FEATURE

VOLT : แบรนด์หน้าใหม่ที่เน้นยกระดับกีฬาไทย จนได้คอลแลบกับราชดำเนิน | Main Stand



วงการกีฬาในประเทศไทยเติบโตขึ้นมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากเดิมที่เคยเป็นแค่เรื่องของการแข่งขัน แต่ตอนนี้กีฬาได้เข้าสู่ชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้นในฐานะไลฟ์สไตล์ ผ่านเครื่องแต่งกาย


 

เมื่อวงการกีฬาเติบโตขึ้น ธุรกิจอุปกรณ์กีฬาย่อมเติบโตตามเช่นกัน จากเดิมที่แบรนด์กีฬาไทยมีเพียง 2 เจ้าใหญ่ ทุกวันนี้มีแบรนด์หน้าใหม่ปรากฏตัวขึ้นจำนวนมาก เพื่อมาต่อสู้แย่งชิงส่วนแบ่งการตลาด

VOLT คือธุรกิจอุปกรณ์กีฬาสัญชาติไทยที่ถือกำเนิดขึ้นเมื่อ 6 ปีก่อน แตกต่างจากแบรนด์รุ่นเดียวกันอื่น ๆ ที่มักเน้นตลาดฟุตบอล VOLT กลับเลือกที่จะเข้าไปสร้างทางเลือกในหลากหลายกีฬา ถึงแม้ตอนนี้อาจจะไม่ได้รับความนิยมในวงกว้าง แต่ก็มีนักกีฬาที่ต้องการอุปกรณ์คุณภาพดีอยู่เสมอ

ความกล้าที่จะลองก้าวไปบนเส้นทางใหม่ส่งผลให้ VOLT ได้มีโอกาสจับมือกับ “ราชดำเนิน” สังเวียนมวยเก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย กับคอลเล็กชันเสื้อผ้าที่มีเป้าหมายเจาะตลาดแฟนมวยต่างประเทศและดึงดูดฐานแฟนหน้าใหม่

Main Stand ขอพาไปรู้จักกับ กรพล มีวงษ์ ผู้ก่อตั้งธุรกิจอุปกรณ์กีฬา VOLT เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับแนวคิดทางธุรกิจ จนทำให้แบรนด์หน้าใหม่แบรนด์นี้ได้ก้าวไปคอลแลบกับเวทีมวยไทยที่อยู่คู่แดนสยามนานเกือบ 100 ปี

 

ช่วยเล่าจุดเริ่มต้นของ VOLT ให้ฟังหน่อย

ตอนเด็กผมอยากเป็นนักฟุตบอล แล้วก็อยากเรียนเพื่อไปเป็นสถาปนิก แต่พอถึงเวลาเลือกคณะจริง เขาบอกว่าสถาปัตย์เรียน 5 ปีแล้วก็เรียนหนัก ผมเลยคิดว่าตัวเองคงไม่ได้เตะบอลแน่

ถ้าอย่างนั้นเลยเปลี่ยนไปเรียนวิทยาศาสตร์การกีฬาดีกว่า เพราะมันมีสาขาวิชาหนึ่งเขียนไว้ว่า “เทคโนโลยีการกีฬา” ซึ่งเขาบอกว่าตรงนี้มันเรียนเกี่ยวกับการทำลูกฟุตบอล ทำรองเท้าสตั๊ด ซึ่งมันตอบโจทย์ความฝันในวัยเด็กที่เคยไม่มีเงินซื้อสตั๊ด เลยอยากผลิตรองเท้าฟุตบอลของตัวเอง

แต่พอเข้าไปเรียนจริง สาขาเทคโนโลยีการกีฬามันไม่มี ผมเลยเปลี่ยนไปเรียนสหเวชศาสตร์ จากนั้นก็ไม่ได้เข้าใกล้ความคิดที่จะทำเสื้อผ้ากีฬาอีก จนกระทั่งอายุสัก 30 เหมือนหน้าที่การงานทุกอย่างของผมมันลงตัว ก็เลยคิดว่ามันถึงเวลาแล้วที่จะกลับมามองตรงนี้

