
วันนี้ (31 มีนาคม) ผศ.พิมล ศรีวิกรม์ ประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานประชุมกรรมการบริหารคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ กำหนดให้ประชุมสมัชชาใหญ่สามัญ ประจำปี 2568 คณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ เพื่อให้เป็นไปตามธรรมนูญ ข้อบังคับของคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ
ที่ประชุมได้รายงานถึงความคืบหน้าการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬายูธโอลิมปิก ครั้งที่ 5 ในปี 2030 ที่ในขณะนี้ ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการโอลิมปิกสากล หรือ ไอโอซี เข้ามาอยู่ในกลุ่ม 3 ประเทศสุดท้ายที่จะได้รับการตัดสินให้เป็นเจ้าภาพ ร่วมกับ ปารากวัย และ ชิลี ขณะเดียวกันทาง ไอโอซี ได้ส่งผู้แทนมาหารือถึงกรอบงบประมาณที่ไทยจะสามารถใช้จัดการแข่งขัน ซึ่งไทยเสนอไปที่ 160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสนามแข่งขันหลักคือจัดที่กรุงเทพมหานคร และชลบุรี
ผศ.พิมล ศรีวิกรม์ ประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ส่วนตัวมองว่านี่คือโอกาสสำคัญของประเทศไทยที่จะได้จัดมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก เทียบเท่าโอลิมปิกเกมส์ แม้จะเป็นในส่วนของเยาวชน ซึ่ง ไอโอซี ได้ระบุชนิดกีฬามาแล้วกว่า 30 ชนิดกีฬาซึ่งมีแข่งขันในโอลิมปิกเกมส์ของผู้ใหญ่ด้วย”
“ขั้นตอนสุดท้ายก่อนที่ ไอโอซี จะพิจารณาให้ประเทศใดเป็นเจ้าภาพ ก็ต้องมีการทำหนังสือยืนยันจากรัฐบาล และเมืองต่างๆ ที่จะใช้เป็นสนามจัดการแข่งขัน ซึ่งในส่วนของรัฐบาลไทยหลังจากรัฐบาลใหม่ได้เข้าทำงานเต็มตัวอย่างเป็นทางการแล้ว ผมและคณะก็จะขอนัดเข้าพบกับนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกุล รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในเดือนเมษายนนี้ เพื่อหารือและขอความเห็นชอบจากรัฐบาลในการจะเดินหน้าเพื่อให้ได้สิทธิในการเป็นเจ้าภาพยูธโอลิมปิก”
"ที่สำคัญการเข้าพบนายกฯ ครั้งนี้ก็เพื่อจะหารือถึงงบประมาณที่จะใช้ราว 6,900 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นงบจัดการแข่งขันที่ได้ยื่นเสนอกรอบไปยัง ไอโอซี ที่ 160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5,400 ล้านบาท ซึ่งน้อยกว่า ปารากวัย และ ชิลี ที่เสนอกรอบไว้สูงกว่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะเสนอของบเพิ่มเติมประมาณ 1,500 ล้านบาทสำหรับเตรียมนักกีฬา ทั้งค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าผู้ฝึกสอนทั้งชาวไทยและต่างชาติ ค่าอุปกรณ์กีฬาต่างๆ ตลอด 4 ปีก่อนจะลงแข่งขัน"