Feature

จาก 80 ล้านปอนด์เหลือ "0" : วิลฟรีด ซาฮา ดีลวัดใจที่ทำให้ คริสตัล พาเลซ เลิกโก่งราคานักเตะ | Main Stand

ขายนักเตะเร็วเกินไปจนได้ราคาถูก ยังไม่เจ็บเท่าการเตะถ่วงเวลาขายนักเตะช้าเกินไปจนไม่ได้อะไรกลับมาเลย 

 


นี่คือบทเรียนครั้งสำคัญที่สุดที่ทำให้ คริสตัล พาเลซ ไม่รั้งนักเตะสตาร์ประจำทีมเอาไว้อีกเลย ไม่ว่าจะเป็น ไมเคิล โอลิเซ่, เอเบเรชี่ เอเซ่ หรือแม้แต่ มักซองซ์ ลาครัวซ์ ในตลาดนักเตะฤดูร้อนปี 2026 

บทเรียนนี้เกิดขึ้นจากดีลวัดใจ "เดอะ แบก" แห่งยุคอย่าง วิลฟรีด ซาฮา ที่เคยมีมูลค่ามากถึง 80 ล้านปอนด์ ถึงตอนจบที่เปลี่ยนแนวคิดของพาเลซไปตลอดกาล 

ติดตามกับ MAIN STAND 

 

มงกุฎเพชรแห่ง เซลเฮิร์สต์ พาร์ก

ย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่ คริสตัล พาเลซ เป็นเพียงทีมหนีตกชั้นในพรีเมียร์ลีก มีคนหนึ่งที่ทำให้แฟนบอล "ปราสาทเรือนแก้ว" อุ่นใจเสมอเมื่อก้าวเข้าสู่สนาม เซลเฮิร์สต์ พาร์ก นั่นคือรอยยิ้ม ทักษะลูกหนังอันแพรวพราว และลีลาการกระชากลากเลื้อยของ วิลฟรีด ซาฮา 

ซาฮา นั้นเป็นที่รักของแฟนบอลพาเลซแบบสุดลิ่มทิ่มประตู ไม่ใช่เพราะเขาเก่งกาจและแบกทีมที่ยังประกอบร่างไม่เสร็จไว้บนบ่าเท่านั้น แต่เขายังเป็นดาวรุ่งที่เติบโตมากับระบบเยาวชนของสโมสรตั้งแต่วัยยังไม่ได้ทำบัตรประชาชน ก่อนที่จะย้ายไปอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด เมื่อปี 2013 ด้วยราคาราว 10 ล้านปอนด์ และเขาถือเป็นดีลนักเตะขาเข้าคนสุดท้ายในยุคของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อีกด้วย เนื่องจากเซ็นสัญญาในตลาดนักเตะฤดูหนาวปี 2013 ก่อนให้พาเลซยืมตัวจนจบซีซั่น 2012-13 แล้วค่อยมาร่วมทัพปีศาจแดงในฤดูกาล 2013-14

"ผมเห็นซาฮาตั้งแต่อายุ 13 ปีน่าจะได้ ทักษะพรสวรรค์เหลือร้าย เล่นฟุตบอลด้วยความดุดันไม่เหมือนใคร และเป็นนักเตะที่พยายามจะก้าวข้ามขีดจำกัดตัวเองให้ตลอด บางครั้งก็อาจจะเป็นความพยายามที่มากเกินไป แต่นั่นแหละที่ทำให้ทีมใหญ่อย่าง ยูไนเต็ด อยากได้ตัวเขา" เบน การ์เนอร์ ที่เคยทำงานในอคาเดมี่ของ พาเลซ ว่าเช่นนั้น 

น่าเสียดายที่ เฟอร์กี้ ไม่ทันได้ใช้งานนักเตะคนนี้ที่เขาอยากได้ เนื่องจากบรมกุนซือเลือดสกอตตัดสินใจเลิกคุมทีมหลังจบฤดูกาล 2012-13 การมาของ เดวิด มอยส์ และต่อด้วย หลุยส์ ฟาน กัล คือเคมีที่ไม่เคยเข้ากัน มอยส์ ชอบปีกที่มีความยืดหยุ่นสูง เล่นเกมรับได้ และเป็นคนที่สร้างโอกาสในฐานะทีมมากกว่าตัวของ ซาฮา ที่เป็นนักเตะสายโซโล่เพลย์ เป็นคนที่ชอบเล่นยาก ๆ เอาไว้ก่อน เขาจึงไม่มีโอกาสมากนักในยุค มอยส์ 

