FEATURE

สุรัตน์ เสียงหล่อ : คุณตาวัย 70 ปี ที่ยังจับเป้าซ้อมให้นักมวยไทยรุ่นหลานไม่มีวันหยุด | Main Stand



ถ้าคุณอายุ 70 ปี ต่อให้ฟิตแค่ไหน ก็คงออกกำลังกายแบบเน้นเรื่องของการเสริมสร้างสุขภาพเป็นหลัก แต่กับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สุรัตน์ เสียงหล่อ ครูมวยชื่อดัง ยังคงยืนจับเป้าซ้อมให้กับนักมวยรุ่นหลาน รุ่นเหลน แม้ลูกหลานและคนในครอบครัวบอกว่า “ขอเถอะ พักสักทีเถอะ” แต่ก็ไม่มีอะไรหยุดคุณตาได้ 


 

Main Stand จะขอเล่าเรื่องของเขาให้ได้ติดตามกัน… 

 

อดีตเหรียญทองเซียพเกมส์สู่เจ้าสำนัก

ผศ.สุรัตน์ เสียงหล่อ เป็นเจ้าสำนัก "เดชรัตน์" ที่สร้างนักมวยไทยชื่อดังป้อนวงการมาเกือบ 40 ปีแล้ว มีจุดเริ่มต้นจากการชอบกีฬาต่อสู้มาตั้งแต่เด็ก สมัยนั้นจึงเรียนไปด้วยต่อยมวยตามงานวัดแถวบ้านเกิดที่จังหวัดสงขลาไปด้วย จนได้วิชามวยไทยติดตัว ก่อนจะเข้ามาเรียนต่อในกรุงเทพ ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) สาขาวิชาพลศึกษา
ตอนขึ้นมาเรียนในเมืองกรุง ผศ.สุรัตน์ ต้องอาศัยอยู่ที่บ้านคุณอา (อ.นอง เสียงหล่อ) ซึ่งเป็นครูพละ ผู้มีความรู้ด้านมวยสากล จึงเป็นโอกาสดีที่จะได้ถ่ายทอดวิชาให้กับหลานซึ่งมีพื้นฐานกีฬาต่อสู้อยู่แล้ว ผศ.สุรัตน์ จึงได้ปรับสไตล์จากมวยไทยมาเป็นมวยสากล พร้อมกับเพิ่มทักษะต่าง ๆ เข้าไป

จากนั้น อ.นอง ผู้เป็นคุณอา ได้ปั้นหลานชายตนเองจนติดตัวเยาวชนทีมชาติ ทำผลงานคว้าเหรียญทองแดงชิงแชมป์เอเชีย มาได้ที่ประเทศญี่ปุ่น ส่วนในนามนักกีฬามหาวิทยาลัย ก็สามารถคว้าแชมป์กีฬาสถาบันมาได้ 4 สมัยติด ได้สิทธิ์เป็นตัวแทนทีมชาติ ไปทำผลงานคว้าเหรียญทอง กีฬาแหลมทอง หรือ เซียพเกมส์ (ปัจจุบันคือ "ซีเกมส์") มาครองได้สำเร็จ

หลังจากเรียนจบ ผศ.สุรัตน์ ได้ไปทำงานที่การกีฬาแห่งประเทศไทยอยู่ 1 ปี แล้วจึงถูกทาบทามให้กลับมาเป็นครูพละที่สถาบันเดิม ระหว่างทำหน้าที่ครูพละในรั้วมหาวิทยาลัยอยู่ 36 ปี เขาก็ได้ฝึกนักศึกษาในสังกัดหลายคน จนได้ไปชกมวยไทยอาชีพในเวทีมวยราชดำเนินและลุมพินี

หลังเกษียณอายุราชการ ผศ.สุรัตน์ ได้ใช้เวลาทั้งหมดไปกับการดูแลค่ายมวยเดชรัตน์อย่างเต็มตัว ด้วยเป้าหมาย 3 อย่าง คือ  
1.สร้างนักมวยค่าตัวเงินแสน  
2.ได้รับรางวัลพระราชทาน   
3.สร้างนักมวยให้เป็นแชมเปี้ยน   

และอาจารย์ก็ทำสำเร็จ แม้ต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวด

 

