FEATURE

ณัฐกิตติ์ บุตรสิงห์ : เด็กไทยวัย 18 ที่ไปล่าฝันด้วยตัวเองถึงสเปน | Main Stand



นักเตะไทยพัฒนาฝีเท้าจนได้ไปโลดแล่นในลีกต่างแดนมากขึ้นเรื่อย ๆ หลายคนมีความฝันอยากจะไปค้าแข้งบนเวทียุโรปสักครั้งในชีวิต แต่เวลานี้ต้องยอมรับว่ายังคงเป็นอะไรที่ไกลเกินเอื้อม ยิ่งถ้าไม่ได้เป็นสตาร์ทีมชาติไทยหรือมีสโมสรระดับท็อปของประเทศให้การสนับสนุนด้วยแล้ว โอกาสจะได้ไปพิสูจน์ตัวเองยิ่งริบหรี่

 


อย่างไรก็ตามในวันนี้ยังมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ไม่เคยสัมผัสเวทีไทยลีกเลยสักครั้ง กำลังไล่ตามความฝันการเป็นนักเตะอาชีพด้วยลำแข้งของตัวเองอยู่บนแผ่นดินสเปน นั่นก็คือ “ตะวัน” ณัฐกิตติ์ บุตรสิงห์ กองหน้าดาวรุ่งวัย 18 ปี 

เด็กหนุ่มจากอุทัยธานี จับผลัดจับผลูได้เป็นตัวแทนเพียงหนึ่งเดียวของประเทศไทย ลัดฟ้าไปร่วมฝึกซ้อมกับสโมสรบาเยิร์น มิวนิก ถึงประเทศเยอรมนี 

แม้ว่าโครงการจะสิ้นสุดลง แต่เขาเลือกที่จะไม่กลับมาบ้านเกิด พร้อมออกเดินทางต่อเพื่อไล่ตามความฝันในการเป็นนักเตะอาชีพบนแผ่นดินยุโรป ก่อนจะได้เซ็นสัญญาร่วมทีมเยาวชนกับสโมสรอาชีพของประเทศสเปนในที่สุด

Main Stand จะพาไปพบกับเส้นทางการหิ้วสตั๊ดไล่ล่าความฝันที่พลิกชีวิตของเด็กหนุ่มวัย 18 ปี 

 

คลิปวิดีโอพลิกชีวิต

“ยินดีด้วยคุณณัฐกิตติ์ คุณได้เป็น 1 ใน 15 คนของโครงการ FC Bayern World Squad” 

ข้อความที่ส่งเข้ามาในโทรศัพท์ของดาวเตะวัย 18 ปี ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้แข้งไทยคนหนึ่งออกผจญภัยไล่ล่าความฝันการเป็นนักฟุตบอลอาชีพบนแผ่นดินยุโรป

ก่อนจะได้รับอีเมลฉบับนี้ ณัฐกิตติ์ หรือ “ตะวัน” เด็กหนุ่มจากอำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ยังเป็นเพียงนักเตะดาวรุ่งคนหนึ่งที่คนในวงการฟุตบอลน้อยคนนักจะรู้จัก 

ตะวันเติบโตขึ้นมาจากการเป็นนักเตะในสังกัดอคาเดมีเหมือนเยาวชนอีกมากมายในยุคปัจจุบัน เขาเป็นเด็กพูดน้อยดูเหนียมอาย แต่รอยยิ้มและแววตาแฝงด้วยความทะเล้นขี้เล่นประสาวัยรุ่นทั่วไป ทว่าที่อาจต่างออกไปบ้างก็คือโชคชะตาที่ทำให้เจ้าตัวชีพจรลงเท้า ต้องพเนจรย้ายถิ่นฐานบ่อยครั้งตั้งแต่เด็ก

สมัยยังไล่หวดบอลพลาสติกช่วงพักเที่ยงเมื่อครั้งเรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนอนุบาลบ้านไร่ ตะวันต้องเผชิญกับปัญหาครอบครัวตั้งแต่อายุ 10 ขวบ เมื่อพ่อกับแม่แยกทางกัน จนทำให้ต้องย้ายตามคุณแม่มาพักอาศัยอยู่กับน้าที่จังหวัดสมุทรปราการ

แม้จะต้องปรับตัวกับสถานที่ใหม่ แต่ใจที่รักในกลิ่นอายลูกหนังไม่เคยจางลง ตะวันยังคงเล่นฟุตบอลต่อเนื่อง หนำซ้ำการได้ย้ายมาเรียนที่โรงเรียนบุรารักษ์ ยังทำให้เจ้าตัวเริ่มจริงจังกับเส้นทางการเป็นนักฟุตบอลมากขึ้นอีกด้วย