ต่อด้วยยุคของ ฟาน กัล ยิ่งแล้วไปกันใหญ่ พ่อใหญ่ชาวดัตช์เป็นพวกหัวแข็งไม่เปลี่ยนแนวคิดตัวเองง่าย ๆ เขามาพร้อมกับระบบหลัง 3 ที่ไม่มีตัวริมเส้นธรรมชาติ และนั่นแหละยิ่งทำให้นักเตะอย่าง ซาฮา ไม่อยู่ในสายตา และสุดท้ายก็โดนขายกลับคืนให้ พาเลซ ในซีซั่น 2014-15 ด้วยราคาเพียงราว 3 ล้านปอนด์ 

นี่แหละการย้ายทีมที่ใช่ที่สุด ต่างฝ่ายต่างคลิกและเกื้อกูลกันอย่างยิ่ง พาเลซในฐานะทีมที่ขึ้น ๆ ลง ๆ คุณภาพนักเตะในทีมโดยรวมต้องบอกว่าไม่ได้ดีอะไรมากนัก และด้วยฟุตบอลสไตล์ตีหัวเข้าบ้าน รับแน่น ๆ แล้วสวนแบบเปรี้ยงเดียวด้วยการฝากบอลไว้กับนักเตะเทคนิคสูง ๆ ซาฮา ตอบโจทย์ทุกข้อที่ พาเลซ ต้องการ 

นอกจากนี้ พาเลซ ก็ยังมอบสิ่งที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ให้ ซาฮา ไม่ได้ นั่นคือโอกาสลงสนาม และการมอบความเชื่อมั่นให้เขาได้เล่นฟุตบอลในแบบที่เป็นตัวของตัวเองที่สุด 

คงไม่ต้องอธิบายกันเยอะว่าช่วงเวลาหลังจากที่ ซาฮา กลับมาซบพาเลซนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง เขาเป็นแทบทุกอย่างของทีม ๆ นี้ ไม่ว่าโค้ชคนไหนที่เข้ามาทำงานที่นี่ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันหมดในเชิงที่ว่า หากวันไหนที่ไม่มี ซาฮา อยู่ในสนาม ความอันตรายของคริสตัล พาเลซ ก็ลดลงไปกว่าครึ่ง 

จะมีใครพูดเรื่องราวเกี่ยวกับเขาได้ดีไปกว่า รอย ฮอดจ์สัน ตำนานกุนซือของ พาเลซ ที่เป็นโค้ชคู่ใจของ ซาฮา อีก ... ฮอดจ์สัน นิยามเรื่องราวของซาฮาสั้น ๆ และบอกว่าเขาคือคนที่สำคัญที่สุดในทีม ๆ นี้ และเป็นคนที่สร้างความตื่นตาตื่นใจขั้นสุด แฟนบอลที่ เซลเฮิร์สต์ พาร์ก จะส่งเสียงดังเป็นพิเศษ เมื่อบอลอยู่กับเท้าของเขา 

"วิลฟ์ ไม่ใช่คนที่รับมือง่าย ๆ ในทุก ๆ เรื่องหรอก แต่โชคดีที่ผมก็เป็นคนแบบเขาเหมือนกัน ดังนั้นไม่ว่าเขาจะคิดหรือพูดอะไร คุณลืมมันไปได้เลยเมื่อถึงเวลาซ้อม เพราะหมอนี่คือคนที่พยายามทำทุกอย่างให้ถูกต้องเสมอ"

"สำหรับผมเขาคือตำนาน คือผลงานชิ้นเอก ทุกสิ่งที่เขาทำที่ พาเลซ ควรค่าแก่การถูกจารึก ... คุณถามผู้คนที่นั่นคนไหนก็ได้ ผมเชื่อว่าคงไม่มีใครคัดค้านคำพูดนี้ของผมแน่" ฮอดจ์สัน กล่าว 

