
นับตั้งแต่คว้าเหรียญทองแรกในเอเชียนเกมส์ เมื่อปี 2010 ทัพเทควันโดทีมชาติไทยก็มีเหรียญทองติดมือมาโดยตลอด โดยเฉพาะในยุคของ "เทนนิส" พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ ที่แทบจะการันตีความสำเร็จ
ทว่าในเอเชียนเกมส์ 2026 ครั้งนี้ ทีมจอมเตะไทย ต้องเผชิญกับเส้นทางที่ยากลำบาก ด้วยปัจจัยหลายอย่างที่ไม่เอื้ออำนวย ทำให้แม้แต่ความหวังสูงสุดอย่าง "หยู" บัลลังก์ ทับทิมแดง ซึ่งเป็นแชมป์เก่าก็ยังไม่แบเบอร์ว่าจะคว้าเหรียญทองมาได้
ปัจจัยสำคัญมีอะไรบ้าง ติดตามได้ที่นี่
กติกาไม่เป็นใจ
เอเชียนเกมส์ครั้งนี้มีการปรับเปลี่ยนกติกาการแข่งขันเล็กน้อย แต่กระทบกับฝั่งไทยพอสมควร โดยเฉพาะเรื่องการแบ่งพิกัดน้ำหนัก จากเดิมที่ชิงชัยกัน 5 รุ่น ลดเหลือ 4 รุ่น ฝั่งชายตัดรุ่น 63 กก. ออก ส่วนฝั่งหญิงตัดรุ่น 53 กก. ซึ่งทั้ง 2 รุ่น ถือเป็นรุ่นความหวังของทีมไทย
รุ่น 63 กก. แชมป์เก่า คือ "หยู" บัลลังก์ ทับทิมแดง ที่ผงาดคว้าเหรียญทองได้อย่างยิ่งใหญ่ ส่วนฝ่ายหญิงรุ่น 53 กก. คือ "แนท" ชุติกาญจน์ จงกลรัตนวัฒนา ที่ไปไกลถึงเหรียญทองแดง
ทางสมาคมกีฬาเทควันโดแห่งประเทศไทย จึงต้องพิจารณาการส่งนักกีฬาใหม่ โดยเฉพาะ "หยู" ว่าจะลดพิกัดไปรุ่น 58 กก. หรือเพิ่มไปเป็น 68 กก. ก่อนได้ข้อสรุปมาเป็นอย่างหลัง
"ครั้งนี้ต้องบอกว่าเป็นครั้งที่หนักที่สุด มีความเป็นกังวลเรื่องการแบ่งน้ำหนักที่ไม่เหมือนกับทุกครั้ง โดยที่ผ่านมาจะแบ่งตามสหพันธ์เทควันโดโลก แต่ครั้งนี้แบ่งตามโอลิมปิก เหลืออย่างละ 4 รุ่น ซึ่งเราก็เสียเปรียบ เพราะว่ามันจะมีความห่างของแต่ละรุ่น ทำให้ต้องเจอคนที่สูงกว่าและหนักกว่า" ผศ.พิมล ศรีวิกรม์ นายกสมาคมกีฬาเทควันโดแห่งประเทศไทย เผย

นอกจากการปรับพิกัดแล้ว เอเชียนเกมส์ครั้งนี้ยังเปลี่ยนกฎใหม่ ยกเลิกการชาเลนจ์ หรือประท้วงของผู้ฝึกสอน กรณีนักกีฬาเตะศีรษะแล้วคะแนนไม่ขึ้น เพื่อให้การแข่งขันดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
เรื่องนี้ "โค้ชเช" ชัชชัย เช เฮดโค้ชจอมเตะไทย ยอมรับว่ากระทบแน่นอน เพราะที่ผ่านมามีหลายเหตุการณ์ที่เจ้าตัวยื่นประท้วงจนพลิกสถานการณ์ได้สำเร็จ โดยเฉพาะ ในรอบชิงฯ โอลิมปิก 2024 ที่ "โค้ชเช" ยื่นขอชาเลนจ์ จนได้แต้มสำคัญถึง 2 ครั้ง ช่วยให้ "เทนนิส" พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ คว้าเหรียญทองได้สำเร็จ