ประกอบกับตอนนั้นผมทำธุรกิจฟิตเนสพอดี ผมก็เริ่มออกแบบเสื้อผ้า ซึ่งมันไม่มีชื่อแบรนด์ ผมก็เลยไปเอาคำว่า VOLT มา เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ธุรกิจเสื้อผ้าฟิตเนสมันแฮปปี้แล้ว ผมเลยเอาแบรนด์ VOLT ตรงนี้ มาสร้างเป็นองค์กร เพื่อทำธุรกิจที่เติมฝันของตัวเอง

 

สินค้าในช่วงแรกของ VOLT เป็นอย่างไร

ผมทำ VOLT ในฐานะแบรนด์เสื้อผ้าฟิตเนสอยู่ราว 1-2 ปี ตอนนั้นมีแค่โลโก้ ไม่มีองค์กร กระทั่งปี 2015 ผมถึงมาตั้ง VOLT เป็นบริษัทเต็มตัว

กลุ่มลูกค้าของ VOLT ตอนแรกส่วนใหญ่คือคนที่มาเล่นฟิตเนส เขาเห็นเทรนเนอร์ใส่กางเกงที่เราผลิต ลูกค้าก็อยากซื้อมาใส่บ้าง คือเมื่อก่อนมันไม่มีกางเกงวอร์มรัดรูปแบบทุกวันนี้ เทรนเนอร์ฟิตเนสต้องไปซื้อกางเกง adidas หรือ Nike มาตัดขาให้มันเข้าตัว เมื่อผมมีธุรกิจฟิตเนสเป็นของตัวเอง ผมเลยรู้ว่าพวกเขาชอบใส่กางเกงแบบไหน ผมจึงผลิตกางเกงแบบนั้นให้เทรนเนอร์ของเราใส่

หลังจากนั้นเราก็เริ่มเปิดเพจขายสินค้า ซึ่งมันก็ขายดี เพราะแบรนด์จากต่างประเทศมันแพงเกินไปสำหรับหลายคน ผมเลยทำผลิตภัณฑ์ตัวอื่นมาขายด้วย จนมันถึงจุดที่คิดว่ามันคงไปได้ด้วยตัวเอง คราวนี้เราหันออกจากฟิตเนสไปเจาะตลาดกีฬา ทั้ง ฟุตบอล, วิ่ง, เทนนิส จนกลายเป็นสปอร์ตแบรนด์เต็มตัว

 

กลุ่มลูกค้าของ VOLT คือคนกลุ่มไหน

กลุ่มเป้าหมายของ VOLT คือคนช่วงอายุ 22-45 ที่มีไลฟ์สไตล์เล่นกีฬา ต้องการเสื้อผ้าคุณภาพดี มีเม็ดเงินประมาณนึงที่จะใช้จ่ายกับสินค้าเหล่านี้ แล้วหันมาหาแบรนด์เราเพื่อซื้อสินค้าคุณภาพใกล้เคียงกับแบรนด์ต่างประเทศ ถึงการออกแบบจะด้อยกว่าแต่ทดแทนด้วยราคาที่ถูกกว่า 50 เปอร์เซ็นต์

นี่คือตำแหน่งที่เราต้องการ ซึ่งมันเป็นดาบสองคม ... เพราะประชากรกลุ่มนี้ในประเทศไทยมันน้อย คนส่วนใหญ่ในประเทศนี้คือคนรากหญ้า เขาคือลูกค้าของแบรนด์อื่น เช่น FBT, Grand Sport หรือ Warrix ส่วน ARI ก็เจาะตลาดที่สูงขึ้นไป VOLT อยู่ในตลาดที่รองลงมา ซึ่งแบรนด์ไทยทั้งหมดอยู่ต่ำกว่าแบรนด์ต่างประเทศ พอมันเป็นแบบนี้ คุณจะเห็นว่ากลุ่มเป้าหมายของเรามันไม่ใช่

แต่ถ้าถามว่า VOLT ถอยมาลงตลาดล่างได้ไหม ? ผมก็เคยคิดนะ ถ้าเกิดอยากให้บริษัทมันวิ่งฉิว เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ลองมาทำตลาดตรงนี้ดูไหม ขายกางเกงตัวละร้อยกว่าบาทอะไรแบบนี้ แต่ประเด็นคือมันไม่ใช่ เพราะถ้าเราลงมาตลาดนี้เราก็ต้องยอมแพ้ในตลาดต่างประเทศ เพราะถ้าคุณลงมาตลาดนี้ ต่างประเทศจะไม่มองคุณเป็นแบรนด์อีกต่อไป

