Feature

4 แชมป์ยากตรงไหน ? : เหตุใดถึงยังไม่มีทีมไหนในอังกฤษคว้าแชมป์ทุกถ้วยในฤดูกาลเดียว | Main Stand

ในโลกฟุตบอล ความสำเร็จสูงสุดของสโมสรไม่ได้วัดแค่การคว้าแชมป์รายการใหญ่รายการหนึ่ง แต่คือการครองความยิ่งใหญ่ในทุกเวทีพร้อมกัน นั่นคือสิ่งที่ทำให้ไม่มีใครเถียงได้ว่าทีมของคุณคือสุดยอดตัวจริง

 

แนวคิด "4 แชมป์" หรือการคว้าถ้วยทุกรายการหลักในฤดูกาลเดียวของสโมสรอังกฤษ ตั้งแต่พรีเมียร์ลีก, เอฟเอ คัพ, คาราบาว คัพ และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ... ซึ่งจนถึงตอนนี้ยังไม่มีทีมไหนในอังกฤษที่เคยทำได้ 

ในฤดูกาล 2025-26 ที่ยังเหลืออยู่ อาร์เซน่อล และ แมนฯ ซิตี้ ยังอยู่บนเส้นทางนี้ ... และมันยากแค่ไหนที่จะไปถึงจุดที่เรียกว่า "4 แชมป์" ติดตามกับ Main Stand 

 

เพอร์เฟกต์ไม่มีจริง ?  

ไม่มีทีมไหนที่เฟอร์เฟกต์ไปทุกด้าน ทุกทีมล้วนมีจุดอ่อน จุดแข็งแตกต่างกันไป แต่ที่แน่ ๆ ทีมที่จะไปถึงระดับที่คว้า 4 แชมป์ ในซีซั่นเดียวได้ พวกเขาต้องเป็นทีมที่เข้าใกล้คำว่าเพอร์เฟกต์แบบสุด ๆ 

และหากจะขยายความคำว่าเพอร์เฟกต์นั้นมันต้องขนาดไหน ? ก็คงต้องบอกว่าพวกเขาต้องแทบไม่เหลือข้อผิดพลาดเลยในซีซั่นนั้น พวกเขาอาจจะแพ้บ้างในลีก อาจจะแพ้ในบางเกมของฟุตบอลถ้วยยุโรป หรืออาจจะไม่สามารถเอาชนะคู่แข่งในฟุตบอลถ้วยในประเทศได้ แต่เมื่อถึงจุดที่ต้องชี้ขาด พวกเขาต้องแก้สถานการณ์นั้นให้ได้ ... เพราะถ้าทำไม่ได้ เส้นทาง 4 แชมป์ก็จบลงได้ทันที 

ในอดีตมีทีมจากพรีเมียร์ลีกที่เคยเข้าใกล้จุดนั้นอยู่บ้าง อาทิ แมนฯ ยูไนเต็ด ในปี 1998-99 ที่พวกเขาได้ 3 แชมป์ แต่ก็พลาดแชมป์ ลีก คัพ (คาราบาว คัพ ปัจจุบัน) ด้วยการแพ้ สเปอร์ส ในรอบตัดเชือก, แมนฯ ซิตี้ ในฤดูกาล 2018-19 ก็เคยกวาดแชมป์ในประเทศจนหมด แต่เมื่อถึงแชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย และแพ้ให้กับ สเปอร์ส ไปแบบเหลือเชื่อ และมีอีกครั้งในปี 2022-23 ก็เช่นกัน แม้ปีนั้นจะคว้าแชมป์ยุโรปได้ แต่เส้นทาง 4 แชมป์ก็จบไวมากเพราะพวกเขาพลาด คาราบาว คัพ ด้วยการแพ้ให้กับ เซาธ์แฮมป์ตัน  

