FEATURE

กระสุนก็หยุดไม่ได้ : รูสเวลต์ ปธน. ผู้สั่งให้เบสบอลแข่งต่อท่ามกลางสงครามโลกครั้งที่ 2 | Main Stand



"ผมคิดว่ามันคงจะดีที่สุดหากประเทศจะเล่นเบสบอลต่อไป" แฟรงคลิน ดี รูสเวลต์ กล่าว  

 


เป็นธรรมดาเมื่ออยู่ในภาวะสงครามที่ทุกอย่างล้วนต้องหยุดชะงัก ไม่เว้นแม้แต่การแข่งขันกีฬา ยกตัวอย่างเช่นเกมฟุตบอลลีกในทวีปยุโรป หรือแม้กระทั่ง ฟุตบอลโลก และ โอลิมปิก ที่ต้องพักเบรกชั่วคราวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 

อย่างไรก็ดีในช่วงเวลาดังกล่าว MLB หรือลีกเบสบอลอาชีพของสหรัฐอเมริกา กลับยังแข่งต่อไป แถมยังเป็นคำแนะนำจาก แฟรงคลิน ดี รูสเวลต์ ที่รั้งตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในตอนนั้น

อะไรคือสาเหตุที่ทำให้แม้แต่สงครามก็หยุดกีฬานี้ไม่ได้ ติดตามเรื่องราวไปพร้อมกับ Main Stand 

 

สงครามที่ไม่ได้ตั้งใจเข้าร่วม 

สงครามโลกครั้งที่ 2 ถือเป็นหนึ่งในสงครามที่สร้างความเสียหายมากที่สุดเหตุการณ์หนึ่งของมวลมนุษยชาติ เมื่อผู้คนกว่า 70 ล้านคนต้องสังเวยชีวิตไป และอีกหลายล้านคนต้องไร้ที่อยู่อาศัย ก่อนที่สหรัฐอเมริกาจะเป็นผู้ยุติในตอนสุดท้ายด้วยสิ่งที่เรียกว่า "ระเบิดนิวเคลียร์" 

อย่างไรก็ดีอันที่จริงสหรัฐฯ ไม่ได้ตั้งใจที่จะเข้าร่วมในสงครามครั้งนี้ เนื่องจากพวกเขาพยายามโดดเดี่ยวตัวเอง (Isolationism) ไม่เข้าไปแทรกแซงกิจการของประเทศอื่นและไม่ให้ประเทศอื่นมาแทรกแซงกิจการของพวกเขา โดยมูลเหตุมาจากความเบื่อหน่ายสงคราม ตั้งแต่ตอนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 

สหรัฐฯ จึงวางตัวเป็นกลางตั้งแต่ช่วงแรกที่สงครามอุบัติขึ้นในยุโรปในปี 1939 ก่อนจะเริ่มให้การช่วยเหลือฝ่ายพันธมิตร ด้วยการให้เช่าหรือให้ยืมอาวุธในการทำสงครามกับเยอรมนี แต่ก็ยังไม่ได้เข้าไปเป็นผู้เล่นอย่างเต็มตัว

จนกระทั่งในวันที่ 7 ธันวาคม 1941 ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป 

มันเป็นเช้าวันอาทิตย์ที่อากาศสดใส ในขณะที่บางคนยังคงหลับใหลอยู่บนที่นอน อยู่ ๆ ก็มีฝูงบินนับร้อยเข้าโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ที่อ่าวเพิร์ล ฮาเบอร์ บนเกาะฮาวาย หมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก 

กว่าที่ทหารอเมริกันจะรู้ตัว ญี่ปุ่น ก็สามารถทำลายเรือของกองทัพอเมริกันไปกว่า 20 ลำ โดยมีเรือรบถึง 8 ลำ และเครื่องบินมากกว่า 300 ลำ 

การโจมตีที่ไม่ทันตั้งตัวในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายในแง่ทรัพย์สินเท่านั้น เมื่อมันยังคร่าชีวิตทหารและพลเรือนชาวอเมริกันไปกว่า 2,400 คน และได้รับบาดเจ็บอีกกว่าพันคน จนทำให้ แฟรงคลิน ดี รูสเวลต์ ประธานาธิบดีในตอนนั้น ประกาศว่าสหรัฐฯ จะเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเต็มตัว 