เขาจะมองคุณเป็นซัปพลายเออร์ เป็นคนผลิตสินค้าให้เขา ซึ่งเราไม่อยากเสียตลาดพวกนั้น เราขอรักษาตลาดต่างประเทศไว้ดีกว่า แต่ถ้าคุณมองแต่เมืองนอกแล้วเติบโตจากธุรกิจภายในประเทศไม่ได้ คุณก็ไปไหนไม่ได้อยู่ดี เพราะฉะนั้นมันก็สองแง่สองง่าม ถ้าคุณอยากไปโตต่างประเทศเราก็ต้องยืนตรงนี้แหละ ในประเทศอาจจะเติบโตช้าหน่อย แต่กับต่างประเทศมันก็จะพอไปได้

 

อะไรคือเป้าหมายในการทำธุรกิจกีฬาของ VOLT

เราอยากเป็น Nike มันคือความฝันของผม แต่การจะไปถึงตรงนั้นได้วัฒนธรรมองค์กรมันต้องชัด

รากฐานของ VOLT คือ ถ้าคุณจะทำแบรนด์กีฬา คุณต้องยกระดับวงการกีฬาไปด้วยกัน คุณจะอยู่ในธุรกิจนี้แล้วทำเงินอย่างเดียวมันก็ทำได้ ความจริงคือเงินมันหาไม่ยากนะ แต่ถ้าเราอยากจะเป็นแบรนด์ระดับโลก ผมว่า positioning เราต้องดีกว่านั้น

ถ้าเราไม่อยากทำตรงนี้ก็ไม่มีเหตุผลให้ผมไปเป็นสปอนเซอร์นักยิมนาสติก นักบาสเกตบอล นักวอลเลย์บอลเลยนะ มันไม่ได้ให้อะไรกลับมาแล้วจะไปสนับสนุนเขาทำไม สู้เอาเงินไปลงกับกีฬาเดียว เช่น ฟุตบอล มันก็เข้าไปในตลาดตรงนี้ได้ง่ายกว่า

ถ้าเกิดว่าเป็นแบบนั้น ตั้งเป้าว่าเราจะทำธุรกิจเพื่อเงินอย่างเดียว เราก็พุ่งไปฟุตบอล เอาเงินทุนทั้งหมดทุ่มไปตรงนั้น แต่เราไม่ได้อยากเป็นแบบนั้น เราอยากเป็น Nike พูดตรง ๆ คือ เราอยากเป็น FBT ในสเกลระดับโลก เราไม่ได้อยากเข้าไปแค่ตลาดฟุตบอลอย่างเดียว

 

ผมติดใจคำว่า “ถ้าคุณจะทำแบรนด์กีฬา คุณต้องยกระดับวงการกีฬาไปด้วยกัน” แนวคิดแบบนี้ของคุณเริ่มมาจากไหน

ตอนผมเรียนวิทยาศาสตร์การกีฬา ผมมองเห็นนักกีฬามากมายที่กำลังฟอร์มดี กำลังไปรุ่ง ตอนนั้นใครก็เยินยอ ใครก็ชื่นชม แต่พอจังหวะที่พวกเขาเจ็บหรือทำผลงานไม่ได้ พูดตรง ๆ หมายังไม่มองเลย ภาพตรงนั้นผมคิดว่ามันไม่ใช่

ผมคิดว่ามันต้องมีการยกระดับโครงสร้าง นักกีฬาถึงจะมีชีวิตที่ดีขึ้น เพราะถ้าคุณเป็นนักกีฬา คุณต้องใช้เวลา 15-20 ปี ในการฝึกซ้อม ทักษะอื่น ๆ ในชีวิตคุณมันจะหายไป นักกีฬาเป็นอาชีพที่ใช้เวลาซ้อมเยอะ แต่ใช้เวลาทำงานจริงน้อย ถ้าเราอยากช่วยพวกเขามันต้องยกระดับทั้งระบบ ซึ่งรัฐฝ่ายเดียวไม่พอ ภาคเอกชนก็ต้องเข้ามาร่วมด้วย