การเสริมส่งกันและอยู่ในทีมที่ถูกต้องทำให้ ซาฮา โดดเด่นจนเป็น Cult Hero ของวงการฟุตบอลอังกฤษ แต่ในความเก่งกาจแบกทีมไว้บนบ่าอยู่หลายปี ย่อมนำไปสู่การหมดความท้าทาย 

ทุกคนคิดเหมือนกันหมดว่าถ้าหาก วิลฟรีด ซาฮา เก่งกาจขนาดนั้น ทำไมเขาไม่ไปพิสูจน์ตัวเองกับทีมที่ใหญ่กว่าบ้าง แทนที่จะต้องมาเล่นเพื่อหนีตกชั้นครั้งแล้วครั้งเล่ากับทีมปราสาทเรือนแก้ว ? ... ซาฮา ก็คิดเช่นนั้น และที่สำคัญหลายทีมก็เห็นความเก่งกาจในตัวของเขาในวันที่เขาพีกที่สุด 

 

ความดื้อรั้นของปราสาทเรือนแก้ว

ซัมเมอร์ปี 2018 ณ เวลานั้น ซาฮา อายุ 26 ปี ถือว่าเป็นจุดที่พร้อมแล้วสำหรับการโบยบิน และตัวเขาเองก็รู้ดีว่าการย้ายทีมไปอยู่กับสโมสรที่ใหญ่กว่า ได้เล่นในรายการสำคัญ ๆ คือสิ่งที่จะทำให้เขาก้าวไปอีกขั้นในอาชีพนักฟุตบอล 

เขาขอขึ้นบัญชีขายกับ สตีฟ แพริช ประธานสโมสร โดยให้เหตุผลว่าเขาได้ทุ่มเททุกอย่างและไม่มีสิ่งใดติดค้างกับสโมสรอันเป็นที่รักอีกแล้ว ... ข่าวนี้แพร่สะพัดในทันที และ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ก็ต้องการตัวเขามากจนพร้อมกระโดดใส่

น่าเสียดายที่ สเปอร์ส ไม่ได้ยื่นข้อเสนอที่ให้เกียรติกับทาง พาเลซ มากนัก พวกเขายื่นข้อเสนอแรกมาที่ราคาเพียง 12 ล้านปอนด์ ดีลนี้จึงจบลงอย่างรวดเร็ว เพราะ สตีฟ แพริช ก็หัวเสียมากเมื่อได้เห็นราคาที่เปิดมาจากซองครั้งนี้ 

"ไม่มีโอกาสเลยที่ วิลฟรีด ซาฮา จะย้ายออกจากสโมสรในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะครั้งนี้ ผมได้ยินว่าผู้จัดการทีมคนนั้น(โปเช็ตติโน่) บอกว่าอยากจะได้นักเตะที่เหมือน คริสเตียโน่ โรนัลโด้ คนต่อไป ... ผมก็จะตอบเขากลับว่า ผมก็ไม่ต่างกันหรอก ใครบ้างจะไม่อยากได้ 'นิว โรนัลโด้' ในราคา 12 ล้านปอนด์ คุณว่าไหม ?" แพริช เย้ยกลับ 

สเปอร์ส ไม่สู้ราคา และทำให้ ซาฮา ต้องกลับมาเล่นให้กับ พาเลซ อีก 1 ซีซั่น หนนี้ว่ากันว่าเขาเจรจากับบอร์ดบริหารว่าเขาจะทุ่มเทให้ทีมเต็มที่ไม่เปลี่ยนแปลง ขอเพียงคำสัญญาว่า หากตลาดซื้อขายครั้งหน้ามีราคาที่เหมาะสมขึ้นมา เขาจะต้องได้ย้ายทีม

ซาฮา ยิงไป 10 ประตูในพรีเมียร์ลีกซีซั่น 2018-19 นี่ถือว่าเป็นหนึ่งในปีที่เขาเล่นได้ดีที่สุด ดังนั้นเมื่อซีซั่นจบลง สัญญาต้องเป็นสัญญา นั่นคือสิ่งที่เขาคิด เอเย่นต์ของเขาคุยกับ อาร์เซน่อล และมองว่าโอกาสย้ายทีมมาถึงแล้ว 