"ไม่ว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหนเราก็จะใช้เพื่อเอาชนะการบุกรุกที่วางแผนไว้ล่วงหน้านี้ ชาวอเมริกันมีอำนาจอันชอบธรรมที่จะเอาชนะอย่างเด็ดขาด" ดี รูสเวลต์ กล่าวในวันที่ 8 ธันวาคม 1941 หรือ 1 วันหลังการถูกโจมตีที่เพิร์ล ฮาเบอร์ 

ทำให้หลังจากนั้น อเมริกาได้ทุ่มสรรพกำลังอย่างเต็มที่เพื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งในด้านงบประมาณและทรัพยากรบุคคล ว่ากันว่ามีคนอเมริกันถึง 14 ล้านคนที่ต้องไปเป็นทหาร และทำให้กิจกรรมหลายอย่างต้องหยุดชะงักเป็นการชั่วคราว 

เว้นแต่เพียง MLB หรือลีกเบสบอลอาชีพของพวกเขาเท่านั้น 

 

จดหมายจากประธานาธิบดี 

แม้ว่า เบสบอล จะเป็นกีฬาที่คนอเมริกันคิดค้นมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1850s แต่กว่าจะมาถึงยุคทองก็ต้องรอจนถึงช่วงทศวรรษที่ 1920s และซบเซาไปบ้างในช่วงทศวรรษที่ 1930s แต่หลังจากนั้นมันก็ยังคงเป็นกีฬาที่ชาวอเมริกันติดตามอย่างเหนียวแน่น 

ทว่าหลังเหตุการณ์ที่เพิร์ล ฮาเบอร์ ก็ทำให้เบสบอลอาชีพมาถึงทางแยก เมื่อการเข้าร่วมสงครามหมายความว่าชายฉกรรจ์จำนวนมากต้องไปทำหน้าที่รับใช้ชาติ รวมไปถึงวัตถุดิบที่จำเป็นก็จะถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้กับสงคราม 

ความคลุมเครือนี้ทำให้หนึ่งเดือนหลังจากนั้น จัดจ์ แลนดิส ผู้จัดการแข่งขันเบสบอล ได้เขียนจดหมายด้วยลายมือไปถาม ดี รูสเวลต์ ว่า "กีฬาแห่งชาติ" ของพวกเขาจะดำเนินไปในทิศทางไหนดี 

"เวลากำลังใกล้เข้ามา หากในสถานการณ์ปกติทีมของเราคงไปเข้าค่ายฝึกซ้อมประจำฤดูใบไม้ผลิ แต่นี่ไม่ใช่ช่วงเวลาปกติ ผมเลยอยากถามท่านว่าเบสบอลอาชีพควรแข่งต่อหรือไม่" ข้อความในจดหมายของแลนดิสระบุ 

เนื่องมาจากในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เบสบอลและกีฬาอื่น ๆ ถูกรัฐบาลชี้ว่าเป็นกิจกรรมที่ไม่จำเป็น รวมทั้งในปี 1918 ทางการยังได้ออกคำสั่ง "ทำงานหรือไปรบ" แก่คนที่มีอาชีพที่ไม่สำคัญต่อประเทศในเวลานั้น เช่น นักกีฬา ให้ไปทำงานเกี่ยวกับสงครามหรือถูกเกณฑ์ไปรบแทน 

อย่างไรก็ดีครั้งนี้กลับต่างออกไป เมื่อ รูสเวลต์ ซึ่งรักและหลงใหลในเบสบอล ได้เขียนจดหมายตอบกลับมาว่า ขอให้การแข่งขันดำเนินต่อไป เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับคนในประเทศ ซึ่งจดหมายฉบับนั้นรู้จักกันในชื่อ Green Light Letter 


Photo : baseballhall

"ด้วยความสัตย์จริง ผมคิดว่ามันคงจะดีที่สุดหากประเทศจะเล่นเบสบอลต่อไป ถ้า 300 ทีมใช้ผู้เล่น 5,000-6,000 คน ผู้เล่นเหล่านี้ก็จะสามารถสร้างสิ่งที่ทำให้ประชาชนที่ติดตามพวกเขากว่า 20 ล้านคนรู้สึกผ่อนคลาย และจากการประเมินของผม มันคุ้มค่าอย่างแน่นอน" รูสเวลต์ ตอบกลับในจดหมาย 

