Feature

Un'estate italiana : ความทรงจำในฤดูร้อนที่อิตาลี และเพลงฟุตบอลโลกที่ดีที่สุดตลอดกาล | Main Stand

หากพูดถึง ฟุตบอลโลก 1990 ที่อิตาลี พวกคุณนึกถึงอะไรบ้าง ?

 

ฟุตบอลโลกครั้งที่ 2 บนแผ่นดินอิตาลี ในช่วงที่ฟุตบอลแดนมักกะโรนีฟีเวอร์สุดขีด, การผงาดคว้าแชมป์โลกของ "อินทรีเหล็ก" เยอรมันตะวันตก ก่อนรวมประเทศเป็นเยอรมนีหนึ่งเดียวอีกครั้ง, ความมหัศจรรย์ และการประกาศศักดาของ แคเมอรูน ชาติแรกแห่งแอฟริกาที่เข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย, ดิเอโก้ มาราโดน่า และ อาร์เจนตินา กลับมาป้องกันแชมป์ แต่จบที่รองแชมป์ และน้ำตาของ "แฮนด์ ออฟ ก็อด"

แมตช์สุดเดือดของคู่อริ เนเธอร์แลนด์ vs. เยอรมันตะวันตก ที่ตัวเก่งของทั้งสองทีมอย่าง แฟรงค์ ไรจ์การ์ด กับ รูดี้ โฟลเลอร์ ถ่มน้ำลายใส่กันจนโดนใบแดงไล่ออกคู่, อิตาลี ที่แบกความหวังคนทั้งชาติ แต่จบเพียงอันดับ 3 ในบ้านตัวเอง หรือ ฟุตบอลโลกครั้งแรกที่คนไทยได้ดูถ่ายทอดสดครบทุกแมตช์ ตั้งแต่รอบแรกยันนัดชิงชนะเลิศ

เวิลด์ คัพ 1990 ถือเป็นอีกหนึ่งฟุตบอลโลกที่อยู่ในความทรงจำของแฟนบอลมากมาย เช่นเดียวกับเพลง "To Be Number One" หรือ "Un'estate italiana" เพลงประกอบการแข่งขันฟุตบอลโลก 1990 ที่เพราะและทรงพลัง จนถูกสรรเสริญจากแฟนบอลให้เป็น "เพลงฟุตบอลโลกที่ดีที่สุดตลอดกาล"

และนี่คือเรื่องราวของเพลงฟุตบอลโลกในตำนานจากอิตาลี และถูกยกว่า "ดีที่สุดเท่าที่โลกนี้เคยมีมา" ...

หากนึกถึงเพลงประกอบการแข่งขันฟุตบอลโลกในยุคแรกนั้น มันไม่ได้มีเพลงไหนที่ถูกเขียนมาใช้อย่างเป็นทางการ ไม่ได้มีเพลงที่ ฟีฟ่า ตั้งใจทำเพื่อให้เป็นที่จดจำของคนทั่วโลก หรือถูกวางตำแหน่งให้เป็นส่วนหนึ่งของฟุตบอลโลกมาก่อน

กระทั่ง ฟุตบอลโลก 1990 ที่ อิตาลี ได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพเกมลูกหนังแห่งมวลมนุษยชาติเป็นครั้งที่ 2 ฝ่ายจัดการแข่งขันอย่าง ฟีฟ่า มองว่านอกจากเกมฟาดแข้งเพื่อชิงถ้วยแชมป์โลก พวกเขาก็ควรสร้างเอกลักษณ์ประจำทัวร์นาเมนต์ขึ้นมาอีกหนึ่งอย่าง เพื่อให้เกมฟุตบอลของพวกเขาเป็นที่จดจำมากยิ่งขึ้น

นั่นก็คือการทำเพลงประกอบการแข่งขันฟุตบอลโลก แบบเป็นทางการของตัวเอง และคนที่ ฟีฟ่า มองว่าควรคู่แก่การรับเกียรติสร้างสรรค์เพลงบอลโลกเพลงแรกของพวกเขาใน เวิลด์ คัพ ที่อิตาลี ก็คือ จอร์โจ้ โมโรเดอร์

