FEATURE

ศึกชนเผ่าอเมริกาใต้ : ฟุตบอลของชนพื้นเมือง และจุดเริ่มต้นของ ‘หลุยส์ ดิอาซ’ | Main Stand 



สำหรับคอฟุตบอลคงรู้จักชื่อของ “หลุยส์ ดิอาซ” ปีกชาวโคลอมเบียของลิเวอร์พูลเป็นอย่างดี เพราะหลังจากย้ายมาสู่ถิ่นแอนฟิลด์ เขาโชว์ฟอร์มเด่น ยิงไปแล้ว 3 ประตู กับอีก 2 แอสซิสต์ ทั้งที่เพิ่งย้ายมาร่วมทีมเมื่อช่วงตลาดหน้าหนาวที่ผ่านมา 

 


อย่างไรก็ดีชายหนุ่มที่ชื่อ ดิอาซ ไม่เคยผ่านอคาเดมีฟุตบอลอย่างเป็นระบบในวัยเด็ก ไม่เคยได้รับวิธีการฝึกสอนอย่างถูกต้อง รูปร่างเล็กผอมซูบ แต่เมื่อ 7 ปีก่อน ฟุตบอลรายการ Indigenous Copa America หรือ ฟุตบอลชนเผ่าชิงแชมป์อเมริกาใต้ ที่จัดขึ้นที่ชิลี ได้เปลี่ยนชีวิตเขา 

มันคือรายการอะไร มีความสำคัญอย่างไรต่อชนพื้นเมืองในอเมริกาใต้ และเปลี่ยนแปลงชีวิต ดิอาซ ได้อย่างไร ติดตามไปพร้อมกับ Main Stand  

 

คนชายขอบ 

อเมริกาใต้ คือหนึ่งในดินแดนที่มีอารยธรรมเก่าแก่ของโลก เมื่อในอดีตที่แห่งนี้เต็มไปด้วยจักรวรรดิโบราณที่สามารถสืบย้อนกลับไปได้นับร้อยนับพันปี ไม่ว่าจะเป็น อารยธรรมคารัล (ปัจจุบันอยู่ในเปรู) หรือที่คุ้นหูกันอย่าง อินคา (ครอบคลุมเปรู โบลิเวีย โคลอมเบีย ชิลี เอกวาดอร์ และบางส่วนของอาร์เจนตินาในปัจจุบัน) 

อย่างไรก็ดีในช่วงปลายศตวรรษที่ 15 เค้าลางหายนะของพวกเขาก็มาถึง จากการมาเยือนของ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ที่ตอนแรกจะล่องเรือไปอินเดีย แต่ไปผิดทางมาเจอทวีปอเมริกาในปี 1492  

และการค้นพบโลกใหม่ของเขาก็เปิดทางให้ชาวสเปนได้เข้ามาพิชิตดินแดนแห่งนี้อย่างต่อเนื่อง บวกกับเมื่อปี 1494 พวกเขาได้ทำ สนธิสัญญาตอร์เดซิยัส หรือสัญญาแบ่งโลกกับโปรตุเกส ที่ทำให้อเมริกาใต้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของสองชาตินี้ในเวลาต่อมา 

ทั้งนี้การเข้ามาล่าอาณานิคมของทั้งสเปนและโปรตุเกส ไม่เพียงแต่เข้ามาฉกฉวยทรัพยากร แต่มันยังทำให้จำนวนคนพื้นเมืองในดินแดนแห่งนี้ลดฮวบลงในระยะเวลาไม่กี่ปี ทั้งจากการถูกเข่นฆ่า เอาโรคระบาดมาติด หรือจับไปเป็นทาสแรงงานอย่างทารุณ 

ดอล์ฟ รัมเมล ศาสตราจารย์ทางด้านรัฐศาสตร์ กล่าวว่าการเข้ามาพิชิตอเมริกาใต้แค่จากสเปนก็ทำให้ชนพื้นเมืองต้องสังเวยชีวิตไปตั้งแต่ 2-15 ล้านคน โดยแยกเป็น 1.4 -2.3 ล้านคนจากการถูกสังหารและใช้แรงงานจนตาย และอีก 10 ล้านคนจากโรคระบาด และทำให้อารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ของชนพื้นเมืองต้องล่มสลายไป 