“หลังจากย้ายมาเรียนที่สมุทรปราการ ผมได้เข้าอคาเดมี มหาจักรสมุทรปราการ ที่นี่ทำให้ผมเริ่มจริงจังกับฟุตบอลมากขึ้น ต้องซ้อมทุกวันแล้วก็มีแข่งกับอคาเดมีอื่นด้วย” 

“ตอนแรกผมเล่นฟุตซอลก่อน พอสักพักได้ขยับไปเล่นฟุตบอล 7 คน ผมก็ชอบทันที เพราะมันสนุกกว่า ประตูมันกว้างกว่า ผมเล่นกองหน้า เวลายิงมันสะใจดี” ตะวัน ย้อนวันวานถึงจุดเริ่มต้นในวัยเยาว์

ณัฐกิตติ์เริ่มฉายแววอย่างต่อเนื่องในทัวร์นาเมนต์ฟุตบอล 7 คน จนฟอร์มไปเตะตาแมวมองจากสโมสรบีจี ปทุม ยูไนเต็ด ทีมดังแห่งศึกไทยลีก ที่ส่งสาส์นทาบทามผ่านทางโค้ช เซ็นสัญญาดึงตัวเขาเข้าไปอยู่ในอคาเดมีของสโมสร ตั้งแต่อายุ 14 ปี และเป็นอีกครั้งที่เจ้าตัวต้องเก็บกระเป๋าย้ายที่นอน

การได้มาอยู่กับบีจี ทำให้ตะวันได้ย้ายมาฝึกศาสตร์ลูกหนังแบบมืออาชีพภายในศูนย์ฝึกยามาโอกะ ฮานาซากะ อคาเดมี หรือ YHA ที่รังสิต คลอง 4 ซึ่งเป็นอคาเดมีที่เกิดจากการร่วมมือกันของ สโมสรบีจี ปทุม ยูไนเต็ด และสโมสรเซเรโซ โอซาก้า แห่งศึกเจลีก ประเทศญี่ปุ่น 

ที่นี่ตะวันได้พัฒนาฝีเท้าของตัวเองจนถูกเรียกตัวติดทีมชาติไทยเป็นครั้งแรกในรุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี และไต่ระดับต่อเนื่องขึ้นไปในชุด 16 ปี และ 18 ปี ขณะที่ในนามสโมสรเจ้าตัวได้เลือกออกไปหาความท้าทายใหม่เพื่อโอกาสในการลงสนามที่มากขึ้นกับทีมอุทัยธานี เอฟซี ซึ่งเป็นสโมสรบ้านเกิดในศึกไทยลีก 3

ถึงตอนนี้ชีวิตของตะวันไม่ต่างจากนักเตะเยาวชนคนอื่น ๆ ที่เฝ้ารอวันเติบโตขึ้นเพื่อเป็นนักเตะอาชีพลงเล่นในศึกไทยลีก

กระทั่งวันหนึ่งสิ่งที่เขาได้เห็นในโลกโซเชียลก็ได้เปลี่ยนชีวิตเขาให้ต่างออกไปจากเดิม...

ช่วงบ่ายแก่ ๆ ในวันที่ไม่มีการฝึกซ้อม ณัฐกิตติ์ที่กำลังไถหน้าจอเฟซบุ๊กอัพเดทข่าวสารอยู่ในห้องพักตามปกติ บังเอิญเลื่อนไปเจอโพสต์เปิดรับสมัครเฟ้นหานักเตะเยาวชนเข้าร่วมโครงการ FC Bayern World Squad ซึ่งเป็นโครงการคัดเลือกนักเตะรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปีจากทั่วโลก จำนวน 15 คน ให้ไปเข้าร่วมฝึกซ้อมกับสโมสรบาเยิร์น มิวนิก ชุด U19 ที่ประเทศเยอรมนี

เขาจึงไม่รีรอที่จะกดเข้าไปดูรายละเอียดพร้อมกรอกใบสมัครเข้าร่วมโครงการทันที

“มีวันนึงช่วงโควิด ผมเห็นเพจบาเยิร์น มิวนิก เปิดรับสมัครโครงการ FC Bayern World Squad ซึ่งเป็นอายุรุ่นผมพอดี เลยลองส่งใบสมัครไปดู ตอนแรกก็ไม่ได้คาดหวังอะไร คิดว่าคงมีคนส่งไปเยอะ เราจะได้หรือเปล่าก็ไม่รู้”