ส่วน ลิเวอร์พูล ในฤดูกาล 2021-22 ก็เคยไปจนเกือบสุดป้าย พวกเขาคว้าแชมป์ คาราบาว คัพ คว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ได้สำเร็จ แต่ก็พลาดแชมป์พรีเมียร์ลีกในเกมวีกสุดท้ายเสียแชมป์ให้กับ แมนฯ ซิตี้ ขณะที่ในนัดชิงแชมเปี้ยนส์ลีกก็แพ้ให้ เรอัล มาดริด ไปอย่างฉิวเฉียด 

ทีมเหล่านี้พิสูจน์แล้วว่าการครองแชมป์หลายรายการพร้อมกัน เป็นเรื่องที่ "เป็นไปได้" แต่ท้ายที่สุดก็ทำได้แค่เกือบสิ่งที่เกิดขึ้นทุกครั้งคือ จะมีถ้วยหนึ่งที่หลุดมือเสมอ 

ความฝันของ 4 แชมป์ จึงไม่ใช่แค่การเป็นทีมที่ดีที่สุด แต่ต้องเป็นทีมที่สมบูรณ์แบบตลอด 9–10 เดือนของฤดูกาล

ซึ่งในพรีเมียร์ลีกซึ่งเป็นลีกที่คุณไม่มีทางเดาออกได้ว่าใครจะเป็นแชมป์ ใครจะได้ท็อปโฟร์ และใครจะหนีตกชั้น เพราะการแข่งขันทุกนัดสามารถพลิกโผ เราได้เห็นทีมเล็ก ๆ โค่นยักษ์ใหญ่ได้เสมอในทุก ๆ สัปดาห์

ซึ่งนั่นคือเรื่องที่ยากที่สุด แม้แต่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือที่ประสบความสำเร็จมากของพรีเมียร์ลีกที่สุดในช่วง 10 ปีหลัง ยังเคยออกมาตัดพ้อว่า 4 แชมป์ ก็เป็นแค่เรื่องในอุดมคติเท่านั้น ยากที่จะเกิดขึ้นจริงได้ ต่อให้เขาจะมีทีมที่เก่งกาจทั้ง 11 ตัวจริง และมียอดฝีมืออีกหลายคนนั่งอยู่บนม้านั่งสำรองก็ตาม 

"การได้แชมป์ 4 ถ้วยในซีซั่นเดียวไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะมันเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ มันยากมากจริง ๆ เพราะแค่คุณสามารถยืนหยัดลุ้น 4 แชมป์ได้ก็เป็นเรื่องที่ยากมาก ๆ แล้วในโลกแห่งความจริง "

"ดังนั้นการเก็บหมดทุกแชมป์เป็นเหมือนยูโทเปีย (โลกในอุดมคติ) ที่มีแต่คนใฝ่ฝันถึง แต่ไม่เคยมีใครไปถึง" {ยูโทเปีย (Utopia) มาจากหนังสือของ เซอร์ โทมัส มอร์ ซึ่งมีความหมายแฝงว่า 'สถานที่ที่ไม่มีอยู่จริง'} ขนาด เป๊ป ยังว่าแบบนั้น  

 

ทำไมมันยากขนาดนั้น ? 

แม้จะไม่เคยมีทีมจากลีกอังกฤษคว้า 4 แชมป์ในปีเดียวได้ แต่ก็ใช่ว่าบนโลกนี้จะไม่เคยมีทีมไหนที่คว้าทุกแชมป์ที่ลงแข่งขันได้ 

มีทีมเดียวในประวัติศาสตร์โลกลูกหนังที่คว้า 4 แชมป์ในซีซั่นเดียวคือ เซลติก ในฤดูกาล 1966-67  และมีอีกหลายทีมใหญ่ในยุโรปที่คว้า 3 แชมป์ในฤดูกาลปกติ (ลีกอื่น ๆ นอกจากอังกฤษไม่มีถ้วยลีกคัพ) แต่สามารถบวกถ้วยเพิ่มในรอบปฏิทินเดียวกันอย่าง ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ หรือ ชิงแชมป์สโมสรโลกได้ 