ถึงแม้ปัจจุบันยังคงมีชนพื้นเมืองหลงเหลืออยู่บ้าง ทั้งจากการสืบทอดเชื้อสายในเผ่าหรือด้วยการแต่งงานกับผู้อพยพที่เข้ามา แต่ผู้คนเหล่านี้ต้องมีชีวิตความเป็นอยู่ที่แร้นแค้น ถูกเลือกปฏิบัติ รวมถึงถูกทอดทิ้งจากรัฐ และมีสถานะเป็นเพียง “คนชายขอบ”   

อย่างไรก็ดีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้มีความพยายามที่จะปกป้องสิทธิ์ของคนกลุ่มนี้ ยกตัวอย่างเช่นในรัฐธรรมนูญปี 1991 ของโคลอมเบีย ระบุไว้ว่ารัฐจะรับรองและปกป้อง “ความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรมของโคลอมเบีย” 

สิ่งนี้รวมถึงการปกป้องกรรมสิทธิ์เรื่องที่ดินของชนเผ่า และยอมให้พวกเขาเข้ามามีตัวแทนในสภานิติบัญญัติ รวมถึงกำหนดว่าต้องปรึกษาหารือกับชนพื้นเมืองก่อนหากโครงการจะส่งผลกระทบต่อชุมชนของพวกเขา 

จนกระทั่งในปี 2015 ชนพื้นเมืองก็มีโอกาสทำให้โลกได้รู้จักพวกเขามากขึ้น ผ่านการแข่งขันโคปา อเมริกา ที่ไม่ใช่การแข่งขันของพวกนักเตะอาชีพ แต่เป็นศึกชิงแชมป์ระดับทวีปของชนเผ่า 

 

โคปา อเมริกา ของกลุ่มชาติพันธ์

“ไม่ว่าจะร่วมฉลองหรือหรือรู้สึกล่มจม ฟุตบอลก็มีความสำคัญในละตินอเมริกา บางครั้งก็มากกว่าสิ่งใด” เอดูอาร์โด กาเลียโน นักเขียนชาวอุรุกวัยกล่าวไว้ในหนังสือ Football in Sun and Shadow 

ปฏิเสธไม่ได้ว่านับตั้งแต่ฟุตบอลถูกนำเข้ามาโดยผู้อพยพ มันก็หยั่งรากลึกจนกลายเป็นกีฬายอดนิยมของอเมริกาใต้ และแพร่หลายไปทั่วทุกพื้นที่ 

ไม่เว้นแม้แต่กับชนพื้นเมือง โดยเฉพาะชนเผ่าที่อาศัยอยู่ใกล้กับเขตเมือง เมื่อเกมลูกหนังได้หลอมรวมเข้ากับวัฒนธรรมของพวกเขาในแบบที่สิ่งที่ถูกนำเข้ามาจากยุโรปอย่างภาษาสเปนหรือนิกายโรมันคาทอลิกเคยเป็น แถมยังสามารถส่งต่อไปยังพื้นที่ห่างไกลผ่านเส้นทางการค้าได้อีกด้วย 

จริงอยู่ที่พวกเขาอาจจะขาดแคลนระบบโครงสร้างพื้นฐาน แต่ความรักในเกมลูกหนังก็ได้ผลักดันให้ชนพื้นเมืองพยายามปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่มี อย่างชนเผ่าในป่าแอมะซอนของโคลอมเบีย พวกเขาจะเล่นฟุตบอลด้วยเท้าเปล่า โดยมีพลาสติกหรือใบไม้มาทำเป็นลูกบอล และหนึ่งเกมอาจจะกินเวลาถึง 3 ชั่วโมง หรือการต้องเล่นฝั่งละ 5 คนของเผ่ายัคปา เนื่องจากมีพื้นที่ไม่พอ 

และด้วยความแพร่หลายของฟุตบอลทำให้ในปี 2015 นอกจากจะมีการแข่งขัน โคปา อเมริกา ที่ชิลีแล้ว ทางผู้จัดงานยังประกาศว่าจะมีการแข่งขันโคปา อเมริกา ของชนพื้นเมืองในชื่อ Copa Americana de Pueblos Indígenas หรือภาษาอังกฤษคือ Copa America of Indigenous People ในปีเดียวกัน 

แผนดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากการประชุมของคณะกรรมการทางการเมืองของชนพื้นเมืองที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นมาใหม่ในการประชุมกลุ่มเศรษฐกิจอเมริกาใต้ตอนล่างหรือ Mercosur เมื่อเดือนธันวาคม 2014 และ Fondo Indígena องค์กรระหว่างประเทศที่ส่งเสริมสิทธิของคนพื้นเมืองในแถบละตินอเมริกาและแคริบเบียน 

“ทัวร์นาเมนต์นี้เป็นรายการใหญ่รายการแรกที่เกี่ยวข้องกับทีมของชนพื้นเมืองทั้งทวีป มันมีเป้าหมายที่จะให้เป็นสถาบันทางกีฬาด้วยวัตถุประสงค์ที่เน้นถึงวัฒนธรรม คุณค่า และประเพณีของชุมชนชาวพื้นเมือง” รายงานของ Red Deporte Para el Cambio Social   

“นอกจากนี้มันยังสร้างสายสัมพันธ์ของมิตรภาพผ่านกีฬา และข้อความหลักนี้จะเชื่อมโยงไปถึงการจัดการและการเติบโต”  

รัฐบาลชิลีที่เป็นเจ้าภาพจะเป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการแข่งขันโคปา กลุ่มชาติพันธุ์ ตั้งแต่ค่าเดินทางและค่าที่พัก โดยพวกเขาถือเป็นประเทศที่มีจำนวนชนพื้นเมืองมากเป็นอันดับ 3 ของอเมริกาใต้ ที่ 2.1 ล้านคน และเป็นรองเพียงแค่ เปรู (5.9 ล้านคน) และ โบลิเวีย (4.1 ล้านคน) 

“วัฒนธรรมของชนพื้นเมืองเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ของเรา” เฮรัลโด มูญอซ รัฐมนตรีต่างประเทศชิลีในตอนนั้น กล่าวกับ Fusion

“โคปา อเมริกา ครั้งนี้ทำให้เห็นแง่มุมทางวัฒนธรรมชัดขึ้น และเป็นหนึ่งในวิธีรวมชนพื้นเมืองในประเทศของเรา” 

แต่ที่สำคัญที่สุดคือทัวร์นาเมนต์ดังกล่าวยังเป็นจุดเริ่มต้นของยอดแข้งในอนาคตของลิเวอร์พูลอีกด้วย 

 

แข้งชนเผ่าจากโคลอมเบีย 

หลุยส์ ดิอาซ อาจจะกำลังเฉิดฉายกับลิเวอร์พูล แต่หากย้อนกลับไปเมื่อ 7 ปีก่อน การที่เด็กหนุ่มจากชนเผ่าวายูรายนี้จะได้ไปเล่นในพรีเมียร์ลีก ลีกระดับท็อปของโลก คงเป็นเรื่องเหลือเชื่อเกินคาดคิด 

เพราะเขาเกิดและเติบโตในดินแดนที่แร้นแค้นท่ามกลางหุบเขาที่ชื่อว่า บารันคาซ ในภูมิภาคลากัวจิรา พื้นที่ด้อยพัฒนาทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของโคลอมเบีย ที่มีรายงานว่ามีเด็กมากถึง 4,770 คนต้องเสียชีวิตจากภาวะอดอยากในระหว่างปี 2008-2016 

“เขาเกิดในลากัวจิรา ภูมิภาคที่ยากจนที่สุดของประเทศที่เด็กต้องตายจากความอดอยากและการเข้าถึงน้ำสะอาดก็ทำได้ยากมาก” ฮวน เฟลิเป เซียรา นักข่าวชาวโคลอมเบียกล่าวกับ The Athletic 

อันที่จริง ดิอาซ มีความใฝ่ฝันอยากเป็นนักฟุตบอลมาตั้งแต่เด็ก โดยมี โรนัลดินโญ่ สตาร์ชาวบราซิลเป็นไอดอล แต่การเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในดินแดนห่างไกลทำให้ “โอกาส” ของเขานั้นรางเลือน 