หลังจาก VOLT เข้ามาสนับสนุนตรงนี้ นักกีฬาวิ่งบ้านเราก็ดูดีขึ้นเยอะ เพราะเราปั้นภาพลักษณ์ของเขาให้โอเคขึ้น ดูมีมูลค่ามากขึ้น เมื่อก่อนนักวิ่ง 4x100 ทีมชาติไทย อยู่กับแบรนด์เราหมด เราสนับสนุนมา 2-3 ปี ก่อนที่แบรนด์อื่นจะมาเอาไป ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่นักกีฬาพอมีมูลค่ามากขึ้น แบรนด์ใหญ่เขาก็จะหันมามอง ซึ่งมันก็ดีแล้ว เพราะเขาจ่ายได้เยอะกว่าเรา แต่ว่าก่อนหน้านั้นไม่มีใครดูแลนักกีฬาพวกนี้เลยสักคนเดียว

ผมเข้าใจว่าบางทีพูดไปมันเหมือนน้ำเน่า แต่ผมอยู่ในสังคมแบบนั้นจริง ๆ ผมเรียนมากับตรงนี้ ใช้ชีวิตมากับตรงนี้ พี่น้องเราทั้งนั้น

 

ตอนนี้ VOLT ก้าวเข้าไปสนับสนุนนักกีฬาและทำการตลาดในกีฬาไหนบ้าง

ที่ผมบอกไปก่อนหน้านี้แล้วคือ วิ่ง นอกจากนี้ก็มี เทนนิส ซึ่งปัจจุบัน VOLT ค่อนข้างจะเป็นเบอร์ใหญ่ของวงการเทนนิสไทย ตอนนี้นักกีฬาทีมชาติครึ่งหนึ่งอยู่กับเราแต่ไม่ค่อยมีคนรู้ เพราะกระแสเทนนิสในบ้านเรามันเบาบาง

นักกีฬายิมนาสติกตัวหลักทีมชาติไทยก็อยู่ที่เรา ศิริพร แก้วดวงงาม นักกีฬาวินด์เซิร์ฟที่กำลังจะไปโอลิมปิก คนนี้ก็อยู่กับเรา ที่เหลือก็จะไปทางสายฟิตเนส ซึ่งเราสนับสนุนอยู่มากกว่า 20 ที่

 

แนวทางการยกระดับวงการกีฬาที่คุณกล่าวมา ช่วยผลักดัน VOLT ให้เดินหน้าทางธุรกิจไปได้แค่ไหน

ผมพูดตรง ๆ VOLT ยังไม่เคยไปถึงจุดที่มันทำเงินแบบ ... คือมันเข้าแล้วออกไปเรื่อย ๆ เราเริ่มต้นจากทุนสามหมื่นบาท เราไม่เคยเติมทุนลงไป มันยังเป็นธุรกิจที่เบิร์นเงินในกระเป๋า ทุกวันนี้เรายังสนับสนุนทีมมหาวิทยาลัย ซึ่งมันไม่ได้อะไร มันมีแต่ขาดทุนอยู่แล้ว

VOLT เคยมีธุรกิจใหญ่มาขอซื้อผมก็ไม่ขาย เพราะผมกลัวทิศทางของแบรนด์จะเปลี่ยนไป เปรียบเทียบกับบางแบรนด์ที่มีการเพิ่มเงินหลายรอบ มีหุ้นส่วนใหม่เข้ามาหลายครั้ง ทิศทางในการตัดสินใจหลังมีผู้ถือหุ้นเยอะขึ้นมันก็เป็นปัญหา เพราะมันไม่ได้อยู่ที่คนคนเดียวอีกต่อไป มันต้องขึ้นอยู่กับบอร์ด 

คือถ้าเป็นองค์กรที่มันชัดเจนแล้ว เขาต้องถามว่าเม็ดเงินที่คุณทุ่มลงไปคุณได้อะไรกลับมา ซึ่งเรายังไม่ต้องการให้ไปถึงตรงนั้น เรายังอยากสะเปะสะปะมั่วซั่วได้แบบนี้

เรื่องเติมทุนเข้ามาในบริษัทไม่เคยเป็นปัญหา แต่ผมขอผลักดันแบรนด์ไปในทิศทางที่ใช่ก่อน

 

คุณเคยคิดบ้างไหมว่าแนวทางที่คุณยึดมั่นกำลังฉุดรั้งไม่ให้ธุรกิจเติบโตอย่างที่ควร ?

