อันที่จริงมันมาจากเหตุผลง่าย ๆ คือเขาตกงาน
ตอนนั้น ออสการ์ สเปค แค่อยากจะหางานใหม่ แต่เขาไม่มีเงินเลยตัดสินใจว่าจะพายเรือจากเยอรมันไปไซปรัส เนื่องจากเขาเคยได้ยินว่ากำลังต้องการคนงานเหมืองจำนวนมาก
อย่างไรก็ดีมันกลับเป็นจุดเริ่มต้นของการผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ของโลกที่พาเขาข้ามทวีปไปถึงออสเตรเลีย
ติดตามเรื่องราวสุดเหลือเชื่อของเขาไปพร้อมกับ Main Stand
หลีกหนีความลำบาก
ออสการ์ สเปค อาจจะโชคไม่ดีที่เขาเติบโตขึ้นมาในช่วงสงคราม ซึ่งทำให้เขาต้องเผชิญกับความยากลำบากมาตั้งแต่เด็ก และมาซ้ำเติมจากการที่เยอรมัน บ้านเกิด กลายเป็นผู้แพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 1
ทำให้สเปคได้เรียนไม่สูงนัก เขาออกจากโรงเรียนมาหางานทำตั้งแต่อายุ 14 ปี โดยหาเงินจากการเก็บเศษไม้สำหรับเอาไว้ทำเป็นเชื้อเพลิง รวมถึงมูลสัตว์ไปขาย
"เขาเดินโซซัดโซเซไปตามท้องถนน ด้วยกระสอบขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยเศษไม้ และขายมูลสัตว์ให้กับเมืองและฟาร์มที่อยู่ใกล้เคียง" วิลเลียม พรอชนาว และ ลอรา ปาร์คเกอร์ บรรยายในบทความ Incredible VOYAGE ของนิตยสาร Vanity Fair เมื่อปี 2018
แต่เขาก็ยังมีเวลาหาความสุขให้ตัวเอง ตอนนั้นสเปคคลั่งไคล้เรือคายัค กีฬาที่แพร่หลายในยุโรปตอนเหนือในช่วงทศวรรษ 1920s มาก จนถึงขนาดเจียดเงินที่หามาเก็บออมจนซื้อเรือคายัคราคาถูกแบบพับได้ที่เรียกว่า Faltboot มาครอง
และเมื่อเวลาเดินผ่านไป สเปคก็เริ่มตั้งตัวได้ ไม่นานหลังจากนั้นเขาก็มีกิจการเป็นของตัวเอง หลังเปิดบริษัทเล็ก ๆ รับเหมาทำระบบไฟฟ้า ในเมืองฮัมบรูก บ้านเกิด
อย่างไรก็ดีเศรษฐกิจตกต่ำของเยอรมันในช่วงทศวรรษที่ 1930s ก็ทำให้สเปคมาถึงทางตัน เขาต้องปลดพนักงานทั้ง 21 คนในบริษัท แต่ธุรกิจก็ยังไปไม่ไหว และสุดท้ายเขาก็ต้องล้มละลายในปี 1932
สเปคกลายเป็นคนสิ้นเนื้อประดาตัว จะหางานทำก็ยากเพราะเศรษฐกิจแย่ทั้งประเทศ แต่ในขณะที่กำลังมืดมน เขาก็ได้ยินมาว่าที่ไซปรัสกำลังต้องการคนงานเหมืองแร่สังกะสี
แม้มันจะดูมีความหวัง แต่ปัญหาก็คือไซปรัสคือเกาะทางตะวันออกเฉียงใต้ของยุโรปที่อยู่ห่างจากเยอรมันกว่า 3,000 กิโลเมตร เขาจะไปที่นั่นได้อย่างไรในเมื่อเงินก็ไม่มีซักมาร์ค ดังนั้นการจะนั่งรถไฟจึงแทบเป็นไปไม่ได้
ทว่าสเปคยังมีสมบัติติดตัวอยู่หนึ่งชิ้นนั่นคือเรือคายัค เขาคิดว่ามันน่าจะพาเขาไปที่นั่นได้ และตัดสินใจว่าจะพายเรือไป ทั้งที่ตัวเองว่ายน้ำไม่เป็น !