จอร์โจ้ โมโรเดอร์ คือนักแต่งเพลงชาวอิตาเลียน ที่คนฟังเพลงอิตาลีรู้จักในฐานะ "เจ้าพ่อเพลงยูโร-ดิสโก้" เพลงเต้นรำกลิ่นอายดิสโก้คลาสสิก ที่โดนใจผู้คนชาวยุโรปและครองเทรนด์ดนตรีแถบยุโรปในยุคนั้น เพลงที่หลายคนน่าจะคุ้นหูกันดีก็คือ "Flashdance... What a Feeling" ที่ประกอบภาพยนตร์ Flashdance ปี 1983 หรือ "Take My Breath Away" เพลงบัลลาดสุดเพราะ ประกอบหนังเครื่องบินรบในตำนาน Top Gun ปี 1986 ที่ประสบความสำเร็จถล่มทลาย และทั้งสองเพลงนี้ก็ทำให้ โมโรเดอร์ คว้ารางวัลออสการ์ สาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมไปครอง

นอกจากเพลงตัวเองและเพลงประกอบภาพยนตร์ โมโรเดอร์ ยังมีโปรไฟล์ทำเพลงประกอบการแข่งขันกีฬาระดับโลกมาแล้ว เช่น "Reach Out" ในโอลิมปิก 1984 ที่ ลอส แอนเจลิส สหรัฐอเมริกา ที่หลายคนรู้จักกันดี รวมถึง "Hand In Hand" เพลงประกอบมหกรรม โอลิมปิก 1988 ที่กรุงโซล เกาหลีใต้ และใช้เป็นเพลงเปิดพิธีเปิดการแข่งขันสุดยิ่งใหญ่อีกด้วย

นั่นเลยทำให้ ฟีฟ่า ตัดสินใจติดต่อหา จอร์โจ้ โมโรเดอร์ เพื่อขอให้เขารับหน้าที่แต่งเพลงประกอบการแข่งขัน ฟุตบอลโลก 1990 ที่ อิตาลี เป็นเจ้าภาพ เมื่อได้พิจารณาถึงผลงานอันยอดเยี่ยมของเขา และทาง โมโรเดอร์ ก็รับงานนี้ให้กับมหกรรมลูกหนังแห่งมวลมนุษยชาติ ที่จัดในบ้านตัวเอง

โดยเพลงฟุตบอลโลกเพลงแรกอย่างเป็นทางการ จอร์โจ้ โมโรเดอร์ เป็นคนแต่งทำนองและดนตรี ขณะที่เนื้อเพลงเป็นหน้าที่ของ ทอม วีตล็อก นักแต่งเพลงชาวอเมริกัน ที่เคยแต่งเพลง Take My Breath Away ประกอบหนัง Top Gun มาด้วยกัน และประสบความสำเร็จคว้ารางวัลออสการ์กันมาทั้งคู่

เพลงบอลโลกที่พวกเขาแต่งมีชื่อว่า "To Be Number One" มาในสไตล์บัลลาด ป๊อปร็อก ติดหูง่าย ขับร้องโดย 3 นักร้องเสียงคุณภาพ ชาย-หญิง โจ มิลเนอร์, มอล แอนเดอร์สัน และ พอลล่า มัลเคฮี คีน ที่มารวมตัวกันร้องเพลงในนามของ "Giorgio Moroder Project" ส่วนเนื้อเพลงของ ทอม วีตล็อก ถ่ายทอดเนื้อหาของความกระหายชัยชนะ ยิงประตูเพื่อคว้าแชมป์ และเป็นที่ 1 ของโลก ซึ่งก็สอดคล้องกับฟุตบอลโลกโดยธรรมชาติ

ด้วยความที่เนื้อเพลงเป็นภาษาอังกฤษ ภาษาสากล ทำให้ To Be Number One ถูกวางตำแหน่งให้เป็นเพลงที่จะใช้โปรโมต ฟุตบอลโลก 1990 ในวงกว้าง