ตัวเอง "แขนงอ" ผลจากการจับเป้าให้นักมวยเตะ

"เดชรัตน์" คือค่ายมวยที่เก่าแก่ที่สุด 1 ใน 3 ของประเทศ ที่ยังคงเป็นค่ายมวยอยู่ในตอนนี้ และที่สำคัญ ผศ.สุรัตน์ ผู้ก่อตั้งค่ายมวยแห่งนี้ ยังมีพละกำลังมากพอที่จะจับเป้าซ้อมให้กับนักมวยด้วยตัวเอง แม้ว่าจะอายุ 70 ปีแล้ว 

ผศ.สุรัตน์ ทำแบบนี้มาเป็นเวลาเกือบ 40 ปี ทั้งที่ปกติเจ้าของค่ายอื่น ๆ จะจ้างเทรนเนอร์ให้มาทำหน้าที่นี้แทน แต่ด้วยความใส่ใจต่อนักมวย เขาจึงเลือกที่จะลงมือทำด้วยตัวเอง 

เขาโดนแข้งนักมวยเตะหนัก ๆ สะสมมาเป็นเวลานานหลายสิบปี ช่วงที่นักมวยมีรายการแข่งขันไล่เลี่ยกัน เขาเคยจับเป้าเองวันเดียว ซ้อมให้นักมวยต่อ ๆ กันถึง 4 - 5 คน และนักมวย 1 คนจะเตะ 8 - 10 ยก ยกละ 5 นาที โดยทั่วไป ครูมวย 1 คน แค่ซ้อมให้นักมวย 2 คนต่อวันก็เหนื่อยแล้ว


ผศ.สุรัตน์ เล่าให้ฟังว่าเคยรับบทหนักสุดตอนจับเป้าเป็นคู่ซ้อมให้กับนักมวยตัวใหญ่ อย่าง "เต็งหนึ่ง ศิษย์เจ๊สายรุ้ง" และ "จอมโหด เกียรติอดิศักดิ์" ที่มีน้ำหนักตัวประมาณ 75 กิโลกรัม ทำให้เขาต้องแบกน้ำหนัก รับแรงปะทะที่มากกว่าตัวเขาเองกว่า 10 กิโลกรัม หรือ 22 ปอนด์ ซึ่งนับว่าเยอะมาก ตามปกติแล้วหากนักมวยสองคนจะขึ้นชกกัน ตาม พรบ. มวย ว่าด้วยระเบียบและกติกาสำหรับการแข่งขันกีฬามวย ยังกำหนดไว้ว่า ห้ามนักมวยที่มีน้ำหนักต่างกันเกิน 5 ปอนด์ขึ้นชกกัน ยกเว้นแต่รุ่นเฮฟวีเวท 

นับจากอดีตถึงปัจจุบัน ผศ.สุรัต เป็นคู่ซ้อม รับแข้งนักมวยที่เตะสะสมมามากมายนับไม่ถ้วน จนตัวเองแขนบิดงอ แต่สิ่งที่ลงทุนไป แลกมากับผลงานที่ยอดเยี่ยมของนักมวย ที่เปรียบเสมือนลูก ๆ หลาน ๆ ของเขา 

 

"จระเข้ฟาดหาง" สร้างชื่อ

ลูกศิษย์ยุคแรกของ ผศ.สุรัตน์ ที่สร้างชื่อเสียงให้กับค่าย "เดชรัตน์" คือ "อินทรีดำ เดชรัตน์" ผู้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการใช้ศิลปะแม่ไม้มวยไทยท่า "จระเข้ฟาดหาง" น็อกคู่ต่อสู้ คว้ารางวัลของเวทีลุมพินี เมื่อ 30 ปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงแรก ๆ ที่เพิ่งมีการแต่งตั้งรางวัลนี้ขึ้นมา 

 

วันที่เท่าไหร่ บรรยากาศวันนั้นเป็นอย่างไร

วันนั้นมีการถ่ายทอดสดทางทีวีไปทั่วประเทศด้วย และมาถึงปัจจุบันยังไม่เคยมีใครทำแบบนี้ได้อีกเลย นั่นทำให้ค่ายมวย “เดชรัตน์” โด่งดังเป็นพลุแตก 

ส่วนนักชกที่น่าภาคภูมิใจอีกคน คือ "โรจน์ณรงค์ ดาวแปดริ้ว" ผู็เป็นทั้งนักชกรางวัลถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพฯ จากแชมป์มวยทัวร์นาเมนต์ ที่มีค่าตัวสูงสุด 1 แสน 7 หมื่นบาท

