
หลังจบเกม พรีเมียร์ลีก ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ทำได้แค่เสมอ สเปอร์ส 1-1 แบบคู่แข่งเหลือ 10 คน แต่ทีมกลับโดนยิงเจ๊าช่วงทดเวลา เสียงโห่ดังระงมจากแฟนบอลใน โอลด์ แทรฟฟอร์ด และคนที่เจ็บปวดที่สุดจากเรื่องนี้หนีไม่พ้น ไมเคิล คาร์ริค
อดีตฮีโร่ผู้เปลี่ยนแปลงทีมในพริบตาเมื่อซีซั่นที่แล้ว เปิดเผยหลังเกมว่า "มันแย่ น่าเศร้า และน่าน้อยใจ" ซึ่งสีหน้าของเขาระหว่างเกมก็บอกแบบนั้นเช่นกัน
และจะมีอะไรเหมาะเจาะกับเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก คืนนี้ ที่เขาจะได้เห็นตัวอย่างโค้ชที่แฟนบอลโห่ไม่ลงอย่าง ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ กุนซือของ แอตฯ มาดริด
"เอล โชโล่" จะทำให้เขาได้เห็นว่า ... เรื่องแบบนี้ทำได้ไม่ยาก และมันขึ้นอยู่กับว่า คาร์ริค พร้อมเริ่มนับ 1 สำหรับสิ่งนี้แล้วหรือยัง ?
ตอนเป็นนักบอลเป็นแบบไหน ... ตอนเป็นโค้ชก็แบบนั้น
มีคำกล่าวถึงโค้ชที่เคยเป็นอดีตนักฟุตบอลว่า ตอนเป็นนักเตะพวกเขามีคาแรกเตอร์แบบไหน ตอนพวกเขาเป็นโค้ชทีมพวกเขาก็จะมีคาแรกเตอร์แบบนั้น ... แค่ประโยคนี้ก็ชวนให้พูดถึงเรื่องราวของ 2 กุนซือที่คาแรกเตอร์แตกต่างกันสุดขั้วอย่าง ซิเมโอเน่ และ คาร์ริค ซึ่งจะต้องเจอกันในเกมยุโรปค่ำคืนนี้
ทั้ง 2 คนแตกต่างกันแบบไหน และมีคาแรกเตอร์อย่างไร เชื่อว่าทุกคนก็น่าพอจะเคยเห็นกันทั้งนอก-ใน มาแล้วพอสมควร และการนำมาเปรียบเทียบครั้งนี้ไม่ได้บอกว่าใครดีหรือแย่กว่ากัน เพราะเรื่องของคาแรกเตอร์ไม่ใช่ทุกอย่างที่จะบอกว่าคุณเป็นโค้ชที่ดีหรือไม่
สิ่งที่สำคัญที่สุดของการทำงานนี้ก็คือ คุณต้องใช้เวลาเรียนรู้และค้นหาระบบทีม และวิธีการเล่นของทีมที่ทำให้ตัวของคุณและลูกทีมของคุณรู้สึกเข้าถึงมันได้โดยไม่ฝืนใจ เล่นและแสดงออกภายใต้สีเสื้อของทีมโดยเป็นธรรมชาติของตัวเองมากที่สุด ซึ่งตอนนี้ ซิเมโอเน่ ผู้ผ่านประสบการณ์มายาวนานได้หาตัวตนของเขาและทีมจนพบแล้ว
ทว่ากับ ไมเคิล คาร์ริค ที่เริ่มบนเส้นทางโค้ชได้ไม่นานนี่แหละที่ยังน่าเป็นห่วง และนับวันเขายิ่งดูสับสนมากขึ้นทุกที
เมื่อไม่นานมานี้ หลังเกมเสมอ ฟูแล่ม 1-1 ในวันที่ 20 กันยายน คาร์ริค โดนนักข่าวถามว่า "ทีมของคุณยังขาดเอกลักษณ์ที่ชัดเจนใช่หรือไม่ ?" คาร์ริค กลับตอบว่า ใช่ และบอกว่า เขาชอบที่มันเป็นแบบนี้ การไม่มีเอกลักษณ์ที่ชัดเจนทำให้คู่แข่งจับทางทีมของเขาได้ยาก ... เขาอาจจะประชดหรือเปล่า เราไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ ๆ เมื่อเราเหลือบตามองทีมใหญ่ ๆ ทั่วโลก เราไม่เคยเห็นทีมไหนเลยที่ไม่มีอัตลักษณ์เฉพาะ หรือตัวตนที่ชัดเจน
เรอัล มาดริด ยิ่งใหญ่จองหอง, บาร์เซโลน่า ครอบครองและแย่งชิง, บาเยิร์น มิวนิค เดินหน้าฆ่ามัน, อาร์เซน่อล รุก-รับแบบมีระเบียบวินัย, แมนฯ ซิตี้ หลากหลายเชิงแท็กติก ขณะที่ แอตฯ มาดริด ของ ซิเมโอเน่ คือ กัดไม่ปล่อย สู้ยิบตา และเจ้าเล่ห์เป็นพิเศษ ... แล้วฟุตบอลของ คาร์ริค ล่ะเป็นแบบไหนกันแน่ ?
