
ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ชี้เป้าหมาย 15 เหรียญทอง และติดอันดับ 1-6 ของเอเชีย ในเอเชียนเกมส์ 2026 ต้องเบียดแย่งกับ ไชนีสไทเป, อุซเบกิสถาน และ คาซัคสถาน ส่วนกลุ่มแถวหน้าลุ้นเจ้าเหรียญทอง ต้องยกให้มหาอำนาจอย่างจีน และเจ้าภาพญี่ปุ่น
ดร.ก้องศักด กล่าวว่า ทัพนักกีฬาไทย ได้เก็บตัวต่อเนื่องมาตั้งแต่ซีเกมส์ เมื่อปี 2568 ส่วนใหญ่ความฟิตนักกีฬาอยู่ในเกณฑ์ดีและดีมาก โดยกีฬาที่ไทยสามารถคว้าเหรียญทองได้จากเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 19 ก็ยังมีโอกาสเหมือนเดิม ขณะเดียวกันมีกลุ่มกีฬาที่ได้ลุ้นเหรียญทองเพิ่ม เช่น เทคบอล รวมถึงกีฬาที่ไทยเคยคว้าเหรียญทองในโอลิมปิกเกมส์ อย่าง มวยสากล และยกน้ำหนัก ก็กลับมามีโอกาสลุ้นคว้าเหรียญทองครั้งนี้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม สำหรับกีฬาตะกร้อไทยที่มีบทเรียนจากซีเกมส์ ที่ทำผลงานไม่ได้ตามที่คาดหวังไว้ แต่หากดูศักยภาพนักกีฬายังเชื่อว่าในเอเชียนเกมส์ครั้งนี้น่าจะกวาดได้หมดทั้ง 4 เหรียญทองที่ส่งแข่งขัน ในขณะเดียวกัน เทคบอลก็มีโอกาสสูงในการคว้า 3 เหรียญทอง รวมกับกีฬาที่มีศักยภาพอื่น ๆ อย่าง ยกน้ำหนัก, มวยสากล, อีสปอร์ต, เรือใบ ฯลฯ
ทำให้เชื่อว่าเป้าหมาย 15 เหรียญทองของทัพนักกีฬาไทย จะเพียงพอต่อการลุ้นให้ติดท็อป 6 ซึ่งครั้งนี้ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพ จำนวนเหรียญทองก็อาจจะเทไปทาง 2 ชาติใหญ่อย่าง ญี่ปุ่นและจีน ทำให้เป็นโอกาสของทัพไทยในการลุ้นติดอันดับ 6 ได้
ผู้ว่าการ กกท. กล่าวต่อว่า จีนและญี่ปุ่นน่าจะกวาดเหรียญทองไปได้มากที่สุด ส่วนชาติในระดับแนวหน้าของเอเชียอย่าง เกาหลีใต้ มีมาตรฐานการกีฬาสูง, อิหร่าน แข็งแกร่งมากในเรื่องกีฬาต่อสู้ และฟุตบอล รวมไปถึงอินเดียที่ช่วงหลังพัฒนาขึ้นมาค่อนข้างมากในหลายชนิดกีฬา ตามมาด้วย ไชนีสไทเป, อุซเบกิสถาน, คาซัคสถาน ซึ่งกลุ่มชาติเหล่านี้เป็นกลุ่มที่ทัพนักกีฬาของไทยจะต้องเบียดสู้ด้วยเพื่อความหวังในการติดท็อป 6 ของทวีปเอเชีย