ปืนใหญ่ ในยุคของ อูไน เอเมรี่ ต้องการปีกความเร็วสูง ทักษะดี แข็งแรง และเข้าใจเกมฟุตบอลอังกฤษซึ่งตรงสเปกกับ ซาฮา ทุกข้อ ... เป็นอีกครั้งที่อุปสงค์และอุปทานมันต้องกันพอดี ทีมใหม่อยากได้ นักเตะอยากย้าย ... แต่บังเอิญว่าอีก 1 ตัวแปรในสมการนี้ไม่เห็นด้วย ?

ไม่ต้องเดาหรอกครับ สตีฟ แพริช ที่เห็นซาฮาฟอร์มดีขนาดนั้น แถมยังบวกด้วยการเป็น "นักเตะโฮมโกรน" ที่มีราคาแพงเป็นพิเศษ ทำให้ตัดสินใจเล่นเกมสงครามราคาอีกครั้ง 

อาร์เซน่อล พร้อมจะจ่ายให้ พาเลซ ถึง 40-50 ล้านปอนด์สำหรับซาฮา แต่แพริชมองว่า "ถูกเกินไป" สำหรับสถานการณ์ในตอนนี้ ตัวเลขในใจของเขาคือ 80 ล้านปอนด์ และตัวเลขที่ปากของเขาบอกกับสื่อคือ 100 ล้านปอนด์ 

"เราต้องโน้มน้าวให้วิลฟรีดเชื่อว่าพาเลซคือสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับเขา และเขาสามารถประสบความสำเร็จที่นี่ได้ ผมเป็นคนตัดสินใจว่าใครจะอยู่หรือไป และสำหรับเขา เขาจะไม่ได้ออกไป ... เขาต้องทำใจยอมรับเรื่องนี้ให้ได้" แพริช ว่าเช่นนั้น 

แม้จะเป็นการหยั่งเชิงกึ่ง ๆ กดดันให้ อาร์เซน่อล ยื่นในราคาที่ต้องการ แต่ อาร์เซน่อล ก็ยื่นข้อเสนอรอบ 2 ที่ 60 ล้านปอนด์ และครั้งที่ 3 ในราคาราว 70 ล้านปอนด์ มาติด ๆ ซึ่งถูกบอกปัดเหมือนเดิม

เวลาไม่คอยท่า อาร์เซน่อล ต้องสร้างทีมใหม่ในยุค อูไน และต้องการให้ทุกดีลเสร็จให้เร็วที่สุด พวกเขาตัดสินใจยอมแพ้จากซาฮา และไปจบดีลกับ นิโกลัส เปเป้ จาก ลีลล์ ในราคา 72 ล้านปอนด์แทน 

ไม่ต้องบอกก็รู้ ซาฮา ผิดหวังขนาดไหน เขาถึงขั้นเคยเปิดใจภายหลังว่า "ผมแค่ต้องการให้ตัวเองได้เจอความท้าทายมากกว่านี้ คุณต้องเข้าใจ ผมรัก คริสตัล พาเลซ มาก แต่ผมก็ต้องยอมรับจริง ๆ ว่าผมคิดว่าตัวเองมีศักยภาพที่จะไปได้ไกลกว่าที่สโมสรเป็น ผมช่วยทีมชนะเกม คุณสามารถย้อนไปดูสถิติได้ ถ้าผมไม่ได้เล่น เราก็มักจะไม่ชนะ"

 

จบลงที่ 0 ปอนด์ 

โลกฟุตบอลมีความโหดร้ายซ่อนอยู่เสมอ แม้จะโกรธ แต่ซาฮาก็รักพาเลซมากพอที่จะอยู่กับทีมต่อไป ... แต่ก็เหมือนที่ โชเซ่ มูรินโญ่ บอก เผลอแวบเดียว คุณก็แก่เสียแล้ว ... กาลเวลาเดินหน้า สัญญาของซาฮาก็เริ่มนับถอยหลัง