นอกจากนี้ รูสเวลต์ ยังแนะนำให้ฝ่ายจัดการแข่งขันย้ายเวลามาแข่งช่วงกลางคืนมากขึ้น เพื่อให้คนที่ทำงานในช่วงกลางวัน ได้มีโอกาสเข้าถึงกีฬาแห่งชาติของพวกเขา 

"เบสบอลเป็นกิจกรรมนันทนาการที่ใช้เวลาแค่ 2-2.30 ชั่วโมง ที่มีราคาถูกมาก ผมหวังว่าจะมีเกมที่แข่งตอนกลางคืนมากขึ้น เพื่อให้คนที่ทำงานในกะกลางวันได้มีโอกาสชมเกมบ้าง" รูสเวลต์ ให้ความเห็น 

ขณะเดียวกันแม้ว่าจะมีเสียงต่อต้านบางส่วน โดยให้เหตุผลว่าอาจจะทำให้ผู้เล่นบาดเจ็บได้ง่าย รวมถึงเป็นเป้าของการโจมตีทางอากาศจากข้าศึก แต่จากการสำรวจของ Gallup บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลระบุว่ามีคนอเมริกันมากถึง 67% ที่สนับสนุนให้มีการแข่งขันเบสบอลต่อไป  

"เบสบอลคือสิ่งที่ดีที่สุดของประเทศในยามนี้ มันคือสิ่งที่ผมรู้สึกหลังเบสบอลได้แข่งต่อ ผมเพิ่งบอก United Press ไปตอนวันเกิดอายุครบ 79 ปี ว่าผมรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่เยี่ยมมากสำหรับการเป็นขวัญกำลังใจของชาติ" คอนนี แม็ค ผู้เล่นและผู้จัดการทีมเบสบอลระดับตำนานกล่าวไว้ในปี 1942 

ขณะที่ เคซีย์ สเตนเกล อดีตนักเบสบอลผู้ยิ่งใหญ่ก็เห็นด้วยและกล่าวว่า "ปกติแล้วจิตใจมนุษย์สามารถจัดการกับปัญหาและสิ่งที่กังวลได้ มันต้องมีการปลดปล่อยกันบ้างทั้งในตอนนี้และต่อจากนี้ ความบันเทิงและความสนุกจากเบสบอลที่มอบให้คนนับล้านนั้นจำเป็นมาก และสิ่งนี้ต้องไม่ถูกขัดขวางจากสงคราม" 

ทว่าความสำคัญของมันไม่ได้มีแค่นั้น 

 

เพิ่มโอกาสจ้างงาน 

อันที่จริงตอนที่ รูสเวลต์ อนุญาตให้ลีกเบสบอลอาชีพแข่งต่อไป ประเด็นนี้ก็ถูกตั้งคำถามจากสื่อ ด้วยความกังวลว่านี่จะเป็นช่องทางให้นักเบสบอลเลี่ยงการเป็นทหาร โดยเฉพาะ The New York Times ที่เขียนบทความโจมตีไม่ยั้ง 

"พวกเขารู้หรือไม่ว่าประเทศของเราอยู่ในภาวะสงครามเพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของเรา และเราก็ต้องการกำลังคนทั้งหมดที่มีทั้งเพื่อการต่อสู้และประจำการ" ส่วนหนึ่งของบทความในปี 1942 ระบุ 

อย่างไรก็ดีมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น เนื่องจากตามกฎหมาย Selective Training and Services ระบุไว้ว่าผู้ชายที่มีอายุตั้งแต่ 15-45 ปี ต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหารทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักเบสบอล ที่มีทั้งกำลังกายและกำลังใจ ยิ่งไม่มีโอกาสได้รับการยกเว้น  

ทำให้ในช่วงสงครามมีนักเบสบอลกว่า 4,000 คน ทั้งในเมเจอร์ลีกและไมเนอร์ลีก ถูกเรียกตัวไปประจำการ รวมไปถึงยอดนักเบสบอลอย่าง บ็อบ เฟลเลอร์ พิชเชอร์ของ คลีฟแลนด์ อินเดียนส์ และ เท็ด วิลเลียมส์ เลฟต์ฟิลเดอร์ของ บอสตัน เรดซ็อกส์ 