บางทีผมก็อยากจะทำแบบนั้น (ทุ่มเงินใส่กีฬาเดียวหรือนักกีฬาคนเดียว) มันอาจจะเป็นความผิดพลาดของผมด้วย แต่ผมเรียนวิทยาศาสตร์การกีฬามา คนรู้จักผมไม่ได้อยู่แค่ในวงการเดียว มันมีทั้ง นักวิ่ง นักยิมนาสติก จะให้ผมไปดูแลนักฟุตบอลอย่างเดียวมันก็ไม่ใช่ เพราะคนตรงนั้นก็พี่เราน้องเรา เราต้องเข้าไปช่วยดูแล

ผมเข้าใจนะว่าแทนที่เราจะทุ่มเงินสามล้านบาทให้นักกีฬา 30 คน กลับมาทุ่มให้นักกีฬาชื่อดังคนเดียว ถามว่าคนรู้จักมากขึ้นไหม ? ใช่ ถามว่าขายสินค้าได้มากขึ้นไหม ? ใช่ ถามว่าประสบความสำเร็จไหม ? แน่นอน

แต่ถ้าถามว่าประสบความสำเร็จในเชิงไหนมันต้องดูกันอีกที เพราะที่ผมบอกว่าทั้งหมดมันคือความสำเร็จในเชิงธุรกิจนะ แต่คุณไม่ได้ประสบความสำเร็จในแง่ของการสร้างคุณภาพหรือสนับสนุนนักกีฬาไทยให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ส่วนตัวผมว่าแนวทางนี้มันไม่ใช่คำว่า “ประสบความสำเร็จ”

ผมมีเงิน 3 ล้านบาท ถ้าทุ่มให้นักกีฬาหนึ่งคนมันก็ได้แค่หนึ่งคน แต่ถ้ากระจายออกให้นักกีฬา 30 คน แบ่งกันไปคนละหนึ่งแสนบาท ผมจะแฮปปี้มากกว่ากับแนวทางนี้ ถึงแม้มันอาจจะไม่ใช่แนวทางที่ทำให้เราชนะทางธุรกิจก็ตาม

 

การที่ VOLT ใช้นักกีฬาที่ชื่อเสียงไม่มากเมื่อเทียบกับแบรนด์อื่นที่ใช้นักกีฬาชื่อดัง หรือแม้กระทั่ง ดารา คิดว่ามันไม่เป็นปัญหาเหรอ ? ทั้งที่คุณควรจะเอาเงินไปลงตรงนั้น

ผมยกตัวอย่างพรีเซนเตอร์ของเรา เดนนิส มูริลโล ดังไหม ? ก็ไม่ดัง นั่นหมายถึงว่าเราอาจจะลงทุนไปกับนักกีฬาทีมชาติ ซูเปอร์สตาร์ อันนี้แหละคือสิ่งที่ผมอยากบอกว่า เราไม่ได้เชื่อในแนวทางนั้น มันอาจจะเป็นแนวทางที่ทำให้ธุรกิจเราเติบโตก็ได้ แต่เราไม่ได้เชื่อแบบนั้น

คุณดูทีมฟุตบอลไทยที่เราสนับสนุน ทีมของ VOLT เลื่อนชั้นขึ้นไทยลีกมา 3 ฤดูกาลติดต่อกันแล้วนะ เพราะเราโฟกัสความเป็นอันเดอร์ด็อก ตรงนี้คือข้อความที่เราอยากสื่อออกไป แต่สุดท้ายมันไม่ยั่งยืนหรอก เพราะถ้าคุณอยากอยู่ตรงนี้ทีมคุณต้องได้แชมป์ สโมสรที่คว้าแชมป์ไทยลีกต้องใส่แบรนด์ของคุณ คุณถึงเริ่มชนะในประเทศนี้

ปีนี้ VOLT ไม่มีทีมในไทยลีก ซึ่งเราเจรจากับบางทีม นั่งคุยกันตรงนี้เลย แต่ถ้าเขาขอมากเกินไปผมก็บอกว่าผมไม่ให้ เพราะผมไม่ได้มีเงินเยอะมากมาย ถ้าเราตัดงบส่วนอื่นมาใส่ตรงนี้มันก็ไปได้นะ ทุ่มไปสักทีมหนึ่งที่อยู่หัวตาราง สร้างความรู้จักให้กับแบรนด์ แต่ถ้าผมถามว่า งบประมาณทั้งหมดทุ่มมาตรงนี้ แล้วกีฬาอื่นล่ะ ? มันก็ไม่ใช่