ล่องไปตามนาวา
เรือของสเปคเป็นเรือคายัคขนาด 2 ที่นั่งความยาว 5.5 เมตร แต่เขาก็เอามันมาดัดแปลงให้ส่วนหน้าของเรือสามารถเก็บอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่มีตั้งแต่เสบียงอย่างเนื้อกระป๋องและนมข้นจืด ไปจนถึงข้าวของสำคัญอย่าง เข็มทิศ กล้อง สมุดบันทึก ปืนพก และแผนที่
นอกจากนี้เขายังได้ติดตั้งถังน้ำไว้ใส่น้ำจืดขนาด 5 แกลลอนจำนวน 3 ถังไว้ที่ท้ายเรือ โดยมันสามารถถอดออกได้เวลาที่เขาไปหยุดพักนอนตามชายฝั่ง
13 พฤษภาคม 1932 คือวันดีเดย์ สเปคเริ่มต้นด้วยการขนข้าวของขึ้นรถไฟไปยังเมืองอูล์ม โดยมีเงินจำนวนหนึ่งที่ได้มาจากการเรี่ยไร อันที่จริงเหล่าคนรอบตัวไม่มีใครเห็นด้วยกับการเดินทางในครั้งนี้เพราะมันอันตรายมาก แต่เขาก็บอกว่าเขาต้องไป
การเดินทางในช่วงแรกของสเปคไม่ได้มีอะไรตื่นเต้นมากนัก เขาใช้แม่น้ำดานูบเป็นเส้นทางหลักที่พาเขาไปถึงประเทศโรมาเนีย จากนั้นจึงเปลี่ยนมาใช้แม่น้ำวาดาร์ ของบัลแกเรีย เพื่อออกไปยังทะเลอีเจียน ของกรีซ
แต่อุปสรรคแรกที่เขาต้องเจอก็มาถึง เมื่อเงินที่ติดตัวมาดันหมดหลังจากผ่านเดือนแรก สเปคจึงต้องเอาตัวรอดด้วยการเอากล้องส่องทางไกลไปจำนำ แต่มันก็ยังไม่พอจึงต้องออกไปขอทานอยู่ข้างถนน
อันที่จริงบางช่วงเขาต้องหยุดเดินทางเพื่อหางานเล็กๆ ทำ แต่เมื่อมีเงินพอสมควรเขาก็ออกเดินทางต่อ จนกระทั่งฤดูใบไม้ผลิ ปี 1933 เขาก็มาถึงทะเลอีเจียนได้สำเร็จ
มันคือการพายเรือคายัคในทะเลเปิดเป็นครั้งแรกในชีวิต และมันก็สอนให้เขารู้ว่าทะเลมันโหดร้ายเพียงใด เขาต้องเผชิญกับคลื่นสูงและลมแรง แถมยังไปชนกับเรือสินค้าจนต้องนำเรือกลับมาซ่อมแซม
แต่สเปคก็ไม่ยอมแพ้ เขาดัดแปลงเรือคายัคของเขาให้มีใบเรือเพื่อที่จะช่วยให้มันทำความเร็วได้มากขึ้น รวมทั้งติดตั้งที่ป้องกันน้ำกระเซ็นเพื่อไม่ให้น้ำจากคลื่นกระเซ็นมาใส่ตัวเขา
ในที่สุดเขาก็สามารถเดินทางข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนด้วยวิธีลัดเลาะไปตามเกาะต่าง ๆ ของกรีซ และไปถึงไซปรัสในอีกไม่กี่เดือนต่อมา
อย่างไรก็ดีการผจญภัยของเขาเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
ติดใจกับการผจญภัย
ตอนที่ถึงไซปรัส สเปครู้สึกว่าเป้าหมายของเขาไม่ใช่เหมืองแร่อีกแล้ว เพราะเขารู้สึกสนุกกับการผจญภัยในครั้งนี้มาก เขาจึงตัดสินใจว่าจะเดินทางด้วยเรือคายัคต่อไป โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ออสเตรเลีย