ทำให้ในช่วงเวลานั้นแต่ละทีมจำเป็นต้องใช้ผู้เล่นดาวรุ่งหรือผู้เล่นตัวเก๋า รวมไปถึงผู้เล่นที่ได้รับบาดเจ็บจนไปเป็นทหารไม่ได้ ลงทำการแข่งขัน  

"แม้ว่าคุณภาพที่แท้จริงของทีมอาจจะตกลงเมื่อใช้ผู้เล่นสูงอายุมากขึ้น แต่มันก็ไม่ทำให้ความนิยมของกีฬานี้ลดลง" รูสเวลต์ ให้ความเห็น  

ทั้งนี้นอกจากจะไม่เป็นปัญหามากนักแล้ว ในทางกลับกันการที่ผู้เล่นอาชีพจำนวนมากต้องไปรับใช้ชาติ ยังก่อให้เกิดตำแหน่งงานที่ว่างมากขึ้น และมันก็เปิดโอกาสให้นักเบสบอลรุ่นใหม่ ๆ ได้โชว์ฝีมือทดแทนคนที่ออกไปรบ  

นอกจากนี้การที่ลีกเบสบอลได้แข่งต่อ ยังทำให้เกิดการจ้างงานอย่างเป็นระบบที่ไม่ได้ส่งผลต่อนักเบสบอลเท่านั้น แต่ยังทำให้พ่อค้าแม่ค้า คนขายตั๋ว คนขายอาหาร รวมไปถึงนักข่าวยังคงมีงานทำต่อไป 

"จดหมายของประธานาธิบดีรูสเวลต์ ทำให้เห็นภาพของเบสบอลทั้งหมด ความต้องการของรัฐบาลเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ผมเชื่อว่าเบสบอลจะมีส่วนช่วยเป็นอย่างมากในช่วงเวลาเช่นนี้" แลร์รี แม็คเฟล ประธานสโมสร บรูคลิน ดอดเจอร์ส (ลอสแอนเจลิส ดอดเจอร์ส ในปัจจุบัน) กล่าวกับ Chicago Sun-Times 

และเบสบอลก็ไม่ได้แค่ช่วยคนในประเทศเท่านั้น 

 

ช่องทางขายพันธบัตรสงคราม 

แม้ว่าเบสบอลจะได้รับอนุญาตให้กลับมาแข่งต่อ แต่พวกเขาต้องยอมรับเงื่อนไขของรัฐบาลโดยเฉพาะการช่วยส่งเสริมหรือโฆษณาการขายพันธบัตรสงคราม (War Bond) เพื่อนำไปเป็นเงินทุนที่ใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 

ทำให้นอกจากพวกเขาจะต้องช่วยประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้แฟนเบสบอลช่วยซื้อพันธบัตรของรัฐบาลแล้ว ผู้เล่นแต่ละทีมยังถูกหักเงินเดือนอีก 10 เปอร์เซ็นต์ เพื่อนำไปซื้อพันธบัตรสงครามอีกด้วย 

"ผมเชื่อว่าเบสบอลจะมีส่วนช่วยได้มาก สโมสรก็จะช่วยประชาสัมพันธ์การขายพันธบัตรอีกแรง" แลร์รี แม็คเฟล อธิบาย

และเบสบอลก็ทำหน้าที่ได้ดีในด้านนี้ เมื่อพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้พันธบัตรสงครามทำยอดขายได้อย่างถล่มทลาย แถมยังสามารถหาเงินเพิ่มได้จากเกมนัดออลสตาร์อีกด้วย

อย่างในเกมออลสตาร์ปี 1943 MLB สามารถหาเงินบริจาคได้มากถึง 200,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 100 ล้านบาทในปัจจุบัน) จากจำนวนผู้เข้าชม 1,938 คนในสนามชิเบ พาร์ก ทั้งที่ผู้เล่นจากออลสตาร์เมื่อปีที่แล้วหายไปถึง 14 คน 

หรือในเกมออลสตาร์นัดพิเศษเพื่อพันธบัตรสงครามโดยเฉพาะในชื่อ "War Bond Game" ที่ไม่ได้มีแค่ดาวดังในตอนนั้น แต่ยังดึงผู้เล่นระดับตำนานมาโชว์ฝีมือ ทั้ง ไซ ยัง, ไท ค็อป, เลฟตี โกรฟ, ฮอร์นัส วากเนอร์ และ เบบ รูธ 