จากนั้น เส้นทางของค่ายเดชรัตน์ ได้เดินทางมาถึงยุคของนักชก 3 ทหารเสือ ประกอบไปด้วย  ยอดระดับ ดาวแปดริ้ว, ยอดธนู ดาวแปดริ้ว, สกาวทอง เดชรัตน์ ที่ขึ้นชกจนมีชื่อเสียงระดับประเทศ และได้สร้างชื่อเสียงให้กับค่ายมากที่สุด

นอกจากนั้น ค่ายเดชรัตน์ ยังมีนักชกคนอื่น ๆ ที่มีชื่อเสียงอีกหลายคน เช่น ชาติชายน้อย ชาวไร่อ้อย, ตะคร้อเล็ก เดชรัตน์, ฉัตรพล เดชรัตน์, ศักดิ์ไพฑูรย์ เดชรัตน์, ดอนคิงส์ เกียรติพญาไท, สุดปฐพี เดชรัตน์ และ ไม้เรียว เดชรัตน์

นักมวยในค่าย "เดชรัตน์" จะมีสไตล์การชกที่เหมือนกันทุกคน เป็นทรงการชกมวยแข็งแรง เดินเปิดเกมบู๊ดุดัน สู้ไม่มีถอย จะแพ้หรือชนะไม่รู้ แต่ชกสนุก จนในยุคนั้นได้รับการขนานนามว่า "แคมป์นักชกตระกูลหิน"

 

ทำค่ายมวยได้สุขภาพ ลูก-เมีย สั่งเลิก! ก็ไม่ยอม

ผศ.สุรัตน์ ยังยืนยันจะทำค่ายมวย "เดชรัตน์" ต่อไป ทั้งที่อายุก็มากขึ้นแล้ว จนทั้งภรรยาและลูกก็อยากจะให้เลิก แต่ ผศ.สุรัตน์ ก็บอกไปว่า ถ้าไม่มีค่ายมวยก็จะไม่ได้ออกกำลังกายอีก เนื่องจากเราชอบมวย จะให้ไปวิ่งก็กระไรอยู่ อันที่จริงนี่เป็นเคล็ดลับสำคัญที่ทำให้เขายังแข็งแรง เพราะกล้ามเนื้อยังได้ทำงานอยู่ตลอด รวมถึงการได้ออกกำลังกายด้วยกีฬาที่ชอบ ที่ทำให้ได้ทั้งสุขภาพและได้ทั้งความสุข แต่ก็อย่าหักโหมจนเกินไป

“เรื่องการกินก็สำคัญ เราต้องพยายามกินอาหารให้หลากหลาย สลับ ๆ กันไปไม่จำเจ อาจจะเป็นเพราะว่าอาจารย์เรียนด้านนี้มาด้วย (สมัยเรียนปริญญาโท มศว.) จึงรู้หลักโภชนาการ ว่าต้องกินอะไร กินแบบไหน ใครย้อนกลับไปเรียนไม่ทัน เสิร์ชกูเกิ้ลดูได้เลย เพราะในนั้นมีองค์ความรู้เยอะแยะ”

“เรื่องการพักผ่อน ปกติ 4-5 ทุ่มอาจารย์ก็นอนแล้ว  ตื่นประมาณ 6 โมงเช้า ต้องมาดูนักมวยซ้อมด้วย ส่วนพวกอบายมุขนี่บอกเลิกไปนานมากแล้ว ทั้งที่เมื่อก่อนก็ใช่ย่อยเหมือนกัน ดื่มยันเช้า ใครยังทำแบบนั้นอยู่ กลับตัวตอนนี้ยังทัน”

นี่คือเคล็ดลับความแกร่งในแบบฉบับของ “คุณตาจอมพลัง” แห่งวงการมวย ผศ.สุรัตน์ เสียงหล่อ  



AUTHOR

สุรพัศ จารุมณี

สมุนไพรไว้ใจ"หมอเส็ง" แต่ถ้ามวยไทยไว้ใจผม "เอกชุมพร" ... นักข่าวสายมวยไทยครับ 🙏🙏🙏
     


PHOTO

อาณกร จารึกศิลป์

Main Stand's Photographer
     


x