ตัวตนของเขาที่เป็นคนนิ่งสงบ รอบคอบ ตั้งใจและไตร่ตรองอะไรอย่างถี่ถ้วน เคยแสดงให้เห็นมาในซีซั่นที่แล้วผ่านฟุตบอลที่เล่นกันอย่างมีระเบียบ มีความเข้มแข็งทางจิตใจแบบเงียบ ๆ แต่พร้อมแสดงให้เห็นในช่วงเวลาที่ยากลำบาก เราได้เห็นพวกเขาได้ประตูสำคัญตัดสินเกมช่วง 15 นาทีสุดท้าย ขณะที่แฟนบอลปีศาจแดงก็กลับมาดูฟุตบอลด้วยความรู้สึกที่ว่า "ต่อให้โดนนำก็ยังมีหวัง" เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
สิ่งที่เกิดขึ้นในซีซั่นที่แล้วกำลังถูกความสับสนของ คาร์ริค ค่อย ๆ ลบมันออกไป ตอนนี้พวกเขากลายเป็นทีมที่ยิ่งพยายามแก้ปัญหา กลับยิ่งพัวพันจน ยูไนเต็ด ณ ปัจจุบัน ห่างไกลจากปีศาจแดงในช่วง 9 เดือนที่แล้วอย่างสิ้นเชิง
หาเจอให้เร็วแบบซิเมโอเน่
ซิเมโอเน่ เป็นคนที่ดูมีชีวิตชีวา แสดงอารมณ์ของตัวเองที่มีออกมาแบบไม่เม้ม และนั่นทำเราได้เห็นความดุดันและเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นของเขาเวลาคุมทีมอยู่ข้างสนาม
สาเหตุที่ความเข้มข้น ยอมหักไม่ยอมงอ และยึดมั่นในแนวทางของตัวเองเขา ถ่ายทอดมาสู่ทีมแล้วเวิร์ก เป็นเหตุผลเพราะเขาติดตั้งธรรมชาติของตัวเองเข้าสู่ทีมได้อย่างรวดเร็ว
ไม่มีใครปฏิเสธหรอกว่าเกมฟุตบอลสมัยใหม่ หรือไม่ว่าจะสมัยไหน ๆ คุณภาพด้านทักษะและฝีเท้าของนักเตะมีส่วนต่อผลการแข่งขันในแต่ละเกม ซิเมโอเน่ เองก็มองหานักเตะแบบนั้นเสมอ แม้บางครั้งเขาอาจจะไม่ได้นักเตะที่เก่งที่สุด แต่เขาก็ยังเลือกนักเตะที่มีธรรมชาติและเคมีตรงกับตัวตนและวิธีการของเขาที่สุด
"นักเตะเก่ง ๆ สร้างสิ่งมหัศจรรย์ให้คุณได้ แต่มันจะดีกว่าถ้าพวกเขาไม่ได้เก่งแค่ฝีเท้า พวกเขาจะต้องพร้อมรับแรงกดดัน มีสภาพจิตใจที่แน่วแน่ เมื่อพวกเขาลงไปเหยียบสนาม พวกเขาจะต้องก้าวลงไปด้วยความรู้สึกที่บอกว่า วันนี้พวกเราจะต้องเป็นผู้ชนะ" ซิเมโอเน่ เคยเปิดเผยเรื่องนี้สมัยช่วงแรก ๆ ที่เข้ามาคุม แอตฯ มาดริด