โดยแมตช์ดังกล่าวได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลาม ด้วยจำนวนผู้ชมมากถึง 35,000 คน และทำให้พวกเขาได้เงินบริจาคจากเกมนัดนี้อย่างมหาศาล จากการที่หลายคนยังอยากจะเห็น โฮมรันครั้งสุดท้าย ของรูธอย่างใกล้ชิด 

การอนุญาตให้มีการแข่งขันเบสบอลต่อไปของประธานาธิบดีรูสเวลต์ จึงมีส่วนไม่น้อยที่ทำให้อเมริกามีเงินทุนในสงครามโลกครั้งที่ 2 และช่วยให้การรบของพวกเขาสามารถดำเนินไปตลอดรอดฝั่ง ก่อนจะจบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายพันธมิตรในท้ายที่สุด 

แม้ว่าน่าเศร้าที่ รูสเวลต์ จะเสียชีวิตไปในปี 1945 ก่อนที่สงครามจะจบลงไม่กี่เดือน แต่เขาก็ได้รับเสียงชื่นชมเป็นอย่างมาก สำหรับการตัดสินใจในครั้งนี้ จนถึงขนาดได้รับการเสนอชื่อจาก เทย์เลอร์ สปิง นักหนังสือพิมพ์ให้เข้าไปอยู่ในหอเกียรติยศเบสบอลแห่งชาติ ทั้งที่ไม่ได้เป็นนักเบสบอลอาชีพ

"มันคือการสนับสนุน การให้กำลังใจ และความกระตือรือร้นจากวอชิงตัน หากไม่มี แฟรงคลิน รูสเวลต์ เบสบอลอาชีพคงต้องหยุดไปก่อนหลังเหตุการณ์ที่เพิร์ล ฮาเบอร์ และคุณก็จะไม่ได้ดูเบสบอลถึง 4 ฤดูกาล" เทย์เลอร์ สปิง จากหนังสือพิมพ์ Sporting News ให้ความเห็น 

มันคือการตัดสินใจที่ชาญฉลาดที่สร้างแรงกระเพื่อมต่อสังคมของชาวอเมริกันอย่างมหาศาล ทั้งในด้านสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ และที่สำคัญคือการทำให้พวกเขาลืมเรื่องสงครามไปชั่วขณะ

แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือการทำให้วงการเบสบอลอาชีพยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความนิยมที่พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังสงคราม และคงความเป็น "กีฬาแห่งชาติ" ของชาวอเมริกันจวบจนถึงปัจจุบัน 

"ในความเห็นของผม เบสบอลมีส่วนสำคัญมากในสงคราม" เมลวิน ไพรซ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรัฐอิลลินอยส์กล่าว 

"มันไม่ใช่แค่ทำให้ขวัญกำลังใจของผู้คนในแนวหลังดีขึ้นหรือทำให้คนงานที่ทำงานในอุตสาหกรรมเกี่ยวกับสงครามได้ผ่อนคลายเท่านั้น แต่มันยังช่วยปลุกขวัญกำลังใจให้แก่ทหารของเราที่ประจำการอยู่ในทุกภาคส่วนทั่วโลกอีกด้วย" 

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.pitcherlist.com/roosevelts-green-light-letter/  
https://www.archives.gov/publications/prologue/2002/spring/greenlight.html 
https://baseballhall.org/discover-more/stories/short-stops/keep-baseball-going 
https://historyrat.wordpress.com/2020/07/21/the-green-light-letter-fdr-giving-baseball-the-ok-to-play-in-world-war-ii/ 
https://www.coleyharvey.com/blog/importance-pastime-even-in-wartime-pearl-harbor 
https://www.nationalww2museum.org/students-teachers/student-resources/research-starters/america-goes-war-take-closer-look 
https://www.archives.gov/publications/prologue/2002/spring/greenlight.html 


 



AUTHOR

มฤคย์ ตันนิยม

ลีดส์ ยูไนเต็ด, ญี่ปุ่น, มังงะ
     


PHOTO

อภิสิทธิ์ โชติพิบูลย์ทรัพย์

Graphic Designer แห่ง Main Stand ผู้รับเหมางานภาพกราฟิกหน้าปกบทความทุกชิ้น
     


x