“มีผู้เล่นเพียงไม่กี่คนจากโซนนั้นที่ออกมาได้ และนั่นคือส่วนหนึ่งที่ทำให้เรื่องราวของเขาพิเศษ” คาร์ลอส ปาเนียกัว อดีตโค้ช U-20 ทีมชาติโคลอมเบีย กล่าวกับ Sky Sports 

แต่ความหวังของเขาก็มาถึงในปี 2015 เมื่อแอตเลติโก จูเนียร์ สโมสรในลีกสูงสุดที่มีฐานที่มั่นอยู่ทางตอนเหนือของโคลอมเบีย ได้เปิดการทดสอบฝีเท้า ก่อนที่เขาจะกลายเด็กหนึ่งใน 3,000 คนที่เข้าร่วมการคัดเลือกที่บารันกียา ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางจากบ้านของเขาราว 6 ชั่วโมง 

“เขาไม่ได้ดูดีขนาดนั้นในแวบแรก นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาจึงไม่ได้รับความสนใจก่อนหน้านั้น” ออคตาวิโบ ริเวรา ผู้อำนวยการฝ่ายเยาวชนของจูเนียร์ กล่าวกับ Sky Sports 

“มันเป็นเรื่องปกติของนักเตะเยาวชนในโคลอมเบีย พวกเขาไม่มีสุขภาพร่างกายที่ดีพอสำหรับการพัฒนา เพราะว่าขาดสารอาหารและขาดการสนับสนุนทางการเงิน” 

อย่างไรก็ดีแม้จะมีโอกาสเพียงน้อยนิด แต่เด็กหนุ่มจากกลุ่มชาติพันธุ์รายนี้ก็คว้ามันไว้ได้ หลังทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจ ด้วยลีลาการลากเลื้อย จนทำให้ ฮวน คาร์ลอส แคนติญโญ่ แมวมองของทีมต้องเอ่ยปากว่า

“มันมีนักเตะที่มีความต่างจากรุ่นและระดับเดียวกัน แต่ฮวน คาร์ลอส บอกผมว่าลูโช (ชื่อเล่นของดิอาซ) แสดงให้เห็นถึงความสามารถที่แตกต่างจากคนอื่นมากที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา” ริเวรา กล่าวต่อ  

“เขาผอมมากแต่มีความอึดและพลังงานในระดับที่ไม่ธรรมดาสำหรับเด็กในรุ่นเดียวกัน และมันทำให้เขาเฉิดฉายเหนือคนอื่นทุกคน จากทักษะการเลี้ยงบอล การหลอกล่อ และความเร็ว รวมถึงบุคลิก เขาดูเป็นเลิศในทุกด้าน” 

ผลงานดังกล่าวไม่เพียงทำให้เขาได้เป็นหนึ่งในนักเตะเยาวชนของจูเนียร์เท่านั้น แต่มันยังทำให้เขาถูกเรียกติดทีมชนเผ่าทีมชาติโคลอมเบีย เพื่อสู้ศึกโคปา อเมริกา กลุ่มชาติพันธ์ที่กำลังจะจัดขึ้นในปีนั้นอีกด้วย 

ก่อนที่มันจะกลายเป็นเวทีแจ้งเกิดของเขาอย่างแท้จริง 

 

ทัวร์นาเมนต์สร้างชื่อ 

ย้อนกลับไปไม่ถึง 6 เดือนก่อน ดิอาซ ยังเป็นเพียงแค่นักเตะไร้ชื่อ แต่กลางเดือนกรกฎาคม 2015 เขาก็กลายเป็นหนึ่งในคนที่สื่อจับตามอง หลังถูกเรียกติดทีมชนเผ่าทีมชาติโคลอมเบีย ที่มี คาร์ลอส วัลเดอร์รามา อดีตซูเปอร์สตาร์ของโลกคุมทัพ ลุยศึกโคปา อเมริกา กลุ่มชาติพันธ์ ที่ชิลี 

“การแข่งขันนี้จัดขึ้นที่ชิลี ดังนั้นเราต้องบินกว่า 5 ชั่วโมงเพื่อไปที่นั่น และคุณจะเห็นแววตาของเขาที่ลุกวาวจากประสบการณ์นั้น” จอห์น โปซิลโญ ดิอาซ โค้ชของทีมชุดนั้นบอกกับ BBC Sports