“ตอนสมัครเขาให้ส่งประวัติพร้อมคลิปวิดีโอแนะนำตัวไปด้วย ปกติผมจะชอบตัดคลิปไฮไลท์การเล่นหรือการทำประตูของผมเซฟเก็บไว้อยู่แล้ว เพื่อเอามาดูข้อบกพร่องย้อนหลัง ผมก็เลยส่งไปเต็มเลย ทั้งแมตช์ทีมชาติไทยที่ผมไปคว้าอันดับ 3 รายการอู่ฮั่น คัพ ที่ประเทศจีน ซึ่งผมเป็นดาวซัลโว และยิงแฮตทริกช่วยให้ทีมชนะอิหร่าน 3-2 ในรอบชิงอันดับ 3 รวมถึงแมตช์เวลาไปแข่งต่างประเทศรายการต่าง ๆ”

“ผมว่าการมีคลิปผลงานของเรามันสำคัญมากเลยนะในยุคนี้ หลังจากส่งคลิปไปทางโค้ชเขาก็จะสัมภาษณ์ออนไลน์กับเรา ประมาณ 3 รอบ เพื่อตัดตัวเป็นรอบ ๆ จาก 30 คน เหลือ 15 คน จนเหลือคนเดียว”

“โค้ชจะถามข้อมูลทั่วไปและให้โปรโมตตัวเองว่าคุณคิดว่าคุณดีด้านไหน ผมก็โปรโมตตัวเองเต็มที่เลยว่าผมทำได้ทุกอย่าง (ยิ้ม) จุดเด่นผมคือเป็นสไตรเกอร์ วิ่งช่อง จบสกอร์ดี”

“แล้วโค้ชยังถามว่าถ้าคุณจะมาเล่นในยุโรปจะเล่นได้ไหม ผมตอบไปอย่างมั่นใจเลยว่าผมเล่นได้ อยากลองไปดู บางคนเขาอาจจะตอบว่าก็พอทำได้ แต่ผมตอบไปอย่างมั่นใจเลยว่าเราทำได้หมด เรามั่นใจ แสดงให้เขาเห็นว่าเราอยากไปพิสูจน์ตัวเองจริง ๆ ผมคิดว่านี่อาจเป็นสิ่งที่โค้ชเขาถูกใจผม” ตะวัน เล่าประสบการณ์

ท้ายที่สุดแล้วด้วยคลิปรวมผลงานและความมั่นใจที่เกินร้อยทำให้ “ตะวัน” ได้เข้าไปนั่งในใจกรรมการและได้เป็นตัวแทนจากประเทศไทยเพียงหนึ่งเดียวที่ได้ผ่านเข้าร่วมในโครงการนี้

หลังจากได้รับอีเมลตอบรับอย่างเป็นทางการ “ตะวัน” รีบโทรศัพท์ไปบอกพ่อและแม่ด้วยความดีใจ โดยเขามีเวลาฝึกซ้อมเรียกความฟิตที่ประเทศไทยเพียง 2 สัปดาห์ ก่อนจะลัดฟ้าไปประเทศเยอรมนีด้วยตัวคนเดียว

ซึ่งตัวเขาเองก็ไม่รู้มาก่อนว่าการไปครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการผจญภัยครั้งสำคัญในชีวิต...

 

ประสบการณ์ล้ำค่าในถิ่นเสือใต้

“ก้าวแรกเลยตอนออกจากสนามบิน คิดถึงบ้านเลยครับ (หัวเราะ) เพราะเราไปคนเดียว มันเคว้ง ไม่รู้จะอยู่ยังไง จะต้องทำอะไรบ้าง” ตะวัน กล่าวด้วยรอยยิ้ม

หลังใช้เวลากว่า 15 ชั่วโมง ลัดฟ้าจากสุวรรณภูมิสู่มหานครมิวนิก ก้าวแรกที่สัมผัสผืนแผ่นดินเยอรมนี เด็กหนุ่มจากอุทัยธานี เริ่มคิดแล้วว่าตัวเองจะต้องเผชิญความยากลำบากขนาดไหน เพราะนี่คือการมายุโรปครั้งแรกในชีวิต หนำซ้ำยังแบกเป้มาคนเดียวโดยไม่มีเพื่อนร่วมทีมหรือสโมสรต้นสังกัดมาด้วย