อย่างไรก็ตาม โมโรเดอร์ พอใจกับมันแค่ระดับหนึ่ง เขาไม่อินกับเรื่องราวของเพลงในเวอร์ชันภาษาอังกฤษมากนัก และมองว่าเนื้อเพลงมันค่อนข้าง "พื้น ๆ" ไม่มีเสน่ห์ที่สื่อถึงอิตาลีสักเท่าไหร่

โมโรเดอร์ เลยตัดสินใจเอาเพลงนี้มาทำเป็นเวอร์ชันภาษาอิตาลี ก่อนเลือกให้ เอโดอาร์โด้ เบนนาโต้ กับ จิอันน่า นานนินี่ สองศิลปินนักร้องชาวอิตาลี ที่เป็นสายร็อก เอาไปฟังแล้วช่วยกันดูว่ามันสามารถเปลี่ยนเนื้อเพลงไปทางไหนได้บ้าง โดยยกเครดิตให้ทั้งคู่ในการเขียนเนื้อเพลงใหม่ตามแบบฉบับของตัวเอง

เอโดอาร์โด้ เบนนาโต้ ซึ่งเป็นศิลปินที่เขียนเนื้อเพลงสไตล์เล่าเรื่องที่เก่งกาจ เขาตีความเพลง To Be Number One ใหม่ บรรยายถึงการผจญภัยของผู้คนในฟุตบอลโลก ความเร่าร้อนของการไล่ล่าความฝันในฤดูร้อนที่อิตาลี ด้วยดวงตาอันเปี่ยมประกาย ขณะที่ จิอันน่า นานนินี่ นักร้องหญิง ก็ช่วยดูเนื้อเพลงและภาษาให้มีความสละสลวยสวยงามมากขึ้น

"To Be Number One" ในเวอร์ชันอิตาลี ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น "Un'estate italiana" ที่แปลว่า "ฤดูร้อนของอิตาลี" หรือมีอีกชื่อหนึ่งที่ชาวอิตาลีเรียกว่า "Notti magiche" (ค่ำคืนมหัศจรรย์) โดยนอกจากเนื้อเพลงถูกเปลี่ยนเป็นภาษาอิตาลีและมีการตีความใหม่ ดนตรีก็ถูกปรับให้มีความเป็นร็อกมากขึ้น และมีคีย์ร้องที่สูงกว่าเวอร์ชันอังกฤษเพื่อให้เข้ากับสไตล์การร้องของทั้งสอง เพิ่มความทรงพลังทางอารมณ์

หลังจากเพลงเสร็จเรียบร้อยทั้งสองเวอร์ชัน ฟีฟ่า ก็เลือก To Be Number One และ Un'estate italiana เป็นเพลงประกอบการแข่งขัน ฟุตบอลโลก 1990 อย่างเป็นทางการ ซึ่งมันได้ถูกบันทึกว่าเป็นเพลงฟุตบอลโลกอย่างเป็นทางการ เพลงแรกในประวัติศาสตร์ของทัวร์นาเมนต์ที่เคยมีมาตั้งแต่ปี 1930

แม้เพลงทั้งสองเวอร์ชันจะถูกนำมาใช้โปรโมตบอลโลก 1990 แต่กลายเป็นว่า เพลงเวอร์ชันภาษาอิตาลีอย่าง Un'estate italiana ได้กระแสตอบรับที่ยอดเยี่ยมโดนใจคนฟังทั่วโลกมากกว่าเวอร์ชันอังกฤษเสียอย่างนั้น เพลงติดชาร์ตอันดับ 1 ที่อิตาลีถึง 10 สัปดาห์ - ขึ้นอันดับ 1 ที่สวิตเซอร์แลนด์ และติดชาร์ตระดับท็อปหลายประเทศในยุโรป ขณะที่แฟนบอลประเทศอื่น ๆ ที่ถึงจะฟังภาษาอิตาลีไม่ออก แต่พอใครที่ได้ฟัง Un'estate italiana ก็ยกให้มันเพราะและดีกว่า To Be Number One มากมาย