“ลูโช ถามเราว่าเขาสามารถกินอาหารแบบเดิมอีกครั้งได้ไหม เขาเป็นคนถ่อมตัวขนาดนั้น” 

อันที่จริง ดิอาซ เกือบจะไม่ได้ติดทีมชุดนี้ด้วยซ้ำ เพราะเมื่อมองจากภายนอกเขาผอมเกินไป แถมยังชอบก้มหน้าเล่นบอล แต่ทักษะอันเหลือล้นและความพริ้วที่หาตัวจับยากก็ทำให้โค้ชอดไม่ได้ที่จะไม่หนีบเขาไปด้วย  

“ในตอนนั้นเราคิดว่ามันเป็นเรื่องยากมากสำหรับเขาที่จะทำผลงานได้ เพราะลูโชดูเหมือนจะมีปัญหาขาดสารอาหาร เขาผอมมากและแพ้การดวลกับผู้เล่นคนอื่น” โปซิลโญ กล่าวต่อ

“แต่ทั้งที่เป็นอย่างนั้นเขาก็สามารถทำผลงานได้โดดเด่นจากผู้เล่นทั้งหมด 400 กว่าคน และเป็น 26 คนสุดท้ายของเรา เขาเริ่มต้นในตำแหน่งกองหน้า แต่เขาก็มีปัญหาในการเล่น เขาเคยก้มหน้าก้มตาวิ่งไปกับบอล บางครั้งเขาไม่ได้สังเกตุด้วยซํ้าว่าเขาออกนอกสนามไปแล้ว” 

อย่างไรก็ดี ดิอาซ ก็ไม่ทำให้ วัลเดอร์รามาผิดหวัง เขาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ยิง 2 จ่าย 1 และเป็นกำลังสำคัญให้กับทีมชนเผ่าของโคลอมเบีย หักด่าน อาร์เจนตินา และ ชิลี เจ้าภาพ จนทะลุเข้าไปชิงชนะเลิศกับปารากวัย 

“เขาเร็วมากและมีเทคนิคที่ยอดเยี่ยม บอลติดเท้าของเขาราวกับทากาวเอาไว้” โปซิลโญ อธิบาย

น่าเสียดายที่ท้ายที่สุด โคลอมเบีย ทำได้เพียงแค่ตำแหน่งรองแชมป์ หลังพ่ายปารากวัยไปอย่างหวุดหวิด 1-0 ในนัดชิงชนะเลิศ แต่ถึงอย่างนั้นก็ทำให้ชื่อเสียงของแข้งจากชนเผ่าวายูคนนี้ดังกระหึ่มไปทั่วประเทศ 

ผลงานอันโดดเด่นในทัวร์นาเมนต์ดังกล่าวทำให้เขาได้รับสัญญาอาชีพกับ บาร์รันกิญญา สโมสรในลีกรองซึ่งเป็นทีมพันธมิตรของ จูเนียร์ ก่อนจะถูกดึงตัวกลับมาในอีก 2 ปีต่อมา และได้ย้ายไปเล่นในยุโรปกับ เอฟซี ปอร์โต ตามด้วย ลิเวอร์พูล

เรียกได้ว่า โคปา อเมริกา ชาติพันธุ์ คือรายการที่มอบโอกาสให้ ดิอาซ อย่างแท้จริง และทำให้เขาสามารถต่อยอดในเส้นทางอาชีพ รวมถึงก้าวขึ้นไปติดทีมชาติชุดใหญ่ตั้งแต่ปี 2018 รวมถึงเพิ่งคว้ารางวัลดาวซัลโว โคปา อเมริกา ร่วมกับ ลิโอเนล เมสซี เมื่อปี 2021 อีกด้วย 

 

ทัวร์นาเมนต์ดีที่หายไป 

อันที่จริงเป้าหมายในการจัดการแข่งขันโคปา อเมริกา กลุ่มชาติพันธุ์ นอกจากจะทำให้กลุ่มชาติพันธุ์มีตัวตนในโลกที่บางคนหลงลืมพวกเขาไปแล้ว ยังทำให้พวกเขาได้มีโอกาสทำความรู้จักหรือสานสัมพันธ์กับชนพื้นเมืองของชาติอื่น 