แน่นอนว่าปัญหาหลักก็คือเรื่องภาษาและการสื่อสารซึ่งตะวันไม่ได้เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษมากนัก ก่อนจะส่งผลกระทบกับเจ้าตัวตั้งแต่วันแรกที่เดินทางไปถึง

“ตอนเดินทางไปถึงมีทีมงานจากบาร์เยิร์นมารอรับที่สนามบินเพื่อพาไปที่โรงแรม ผมไปถึงประมาณ 6 โมงเช้าพอดี ที่จริงวันนั้นเขาบอกให้ผมพักผ่อนเพราะเดินทางมาไกล แต่ผมไม่รู้ ยังฟังไม่เข้าใจ พอถึงโรงเแรมปุ๊ปก็เปลี่ยนเสื้อผ้า กินข้าวเช้าเสร็จแล้วไปซ้อมเลย แล้ววันแรกเขาดันซ้อมเช้าเย็นด้วย เหนื่อยเลย” ตะวัน เผย

ณัฐกิตติ์เป็นนักเตะจากเอเชียเพียง 2 คนในโครงการร่วมกับเยาวชนจากเกาหลีใต้ ส่วนที่เหลือมีทั้ง สหรัฐอเมริกา บราซิล อาร์เจนตินา เม็กซิโก โคลอมเบีย ไนจีเรีย โครเอเชีย อิสราเอล จอร์เจีย และอีกหลายประเทศ

แม้จะมาจากคนละมุมโลก แต่เยาวชนที่ผ่านเข้ามาร่วมในโครงการล้วนแต่มีอัธยาศัยดี ทุกคนพร้อมที่จะมารับประสบการณ์และผูกมิตรซึ่งกันและกัน ทำให้ตะวันหมดปัญหาในเรื่องการปรับตัว

“วันแรกผมแทบไม่ได้พูดกับเพื่อนเลย เพราะพูดไม่ได้ด้วย เขาก็ให้แนะนำตัวเอง จัดโปรแกรมซ้อมเบา ๆ ให้ก่อน แต่หลังจากนั้นผมก็พยายามคุยกับเพื่อนให้มากที่สุด จะผิดจะถูกก็พยายามพูดจนเพื่อนเข้าใจ พร้อมอาศัยความเฮฮา ทำตัวฮา ๆ มึน ๆ กับเขาก่อนเลย ให้เขาอยากเป็นมิตรกับเรา สุดท้ายทุกคนก็ชอบเล่นกับผม อีกอย่างผมโชคดีด้วยที่ได้รูมเมตจากไนจีเรีย ที่ชื่อ ดาเนียล ปาซิซ เขาค่อนข้างเทคแคร์ผม พยายามช่วยแปลภาษาให้ในเรื่องที่ผมไม่เข้าใจ” 

ภายในศูนย์ฝึก เอฟซี บาเยิร์น แคมปัส ซึ่งเป็นสถานที่ฝึกซ้อมของทีมเยาวชน มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งสนามฟุตบอล 8 สนาม และสนามแข่งขันความจุ 2,500 ที่นั่งอีกสนาม ควบคุมดูแลการฝึกซ้อมโดยโค้ชเยาวชนมืออาชีพของทัพเสือใต้ ... ที่นี่ได้มอบประสบการณ์อันล้ำค่าให้แก่เด็กจากประเทศไทยรายนี้

“วันที่ 2 ที่ผมไปฝึก ตอนเย็นมีเกมระหว่าง เยอรมนี กับ ฮังการี ที่อัลลิอันซ์ อารีน่า พอดี โค้ชเลยหาเกมมาให้เราเล่น ให้ยิงวอลเลย์จากนอกกรอบ ใครยิงเข้า 5 คนแรกจะได้ไปดูการแข่งขัน แล้วผมยิงเข้าด้วยเลยได้ไปดู ดีใจมาก เป็นตั๋ว VIP ด้วย นั่งขอบสนามเลย ได้เห็นนักเตะวอร์มต่อหน้าเลย ได้เห็นมูเซียล่าด้วย (จามาล มูเซียล่า กองกลางบาเยิร์น มิวนิก) เขาก็อายุเท่าผมแต่ไปได้ไกลขนาดนี้แล้ว มันเป็นแรงผลักดันให้เราอยากทำให้ได้บ้าง”

