FEATURE

เกมเด็กที่ไม่เล็ก : "โบวล์เกม" ยิ่งใหญ่และสำคัญไฉนสำหรับวงการคนชนคน | Main Stand



เมื่อพูดถึงการแข่งขันที่สำคัญในกีฬาอเมริกันฟุตบอล ซูเปอร์โบวล์ ย่อมเป็นชื่อที่ใครหลายคนนึกถึง แต่ความจริงที่เราอยากบอกคุณคือ อเมริกันฟุตบอล ไม่ได้มีแค่ “โบวล์” เดียว อย่างที่ใครหลายคนเข้าใจ

 


เพราะเมื่อเรามองไปยังเกมคนชนคนในระดับมหาวิทยาลัยก็จะพบว่ามีการแข่งขันในลักษณะคล้ายกับซูเปอร์โบวล์มากถึง 41 เกม โดยทั้งหมดถูกเรียกรวมกันว่า โบวล์เกม ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 100 ปีมาแล้ว

Main Stand ขอพาคุณย้อนไปดูความยิ่งใหญ่และความสำคัญของการแข่งขัน โบวล์เกม ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน 

 

เกียรติยศสูงสุดของฟุตบอลมหาวิทยาลัย

แม้จะเป็นชื่อที่ไม่คุ้นหูคนไทยนัก แต่ โบวล์เกม ถือเป็นการแข่งขันอเมริกันฟุตบอลที่มีความสำคัญกับสหรัฐอเมริกาไม่แพ้ซูเปอร์โบวล์ เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่า โบวล์เกม ถือเป็นนัดตัดสินหาแชมป์อเมริกันฟุตบอลในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งมีประวัติศาสตร์ที่สามารถสืบย้อนไปได้ถึงปี 1902 หรือก่อนหน้าซูเปอร์โบวล์ถึง 65 ปี

การแข่งขันโบวล์เกมครั้งแรกเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 1902 โดยเป็นการแข่งขันที่นำทีมแชมป์ในระดับมหาวิทยาลัยจากฝั่งตะวันออก และตะวันตกมาพบกัน เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองเทศกาล โรสพาเหรด (Rose Parade) ที่จัดขึ้นทุกวันขึ้นปีใหม่ ในเมืองแพซาดีนา รัฐแคลิฟอร์เนีย


Photo : brown.edu

เกมดังกล่าวใช้ชื่อการแข่งขันว่า "เกมฟุตบอลทัวร์นาเมนต์ตะวันออก-ตะวันตก" (Tournament East–West football game) ก่อนจะพัฒนาเป็นการแข่งขันที่จัดขึ้นทุกปี นับตั้งแต่ปี 1916 และเปลี่ยนชื่อเกมเป็น “โรสโบวล์” (Rose Bowl) ตามชื่อสนามที่รองรับการแข่งขัน ซึ่งมีความจุเกือบหนึ่งแสนคน

โรสโบวล์ จึงกลายมาเป็นการแข่งขันอเมริกันฟุตบอลที่โด่งดังมากในสหรัฐอเมริกา และได้รับการยกย่องให้เป็น “คุณปู่ของเกมโบวล์ทั้งมวล” โดยโรสโบวล์กลายเป็นเกมชิงชนะเลิศของอเมริกันฟุตบอลในระดับมหาวิทยาลัยเพียงเกมเดียว จนกระทั่งช่วงทศวรรษ 1930s ได้เกิดเกมโบวล์หน้าใหม่ขึ้นมากมาย เนื่องจากโรสโบวล์จำกัดให้ทีมในคอนเฟอเรนซ์ชายฝั่งแปซิฟิก (Pac-12 ในปัจจุบัน) ลงเล่นเท่านั้น ส่งผลให้ทีมจากภูมิภาคอื่นในสหรัฐอเมริกาต้องการมีโบวล์เกมเป็นของตัวเองบ้าง