“ทัวร์นาเมนต์นี้เป็นมากกว่าฟุตบอล เราอยากจะเจอกับวัฒนธรรมของชนเผ่าอื่นในเปรู อาร์เจนตินา และที่อื่น ๆ และเรียนรู้เกี่ยวกับพวกเขาให้มากขึ้นกว่านี้เช่นกัน” เทเยอร์ ทาบอน กองหน้าโคลอมเบียจากเผ่านาซา กล่าวกับ Fusion

แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือมันเป็นทัวร์นาเมนต์ที่มอบโอกาสให้แก่คนกลุ่มนี้โดยเฉพาะชนพื้นเมืองในโคลอมเบีย ที่ก่อนหน้านี้วัยรุ่นมักจะถูกชักชวนเข้าร่วมกับกองกำลังติดอาวุธที่มีสายสัมพันธ์กับผู้ค้ายาเสพติด 

“ในพื้นที่ภูเขาที่ผมจากมา เด็กหนุ่มจำนวนมากเข้าร่วมกับกองกำลังติดอาวุธ เพราะว่าพวกเขาไม่มีโอกาสในเรื่องงานมากนัก ดังนั้นนี่จึงเป็นโอกาสที่จะทำให้เราไล่ตามความฝันและทำในสิ่งที่ต่างออกไป” ทาบอน อธิบาย 

โปซิลโญ โค้ชของทีมชาติโคลอมเบีย ชุดนั้นก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้ เขามองว่ารายการนี้จะกลายเป็นใบเบิกทางชั้นดีในการลงเล่นในระดับอาชีพของนักเตะกลุ่มชาติพันธุ์   

“รายการนี้มีทรัพยากรบุคคลที่ใช้งานได้อยู่มากมาย นักเตะเหล่านี้ต้องการเพียงแค่การฝึกฝนและค้นพบ” เขากล่าวกับ Al Jazeera 

อย่างไรก็ดีน่าเสียดายที่ทัวร์นาเมนต์เมื่อปี 2015 กลายเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวของการแข่งขันนี้ เมื่อมันไม่ได้ถูกจัดขึ้นอีกเลยหลังจากนั้น 

ดังนั้นมันคงจะดีหากมีการฟื้นคืนชีพฟุตบอลรายการนี้ขึ้นมาอีกครั้ง เพราะบางทีมันอาจจะทำให้เราได้พบนักเตะกลุ่มชาติพันธุ์ ที่ขึ้นมาสร้างปรากฏการณ์ในแบบที่ หลุยส์ ดิอาซ เคยทำมาแล้วก็เป็นได้ 

 

แหล่งที่มา : 

https://unpo.org/article/18415 
http://america.aljazeera.com/articles/2015/3/21/in-the-americas-soccer-goes-native.html 
https://globalvoices.org/2015/07/22/latin-american-indigenous-communities-compete-in-the-other-copa-america/
https://www.skysports.com/football/story-telling/11661/12550610/inside-the-rise-of-luis-diaz-from-underweight-teenager-to-liverpool-star 
https://www.thisisanfield.com/2022/02/from-la-guajira-to-anfield-the-incredible-story-of-luis-diaz/
https://www.bbc.com/sport/football/59352834 
https://www.thesun.co.uk/sport/17469481/liverpool-luis-diaz-colombia-tribe-valderrama/ 
https://inews.co.uk/sport/football/luis-diaz-malnourished-teenager-liverpool-sensation-carlos-valderrama-1484462 https://www.archyworldys.com/diaz-from-the-indigenous-team-to-goals-in-the-copa-america/ https://remezcla.com/lists/sports/meet-the-8-teams-participating-in-the-copa-america-indigena/ 
https://theathletic.com/3092002/2022/01/29/luis-diaz-why-liverpool-pounced-what-hell-bring-his-signature-move-and-the-noodle-nickname/ 
https://www.the101.world/tag/%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2/ 
https://www.thaipost.net/main/detail/75256 
https://www.amnesty.or.th/our-work/indigenouspeoples/ 



AUTHOR

มฤคย์ ตันนิยม

ลีดส์ ยูไนเต็ด, ญี่ปุ่น, มังงะ
     


PHOTO

อรรนพ สะตะ

graphic design ผู้ชื่นชอบกีฬาฮอกกี้, เกมส์, เดินเขา เป็นชีวิตจิตใจ
     


x