“หลังจากนั้นก็กลับมาซ้อมกับทีม ช่วงแรกเขาจะให้เรียกความฟิตประมาณ 1-2 สัปดาห์ ที่นี่ส่วนใหญ่เขาจะซ้อมเช้า-เย็น ช่วงเช้าจะเน้นซ้อมเทคนิกส่วนบุคคล แทคติกทีมของทีม สมอลไซส์ ยิงประตู เกมรับ ส่วนช่วงเย็นจะแบ่งทีมซ้อมแผนการเล่น เพื่อเตรียมไปแข่งทัวร์นาเมนต์ที่เม็กซิโก” 

“ตอนแรกที่เห็นในทีวีน้ำหนักบอลก็ดูธรรมดานะ แต่พอมาเจอของจริง น้ำหนักบอลเขาแน่นมาก ส่งยัดกันอย่างเดียว ส่งกันปั้ง ๆ ๆ ใส่กันตลอด บอลเร็วด้วย ไม่ค่อยดึงเกมด้วย จังหวะ 1-1 จี้ใส่อย่างเดียวเลย แต่ส่วนตัวผมก็ชอบอยู่แล้วด้วยเพราะมันดี ถึงแม้รูปร่างจะเป็นรองแต่ใจผมไม่กลัวอยู่แล้ว” 

“โค้ชเขาจะสอนเวลาได้บอลจังหวะ 1-1 บางทีผมชอบดึงรอ แต่โค้ชเขาจะพยายามบอกให้เราไปเองเลย สู้เลย กล้าได้กล้าเสียไปเลย แต่ถ้าจังหวะอื่นเขาจะเน้นให้เราออกบอล จ่ายบอลง่าย ๆ ไม่ให้เลี้ยงเยอะหรือครองบอลไว้กับตัวนาน แล้วก็สอนให้เราวิ่งช่อง วิ่งหลังไลน์ ยิงประตู”

หลังจากร่วมฝึกซ้อมกันเกือบ 2 สัปดาห์ เด็กทั้ง 15 คนก็ได้ฟอร์มทีมกันในนาม “FC Bayern Munich World Squad 2021” ไปแข่งขันทัวร์นาเมนต์เซลาย่า ที่ประเทศเม็กซิโก ซึ่งเป็นการเชิญทีมเยาวชนรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปีมาร่วมฟาดแข้ง

ในทัวร์นาเมนต์นี้ “ตะวัน” ฉายแววโดดเด่นด้วยการยิง 3 ประตู จากทั้ง 3 นัดที่ลงสนาม ไล่ตั้งแต่เกมแรกที่เอาชนะคลับ อเมริกา 4-1 ต่อด้วยเอาชนะ เซลาย่า ทีมในเม็กซิโก 2-1 และปิดท้ายแพ้ เกเรตาโร่ เอฟซี ทีมท้องถิ่นที่ใช้นักเตะชุด U- 21 ด้วยสกอร์ 1-2

“เกมแรกที่ยิงได้ผมดีใจมาก เหมือนเราปลดล็อกได้ พอเกมที่สองยิงได้อีกตอนนั้นความมั่นใจมาเต็ม หลังจบสามเกมโค้ชก็ชื่นชมผมนะ ผมปรับสไตล์การเล่นตามที่โค้ชบอก ปกติผมเล่นหน้าเป้า สไตล์ผมจะชอบดร็อปลงมารับบอล แต่พอไปแข่งกับต่างชาติรูปร่างเราหันหลังบังสู้ไม่ได้ เขาเข้ากันหนักไม่ให้เราพลิกได้เลย โค้ชเลยเน้นให้ผมวิ่งช่อง ให้ผมเป็นตัววิ่งช่องคอยทะลุไปข้างหน้ามากกว่า ซึ่งผมว่าผมก็ทำได้ออกมาดีนะ”

“หลังจบรายการแรกทีมก็ปล่อยให้พัก 2 สัปดาห์แล้วก็กลับมาซ้อมต่อ ตอนนั้นมีแมตช์ที่ต้องเจอกับทีมบาเยิร์น มิวนิก U-19 ด้วย ทีมนี้หลายคนขึ้นไปซ้อมกับทีมชุดใหญ่มาแล้ว ผมตื่นเต้นมาก รูปเกมทีมผมสู้ไม่ได้ ต่อบอลสู้ไม่ได้เลย บางคนสูง 190 ซม. ทั้งหนาและแข็งแรง แต่เราแพ้แค่ลูกเดียว”