"ทำไมถึงไม่ไปออสเตรเลียเลยล่ะ ?" จดหมายที่สเปคเขียนถึงน้องสาวในปี 1934
เขามุ่งหน้าไปทางตะวันออกด้วยการพายเรือแบบนอนสตอปแบบไม่หยุดพัก 18 ชั่วโมงจนถึงชายฝั่งซีเรีย จากนั้นก็ต่อรถโดยสารซึ่งเป็นการเดินทางบนบกครั้งเดียวของเขานับตั้งแต่ออกมาจากเยอรมัน เพื่อไปยังแม่น้ำยูเฟรตีส
อย่างไรก็ดีเส้นทางสายนี้ก็เกือบทำให้เขาเอาตัวไม่รอด เพราะนอกจากสภาพอากาศจะร้อนอบอ้าวแล้ว เขายังโดนอีกาจิก ถูกคนท้องถิ่นไล่ยิง ไปจนถึงโดนขโมยเรือ แต่สุดท้ายก็ไปตามเอาคืนมาได้ด้วยความช่วยเหลือของตำรวจในพื้นที่ และสามารถพายจนมาถึงอ่าวเปอร์เซีย
แต่เหมือนว่าอุปสรรคมันเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น เพราะที่อ่าวเปอร์เซีย สเปคต้องประสบกับภาวะอดอยากเนื่องจากหาน้ำและอาหารไม่ได้ แถมครั้งหนึ่งลมมรสุมยังพัดเรือเขาไปไกลจากชายฝั่ง และไปติดอยู่บนเกาะที่เต็มไปด้วยซากศพ
ยิ่งไปกว่านั้นตอนที่เดินทางถึงอิหร่านเรือของเขายังถูกคลื่นฉีกออกเป็นชิ้น ทำให้เขาต้องรอเรือลำใหม่ที่ส่งมาจากเยอรมัน แถมขณะที่รอเขาดันป่วยเป็นไข้มาเลเรีย และต้องหยุดเดินทางไปนานกว่า 6 เดือน
หลังจากหายดีแล้ว สเปคก็ออกเดินทางต่อไปถึงบริติชอินเดียที่ตอนนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ เขาได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากมหาราชาและเจ้าหน้าที่ของอังกฤษที่นี่ อันเนื่องมาจากเรื่องราวของเขา
เรื่องราวการเดินทางของสเปคยังทำให้เขาได้รับเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือในการเดินทาง รวมถึงตกเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์จนกลายเป็นคนดังในภูมิภาคนั้น นอกจากนี้การที่เขาพูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วยังทำให้เขาเข้ากับทุกคนได้ง่าย
แต่ความดังของเขาก็เกือบกลายเป็นดาบสองคม
ในปี 1934 ที่สเปคมาถึง พรรคนาซีของฮิตเตอร์กำลังเรืองอำนาจในยุโรป และมันก็ทำให้มีข่าวลือว่าสเปคเป็นสายลับของนาซี และลือไปถึงขั้นว่าเรือคายัคของเขาสามารถเปลี่ยนเป็นเรือดำน้ำได้ในเวลากลางคืน แถมยังบินได้อีกด้วย
ทำให้เมื่อไปถึงท่าเรือแห่งหนึ่งสเปคก็โดนจับกุม แต่สุดท้ายก็ถูกปล่อยตัวในอีก 2 วันต่อมา และมันอาจจะเป็นโชคร้ายในโชคดีเมื่อเศรษฐีอังกฤษที่เชื่อในสิ่งที่เขาพูดได้เสนอมอบเงินสดและเงินเดือนให้กับเขาเพื่อใช้ในการเดินทาง และทำให้สเปคคิดว่าการไปออสเตรเลียน่าจะเป็นสิ่งที่เป็นไปได้