"หนักใจจริง ๆ ครับ เพราะที่ผ่านมาในทั้งในโอลิมปิกหรือเอเชียนเกมส์ ถ้ามีโอกาสประท้วงเราก็ทำสำเร็จหลายครั้ง แต่เปลี่ยนกติกาใหม่ทำไม่ได้แล้ว เราก็ต้องยอมรับตามกติกาของสหพันธ์เทควันโดโลก จริง ๆ มีปัญหา แต่ต้องไม่คิดมาก จะทำหน้าที่ตัวเองในการเป็นโค้ชให้เต็มที่ครับ" โค้ชเช กล่าว
เป็นแชมป์ยากแล้ว รักษาแชมป์ยากกว่า
อย่างที่กล่าวไป การเปลี่ยนพิกัดส่งผลกระทบต่อบัลลังก์เข้าเต็มเปา ไม่เพียงแค่ด้านร่างกายเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงสภาพจิตใจด้วย
แม้เจ้าตัวจะออกสตาร์ทได้อย่างยอดเยี่ยมในช่วงปรับน้ำหนักมารุ่น 68 กก. ใหม่ ๆ ถึงขั้นคว้าแชมป์โลกมาแล้ว เมื่อปี 2025 รวมถึงเหรียญทองกีฬามหาวิทยาลัยโลก, ซีเกมส์, เวิลด์ กรังด์ปรีซ์ ชาเลนจ์ และรายการระดับโอเพ่นอีกหลายทัวร์นาเมนต์
ทว่า 3 รายการหลังสุด ในปีนี้ (ไม่นับประเภททีม) ไปไม่ถึงรอบตัดเชือกแม้แต่รายการเดียว
"ก่อนหน้านี้มั่นใจในตัวเอง กลับมาก็ไม่เพิ่มเติมอะไรที่ยังขาดอยู่ พอไปแข่งแล้วแพ้ ก็ได้เรียนรู้บทเรียนตรงนี้มากขึ้นว่าตัวเองยังไม่เก่งจริง เคยได้ยินว่าเป็นแชมป์ยากแล้ว รักษาแชมป์ยากกว่า เมื่อก่อนคิดว่ามันคงเป็นแค่คำพูด แต่ตอนนี้รู้แล้วว่ามันยากจริง ๆ"
"สิ่งที่ยากที่สุดคงเป็นเรื่องสมาธิ ช่วงนี้หยูก็สมาธิไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว เพราะว่าที่ผ่านมาก็แพ้เยอะ ทำให้คิดถึงความผิดพลาดของตัวเอง แต่ก็พยายามบอกตัวเองอยู่ตลอดว่าแพ้ในอดีตไม่ใช่ว่าในอนาคตจะต้องแพ้ ทำเต็มที่พยายามสู้กับตัวเอง" หยู เปิดใจ

ปัจจัยหลักที่ทำให้ผลงานดร็อปลง คือการโดนคู่ต่อสู้ศึกษาสไตล์การเล่น และแก้เกมมากขึ้น เพราะจากที่เคยโนเนมในรุ่นนี้ ปัจจุบันเจ้าตัวได้กลายเป็นนักกีฬาที่ถูกจับจ้องมากขึ้น
ที่สำคัญ ส่วนสูง 190 ซม. ที่เจ้าตัวเคยได้เปรียบตอนแข่งรุ่น 63 กก. ก็แทบจะไม่ส่งผลแล้ว เพราะเมื่อน้ำหนักเพิ่มขึ้น คู่แข่งต่างชาติส่วนใหญ่ที่เจอก็มีร่างกายสูงใหญ่ขึ้น แถมหลายรายยังคุ้นชินกับพิกัดนี้ และมีการออกอาวุธหนักหน่วงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