ตะวันเล่าต่อว่าตัวเขาได้ประสบการณ์ลํ้าค่ามากมายในการมาร่วมซ้อมที่ถิ่นเสือใต้ โดยเฉพาะการได้เห็น โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี ศูนย์หน้าเบอร์ 1 ของบาเยิร์น ฝึกซ้อมที่สนามข้าง ๆ กัน ซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจและทำให้เจ้าตัวพยายามศึกษาวิธีการซ้อมและการยิงประตูของดาวเตะระดับโลกรายนี้

“ผมมองว่าการได้มาฝึกที่นี่ทำให้ผมได้ประสบการณ์ล้ำค่ามากเลย ผมได้รู้ว่าแม้รูปร่างจะเป็นรอง แต่ทักษะเราไม่ได้หนีกันเลย เราสามารถใช้พื้นที่ว่าง อาศัยความเร็วสู้ได้ ช่วงเวลา 2 เดือนที่ฝึกซ้อมกับบาเยิร์นทำให้ผมมีความกล้าเล่นมากขึ้น และได้รู้ฟีลลิ่งว่าฟุตบอลต่างประเทศมันเป็นยังไง ผมเชื่อว่าถ้ามีโอกาสได้เล่นที่นี่ผมก็เล่นได้” ตะวัน กล่าว

ช่วงเวลาแห่งความสุขที่ประเทศเยอรมนีผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลังจบโครงการหากเป็นนักเตะรายอื่นอาจจะเลือกกลับมาที่ประเทศไทยเพื่อหาสโมสรในไทยลีกลงเล่น 

แต่ตะวันมองต่างออกไป เขามาเหยียบถึงแผ่นดินยุโรปแล้ว และประตูแห่งโอกาสกำลังเปิดกว้างรออยู่เบื้องหน้า หากวันนี้เขาไม่ก้าวเข้าไป ในอนาคตจะมีโอกาสได้มายืนอยู่จุดนี้อีกหรือไม่ก็ยังไม่รู้

นั่นจึงเป็นเหตุผลให้เขาเลือกที่จะไม่กลับเมืองไทย แล้วหิ้วสตั๊ดตระเวณหาช่องทางเพื่อที่จะไล่ล่าฝันการเป็นนักเตะอาชีพบนแผ่นดินยุโรปต่อไป

“ไหน ๆ ก็ไปถึงยุโรปแล้วผมก็เลยอยากไปต่อ อยากพิสูจน์ตัวเองว่าจะไปได้ไกลขนาดไหน” ตะวัน กล่าวถึงความตั้งใจ

 

ผิดหวังที่เกตาเฟ่

หลังตัดสินใจอย่างแน่แน่ว ตะวันได้รับความช่วยเหลือจาก Luckystar sport management บริษัทเอเยนต์นักฟุตบอลที่มีคอนแทคกับสโมสรในประเทศสเปน

โปรไฟล์ของเด็กหนุ่มวัย 18 ปี ถูกยื่นไปที่สโมสรน้อยใหญ่ในแดนกระทิงดุตั้งแต่ลีกสูงสุดยันลีกล่างสุด ก่อนจะเป็นสโมสรเกตาเฟ่ ทีมดังแห่งศึกลา ลีกา ที่แสดงความสนใจส่งเทียบเชิญให้ไปทดสอบฝีเท้ากับทีมชุด U-19 

“ตอนแรกก็ตกใจเหมือนกันเพราะเป็นทีมระดับลา ลีกาเลย นึกว่าจะเป็นทีมระดับลีก 2-3 ตอนนั้นผมคาดหวังไว้มาก ลึก ๆ ในใจคิดว่าถ้าได้เซ็นสัญญาจะเป็นอะไรที่เพอร์เฟกต์มาก เลยตัดสินใจนั่งเครื่องบินจากเยอรมนีบินตรงไปสเปนเลย” ตะวัน เผย

ทว่าความเป็นจริงไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด ที่เกตาเฟ่นั้นต่างจากบาเยิร์น มิวนิก นักเตะในทีมมีการแข่งขันกันสูงเพื่อความอยู่รอด ไม่มีใครอยากเสียโอกาสการจ้างงานให้กับนักเตะต่างชาติ โดยเฉพาะแข้งโนเนมจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่หลายคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอยู่ส่วนไหนบนแผนที่โลก

ช่วงเวลา 2 สัปดาห์ที่ไปเทสต์ ณัฐกิตติ์ต้องเผชิญกับความมืดมนทั้งการสื่อสารและเพื่อนร่วมทีมที่แสดงออกมาให้เห็นชัดเจนว่าไม่เป็นที่ต้อนรับ