แต่มันก็เกือบทำให้เขาต้องเอาชื่อไปทิ้ง
ดินแดนสุดอันตราย
จากบริติชอินเดีย สเปคมุ่งหน้าไปยังทางใต้ที่โคลอมโบ (ปัจจุบันคือเมืองหลวงของศรีลังกา) และตัดสินใจพักอยู่ที่นั่น 3 เดือนในระหว่างฤดูมรสุม จากนั้นจึงลัดเลาะไปตามชายฝั่งทางตะวันออกของบริติชอินเดีย และแวะเปลี่ยนเรือที่มาดรา (เชนไน)
เขามาถึงเมืองกัลกัตตา (โกลกาตาในปัจจุบัน) ในเดือนมกราคม 1936 และเดินทางไปตามชายฝั่งของพม่า สยาม มาเลเซีย จนไปถึงสิงคโปร์ ดินแดนใต้สุดของแหลมอินโดจีนได้ในที่สุด
สเปคเล่าว่าเส้นทางช่วงนี้หฤโหดสำหรับเขามาก ในเส้นทางมีทั้งลมมรสุมและคลื่นสูง รวมไปถึงแดดจัดที่เผาเขาจนเกรียม และทำให้เขาอาจต้องตายเพราะขาดน้ำ จนทำให้การเดินทางล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น
"มือของผมเปิดโดยไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรจากการโดนกดทับด้วยไม้พายเป็นเวลากว่า 40 ชั่วโมง" เขากล่าวในบันทึก
จากนั้นสเปคก็เดินทางต่อไปยัง ปัตตาเวีย (ปัจจุบันคือจาการ์ตาของอินโดนีเซีย) และได้เจอกับผู้นำพรรคนาซีในท้องถิ่นที่ประจำการอยู่ที่นั่น เขาได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี รวมถึงได้รับเงินช่วยเหลือพร้อมกับธงสวัสดิกะ
"จงเป็นในแบบที่คุณเป็น ตัวแทนของเยอรมันยุคใหม่ที่มีทั้งอุดมการณ์ ความมุ่งมั่น และจิตวิญญาณกระตือรือร้นแบบไวกิ้ง" เจ้าหน้าที่นาซีกล่าวกับสเปค
สเปคนำเงินบางส่วนที่ได้มาซื้อกล้องถ่ายรูปและกล้องวิดีโอ ซึ่งต่อมากลายเป็นเครื่องบันทึกการเดินทางชิ้นสำคัญ
จากปัตตาเวีย เขามุ่งไปทางตะวันออกโดยใช้วิธีเดิมคือลัดเลาะไปตามเกาะ ที่ทำให้เขาได้พบกับชนพื้นเมืองหลากหลายเผ่า แถมบางเผ่ายกเขาให้เป็นพระเจ้า เพราะคิดว่ากล้องถ่ายรูปที่เขามีคือเวทมนตร์
แต่อาจจะไม่ใช่สำหรับชนเผ่าหนึ่งบนเกาะลากอร์ เมื่อพวกเขากว่า 20 คนใช้จังหวะที่สเปคกำลังนอนหลับจับเขามัด ก่อนจะทุบตีอย่างโหดเหี้ยมจนแก้วหูของเขาแตกและเกือบหมดสติ แถมยังขู่ว่าจะเอาเขาไปตัดหัว
"ชาวพื้นเมืองราว 5-6 คนเข้ามาใกล้แล้วจับผมเอาไว้ พวกเขาเอาของในเรือคายัคไปหมดและเกาะติดผมอย่างกับปลิง มือที่แข็งแรงจับผมของผมเอาไว้ ด้วยความสิ้นหวังผมจึงพยายามดึงมืออีกข้างหนึ่งออกจากมือทั้งสอง และเอามือของพวกเขาออกจากคอผม" สเปคกล่าวกับ Australasian Post Magazine
