตัวเอง การเสียบอลในพื้นที่อันตรายนำมาซึ่งการเสียประตูบ่อยครั้ง
โดย 5 เกมแรกของเขาที่เข้ามาคุม ไบรท์ตัน เด แซร์บี้ ไม่สามารถพาทีมชนะใครได้เลย (แพ้ 3 เสมอ 2) The Athletic ก็เคยเขียนบทวิเคราะห์ถึงฟุตบอลของเขาในเวลานั้นว่า สาเหตุที่ผิดพลาดเกิดจาก นักเตะลังเลกับการเล่นจากแดนหลัง การเสียบอลหน้ากรอบเขตโทษตัวเองเกิดขึ้นบ่อย และ ผลการแข่งขันไม่สม่ำเสมอ จนกว่าเครื่องจะติดและนักเตะเริ่ม "มองเห็นภาพเดียวกัน" ก็ต้องใช้เวลาผ่านไปหลายเดือน
ภาพเดียวกันนี้เกิดขึ้นอีกครั้งกับ โอลิมปิก มาร์กเซย ที่เขาได้รับงานในฤดูกาล 2024-25 ช่วงต้นฤดูกาล ทีมมีความไม่แน่นอนที่เกิดจากความไม่เข้าใจของนักเตะ จน ปิแอร์ เอเมอริก โอบาเมยอง ออกมาให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า "เขาใส่รายละเอียดทุกอย่างลงไปในเกม บางครั้งมันเยอะจนคุณต้องคิดตลอดเวลา"
หัวใจของปัญหาในฟุตบอลของ เด แซร์บี้ คือเรื่องขอเวลานี่แหละ เพื่อให้ได้ฟุตบอลคุณภาพสูงตามที่เขาต้องการ ไม่มีทางที่มันจะสร้างเสร็จภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์

เหนือสิ่งอื่นใดคือ เด แซร์บี้ เองก็เป็นคนที่มีความดื้อรั้น ไม่ผ่อนปรน ถ้าจะเอาต้องเอาให้ได้ ดังนั้นการคาดหวังว่าเขาจะเปลี่ยนแนวคิดตัวเองเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าทำให้ สเปอร์ส รอดตกชั้นไปก่อนในซีซั่นนี้ ด้วยการใช้ฟุตบอลที่ซับซ้อนน้อยลง ก็คงเป็นไปได้ยาก
เด แซร์บี้ ไม่ใช่คนที่จะยอมลดคุณภาพของตัวเอง หรือคิดจะแหวกปรัชญาฟุตบอลที่เขาเชื่อมันอยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่นตอนที่เขาคุม มาร์กเซย สื่อฝรั่งเศสก็เคยให้คำนิยามเขาว่า เป็นกุนซือที่ดื้อรั้น ขาดความยืดหยุ่น ซึ่งว่ากันว่าเหตุผลข้อนี้แหละที่ทำให้เขาถูกปลดจาก มาร์กเซย เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026
สื่อฝรั่งเศสวิจารณ์ว่า ในวันที่แผนของเขาถูกจับทางได้ ทีมมักจะขาดแผนสำรองที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ทีมตกรอบถ้วยยุโรปแบบน่าผิดหวัง และฟอร์มในลีกก็ไม่สม่ำเสมอ จนนำไปสู่เสียงเรียกร้องให้เขารับผิดชอบด้วยการลาออก ... สำหรับ เด แซร์บี้ ถ้าไม่ได้ฟุตบอลในแบบที่เขาต้องการ ปัญหาหลายอย่างอาจจะตามมา นี่คือความเสี่ยงที่ สเปอร์ส ต้องรับให้ได้เมื่อจ้างงานเขา
เข้ม ดุ เดือด (เกินไปไหม?)
ความเสี่ยงสำหรับ สเปอร์ส ในตอนนี้คือ 7 นัดที่เหลือ ไม่เอื้ออำนวยให้เกิดการลองผิดลองถูก ระบบของ เด แซร์บี้ ต้องการความแม่นยำระดับมิลลิเมตร หากแดนกลางจ่ายบอลพลาดเพียงจังหวะเดียวในขณะที่แบ็กสองข้างดันสูงตามปรัชญา "บุกแหลก" สเปอร์ส จะตกอยู่ในที่นั่งลำบากทันที ... ซึ่งจุดนี้ก็ต้องรอดูกันว่าด้วยกรอบเวลาที่สั้นมาก เด แซร์บี้ จะมีลูกเล่นอะไรเข้ามาพลิกแพลงเพื่อช่วยให้ผ่านพ้นซีซั่นนี้ไปก่อนหรือไม่