อาทิ บาร์เซโลน่า ในยุคต่างดาวชุดแรก ฤดูกาล 2008-09 ต่อ 2009-10 ที่กวาด 3 ถ้วยหลัก + แชมป์ซูเปอร์โคปา และ แชมป์สโมสรโลก และชุดฤดูกาล 2015-16 ที่นำทีมโดย MSN อย่าง ลีโอเนล เมสซี่, เนย์มาร์ และ หลุยส์ ซัวเรซ ที่ทำได้อีกครั้ง  นอกจากนี้ยังมี บาเยิร์น มิวนิค, เปแอสเช, เรอัล มาดริด และ เอฟซี ปอร์โต้ ที่เคยทำได้เช่นกัน เพียงแต่ถ้วยรางวัลอาจจะสับเปลี่ยนกันไป 

แต่จากรายชื่อทีมที่กล่าวมาคุณจะเห็นได้ว่าทีมเหล่านี้มักจะมีช่วงผูกขาดแชมป์ในลีก และมีบางช่วงที่พวกเขาเหนือกว่าคู่แข่งร่วมลีกอย่างมาก ซึ่งข้อได้เปรียบตรงนี้คือทำให้พวกเขาสามารถวางแผนบริหารทีมในการโรเตชั่นในแต่ละนัดแต่ละถ้วยได้ดี กล่าวคือ ต่อให้บางครั้งต้องใช้ตัวสำรอง ก็ยังสามารถเก็บผลการแข่งขันที่ต้องการจากคู่แข่งได้ 

กลับกัน ในส่วนของทีมจากพรีเมียร์ลีก ถ้าคุณจะได้ 4 แชมป์ คุณต้องเริ่มตั้งแต่คาราบาว คัพ ที่ชิงแชมป์กันตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม และต่อจากนั้นคุณจะเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายที่หากคุณยังมีลุ้นทุกแชมป์อยู่ คุณแทบจะไม่สามารถวางแผนล่วงหน้าได้เลย 

เรเน่ มิวเลนสตีน อดีตผู้ช่วยของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน พูดฤดูกาล 2008-09 ของพวกเขา ที่หลังจากประเดิมด้วยแชมป์ คาราบาว คัพ พวกเขาก็ตั้งเป้าเอาไว้ว่าจะเดินหน้าล่าทุกถ้วยที่เล่น แต่สุดท้ายก็พบว่า ความโกลาหลมักจะเกิดขึ้นหลังคุณได้ชูถ้วยคาราบาว คัพ (ลีกคัพ) เพราะช่วงนี้คือบททดสอบที่แท้จริง 

"ความจริงคือคุณต้องโฟกัสเป็นนัด ๆ ไป ปีนั้นเราตั้งเป้าที่แชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นหลัก แต่ เฟอร์กี้ บอกว่าทีมต้องการตอกย้ำความยิ่งใหญ่ (ปีที่แล้วได้แชมป์ยุโรปมา) ด้วยการคว้าลีกคัพ ให้ได้ ตอนนั้นเรามีทีมที่พลังใจดีมาก เราสร้างทีมที่เต็มไปด้วยคาแรกเตอร์ของผู้ชนะ ... เราคว้ามันมาได้ มันทำให้เรามั่นใจ แต่สุดท้ายก็ยากจริง ๆ เมื่อถึงเวลาต้องเจอศึกรอบด้าน" 

"เราพยายามโฟกัสไปยังทีมที่เราเผชิญหน้า มองกันไปเป็นนัด ๆ แต่มันก็ไม่ได้เป็นไปตามที่เราคิดเสียทุกครั้งหรอก เราแพ้ให้ บาร์เซโลน่า ที่เก่งมาก ๆ ในรอบชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ลีก เราแพ้ เอฟเวอร์ตัน ในการดวลจุดโทษใน เอฟเอ คัพ ... เราจึงได้เข้าใจว่าสิ่งที่ทำให้การคว้าแชมป์ 4 รายการในปีเดียวเป็นเรื่องยาก เพราะเมื่อคุณเข้ารอบลึก ๆ ทุกรายการมันจะต้องมีช่วงที่คุณจำเป็นต้องพักผู้เล่นคนสำคัญบ้าง คุณหลีกเลี่ยงสิ่งนี้ไม่ได้เลย คุณไม่สามารถทำให้ทุกเกมเป็นเกมที่สำคัญจนใส่หมดหน้าตักได้ นั่นคือสิ่งที่ เซอร์ อเล็กซ์ พยายามบริหารทีมในเวลานั้น" 