ซาฮา อายุมากขึ้นทุกวัน ซึ่งสังขารนี่แหละที่ทำร้ายนักเตะตำแหน่งปีกมากที่สุด ขณะเดียวกันสัญชาติอังกฤษที่เคยมี เขาก็ตัดสินใจหันหลังให้ในช่วงปลายปี 2016 หลังได้เล่นให้ทีมสิงโตคำรามเพียง 2 นัด และไม่เคยติดทีมอีก เปลี่ยนไปเล่นให้กับทีมชาติไอวอรีโคสต์อีกด้วย … มูลค่าของเขาตกตามสิ่งที่ได้กล่าวมา

ในระหว่างนี้ไม่มีข้อเสนอจากทีมใหญ่เข้ามาแล้ว แต่ยังพอมีข้อเสนอจากทีมในพรีเมียร์ลีกอย่าง เอฟเวอร์ตัน ที่จะยอมจ่าย 50 ล้านปอนด์ + เจมส์ แม็คคาร์ธี่ ให้ พาเลซ ได้ยืมตัว ... แต่คุณก็รู้ดีว่า พาเลซเคยเห็นตัวเลขที่มากกว่านี้มาแล้ว พวกเขายังหวังจะได้เห็นตัวเลขที่มากกว่า 

ความดื้อรั้นในการตั้งราคาที่สูงเกินจริง ทำให้ไม่มีสโมสรไหนกล้าทุ่มเงินซื้อในบั้นปลายสัญญา ประกอบกับความต้องการของตัวนักเตะที่อยากไปหาความท้าทายใหม่ในระดับที่สูงขึ้น

พาเลซเลือกที่จะเดิมพันครั้งใหญ่ โดยหวังว่าซาฮาจะอยู่ช่วยทีมต่อไปจนวินาทีสุดท้าย แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นฝันร้าย ซัมเมอร์ปี 2023 สัญญาระหว่างซาฮากับสโมสรได้สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ ปีกตัวเก่งตัดสินใจย้ายไปร่วมทีม กาลาตาซาราย แบบไร้ค่าตัว

จากตัวเลข 80 ล้านปอนด์ที่เคยตั้งไว้ในอดีต สุดท้ายแล้ว คริสตัล พาเลซ ไม่ได้เงินกลับเข้าสโมสรเลยแม้แต่ปอนด์เดียว เป็นบทเรียนราคาแพงที่เจ็บปวดแต่เด่นชัดที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร 

สตีฟ แพริช ไม่ได้ปริปากพูดถึงความเสียดายนี้สักครั้ง ไม่ว่าจะด้วยความที่เขาไม่แยแสจริง ๆ หรือเสียดายเกินกว่าที่จะพูดถึงก็ช่าง ... ซาฮา เป็นอดีตไปแล้ว เหลือเพียงบางบทเรียนเท่านั้นที่สอนให้เขาจะไม่ทำเรื่องแบบนี้ซ้ำสอง 

 

บทเรียนราคาแพงสู่ยุคใหม่

ความผิดพลาดจากเคสของ วิลฟรีด ซาฮา กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้โครงสร้างการบริหารและการตัดสินใจซื้อขายนักเตะของ คริสตัล พาเลซ เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง

พวกเขาตระหนักได้ว่า การยึดติดกับตัวเลขมหาศาลและการกอดนักเตะไว้จนหมดสัญญา ไม่ได้สร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่สโมสร รังแต่จะสูญเสียมูลค่าไปโดยเปล่าประโยชน์

ในยุคต่อมา พาเลซที่ สตีฟ แพริช ยอมปล่อยมือจากการควบคุมทีม ด้วยการขายหุ้นให้ จอห์น เท็กซ์เตอร์ นักลงทุนชาวอเมริกัน ก่อนปัจจุบันเปลี่ยนมือเป็น วูดดี้ จอห์นสัน เจ้าของทีม นิวยอร์ก เจ็ตส์ ในอเมริกันฟุตบอล NFL ปรับเปลี่ยนแนวทางสู่การเป็นสโมสรที่พร้อมปล่อยตัวสตาร์ประจำทีม หากได้รับข้อเสนอใน "ราคาที่เหมาะสมและสมเหตุสมผล" และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตัวนักเตะแสดงความชัดเจนว่าต้องการจะย้ายออกจากทีม 