“พอไปเทสต์จริง เราปรับตัวไม่ทันกับเพื่อนร่วมทีมและสภาพแวดล้อมต่าง ๆ เหมือนเขาอยู่ของเขาอยู่แล้ว เราเป็นคนเอเชียไปเหมือนเป็นคนแปลกหน้า ไม่มีใครมาคุยมาทักทายด้วย รู้สึกได้เลยว่าไม่เป็นที่ต้อนรับ แล้วที่นั่นเขาพูดแต่ภาษาสเปน ไม่พูดภาษาอังกฤษกัน ยิ่งทำให้การสื่อสารมันยากขึ้นไปอีก”

“ช่วงแรกเขาจะให้เราแยกซ้อม ปรับสภาพร่างกาย แยกฝึกตามฐานต่าง ๆ เล็กน้อย ซ้อมกับทีมไปเรื่อย ๆ ผ่านไปประมาณ 1 สัปดาห์ ผมเริ่มรู้ตัวเองแล้วว่ามันค่อนข้างยาก เราปรับตัวกับเพื่อนร่วมทีมไม่ได้เลย ที่สำคัญโอกาสน้อย เวลาลงเกมหรือเล่นสมอลไซส์ก็จะได้เล่นแค่นิดเดียว เพื่อนในทีมก็ไม่ส่งบอลให้ เราก็เริ่มคิดแล้วว่าทำไมเขาไม่ให้โอกาสเราบ้าง เราไปเทสต์เขาน่าจะให้โอกาสเราได้โชว์บ้าง”

“เสียดายมาก ผมคิดว่าผมสู้ได้นะ เท่าที่ดูเทคนิคส่วนตัวเขาก็ไม่ได้เหนือไปกว่าเรามาก รูปร่างก็พอ ๆ กัน แต่เขาไม่ให้โอกาสผมเลย” ตะวัน กล่าวด้วยใบหน้าท้อใจหลังจากไม่ได้รับเลือกให้ไปต่อ

ความผิดหวังครั้งนี้บั่นทอนจิตใจของณัฐกิตติ์อยู่พอสมควร ณ วินาทีนั้นเขามี 2 เส้นทางให้เลือกคือ กลับมาพักใจที่เมืองไทยกับสโมสรต้นสังกัดอุทัยธานี เอฟซี หรือเดินหน้าไล่ล่าความฝันต่อแม้ไม่รู้ว่าอนาคตจะดีหรือร้ายอย่างไร

 

ไม่หยุดฝันที่ อูนิโอน อดาร์เบ้

“ตอนนั้นผมรู้สึกผิดหวังพอสมควรเลยนะ แต่ก็ยังคิดว่าไหน ๆ ก็มาถึงนี่แล้วอยากลองต่ออีกสักตั้ง แม้จะไม่ได้เป็นลีกสูงสุดก็ตาม ขอแค่มีสโมสรในยุโรปให้ได้ลงเล่นก็โอเคแล้ว”

เจตนารมณ์ที่มุ่งมั่นชัดเจนของเจ้าตัวทำให้ทีมเอเยนต์เดินเรื่องอย่างเต็มที่เพื่อหาช่องทางและโอกาสให้เขาได้ทำตามความฝัน และเป็นสโมสรอูนิโอน อดาร์เบ้ ทีมระดับศึกเตเซร่า ดิวิชั่น หรือดิวิชั่น 4 ของสเปน ที่ให้ความสนใจและเชิญไปทดสอบฝีเท้า

อูนิโอน อดาร์เบ้ เป็นสโมสรที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1961 หรือ 60 ปีที่แล้ว ที่ทำการอยู่ทางตอนใต้ของกรุงมาดริด เมืองหลวงของประเทศสเปน และอยู่ห่างจากสนามซานติอาโก เบอร์นาเบว รังเหย้าของเรอัล มาดริด เพียง 4 กิโลเมตร 

สโมสรแห่งนี้ได้เซ็นสัญญายืมตัวนักเตะไทยมาร่วมทัพแล้วหนึ่งราย คือ “หนึ่ง” ชาญณรงค์ พรมศรีแก้ว มิดฟิลด์จากชลบุรี เอฟซี ที่เพิ่งประเดิมสนามให้กับทีมไปแล้ว เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม 2564 ซึ่ง “ตะวัน” มองว่าที่นี่น่าจะทำให้ตัวเองมีโอกาสลงสนามในฐานะนักเตะอาชีพ