ถึงตลาดตรงนี้มันน้อยก็ไม่ได้หมายความว่ามันไม่ดี แต่เราต้องมีคนรู้จักเพิ่มขึ้น นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เรายังลงไปสนับสนุนนักกีฬา เพื่อบอกให้คนทั่วไปรู้ว่า VOLT อยู่ตรงนี้นะ เพราะตอนนี้ต้องเป็นคนที่เล่นกีฬาจริง ๆ ถึงจะรู้จักเรา คนนอกวงการเขาไม่รู้จักเรา อย่าง Warrix ทุ่มกับทีมชาติไทย ปังเดียวเขาก็ไปได้เลย หรือ Ari ที่มีร้านตัวแทนจำหน่าย คนก็รู้จักได้

 

ถ้า VOLT มองเห็นว่าตลาดในประเทศมีขนาดเล็ก ตั้งเป้าหมายกับตลาดต่างประเทศไว้อย่างไร

ตอนนี้ VOLT เลือกมองตลาดต่างประเทศเป็นหลัก พูดตามตรงคนไทยจะซื้อเสื้อกีฬาตัวละ 500 บาท เขาก็ต้องคิดนิดนึง ไม่ใช่ว่าไม่มีเงิน จะซื้อมันก็ซื้อได้ แต่แบรนด์อื่นเขาก็มี ราคาตัวละร้อยกว่าบาท ทำไมต้องมาจ่าย 500 บาท

แต่ถ้าเป็นต่างประเทศ เขามองแล้วว่าวัสดุทำมาจากอะไร การออกแบบเสื้อผ้าดีแค่ไหน ผลิตขึ้นมาแล้วทำลายธรรมชาติหรือเปล่า มันเป็นแนวคิดอีกอย่างหนึ่ง และตลาดต่างประเทศของถูกใช่ว่าจะดีเสมอไป เพราะเขาทำแบรนด์ไม่ได้

ตอนนี้ VOLT ทำเสื้อแข่งให้ทีมฟุตบอลในประเทศแซมเบีย ชื่อทีม RED ARROWS FC เป็นทีมของทหารอากาศเขา ตอนนี้อยู่กับเรามาเป็นปีที่สามแล้ว ส่วนลาวเราก็เป็นสปอนเซอร์อยู่ทีมหนึ่ง ชื่อ Ezra F.C. แต่ที่เราอยากไปคือจีน เพราะตลาดมันใหญ่มาก ซึ่งมันควรจะได้ไปแล้ว แต่มาเจอโควิดเสียก่อน ตอนนี้เราเลยทำงานกับพาร์ตเนอร์ที่อยู่ที่ญี่ปุ่น เขาเป็นคนจัดฟุตบอลมหาวิทยาลัย ก็เลยเอาสินค้าของเราไปใช้ ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นฐานสำคัญของเรามากกว่า

ส่วนใหญ่มีคนนำสินค้าของ VOLT ไปต่างประเทศเอง คือเขามองเห็นแบรนด์ของเราแล้วก็สนใจเข้ามาพูดคุย มีหลายประเทศมาก อินเดีย เนปาล สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา แต่สุดท้ายมันไม่จบก็คือไม่จบ ถ้ามันจบก็คือมันไป

การไปญี่ปุ่นมันทำให้เราพัฒนาของหลากหลาย เพราะเขามีฤดูหนาว ฉะนั้นอุปกรณ์ที่เราจัดหาให้เขาต้องคลอบคลุมทั้งหมด ทำให้เรากลับมาพัฒนาสินค้าของตัวเอง เช่น เสื้อกันฝน เสื้อโค้ท พอเราเจอโจทย์ตรงนี้เราแฮปปี้นะ เพราะอยู่เมืองไทยเราจะได้ทำเหรอชุดกีฬาหน้าหนาว พวกชุดซ้อมในช่วงวินเทอร์ที่มันต้องปกปิดทั้งตัว

การเข้าไปตรงนั้นมันก็ทำให้เห็นว่ามีโอกาสอยู่เยอะ เพราะทีมฟุตบอลที่จะใช้แบรนด์ Nike, adidas, hummel หรือ umbro เขาอยู่ในลีกข้างบน ส่วนทีมลีกล่างเขาใช้แบรนด์โลคอล ซึ่งคุณภาพเขาสู้เราไม่ได้ แล้วพอเขาเอาสินค้าเราไปขาย ราคามันแพงกว่ามาก

 

ความต้องการพัฒนาวงการกีฬาไทย, แนวทางเจาะตลาดต่างประเทศ หรือ การมองหาโอกาส อะไรที่ทำให้ VOLT ก้าวสู่ตลาดมวยไทย ?