"พวกเขาดึงร่างของผมที่ถูกมัดข้ามเนินทรายเป็นระยะทางกว่าหลายหลา พวกเขาเตะผมซ้ำ ๆ อุ้มผมขึ้น ก่อนจะทิ้งผมลงไปในน้ำ "
แต่สเปคก็หนีรอดออกมาได้ด้วยการใช้ฟันกัดเชือก ก่อนจะใช้แรงเฮือกสุดท้ายพายเรือกลับไปที่ปัตตาเวีย และัมนทำให้เขาต้องใช้เวลาพักรักษาตัวอยู่ที่นี่เกือบหนึ่งปีเต็ม
แต่เขาก็ยังไม่ยอมแพ้
ข่าวดีและข่าวร้าย
แม้ว่าจะเจอกับประสบการณ์เฉียดตาย แต่สเปคก็ยังมุ่งมั่นที่จะพิชิตเป้าหมาย ทำให้พอร่างกายเริ่มฟื้นตัวเขาก็วางแผนเดินทางต่อ แต่โชคร้ายที่เจ้าหน้าที่ของ ดัตช์ อีสต์ อินดีส์ ไม่อนุญาตให้เขาใช้เส้นทางเดิม
มันทำให้เขาต้องใช้เส้นทางตอนเหนือผ่านเกาะนิวกินี ซึ่งมีระยะทางที่ไกลกว่าเดิม จนไปถึงเมืองพอร์ท มอเรสบี เมืองท่าทางตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะในเดือนสิงหาคม 1949
และในอีกหนึ่งเดือนต่อมาสเปคก็พายเรือมาถึงเกาะไซไบ ดินแดนเหนือสุดของประเทศออสเตรเลีย และทำให้เขาสิ้นสุดการเดินทางตลอด 7 ปี 4 เดือน รวมระยะทางกว่า 48,000 กิโลเมตรลงได้สำเร็จ
ที่ไซไบมีชาวบ้านกลุ่มเล็ก ๆ มาต้อนรับเขา รวมถึงตำรวจออสเตรเลียอีก 3 นายที่เข้ามาทั้งแสดงความยินดีและจับกุมเขา
"ทำได้ดีมากเพื่อน นายทำได้ จากเยอรมันถึงออสเตรเลียด้วยสิ่งนั้น (ชี้ไปที่เรือคายัค) แต่ตอนนี้เรามีข่าวร้าย นายเป็นศัตรูต่างชาติ เราต้องกักตัวนายไว้" ตำรวจออสเตรเลียกล่าวกับสเปค
เนื่องจากตอนที่สเปคมาถึง เยอรมันและออสเตรเลียได้ประกาศสงครามต่อกัน ทำให้แม้สิ่งที่สเปคทำสำเร็จจะยิ่งใหญ่และน่าชื่นชม แต่ความเป็นจริงคือเขาเป็นคนที่มาจากชาติที่เป็นศัตรูกับออสเตรเลีย
ในตอนแรกเขาถูกสงสัยว่าเป็นนาซี แต่เขาก็สามารถพิสูจน์ตัวเองได้ว่าการเดินทางของเขาไม่ได้มีเป้าหมายทางการเมือง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ถูกพาไปยังค่ายกักกัน และใช้ชีวิตอยู่ในนั้นนานถึง 6 ปี
กว่าที่สเปคจะถูกปล่อยตัวก็ต้องรอจนกระทั่งสงครามสงบ และในเดือนมกราคม 1946 เขาก็เป็นอิสระ ก่อนจะเลือกลงหลักปักฐานใช้ชีวิตที่ออสเตรเลียในฐานะพ่อค้าโอปอลที่เมลเบิร์น รวมถึงได้เป็นพลเมืองของออสเตรเลีย ก่อนจะเสียชีวิตในปี 1995 ด้วยวัย 88 ปี
อย่างไรก็ดีเรื่องราวของเขาได้สร้างแรงบันดาลใจไปทั่วโลกด้วยการพายเรือข้ามทวีปด้วยตัวคนเดียว แถมยังสามารถไปถึงจุดหมายได้สำเร็จ หนึ่งในนั้นคือ แซนดี โรบินสัน หญิงชาวออสเตรเลีย ที่ตามรอยเขาในปี 2011 และใช้เวลาไปทั้งสิ้น 5 ปี