ฟุตบอลที่เน้นที่เกมรับเป็นหลักของเขา เกิดขึ้นจากตัวตนของเขาเอง รวมกับความเข้าใจในภาพรวมของสโมสรที่ไม่ได้มีเงินเยอะเหมือนกับทีมร่วมลีกอย่าง เรอัล มาดริด และ บาร์เซโลน่า ดังนั้นต่อให้ใครจะบอกว่าทีมของเขาเป็น "แอนตี้ ฟุตบอล" แต่เขาเลือกจะมองกลับกันและบอกว่า "เกมรับคือเส้นทางสู่ชัยชนะในแบบที่ดีที่สุด" สำหรับทีมของเขาต่างหาก
เมื่อพวกเขาเจอวิธีที่เป็นธรรมชาติที่สุดสำหรับโค้ช สำหรับนักเตะ และสำหรับทีม ... ไม่นานนักฟุตบอลของ แอตฯ มาดริด ก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบไม่มีใครเหมือน เกมรับเหนียวแน่น การเข้าปะทะหนักแบบหายใจลดต้นคอ และความเจ้าเล่ห์ที่พร้อมจะชิงจังหวะ วิธีเหล่านี้กลายเป็นวิธีที่ทำให้พวกเขาเป็นแชมป์ ลา ลีกา ได้ 2 สมัย และเป็นทีมสุดอันตรายในฟุตบอลยุโรปที่ทีมใหญ่ไม่อยากจะเจอ
แม้จะไม่ใช่ทีมที่เก่งที่สุด แต่ก็เป็นทีมที่ทุก ๆ ทีมที่เจอต้องให้ความเคารพ ... เพราะคุณรู้ดีว่าถ้าคุณเจอกับทีมของ ซิเมโอเน่ ทีมของคุณต้องท็อปฟอร์มและเล่นด้วยระเบียบวินัยเป็นอย่างมาก ไม่อย่างนั้น "ตราหมีจอมเจ้าเล่ห์" จะใช้โอกาสที่มีไม่กี่ครั้งเปลี่ยนเป็นผลการแข่งขันที่ทำคุณน้ำตานองได้ง่าย ๆ
คู่แข่งและครู
ไม่ว่าคืนนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด จะชนะหรือแพ้ แอตฯ มาดริด ที่แน่ ๆ พวกเขาจะได้เห็นอะไรหลายอย่างในมุมมองที่แตกต่างออกไปอย่างแน่นอน
ครั้งล่าสุดที่ทั้ง 2 ทีมเจอกันอย่างเป็นทางการ ซิเมโอเน่ มาที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด ในปี 2022 และพาทีมของเขามาชนะที่นี่ พร้อมกับเสียงโห่ของแฟนบอลเจ้าถิ่น และการปาแก้วน้ำกับสิ่งของลงมาจากอัฒจันทร์ เพราะการเล่นแรง ถ่วงเวลา และแสดงท่าทีไม่ยี่หระต่อเสียงโห่
ซิเมโอเน่ เป็นแบบนั้นแหละ เป็นคนที่ไม่ค่อยจะให้ความร่วมมือกับใครง่าย ๆ และเป็นคนที่ชอบ "แกว่งเท้าหาเสี้ยน" ไม่ว่าจะด้วยคำพูดหรือการแสดงออกด้วยกิริยา ... แต่คุณเชื่อไหมล่ะ ว่าแฟนบอล ยูไนเต็ด ณ เวลานี้ต้องการโค้ชแบบเขา ?