เรเน่ พยายามจะสื่อว่าในช่วงเวลาที่ทุกทีมในลีกแข็งแกร่ง มีเงินซื้อนักเตะค่าตัวแพงมาเสริมทัพ อีกทั้งลีกอังกฤษยังเป็นลีกที่มีโปรแกรมเยอะเป็นพิเศษจากฟุตบอลถ้วยในประเทศที่มี 2 รายการ (ประเทศอื่นมีแค่ถ้วยเดียว) บางครั้งคุณต้องคอยชั่งน้ำหนักให้ดีว่าจะใส่เต็มเกมไหน และบางสถานการณ์หลายสิ่งก็บีบให้คุณต้องใช้ตัวสำรองลงเล่น และหวังจะให้ทีมเป็นฝ่ายชนะในตอนจบ ... ซึ่งบางครั้งคุณไม่ได้ผลการแข่งขันแบบที่หวัง และคุณก็จำเป็นต้องยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะคุณต้องการรักษาสิ่งที่สำคัญกว่า (แชมป์ลีก และแชมป์ยุโรป) 

 

โค้งวัดใจ

การลุ้น 4 แชมป์จะต้องมาวัดกันในช่วงโค้งสุดท้ายในฤดูกาล และพอถึงช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม บางทีมก็ต้องพบกับความโกลาหลในการจัดตัว นักเตะตัวหลักเริ่มบาดเจ็บ โปรแกรมการแข่งขันถี่ขึ้น พวกเขาจะต้องลงเล่นในแทบ ๆ จะทุก 3 วัน (เสาร์-พุธ-เสาร์ โดยประมาณ) ซึ่งช่วงนี้แหละที่เป็นช่วงที่วัดกันทั้งเรื่องของสภาพความพร้อมของทีม สภาพร่างกายของนักเตะ และสภาพจิตใจของทุก ๆ คนที่เกี่ยวข้องด้วย 

ทีมที่เคยไปได้เกือบสุดป้ายปลายทางอย่าง ลิเวอร์พูล (ได้ลุ้นจน 2 สัปดาห์สุดท้ายของซีซั่น) ถูกเปิดเผยเคล็ดลับจาก เยอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือของทีมชุดนั้นว่า อันที่จริงเขารู้ทั้งรู้ว่าการจะลุ้นแชมป์ทุกรายการ จำเป็นต้องวางแผนล่วงหน้า บริหารนักเตะให้เหมาะสม แต่เมื่อปลายทางคือสิ่งที่ไม่เคยมีใครไปถึง ไม่เคยมีใครเขียนสูตรสำเร็จไว้ เขาจึงเลือกวิธีที่ "ไม่ต้องวางแผนระยะยาว" จากนั้นก็ทุ่มกันให้สุดตัวแบบนัดต่อนัดไปเลย 

"เราคิดว่าเราชอบสถานการณ์แบบตอนนั้น มันยากจนแทบจะเป็นไปไม่ได้ เราต้องลงเล่นกันแทบจะตลอดเวลา ... ดังนั้นคุณจึงไม่สามารถวางแผนอะไรได้เลย ตราบใดที่คุณยังอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น (ลุ้น 4 แชมป์)" 

"เราทำได้แค่เตือนตัวเองว่าเรายังไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ต่อให้ได้มาแล้ว 1 ถ้วยก็ต้องเตือนสติตัวเองว่ามีอีก 3 รายการให้ลงเล่น ... ดังนั้นผมคิดว่ามันคงจะดีกว่า หากเราไม่มองปลายทาง และสนุกให้เต็มที่กับเส้นทางที่เหลือ" คล็อปป์ ว่าเช่นนั้น 