และหลักฐานที่ยืนยันว่า Un'estate italiana ฮิตกว่า To Be Number One คือการที่ ฟีฟ่า เลือกเพลงเวอร์ชันภาษาอิตาลีมาใช้ในเกมเปิดสนามฟุตบอลโลก คู่ระหว่าง อาร์เจนติน่า กับ แคเมอรูน วันที่ 8 มิถุนายน 1990 ที่สนาม ซาน ซิโร่ เมืองมิลาน แถมยังได้เจ้าของเสียงร้องต้นฉบับอย่าง เอโดอาร์โด้ เบนนาโต้ กับ จิอันน่า นานนินี่ มาลีดกีต้าร์ และโชว์พลังเสียงให้คนดูทั้งในสนามและถ่ายทอดสดทั่วโลกได้ซาบซึ้งกัน

ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของ Un'estate italiana ก่อให้เกิดหลายสิ่งหลายอย่างตามมา โดยเฉพาะทำให้ ฟีฟ่า ตัดสินใจว่า ต่อจากนี้จะต้องมีเพลงประกอบการแข่งขันฟุตบอลโลกแบบเป็นทางการในทุก 4 ปี จนนำมาสู่หลายบทเพลงที่กลายเป็นเพลงบอลโลกในตำนานตามกันมา อาทิ

- "Gloryland" ที่ประกอบฟุตบอลโลก 1994 ที่สหรัฐอเมริกา

- "La Copa de la Vida (เวอร์ชันภาษาสเปน) / "The Cup Of Life" (เวอร์ชันภาษาอังกฤษ) ในฟุตบอลโลก 1998 ที่ฝรั่งเศส ซึ่งฮิตระเบิดระเบ้อ และทำให้ ริคกี้ มาร์ติน นักร้องหนุ่มเจ้าเสน่ห์จากเปอร์โตริโก โด่งดังไปทั่วโลก

- "Zeit dass sich was dreht (เวอร์ชันภาษาเยอรมัน) / "Celebrate The Day" (เวอร์ชันภาษาอังกฤษ) เพลงประกอบ ฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมนี แต่งโดย แฮร์เบิร์ต เกรอเนอไมเออร์ ศิลปินเจ้าถิ่น มาพร้อมกับจังหวะปลุกเร้าและเสียงกลองสนุกสนานเป็นที่จดจำ

- "Waka Waka (This Time For Africa)" เพลงบอลโลก 2010 ที่แอฟริกาใต้ ที่มาพร้อมจังหวะโยกย้ายสไตล์ละตินของ ชากีร่า และกลายเป็นเพลงบอลโลกในตำนานไปอีกเพลง

ขณะที่ตัวของ Un'estate italiana ยังช่วยทำให้สองนักร้องอย่าง เอโดอาร์โด้ เบนนาโต้ กับ จิอันน่า นานนินี่ โด่งดังไปถึงต่างประเทศ จากเดิมที่รู้จักแค่ในอิตาลี โดยฝั่งของ จิอันน่า นานนินี่ อันที่จริงเธอตั้งใจจะปฏิเสธไม่ร้องเพลงนี้ เพราะมองว่าเพลงมีความเป็นการตลาดมากเกินไป ไม่เข้ากับจิตวิญญาณความเป็นศิลปินร็อกของเธอ แถมเธอก็เป็นแฟนเทนนิส ไม่ใช่แฟนฟุตบอลตัวยงขนาดนั้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ นานนินี่ เปลี่ยนใจก็คือ คุณพ่อของเธอที่พยายามโน้มน้าวให้ลูกสาวร้องเพลงนี้ พ่อของ นานนินี่ เป็นแฟนบอลอิตาลีขนานแท้ และมองว่าการได้ร้องเพลงบอลโลก ถือเป็นเกียรติประวัติแก่ชีวิต ซึ่งในที่สุดเธอก็ยอมร้องเพลงนี้ด้วยความรักพ่อ ก่อนจะบอกสื่อในภายหลังว่านั่นคือการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตการเป็นนักร้องเลยทีเดียว