ด้วยเหตุนี้จึงมีอีก 4 โบวล์เกมเกิดขึ้นมาในทศวรรษ 1930s ไม่ว่าจะเป็น ชูการ์โบวล์ เกมนัดชิงชนะเลิศของคอนเฟอเรนซ์ตะวันออกเฉียงใต้, ออเรนจ์โบวล์ เกมนัดชิงชนะเลิศของคอนเฟอเรนซ์ Big Eight (ภาคกลางและตะวันออกเฉียงใต้), ซันโบวล์ เกมนัดชิงชนะเลิศของคอนเฟอเรนซ์พรมแดน (ตอนใต้) และ คอตตอนโบวล์ เกมนัดชิงชนะเลิศของคอนเฟอเรนซ์ตะวันตกเฉียงใต้

เมื่อรวมกันแล้วเกมนัดชิงชนะเลิศของอเมริกันฟุตบอลระดับมหาวิทยาลัยจึงมีถึง 5 การแข่งขัน ซึ่งในเวลาต่อมาการแข่งขันโบวล์เกมในสหรัฐอเมริกาก็มีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะผู้คนทั่วประเทศในแต่ละภูมิภาคต่างต้องการโบวล์เกมเป็นของตัวเอง และโบวล์เกมมักจะแข่งขันกันในช่วงเทศกาลปีใหม่ นี่จึงเป็นกิจกรรมเฉลิมฉลองที่ทุกเมืองต้องการ  

โบวล์เกมจึงมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นแทบทุกทศวรรษ โดยในปี 1950 มีโบวล์เกมอยู่ 8 เกม ถัดมาในปี 1970 มีโบวล์เกมเพิ่มขึ้นเป็น 11 เกม ส่วนในปี 1990 มีโบวล์เกมมากถึง 19 เกม ก่อนจะเพิ่มเป็น 25 เกม ในปี 2000 และยังคงเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยทุกวันนี้วงการอเมริกันฟุตบอลมีโบวล์เกมทั้งหมด 41 นัด แม้ว่าความหมายของการแข่งขันโบวล์เกมจะไม่เหมือนกับในอดีตนับตั้งแต่ปี 1992

 

ความหมายและบทบาทที่เปลี่ยนไป 

ก่อนจะถึงปี 1992 โบวล์เกมจะทำหน้าที่เป็นเกมนัดชิงชนะเลิศของการแข่งขันอเมริกันฟุตบอลในระดับมหาวิทยาลัยของแต่ละคอนเฟอเรนซ์ โดยไม่มีการนำทีมแชมป์ของแต่ละคอนเฟอเรนซ์มาพบกัน เพื่อค้นหา “แชมป์แห่งชาติ” ตัวจริง ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่าย ๆ มันไม่ต่างจาก NFL ที่ไม่มีการแข่งขันซูเปอร์โบวล์ มีเพียงแมตช์หาแชมป์คอนเฟอเรนซ์ NFC และ AFC ก่อนจะจบฤดูกาลไปดื้อ ๆ

แชมป์แห่งชาติจึงจะถูกตัดสินโดยการโหวตของบรรดานักข่าวว่าทีมใดมีผลงานยอดเยี่ยมที่สุด แต่เมื่อไม่มีผลงานอันเป็นรูปธรรมมาตัดสิน แทบทุกทีมที่ชนะโบวล์เกมในคอนเฟอเรนซ์ของตน จึงมักอ้างว่าตัวเองคือ “แชมป์แห่งชาติ” ส่งผลให้เกิดการเรียกทีมเหล่านี้ว่า “แชมป์แห่งชาติในจินตนาการ” (Mythical National Championship) เนื่องจากพวกเขาเป็นเพียงผู้ชนะจากการแข่งขันในระดับรัฐหรือภูมิภาคจึงไม่มีสิทธิอ้างตนเป็นแชมป์แห่งชาติได้จริง

ทางส่วนกลางซึ่งเป็นฝ่ายจัดการแข่งขัน อย่าง NCAA หรือสมาคมกีฬามหาวิทยาลัยสหรัฐอเมริกา จึงมีความต้องการจัดทัวร์นาเมนต์เพลย์ออฟเพื่อหาแชมป์แห่งชาติอย่างยาวนาน แต่เนื่องจากความโด่งดังของโบวล์เกม ซึ่งหมายถึงรายได้มหาศาลที่เข้ามาสู่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทำให้พวกเขาเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการจัดทัวร์นาเมนต์ที่มีผลกระทบต่อโบวล์เกม จนกระทั่งในปี 1992 พวกเขาจึงตัดสินใจสร้างความเปลี่ยนแปลงด้วยข้อตกลงที่เรียกว่า “การร่วมมือโบวล์” (Bowl Coalition)