ลิเวอร์พูล หมุนเวียนนักเตะตลอด แต่เต็มไปด้วยทัศนคติที่สนุกกับทุกเกม พวกเขาไม่แพ้ใครเลย นับตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2022 จนถึงเดือนพฤษภาคม ในวันจบซีซั่น ลิเวอร์พูล ชุดนั้นแพ้แค่ 2 นัด นัดแรกคือแพ้ให้กับ อินเตอร์ มิลาน คาบ้าน ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย (แต่เข้ารอบด้วยสกอร์รวม 2-1) และแพ้ให้กับ เรอัล มาดริด ในนัดชิงชนะเลิศ 0-1 เท่านั้น 

ลิเวอร์พูล เกือบจะทำได้มากที่สุด ด้วยทีมที่มีคุณภาพ มีพลังกายที่ฟิตเปรี๊ยะ พลังใจที่เต็มเปี่ยมจากกลุ่มนักเตะที่เต็มไปด้วยคาแรกเตอร์ของผู้ชนะ แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ยังทำให้มันเพอร์เฟกต์ไม่ได้ เพราะความผิดพลาดเพียงนิดเดียว สามารถเปลี่ยนทั้งฤดูกาลของพวกเขาได้เลย การพลาดแชมป์พรีเมียร์ลีกด้วยแต้มน้อยกว่า ซิตี้ แค่ 1 แต้ม และแพ้ให้กับ มาดริด แบบไล่ยิงทั้งเกม แต่โดนโป้งเดียวจอด ทำให้พวกเขาได้แค่ "เกือบ" เป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ของเกาะอังกฤษเท่านั้น 

หากรวบรวมทั้งหมดที่ได้กล่าวมา สามารถสรุปได้ว่า ในยุคฟุตบอลสมัยใหม่ สโมสรใหญ่เริ่มมีองค์ประกอบที่เข้าใกล้เงื่อนไขนี้มากขึ้น เช่น ขุมกำลังลึกระดับ 22–25 คน การวิเคราะห์ข้อมูล และวิทยาศาสตร์การกีฬา งบประมาณมหาศาล รวมถึงโชคลางในเรื่องการจับสลากที่ทำให้เจอทีมเล็ก ๆ สามารถโรเตชั่นได้ดี 

การคว้า 4 แชมป์ในอังกฤษ ไม่ใช่แค่เรื่องของทีมที่เก่งที่สุด แต่คือการเอาชนะฤดูกาลที่ยาวนานที่สุด โปรแกรมที่หนักที่สุด และการแข่งขันที่เข้มข้นที่สุดในโลกฟุตบอล จนถึงวันนี้ ไม่มีทีมใดทำได้สำเร็จ แต่ประวัติศาสตร์ฟุตบอลสอนเราว่า สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้น ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีวันเกิดขึ้น

ในซีซั่นนี้เป็นคิวของ แมนฯ ซิตี้ และ อาร์เซน่อล ที่มีลุ้น ... เรามาคอยดูกันว่าพวกเขาจะเขียนสูตรสำเร็จของการคว้า 4 แชมป์ให้ทีมอื่นได้ดูเป็นแนวทางหรือไม่ ? 

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.nytimes.com/athletic/7066392/2026/03/06/quadruple-arsenal-man-city/
https://www.goal.com/en/news/which-football-teams-have-won-the-quadruple/v4hzy12y73ra1fdb9i1rcisyy
https://www.nbcsports.com/soccer/news/manchester-city-guardiola-zinchenko-quadruple
https://www.theguardian.com/football/2022/may/13/jurgen-klopp-tells-liverpool-enjoy-the-journey-as-quadruple-hunt-goes-on
https://www.skysports.com/football/news/11679/10587320/xavi-says-pep-guardiolas-manchester-city-can-win-the-quadruple

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Graphic

อรรนพ สะตะ

graphic design ผู้ชื่นชอบกีฬาฮอกกี้, เกมส์, เดินเขา เป็นชีวิตจิตใจ