ส่วนความเสี่ยงที่สองที่จะตามมาคือ เด แซร์บี้ เป็นกุนซือที่มีคาแรกเตอร์ เข้ม จริงจัง และถือเป็นโค้ชที่ดุคนหนึ่ง หลายครั้งที่นักเตะมีปัญหา เขามักจะลงโทษด้วยไม้แข็งทันทีแบบไม่มีตักเตือน และว่ากันว่าปัญหาส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นในวันที่ผลการแข่งขันไม่เป็นใจ
ตัวอย่างเช่นการซัดปากกันของของ อาเดรียง ราบิโอต์ กับ โจนาธาน โรว์ ในห้องแต่งตัวหลังเกมเปิดฤดูกาล 2025-26 ที่แพ้ แร็งส์ 0-1 ผลก็คือ เด แซร์บี้ เฉดหัวทั้ง 2 คนทิ้งและให้พวกเขาหาสโมสรใหม่ (ราบิโอต์ ไป เอซี มิลาน และ โรว์ ไป โบโลญญ่า) ก่อนที่ เด แซร์บี้ จะทิ้งท้ายถึงเรื่องนี้ว่า
"เราสามารถให้พวกเขาจับมือปรองดองกันก็ได้ แต่ผมไม่ยอมลดจุดยืน ไม่ว่าจะเพื่อเกมนัดหนึ่งหรือลุ้นแชมป์ก็ตาม"
นอกจากนี้เขายังเคยทะเลาะกับนักเตะดาวรุ่งของ มาร์กเซย อย่าง อิสมาแอล โคเน่ เมื่อช่วงพรีซีซั่นฤดูกาล 2025-26 โดยเหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้นเพราะ เด แซร์บี้ ให้ซ้อมแบบแตะบอลน้อยจังหวะที่สุด ได้บอลแล้วให้รีบจ่าย ไม่ต้องครองบอลเยอะ
ทว่า โคเน่ กลับครองบอลนานเกินไปและเสียบอลให้ฝั่งตรงข้าม ซึ่งนาทีนั้น เด แซร์บี้ ก็เม้งแตกไล่ โคเน่ ออกจากสนามซ้อมทันที พร้อมตะโกนบอกไล่หลังว่า "มึงโทรหาเอเยนต์ให้เตรียมหาทีมได้เลย!" ... ไม่นานหลังจากนั้น โคเน่ ก็ย้ายไปอยู่กับ ซาสซูโอโล่ ในอิตาลีแบบยืมตัว
สื่อฝรั่งเศสไม่ได้มองแค่ว่าเขาเป็นโค้ชที่เก่งแต่ต้องใช้เวลา แบบที่สื่ออังกฤษอาจจะให้เกียรติในช่วงแรก แต่พวกเขามองว่า บุคลิกที่แข็งกร้าวของเขา ผนวกกับระบบที่ต้องใช้ความอดทนสูง กลายเป็นส่วนผสมที่ "Toxic" (เป็นพิษ) ต่อบรรยากาศในห้องแต่งตัวของทีมที่มีความคาดหวังสูงอย่าง มาร์กเซย ... ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นที่ สเปอร์ส หรือไม่

อย่างไรก็ตาม ที่กล่าวมาทั้งหมดก็เป็นอดีตที่ผ่านไปแล้ว และฟุตบอลไม่ใช่บัญญัติไตรยางค์ สิ่งไหนที่ไม่เวิร์กกับอีกทีม ก็ไมได้แปลว่าจะไม่ได้เวิร์กสำหรับทีมใหม่ นักเตะของ สเปอร์ส อาจจะต้องการแรงกระตุ้นชั้นดี โค้ชที่เอาจริงเอาจัง ผ่านการซ้อมที่เข้มข้นก็ได้ เพราะตอนนี้พวกเขาหลังชนฝาแทบไม่เหลืออะไรให้เสียแล้ว ... บางที่การโดนไฟร้อน ๆ อย่าง เด แซร์บี้ ลนก้น พวกเขาอาจจะกระเด้งขึ้นมาสู้เฮือกสุดท้ายแบบสุดแรงเกิดก็เป็นได้ ใครจะไปรู้
ที่สุดแล้ว โรแบร์โต้ เด แซร์บี้ เปรียบเสมือนเชฟฝีมือเอกที่ต้องใช้เวลาเคี่ยวซุปให้กลมกล่อม แต่ในตอนนี้ ครัวของ สเปอร์ส กำลังไฟไหม้ และพวกเขาต้องการถังดับเพลิงมากกว่าเมนูเลิศรส 7 นัดหลังจากนี้จะเป็นบทพิสูจน์ว่า ปรัชญาที่แข็งกร้าวของเขา จะยืดหยุ่นพอที่จะพาสโมสรพ้นขีดอันตรายได้หรือไม่ ? ... เรื่องนี้พวกเราจะได้เห็นกันด้วยตาตัวเองผ่านผลงานของทีมไก่เดือยทองในโค้งสุดท้ายอย่างแน่นอน
แหล่งอ้างอิง
https://www.nytimes.com/athletic/7162129/2026/04/02/tottenham-de-zerbi-idea/
https://www.nytimes.com/athletic/7152972/2026/04/01/tottenham-hotspur-roberto-de-zerbi-deal/
https://www.getfootballnewsfrance.com/2026/if-i-had-a-french-passport-it-would-be-different-roberto-de-zerbi-lashes-out-at-journalists-following-marseilles-win-over-lens/
https://www.goal.com/en/lists/roberto-de-zerbi-s-ex-brighton-pupil-delivers-verdict-tottenham-premier-league-survival-chances-under-new-boss/blt0ecc1d2caa8a15bc
https://www.brightonandhovealbion.com/media-article/Dunk:-De-Zerbi-showing-his-skills-on-the-training-pitch