ก่อนหน้านี้ VOLT ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับกีฬามวยเลย กระทั่งทางราชดำเนินติดต่อมาว่า เขาอยากปรับภาพลักษณ์ ผมก็บอกว่าเอาสิ เพราะว่าถ้าคุณจะพูดถึงกีฬาสักชนิดที่นักกีฬาไทยจะเป็นหมายเลขหนึ่งของโลก คุณไม่ต้องมองกีฬาอื่นเลย มันมีแค่มวยไทย

ผมมองไว้แบบนี้ว่ามวยไทย อนาคตมันจะยิ่งเติบโตไปเรื่อย ๆ มันจะได้รับความสนใจจากทั่วโลก ผมมองว่าอีก 5 ปีข้างหน้าการเข้าถึงมันจะเยอะมาก และถ้าเราจะมีการสปอนเซอร์นักกีฬาที่อยู่อันดับหนึ่งของโลก นักฟุตบอลคงต้องรออีก 100 ปี แต่สำหรับมวยไทยเราเริ่มได้เลย 

ผมก็อยากมีส่วนร่วมตรงนี้ เพราะราชดำเนินถือเป็นเวทีมวยไทยที่เก่าแก่ที่สุด แต่เขาต้องการปรับภาพลักษณ์ ต้องการที่จะใหม่ขึ้น ทีมก็เลยมาคุยกันถึงโจทย์ตรงนี้ ซึ่งผมมองว่ามวยไทยมีความแจ๋ว แต่คนที่ไปดูมันไม่ใช่คนไทย เป็นคนจีน เป็นฝรั่ง ที่ซื้อตั๋วแพง แล้วก็ซื้อของฝากกันเยอะ ผมเลยมองว่าเราต้องทำเป็นของที่ระลึก ต้องทำเสื้อผ้าให้คนพวกนี้ซื้อกลับประเทศ แล้วสินค้าตรงนี้ราชดำเนินทำอยู่แล้ว เราแค่เข้าไปปรับรูปลักษณ์ เลยออกเป็นคอลเล็กชันแรก Living the Legend

 

คอนเซ็ปต์ของคอลเล็กชัน Living the Legend คืออะไร

ผมมองว่าแบรนด์ที่เขาอยู่ในวงการมวยไทยมานานจะมีวัฒนธรรมในการออกแบบสินค้ารูปแบบหนึ่ง ซึ่งของเราก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง


คุณต้องคิดว่าทำไมจู่ ๆ ราชดำเนินถึงเลือก VOLT เข้าไป เพราะเขาต้องการมุมมองใหม่ในกับกีฬาชนิดนี้ ทั้งที่เขาไม่จำเป็นต้องเลือกเรา มันมีอีกหลายแบรนด์ที่พร้อมทำสินค้าให้เขาแบบสบาย ๆ แต่ราชดำเนินเลือกเราเพราะเขาต้องการเฟรชไอเดียเข้ามาปรับแต่งตรงนี้ ให้มันจับผู้คนหรือกลุ่มแฟนใหม่ ๆ จากต่างประเทศได้ 

สินค้าที่เราทำออกมามันจะมีความสตรีทมากขึ้น ดูเข้ากับวัยรุ่นมากขึ้น เพราะเด็กรุ่นใหม่เริ่มหันมาดูมวยไทยมากขึ้น แล้วทางผู้ใหญ่เข้าอยากเกาะตลาดกลุ่มนี้เพื่อให้มันใกล้เข้าไปอีก เลยนำมาสู่การปรับแบรนด์ให้มันดูใหม่ ซึ่งมันก็เป็นโปรเจ็กต์ที่สนุก

คอลเล็กชันนี้เราผลิตสินค้าเยอะมาก ทั้ง กางเกงขาสั้น กางเกงขายาว เสื้อยืด เสื้อวินเทจ หมวก ส่วนอุปกรณ์กีฬาเรากำลังจะทำถัดไป เช่น เสื้อคลุม นวม กางเกงมวย พวกอุปกรณ์ที่มันใช้ได้จริง คือตอนนี้เราทำของที่ระลึกจากสเตเดียมมวยไทยอันดับหนึ่งของโลก ถ้าเราทำตรงนี้ได้ มันถึงจะไต่ขึ้นไปเรื่อย ๆ