ตำนานนักเดินเรือ
"ที่เยอรมัน ผมเป็นที่รู้จักในฐานะนักพายเรือคายัคก่อนปี 1932 และเมื่อการเดินทางของผมคืบหน้าไปและมีรายงานว่าผมเดินทางไปไซปรัส กรีซ และอินเดีย ผมก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการพายเรือคายัคในทะเลที่มีประสบการณ์มากที่สุดในโลก" สเปค กล่าว
ปัจจุบันหลักฐานต่าง ๆ ทั้งจดหมาย ภาพถ่าย รวมไปถึงรายงานการผจญภัยของสเปคบนหน้าหนังสือพิมพ์และนิตยสารได้ถูกเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์การเดินเรือแห่งชาติออสเตรเลีย เพื่อเป็นตัวอย่างให้แก่คนรุ่นหลัง
"การเดินทางของสเปคทำให้ผมตะลึง" เจฟฟรี เมลล์ฟอนท์ กะลาสีเรือที่ทำงานในพิพิธภัณฑ์การเดินเรือแห่งชาติออสเตรเลีย กล่าวกับ Vanity Fair
"ในการเดินเรือ ผมต้องยกใบเรือขึ้นลงเพื่อลดความเร็วในพายุหรือต้องอยู่ห่างจากแนวชายฝั่งที่อันตรายเพื่อพักผ่อน แล้วค่อยพยายามอีกครั้งตอนรุ่งสาง แต่สเปคทำได้ถูกทุกครั้งตั้งแต่แรก ทุกครั้งเลย"
นอกจากนี้เขายังถูกพูดถึงในฐานะนักผจญภัยที่กล้าและบ้าบิ่น รวมถึงยังเป็นเจ้าของสถิติคนที่พายเรือคายัคด้วยตัวคนเดียวเป็นระยะทางไกลที่สุดในโลกที่ยังไม่เคยมีใครทำลายได้จนถึงปัจจุบัน
และมันทำให้เขาได้รับการยกย่องในฐานะตำนานนักเดินเรือที่ยากจะมีใครเทียบได้
"เรือคายัคของผมเป็นเหมือนตั๋วชั้นหนึ่งที่ไปได้ทุกที่ มันอาจจะมีข้อจำกัดเล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่างการเดินทาง มากกว่านั้นคือความอันตราย แต่มันก็ทำให้ผมได้สิทธิพิเศษในแบบที่ผู้โดยสารในห้องสุดหรูบนเรือเดินสมุทรไม่มีวันได้รู้" สเปค กล่าว
แหล่งอ้างอิง
https://www.wiredforadventure.com/oskar-speck/
https://www.dailymail.co.uk/news/article-5283977/Incredible-true-story-longest-kayak-voyage.html
https://www.sea.museum/2015/05/28/oskar-speck-being-a-hero-is-all-about-timing
https://www.adventure-journal.com/2019/12/man-paddled-kayak-germany-australia/
https://australia-explained.com.au/mavericks/oskar-speck-the-nazi-who-kayaked-50-000-kms-to-australia
https://www.abc.net.au/news/2016-09-13/aussie-kayaker-nears-end-of-23000km-paddle-in-wake-of-explorer/7828590
https://www.vanityfair.com/style/2018/01/from-nazi-germany-to-australia-the-incredible-true-story-of-historys-longest-kayak-journey