การร่วมมือโบวล์ คือการปรับเปลี่ยนข้อตกลงเดิมที่หนึ่งโบวล์จะอยู่คู่กับหนึ่งคอนเฟอเรนซ์ ยกตัวอย่าง ออเรนจ์โบวล์ กับ คอนเฟอเรนซ์ชายฝั่งแอตแลนติก สู่การคัดเลือกทีมที่มีสถิติดีที่สุดของแต่ละคอนเฟอเรนซ์เป็นเจ้าภาพในการแข่งขันโบวล์เกม และพบเจอกับแชมป์จากคอนเฟอเรนซ์อื่น

เช่นในการแข่งขันฤดูกาล 1993 เมื่อ มหาวิทยาลัยฟลอริดาสเตท คว้าอันดับหนึ่งในฤดูกาลปกติ เกมออเรนจ์โบวล์จะกลายเป็นนัดชิงชนะเลิศเพื่อค้นหาแชมป์แห่งชาติในฤดูกาลนั้น เนื่องจากออเรนจ์โบวล์ถือเป็นโบวล์เกมประจำคอนเฟอเรนซ์ของมหาวิทยาลัยฟลอริดาสเตทที่ได้สิทธิเป็นเจ้าภาพ ส่วนทีมที่จะเป็นคู่แข่งของพวกเขาในออเรนจ์โบวล์จะเป็นทีมจากคอนเฟอเรนซ์ใดก็ได้ แค่ต้องจบฤดูกาลปกติด้วยอันดับ 2

ส่วนโบวล์เกมอื่นที่ไม่มีสถานะเป็นเกมค้นหาแชมป์แห่งชาติ จะยังแข่งขันตามปกติโดยใช้ระบบเดียวกับที่กล่าวไปข้างต้น คือเลือกทีมที่มีสถิติดีที่สุดของแต่ละคอนเฟอเรนซ์เป็นเจ้าภาพในการแข่งขันโบวล์เกม แล้วมาพบกับแชมป์จากคอนเฟอเรนซ์อื่น ดังนั้นแล้วการแข่งขันโบวล์เกมในระบบความร่วมมือโบวล์จึงดำเนินไปตามปกติ เพียงแต่เปลี่ยนเกมชิงแชมป์แห่งชาติไปเรื่อย ๆ เท่านั้น

การร่วมมือโบวล์ (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น พันธมิตรโบวล์) มีเกมโบวล์รุ่นใหญ่ทั้งหมดเข้าแข่งขัน ยกเว้น โรสโบวล์ ซึ่งยังคงเชื่อมั่นในการแข่งขันของตน แต่หลังจากเห็นกระแสตอบรับของการแข่งขันหาแชมป์แห่งชาติพร้อมกับรายได้จากสปอนเซอร์ที่สูงถึง 8.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับทุกทีมที่เข้าร่วมแข่งขัน โรสโบวล์ จึงเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการค้นหาแชมป์แห่งชาติในปี 1998 นำมาสู่การสร้างทัวร์นาเมนต์ “โบวล์ แชมเปี้ยนชิพ ซีรีส์” (Bowl Championship Series) ทัวร์นาเมนต์หาแชมป์แห่งชาติของเกมอเมริกันฟุตบอลระดับมหาวิทยาลัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

ความยิ่งใหญ่ของโบวล์เกมในฐานะเกมชิงแชมป์แห่งชาติดำเนินไปจนถึงปี 2006 จึงได้มีการสร้างเกมการแข่งขันรายการใหม่อย่าง BCS National Championship Game ขึ้นมาทดแทนในฐานะเกมเพื่อแข่งขันหาแชมป์แห่งชาติ ส่วนโบวล์เกมแบบต้นตำรับถูกลดลำดับความสำคัญลงให้เป็นเกมที่นำแชมป์แต่ละคอนเฟอเรนซ์มาพบกันเท่านั้น