"ส่วนสูงไม่ใช่ข้อได้เปรียบสักเท่าไหร่แล้วตอนนี้ ต้องเน้นเทคนิค และความเร็วมากกว่า" หยู ยอมรับ
จอมเตะวัย 20 ปี ยังกล่าวต่อว่า จากนี้ต้องพยายามเพิ่มน้ำหนัก เพิ่มเวต และปรับสไตล์การเล่นให้เข้ากับรุ่น 68 กก. มากขึ้น จะเล่นเหมือนเดิมไม่ได้ และสิ่งไหนที่ทำได้ไม่ดี ก็พยายามพัฒนาให้ไม่เป็นข้อเสีย
"ถ้าหยูเต็มที่กับมัน ผลมันก็จะออกมาดีเอง ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นยังไง ถ้าเราทำเต็มที่แล้ว ยังไงมันก็ดีที่สุดแล้ว" จอมเตะความหวังเหรียญทอง ทิ้งท้าย
รุ่นอื่นลุ้นเซอร์ไพรส์
นอกจาก บัลลังก์ ที่เป็นความหวังเบอร์ 1 ของทัพจอมเตะไทยแล้ว หากมองไปที่รุ่นอื่น ๆ ต้องยอมรับว่าเป็นงานหนักยิ่งกว่า เพราะหลายรายเป็นนักกีฬาหน้าใหม่ที่เตรียมลงแข่งรายการนี้ "ครั้งแรก"
มีเพียง "ใบเตย" ศศิกานต์ ทองจันทร์ จอมเตะสาววัย 22 ปี ที่ผ่านเวทีโอลิมปิกเกมส์มาแล้ว ในรุ่น 67 กก. กับ แจ็ค วูดี้ เมอร์เซอร์ ลูกครึ่งอังกฤษ เจ้าของส่วนสูง 205 ซม. ใน 80 กก. ขึ้นไป ที่เคยผ่านรายการนี้มาแล้ว

ส่วนที่เหลือ ฝั่งชาย "ฟาอีส" สิรวิชญ์ มะหะหมัด (58 กก.) กับ "ไอออน" กฤตยชญ์ พร้อมปัจจุ (80 กก.) และฝ่ายหญิง "อิม" พัชรกัญน์ พูลเกิด (49 กก.), "ขนมจีบ" ณัฐกมล วาสนา (57 กก.), "ลูกแก้ว" กัญจ์ณาลักษณ์ ชื่นชูกลิ่น (67 กก. ขึ้นไป) ล้วนแข่งเอเชียนเกมส์ครั้งแรก
"ที่ผ่านมามีน้องเทนนิส เหมือนการันตีได้ เป็นความหวังสูงสุด ครั้งนี้ไม่มีเทนนิส แต่เราก็ยังส่ง 8 คน มีหยูเป็นความหวังสูงสุด แต่ผมเป็นห่วงหยู จะเป็นกังวล และเครียด เพราะทุกคนมองทำให้กดดัน แต่ผมก็บอกว่ากีฬาก็ต้องชนะบ้างแพ้บ้าง ไม่มีใครชนะตลอด อยากให้เล่นสบาย ๆ ไม่กดดัน"
"รุ่นอื่นๆ ก็มีโอกาส อยากให้ทุกคนทำเต็มที่ก่อน ทุกคนมีความมุ่งมั่น ตั้งใจ เรื่องผลไม่มีใครรู้ ให้เล่นเต็มที่ก่อน เรื่องผลงานค่อยดูทีหลัง เป้าหมาย 1 เหรียญทองก่อน เหรียญอื่นค่อยว่าอีกที ต้องดูสาย ดูวันแข่ง ถ้าเล่นดีทุกคนก็มีโอกาสทุกคน" โค้ชเช ทิ้งท้าย
แม้จะต้องเผชิญเส้นทางที่ยากลำบาก แต่ทัพจอมเตะไทยยังพร้อมสู้เต็มที่ ด้วยการเตรียมเก็บตัวฝึกซ้อมอย่างเข้มข้นที่เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ก่อนเคลื่อนทัพสู่ประเทศญี่ปุ่นช่วงโค้งสุดท้ายเพื่อลงชิงชัย วันที่ 1-3 ตุลาคมนี้