 

คิดว่าการลงมาสู่ตลาดมวยไทย ช่วย VOLT มากแค่ไหน

ช่วยพอสมควร เพราะมวยไทยมันมีอยู่แค่ไม่กี่แบรนด์ พูดตามตรงผมว่าราชดำเนินต่อยมวยครั้งหนึ่ง การเข้าถึงไม่แพ้ฟุตบอลไทย เพราะคอมวยบ้านเรามีอยู่ทั่วประเทศ แล้วเขาไม่จำเป็นต้องไปที่สนาม

ฉะนั้นการรู้จักแบรนด์มันก็จะเพิ่ม แม้กลุ่มลูกค้าหรือส่วนแบ่งตลาดของเราจะน้อยในกลุ่มนี้ แต่มันก็ช่วยแบรนด์ของเรา ผมถึงหมายมั่นปั้นมือกับโปรเจ็กต์นี้ เพื่อป่าวประกาศแบรนด์ของเราออกไป

 

อะไรคือก้าวต่อไปของ VOLT หลังจากนี้

ผมอยากให้คนจำ VOLT ในฐานะเสื้อผ้าที่ใช้ในการแข่งขัน เสื้อผ้าที่ใช้ในการฝึกซ้อม ไม่ใช่ในฐานะกางเกงวอร์ม เสื้อยืด

ตอนนี้เรามีการปรับรูปแบบองค์กร คือเราต้องการเป็นแบรนด์กีฬาจริง ๆ เมื่อก่อนคนยังจำภาพเราในแง่ของเสื้อผ้าลำลอง ไลฟ์สไตล์ สตรีทแวร์ ซึ่งผมมองว่าเราเดินทางไปในทิศทางที่มันไม่ใช่ 

เพราะฉะนั้นเราจะกลับไปโฟกัสสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันมากขึ้น เรากำลังออกชุดของนักวิ่งใหม่ หรือคอลเล็กชัน Volt Advantage ซึ่งเป็นของกีฬาเทนนิสโดยเฉพาะ หรือกลับไป VOLT Running Sport คือกลับไปที่เรื่องของกีฬามากขึ้น ให้เขามองเราเป็นแบรนด์กีฬามากขึ้น

เรายังห่างไกลกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ VOLT ไม่ได้อยากเป็น Nike ของไทย เราอยากเป็นแบรนด์โกลบอล แต่มันก็มีกำแพงค่อนข้างสูง ไทยยังไม่เคยไปฟุตบอลโลกสักครั้ง แล้วบอกว่าประเทศคุณมีแบรนด์กีฬาที่มีคุณภาพ มันยังขัดกัน มันฟังแปลก ๆ แต่ก็เป็นกำแพงที่เราอยากจะข้ามไป อยากพังมันลงให้ได้ เพราะเราอยากเป็นแบรนด์กีฬาข้ามชาติ เราอยากเป็นสปอร์ตแบรนด์จริง ๆ ไม่ใช่แค่แบรนด์เครื่องแต่งกายกีฬา

VOLT ยังดีไม่พอ เราต้องการพิสูจน์ให้คนเห็นมากกว่านี้ คนอื่นต้องมองเห็นเรามากกว่านี้ พูดตรง ๆ คนยังรู้จักเราน้อย เรายังห่วย แต่ไม่ได้หมายความว่าผมไม่ภูมิใจกับสิ่งที่เราทำ แต่ถ้าพูดถึงถนนเส้นนี้ที่เราจะต้องไป มันยังอีกยาวไกล ผมคิดว่าเรายังทำได้ดีกว่านี้ 



AUTHOR

ณัฐนนท์ จันทร์ขวาง

นักเขียนกระเป๋าแบนที่เอาเงินไปเปย์ STAYC จนไม่มีตังค์ซื้อข้าวในตลาดหน้าปากซอยราคา 60 บาท
     


PHOTO

ธีรภัทร รื่นรมย์

คนประจวบฯ ที่มุ่งมั่นทำมาหากินในเมืองกรุงฯ #MainStand #Photographer
     


x