โบวล์เกมถูกลดความสำคัญลงไปอีกในฤดูกาล 2014-15 เมื่อมีการสร้างทัวร์นาเมนต์ใหม่อย่าง College Football Playoff เพื่อหาแชมป์อเมริกันฟุตบอลระดับมหาวิทยาลัยอย่างจริงจัง โดยโบวล์เกมแบบดั้งเดิมจะมีส่วนร่วมในฐานะเกมรอบรองชนะเลิศ ซึ่งจะมีการสุ่ม 2 จาก 6 โบวล์เกม (โรสโบวล์, ออเรนจ์โบวล์, ชูการ์โบวล์, คอตตอนโบวล์, เฟียสต้าโบวล์ และพีชโบวล์) เข้ามาทำหน้าที่ในแต่ละฤดูกาล

ส่วนเกมนัดชิงชนะเลิศจะมีชื่อว่า College Football Playoff National Championship game ซึ่งถือเป็นโบวล์เกมที่มีความสำคัญสูงสุดในปัจจุบัน แม้จะไม่ใช่โบวล์เกมฉบับต้นตำหรับเหมือนอีก 40 โบวล์เกมที่ยังคงแข่งขันกันอยู่ แต่ก็จะแทบไม่เหลือใจความเหมือนในอดีตแล้วก็ตาม

 

ความสำคัญที่เหลืออยู่ของโบวล์เกม 

โบวล์เกมไม่ได้เป็นเกมชิงชนะเลิศเพื่อค้นหาแชมป์แห่งชาติอีกต่อไป แล้วก็ไม่ใช่เกมเพื่อค้นหาแชมป์คอนเฟอเรนซ์เหมือนหลายสิบปีที่ผ่านมา (เฉพาะโบวล์เกมใน College Football Playoff) จึงมีบางคนเริ่มมองว่า โบวล์เกม เป็นการแข่งขันที่ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว มันกลายเป็นแค่การสร้างรายได้ผู้ที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากโบวล์เกมยังคงสร้างแรงดึงดูดทางเศรษฐกิจได้เหมือนเดิมแม้ความสำคัญจะลดลงไปมากในช่วงหลัง

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้เล่นชื่อดังหลายคนใน NFL เช่น คริสเตียน แมคแคฟฟรีย์ (Christian McCaffrey) หรือ เลนเนิร์ด โฟร์เน็ตต์ (Leonard Fournette) จะเคยปฏิเสธลงเล่นโบวล์เกมเมื่อครั้งยังเล่นให้กับทีมมหาวิทยาลัย นี่ยิ่งแสดงให้เห็นว่าภาพของโบวล์เกมในตอนนี้ไม่ต่างจากแมตช์โปรโบวล์ของ NFL ที่ผู้เล่นสามารถขอถอนตัวได้ตามใจชอบ และจัดการแข่งขันอยู่ทุกปีเพราะความสำคัญเรื่องธุรกิจเพียงอย่างเดียว

แม้จะถูกค่อนขอดว่าโบวล์เกมมีชีวิตอยู่เพียงเพราะเรื่องเงินล้วน ๆ แต่โบวล์เกมก็ยังคงมีความหมายและมีความสำคัญต่อวงการอเมริกันฟุตบอลในหลายแง่มุม อย่างน้อยที่สุดก็ยังมีผู้เล่นหลายคนที่มีความฝันอยากก้าวขึ้นไปเล่นโบวล์เกมสักครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับมหาวิทยาลัยเล็ก ๆ ที่แทบไม่มีโอกาสจะก้าวไปถึงเกมระดับนี้

บ็อบ เดวี (Bob Davie) คือหนึ่งคนที่เห็นความสำคัญของโบวล์เกม เขาคือเฮดโค้ชที่มีประสบการณ์คุมทีมอเมริกันฟุตบอลในระดับมหาวิทยาลัยยาวนาน 43 ปี แต่กลับไม่เคยพาทีมเข้าสู่โบวล์เกมได้เลย จนกระทั่งปี 2016 ที่เขาพามหาวิทยาลัยนิวเม็กซิโกลงแข่งขันและคว้าชัยชนะใน นิวเม็กซิโกโบวล์ อีกครั้งนับตั้งแต่ปี 2007 ที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้เคยคว้าชัยชนะในโบวล์เกม