"โค้ชแบบเขา" ที่ว่าไม่ได้แปลว่าจะต้องทำทีมเล่นเกมรับ และทำตัวยียวนฝั่งตรงข้าม แต่หมายถึงโค้ชที่แสดงให้เห็นถึงอัตลักษณ์ของสโมสร มีความมุ่งมั่น ไม่กลัวใคร พร้อมทำทุกอย่างเพื่อความสำเร็จ ... นักเตะ แอตฯ มาดริด หลายคนยังเคยพูดว่าเมื่อเห็นโค้ชมีท่าทางแบบนั้น มันยิ่งทำให้พวกเขามีแรงใส่สุดตัวมากขึ้นเมื่ออยู่ในสนาม
ตัดภาพกลับมาที่ คาร์ริค ผู้ไม่เคยมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับใคร และใบแดงเพียงใบเดียวในอาชีพค้าแข้ง 20 ปีของเขา มาจากการเตะบอลทิ้งโดยไม่ตั้งใจในเกมกับ เอซี มิลาน ที่สนาม ซาน ซิโร่ ในเกม แชมเปี้ยนส์ลีก ปี 2010
เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน บรมกุนซือปีศาจแดงเคยกล่าวถึง คาร์ริค ว่าเป็น "เด็กขี้อาย" ที่บางครั้งต้องได้รับการ "กระตุ้น" เพื่อให้เขากล้าหาญและตัดสินใจให้เด็ดขาดขึ้น และเมื่อไม่ถึงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เฟอร์กูสัน ได้ย้ำอีกครั้งว่าผู้จัดการทีมต้องมีเสน่ห์ดึงดูดใจ ซึ่งในฐานะแฟนบอลเราต่างรู้ดีว่า "นี่คือสิ่งที่ คาร์ริค ขาด" แต่ ซิเมโอเน่ มี
อย่างไรก็ตาม แม้จะบอกว่า คาร์ริค ขาด แต่ไม่ได้แปลว่าเขาจะสร้างมันขึ้นมาไม่ได้ ...เขาแค่ต้องสร้างมันขึ้นมาเหมือนกับที่ ซิเมโอเน่ ใส่ตัวตนของเขาลงไปในแท็กติก ในทีม ในห้องแต่งตัว และทำให้ทุกคนเชื่อในสิ่งเดียวกัน ไม่เว้นแม้กระทั่งแฟนบอล ที่พร้อมจะคว้าชัยชนะในทุกเกม ต่อให้จะเป็นเกมที่ยากแค่ไหนก็ตาม
เรารู้ว่าการเอา คาร์ริค ไปเปรียบเทียบกับ ซิเมโอเน่ นั้นดูเป็นอะไรที่ไม่ค่อยจะแฟร์นัก เนื่องจากสถานการณ์หลังบ้าน และสิ่งที่เกิดขึ้นกับทั้ง 2 ทีมในช่วงหลังนั้นแตกต่างกันพอสมควร ... แต่หากมองที่ "เนื้องาน" ที่แท้จริงของเฮดโค้ช มันคือการเข้ามาและแก้ปัญหาที่มีให้เร็ว พร้อมติดตั้งวิธีการเล่นที่ดึงเอาธรรมชาติและสิ่งที่ดีที่สุดที่ทีม ๆ นี้มีออกมาให้ได้
ซิเมโอเน่ ทำสิ่งนี้ได้ และมันทำให้เขาเป็นคนที่แฟนบอล แอตฯ มาดริด ให้ความเคารพและเชื่อฟังการตัดสินใจของเขามา 15 ปีแล้ว .. ถ้า คาร์ริค อยากจะเริ่มยุคสมัยของตัวเอง และทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ในมือของเขาได้รับความเคารพ เขาต้องสร้างผลลัพธ์แบบที่ ซิเมโอเน่ ทำให้ได้ ... ส่วนเรื่องวิธีการนั้นคงไม่มีใครมาสอนเขาได้ นอกจากตัวเขาเอง
ต่างคนต่างคาแรกเตอร์ ย่อมมีวิธีที่แตกต่างกันออกไป ... ไขคำตอบนั้นให้เจอด้วยปัญหา เวลา และประสบการณ์ ถ้าทำได้ เสียงโห่ในวันนี้ก็เป็นแค่อดีต และจะกลายเป็นแค่เรื่องชั่วคราวเท่านั้น ไม่แน่คืนนี้คู่แข่งของเขา จะแสดงวิธีทำคร่าว ๆ ให้ คาร์ริค ได้เห็นกับตาตัวเองก็เป็นได้
แหล่งอ้างอิง
https://www.thesun.ie/sport/17752730/manchester-united-atletico-madrid-news/
https://www.mufcinfo.com/manupag/articles/article_pages/the-carrick-blueprint.html
https://www.theguardian.com/football/2024/apr/22/how-sir-alex-ferguson-became-a-fairy-godfather-for-young-managers