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการยอมปล่อย ไมเคิล โอลิเซ่ ในราคา 50 ล้านปอนด์ให้กับ บาเยิร์น มิวนิค และ เอเซ่ ให้กับ อาร์เซน่อล ในราคา 60 ล้านปอนด์ เพราะทั้งคู่ก็ไม่ได้เหลือสัญญาระยะยาว เมื่อมีข้อเสนอที่ดีในเกณฑ์ที่รับได้เข้ามา ก็ปิดดีลจบรับเงินเข้าสโมสร ดีกว่าจะเสี่ยงให้สัญญาหมดแล้วไม่ได้อะไร

แพริช ถึงขั้นยอมหักกับ โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ กุนซือผู้พาทีมคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ และ ยูฟ่า คอนเฟอเรนซ์ ลีก มาแล้ว ในกรณีที่เขาอยากจะขาย มาร์ค เกอี ที่เหลือสัญญาปีเดียว ให้ ลิเวอร์พูล ในซัมเมอร์ปี 2025 ทว่าดีลนั้นเขาต้องชั่งน้ำหนักให้ดี เพราะ กลาสเนอร์ ที่สำคัญมากกับทีมชุดนี้ก็ยื่นคำขาดเหมือนกันว่า ถ้าขาย เกอี ออก เขาจะประกาศลาออกทันที 

แม้ แพริช จะยอมทิ้งเงินราว 35 ล้านปอนด์ตรงหน้า แต่สุดท้ายเมื่อตลาดเดือนมกราคม 2026 มาถึง เขาก็ยอมกำขี้ดีกว่ากำตดด้วยการขาย เกอี ให้กับ แมนฯ ซิตี้ ในราคาแค่ 20 ล้านปอนด์เท่านั้น เพราะถ้าปล่อยไว้จนจบซีซั่นก็คงเหลือค่าแค่ 0 ปอนด์ ไม่ต่างกับที่เขาเคยเจ็บช้ำมากับ วิลฟรีด ซาฮา เมื่อครั้งอดีต 

มันคือทางออกที่ยอดเยี่ยม และทำให้ พาเลซ แข็งแกร่งขึ้นในแง่ของภาพรวม สโมสรเรียนรู้ที่จะเจรจาด้วยความยืดหยุ่น เปิดโอกาสให้นักเตะได้เติบโตไปข้างหน้า ขณะเดียวกันก็โกยเงินก้อนโตเข้าสโมสร เพื่อนำมาต่อยอดซื้อผู้เล่นดาวรุ่งทดแทนได้อย่างทันท่วงที 

ความผิดพลาดจากดีล 0 ปอนด์ของซาฮา จึงไม่ใช่แค่ความสูญเสีย แต่คือยาแรงชั้นดีที่ทำให้ คริสตัล พาเลซ ก้าวเข้าสู่ตลาดซื้อขายยุคใหม่ด้วยความฉลาด รอบคอบ และมองการณ์ไกลมากกว่าเดิม ... จนพวกเขาก้าวข้ามจากทีมระดับหนีตกชั้น กลายเป็นทีมที่อยู่รอดสบาย ๆ และมีลุ้นฟุตบอลถ้วยทุกปี ดังที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ 

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.nytimes.com/athletic/4671405/2023/07/25/wilfried-zaha-crystal-palace-means-to-me/
https://en.wikipedia.org/wiki/Wilfried_Zaha
https://www.reddit.com/r/crystalpalace/comments/1dw7f1i/wilfried_zaha_breaks_silence_over_the_real_reason/?tl=th
https://www.theguardian.com/football/2019/aug/07/crystal-palace-tell-everton-they-will-not-sell-wilfried-zaha-for-less-than-100m
https://www.skysports.com/football/news/11706/10552037/wilfried-zaha-will-not-be-sold-to-tottenham-insists-crystal-palace-chairman-steve-parish

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Photo

ปฐวี ยอดเนียม

Man u is No.2 But YOU is No.1

Graphic

อรรนพ สะตะ

graphic design ผู้ชื่นชอบกีฬาฮอกกี้, เกมส์, เดินเขา เป็นชีวิตจิตใจ