“เมื่อคุณมองไปยังรุ่นพี่ของผมที่ทำงานหนัก เมื่อคุณมองไปยังศิษย์เก่าของนิวเม็กซิโกที่รักกีฬาอเมริกันฟุตบอลและสนับสนุนทีมมาตลอดแม้เราจะพบกับความพ่ายแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่า คุณลองมองหน้าพวกเขาแล้วบอกผมทีสิว่า สิ่งนี้มันไม่มีความหมาย” บ็อบ เดวี ตั้งคำถามต่อทุกคนที่มองข้ามความสำคัญของโบวล์เกม

เมื่อจ่อไมค์ไปถามความเห็นนักอเมริกันฟุตบอลที่โลดแล่นอยู่ใน NFL ก็มีหลายคนที่เคารพการตัดสินใจของผู้เล่นอย่าง แมคแคฟฟรีย์ และ โฟร์เน็ตต์ ที่เลือกถอนตัวจากโบวล์เกม แต่เราต้องไม่ลืมว่าทั้งสองถือเป็นผู้เล่นตำแหน่งตัววิ่งที่สร้างชื่อเสียงถล่มทลายในระดับมหาวิทยาลัยและมีอนาคตสดใสในลีกอาชีพ โดยทั้งสองถือเป็นผู้เล่นที่ถูกดราฟต์ในรอบแรก แถมยังเคยก้าวไปถึงซูเปอร์โบวล์มาแล้วทั้งคู่

แต่สำหรับผู้เล่นอื่น ๆ ที่ยังมีเครื่องหมายคำถามต่ออนาคต โบวล์เกมจึงไม่ใช่แค่โอกาสสุดท้ายที่พวกเขาจะได้ยืนเคียงข้างเพื่อนร่วมทีมและต่อสู้เพื่อมหาวิทยาลัย แต่ยังเป็นครั้งสุดท้ายที่พวกเขาจะได้ลงเล่นเพื่อแสดงศักยภาพของตัวเอง อย่างน้อยหากมีแมวมองจากสักทีมใน NFL ประทับใจฟอร์มของพวกเขาในโบวล์เกม นั่นอาจหมายถึงอนาคตที่เปิดกว้างบนลีกอาชีพ และชะตาชีวิตที่อาจจะเปลี่ยนไปตลอดกาล

โบวล์เกม จึงยังคงเป็นการแข่งขันที่มีความสำคัญต่อวงการอเมริกันฟุตบอลและชีวิตของชาวอเมริกัน แม้อาจจะต้องยอมรับว่าทุกวันนี้มีโบวล์เกมมากเกินจำเป็น และจะมีผู้เล่นอนาคตไกลมากมายเลือกถอนตัวจากการแข่งขัน รวมถึงความจริงที่ว่าโบวล์เกมอีก 38 เกมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ 3 เกมเพื่อค้นหาแชมป์แห่งชาติ และยังคงจัดขึ้นต่อไปเพื่อเหตุผลทางธุรกิจ ทั้ง ๆ ที่ผู้คนในสหรัฐอเมริกาก็รู้ความจริงข้อนี้แต่พวกเขาก็ยังคงหลงรักโบวล์เกมไม่เสื่อมคลาย

ท้ายที่สุดสิ่งหนึ่งที่ยังอยู่คู่กับโบวล์เกมมานานกว่า 100 ปี คือเกียรติยศในฐานะผู้ชนะ โอกาสในการแข่งขันบนรายการที่ยิ่งใหญ่ และแน่นอนที่สุดมันเป็นการต่อสู้เพื่อมหาวิทยาลัยและการลงสนามครั้งสุดท้ายกับเพื่อนร่วมทีม ตราบใดที่กีฬาอเมริกันฟุตบอลยังคงอยู่บนโลกใบนี้เรื่องราวของโบวล์เกมก็จะยังดำเนินต่อไปเช่นเดียวกัน

 

อ้างอิง

https://en.wikipedia.org/wiki/Bowl_game

https://www.espn.com/college-football/story/_/id/18341630/bowl-games-mean-players-coaches



AUTHOR

ณัฐนันท์ จันทร์ขวาง

Because our lives aren't romantic as DEAN's songs.
     


PHOTO

ภราดร ภราดร

อยากจะทำให้ดี ไม่ใช่แค่อยากจะทำให้เป็น
     


x