“หลังจากที่ผิดหวังกับเกตาเฟ่ ทางเอเยนต์ก็พยายามยื่นโปรไฟล์ผมให้กับสโมสรอื่นต่อ จนทางอูนิโอน อดาร์เบ้ ให้ความสนใจชวนไปทดสอบฝีเท้ากับทีมชุด U-19 เป็นเวลา 7 วัน ที่นี่ผมรู้สึกดีมากเลย นักเตะในทีมเอ็นจอยกับผม โค้ชเขาก็ชื่นชมโปรไฟล์ผมที่เคยไปซ้อมกับบาเยิร์น มิวนิก”

“สุดท้ายเขาก็ยื่นสัญญายืมตัว 1 ปีมาให้ผมพิจารณา พร้อมบอกว่าอยากให้ผมเข้ามาช่วยยกระดับทีมให้ดีขึ้น ผมจึงปรึกษากับพี่หนึ่ง ชาญณรงค์ พี่เขาก็อยากให้ผมมาอยู่ด้วย ตัวผมเองก็มองว่าแม้จะเป็นทีมระดับลีกา 4 แต่ก็น่าจะทำให้ผมมีโอกาสได้ลงสนามในฐานะนักเตะอาชีพและเป็นก้าวแรกในยุโรปของผม”

“ซึ่งทีมชุด U-19 ของที่นี่ก็จะมีโปรแกรมเจอกับเยาวชนจากสโมสรใหญ่ ๆ ในภูมิภาคนั้น รวมถึงได้เจอกับทีมเยาวชนของ แอตเลติโก มาดริด กับ เรอัล มาดริด ด้วย ถ้าเราได้เล่นมันก็มีโอกาสที่จะมีแมวมองของสโมสรใหญ่มาเห็น จึงตัดสินใจเซ็นสัญญาร่วมทีม”

ตะวันยังยอมรับว่าเส้นทางข้างหน้าดูแล้วหนักหนาไม่น้อย เพราะแม้จะเป็นทีมระดับลีกา 4 แต่ก็ถือเป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพที่มีมาตรฐานไม่น้อยไปกว่าทีมในไทยลีก ทั้งสนามแข่งขันซึ่งเป็นหญ้าเทียม รวมถึงอุปกรณ์การซ้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ 

ที่สำคัญภายในทีมยังมีการแข่งขันที่สูง อีกทั้งแต่ละคนยังมีความฟิตและเล่นฟุตบอลกันด้วยความเร็ว ซึ่งทำให้ตัวเองต้องเร่งปรับตัวให้ได้เร็วที่สุดทั้งเรื่องสภาพร่างกายและภาษาที่จะใช้สื่อสาร โดยหลังจากบรรลุข้อตกลงเจ้าตัวต้องเดินทางกลับมาเมืองไทยเพื่อเตรียมทำวีซ่า ก่อนจะลัดฟ้าไปร่วมทีมอย่างเป็นทางการในเดือนกันยายน 2564

“ผมไม่คิดเลยว่าตัวเองจะได้มาอยู่จุดนี้ จากเด็กที่พ่อแม่แยกทางกันก่อนหน้านี้ผมได้เข้ามาอยู่ในอคาเดมี ได้เซ็นสัญญากับสโมสรในเมืองไทยก็ดีใจแล้ว แต่เมื่อมีโอกาสเข้ามาพร้อมก็พร้อมจะสู้เต็มที่”

“ผมไม่กลัวอะไรอยู่แล้ว ผมไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร จะได้เงินมากน้อยแค่ไหน ตอนนี้ผมยังไม่คิดถึงเรื่องพวกนี้เลย ผมยังอายุเท่านี้ผมยังอยากหาประสบการณ์ให้ได้มากที่สุดก่อน อยากลุยให้เต็มที่ก่อน” ณัฐกิตติ์ ทิ้งท้าย

เส้นทางในอนาคตของเด็กหนุ่มจากเมืองไทยบนแดนกระทิงดุจะเป็นอย่างไรต่อไปยังไม่มีใครรู้ แต่วันนี้เขาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า บนวิถีแห่งฟุตบอลเขาพร้อมที่จะสู้และเผชิญหน้ากับอุปสรรคทุกอย่างเพื่อไล่ตามความฝันที่ตัวเองตั้งใจไว้อย่างไม่ย่อท้อ 


 



AUTHOR

ชมณัฐ รัตตะสุข

Chommanat
     


PHOTO

ภราดร ภราดร

อยากจะทำให้ดี ไม่ใช่แค่อยากจะทำให้เป็น
     


x