อีกด้านหนึ่ง มีการเปิดเผยว่าเมื่อเพลง Un'estate italiana ดังกว่า To Be Number One ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง ทอม วีตล็อก คนเขียนเนื้อเพลงภาษาอังกฤษ กับ จอร์โจ้ โมโรเดอร์ ที่เคยเป็นคู่หูทำเพลงรางวัลออสการ์ด้วยกันในอดีต ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป บ้างก็ว่า วีตล็อก ไม่พอใจที่เพลงของภาษาอิตาลีดังกว่าเวอร์ชันของตัวเอง เลยโกรธและไม่ขอร่วมงานกับ โมโรเดอร์ อีกเลย

อย่างไรก็ตาม โมโรเดอร์ ก็ยังให้เครดิตว่า วีตล็อก มีชื่อเป็นผู้แต่งเพลงต้นแบบ ที่ถูกนำมาแปลงเป็นภาษาอิตาลีในเวลาต่อมา ซึ่งก็ด้วยเหตุผลว่าจะได้ไม่เป็นข้อพิพาทฟ้องร้องกันในภายหลัง

แม้ว่า Un'estate italiana จะถือกำเนิดมาตั้งแต่ 1990 ทว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่การแข่งขันฟุตบอลโลก เดินทางกลับมาพบกับแฟนบอลทุก 4 ปี เพลงที่เล่าเรื่องราวของ "ความทรงจำของฤดูร้อนที่อิตาลีในยุค 90" ก็จะถูกปลุกจากการหลับใหล กลับมาส่งเสียงขับขานผ่านลำโพงของแฟนบอลทุกเพศทุกวัยที่โตมากับช่วงเวลาแห่งความเร่าร้อนนั้นอยู่เสมอ

Un'estate italiana ได้รับเครดิตสำคัญมาตลอดว่าเป็นเพลงบอลโลก ที่สร้างแรงบันดาลใจให้ศิลปินยุคหลังที่ได้โอกาสทำเพลงบอลโลกจาก ฟีฟ่า พยายามสร้างสรรค์ผลงานของตัวเองให้ยอดเยี่ยมและเป็นอมตะให้ได้อย่างเพลงนี้ เพราะแม้จะผ่านมานานกว่า 30 ปี มันก็ยังคงถูกพูดถึงไม่เสื่อมคลาย

หากเดินไปถามแฟนบอลที่อยู่ตามท้องถนนว่า "เพลงฟุตบอลโลกที่ดีที่สุดคือเพลงไหน ?" แน่นอนว่าเราย่อมได้คำตอบที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาเติบโตมากับศึกฟุตบอลโลกครั้งไหน ? เช่นปี 1998 ก็จะนึกถึง The Cup Of Life ของ ริคกี้ มาร์ติน หรือเด็กที่โตทันบอลโลก 2010 ก็จะตอบ Waka Waka ของ ชากีร่า โดยพร้อมเพรียง

แต่ถ้าเรื่องความคลาสสิก ความเป็นตำนานที่อยู่เหนือกาลเวลา Un'estate italiana คือคำตอบที่ชัดเจนสำหรับแฟนบอลโลกตัวจริง และไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าไหร่ มันก็จะดำรงสถานะเป็น "เพลงบอลโลกที่ดีที่สุดตลอดกาล" เสมอไป ...

 

แหล่งอ้างอิง

https://tn.com.ar/musica/noticias/2014/07/12/la-historia-desconocida-del-tema-de-los-mundiales-unestate-italiana/?
https://es.wikipedia.org/wiki/Un%27estate_italiana?
https://www.saberitaliano.com.ar/songs/43.html
https://www.swr.de/kultur/musik/hits-und-storys-gianna-nannini-edoardo-bennato-un-estate-italiana-100.html
https://www.thedailystar.net/culture/music/news/how-world-cup-anthems-became-global-phenomenon-4141541

Author

วัลลภ สวัสดี

ฟังไปเรื่อย ดูไปเรื่อย เขียนไปเรื่อย

Graphic

สรัช สวัสดีแป้น

ออกแบบภาพ กราฟิก Main Stand