Feature

มูซ่า เด็มเบเล่ : พลิ้วเหมือนผีเสื้อ ต่อยเจ็บเหมือนผึ้ง... และไม่ชอบยิงประตู | Main Stand

“รองจาก ดีเอโก้ มาราโดน่า, โรนัลดินโญ่ และ เจย์-เจย์ โอโคชา ก็คือ มูซ่า เด็มเบเล่ นี่แหละ” 

 

นี่คือสิ่งที่ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ เคยพูดถึงยอดกองกลางในดวงใจของเขาอย่าง มูซ่า เด็มเบเล่ ที่เคยทำงานร่วมกัน 5 ปี กับ สเปอร์ส 

นักเตะที่ยิงไม่เยอะ แอสซิสต์ไม่มาก ทำไมโดนคนอื่นชมไม่ขาดปากแม้กระทั่งวันเลิกเล่นไปแล้ว ? 

ติดตามกับ Main Stand  

 

กำเนิดรากของ "โกลเด้นเจน" 

ฟุตบอลเบลเยียมตกต่ำสุด ๆ ... นี่คือสิ่งที่คนในวงการฟุตบอลของพวกเขาพูดกันเอง หลังจากศึกฟุตบอลยูโร 2000 ที่พวกเขาเป็นเจ้าภาพร่วมกับเนเธอร์แลนด์ และต้องตกรอบแบ่งกลุ่มไปแบบไม่ได้ลุ้น

คำถามที่พวกเขาช่วยกันตั้งขึ้นมาคือ "ในระหว่างที่ประเทศอื่นในยุโรปเดินหน้า แต่ทำไมฟุตบอลของเราจึงถอยหลัง ?" ... โชคดีที่คำถามนี้ไม่ได้เป็นเพียงสายลม ที่ไม่น่าพัดหายไป แต่พวกเขาหยิบคำถามนี้ขึ้นมาคุยกันเป็นปัญหาระดับชาติ จนกระทั่งพวกเขาสร้างโมเดลฟุตบอลที่เรียกขึ้นว่า "โกลเด้นเจน" (Golden Generation) ขึ้นมา 

มิเชล ซาบล็อง 1 ในสตาฟโค้ชชุด "นิวเวฟ" ชายผู้บ้าคลั่งเรื่องการวางรากฐาน ชอบตัวเลขสถิติ และชอบอ่านหนังสือหาความรู้เกี่ยวกับศาสตร์ฟุตบอลทุกแขนง ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานเทคนิคของทีมชาติเบลเยียมหลังจากความล้มเหลวในยูโร 2000 

เขาเอาเงินที่ได้จากการเป็นเจ้าภาพครั้งนั้นมาสร้างศูนย์ฟุตบอลแห่งชาติที่กรุงบรัสเซลส์ เปิดอบรมโค้ชระดับเยาวชนตามมาตรฐานของ FIFA แบบ "ฟรี" ไม่คิดค่าเรียน และจากนั้นก็เปิดจับมือกับอคาเดมีในท้องถิ่นทั่วประเทศ เป้าหมายคือสร้างนักเตะที่เก่งที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติหลังจากนี้ 

จากนั้นพวกเขาจึงได้นักเตะอย่าง เควิน เดอ บรอยน์, โรเมลู ลูกากู, เอแด็น อาซาร์ ... และรวมถึง มูซ่า เด็มเบเล่ นักเตะที่เพื่อนร่วมทีมในรายชื่อกล่าวมาก่อนหน้านี้เรียกว่า "ซีดานแห่งเบลเยียม" 

เด็มเบเล่ นั้นมีเชื้อสายมาลีจากผู้เป็นพ่อ และมันกลายเป็น DNA ที่ทำให้เขาแข็งแรง แข้งขายาว ซึ่งสร้างให้เขาได้เล่นฟุตบอลในสไตล์ที่แตกต่างจากคนอื่น ๆ ออกไป 

ทีมชุดโกลเด้นเจนในช่วงแรก ๆ นั้น เด็มเบเล่ อาจจะยังไม่ได้รับการคาดหวังไว้เหมือน อาซาร์ หรือ เดอ บรอยน์ โดยโค้ชชุดทีมเยาวชนของ เบลเยียม อย่าง บ็อบ บราวาเอส ได้พูดถึง เด็มเบเล่ ว่า "เหมือนจะเก่ง แต่มีบางอย่างที่หลายคนเป็นห่วง"

"ตอนที่ มูซ่า เข้ามาเล่นให้ทีมรุ่น U17 คุณรู้ได้ทันทีว่า ถ้าวัดกันเรื่องทักษะแล้ว เขาสามารถวัดกับใครก็ได้ในรุ่นเดียวกัน ... แต่ที่น่ากังวลคือเรื่องของพัฒนาการด้านจิตใจ เขาดูจะช้าไป นั่นคือตอนที่พวกเราพูดกันว่า เด็กคนนี้คืองานของเรา เราจะต้องเปลี่ยนเขาให้ได้" บราวาเอส ว่าแบบนั้น 

ตัวของ เด็มเบเล่ ก็เคยเล่าเรื่องของตัวเองว่าสาเหตุที่ทักษะฟุตบอลของเขาดีมาก ๆ ตั้งแต่ต้น ด้วยการเล่าว่าตอนเด็กๆ เขาฝึกเล่นฟุตบอลในสนามบาสเกตบอลที่ไม่มีประตูฟุตบอลจริง ๆ วิธีทำแต้มคือต้องเลี้ยงบอลไปแตะเสาที่ปลายสนาม ทำให้เขา "ไม่ชอบยิงประตู" แต่เสพติดการเลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งแทน ... เรียกได้ว่าเป็นวัตถุดิบที่ดี เพียงแต่ต้องหยิบไปปรุงให้ถูกที่ถูกทางเท่านั้น 

เด็มเบเล่ มีทีมงานโค้ชจับตาดูตลอดช่วงอายุเท่านี้ ตั้งแต่การเล่นให้ เจร์มินัล เบียร์ช็อตส์ ทีมระดับกลางค่อนล่างในลีกเบลเยียม นับว่าเป็นโชคดีของ เด็มเบเล่ ที่ผู้ใหญ่ในวงการฟุตบอลช่วงนั้นเอาจริงเอาจังกับฟุตบอลมาก พวกเขาจะไม่ปล่อยนักเตะมีแววให้ถูกทิ้งกลางทาง และพวกเขาเลือกเดิมพันกับ เด็มเบเล่ ซึ่งความใส่ใจนี่แหละ คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงอะไรหลาย ๆ อย่าง

"ตั้งแต่วินาทีที่เขาเข้ามาเล่นในทีมชุดอายุไม่เกิน 17 ปี เขาก็เริ่มสร้างความแตกต่างและเริ่มแสดงผลงานที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ ในวัยนั้น บ่อยครั้งที่นักเตะจะเปลี่ยนความคิดและบุคลิกภาพ และจริงจังมากขึ้น ตั้งใจฝึกซ้อมและแข่งขันอย่างหนัก นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็มเบเล่” บราวาเอส ว่าต่อ 

"เราพยายามช่วยสร้างเขาอย่างสุดฝีมือ เราเห็นว่าเขาเจ๋งจริง แต่การจะแสดงฝีมือว่าเจ๋งระดับโลกมันต้องใช้เวลา ซึ่งเราเชื่อว่าตอนนั้นเขาพร้อมแล้วทั้งฝีเท้าและจิตใจ ... ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับว่า เขาจะไขว่คว้าได้เท่าไรในช่วงหลังจากนี้" .... เด็มเบเล่ ย้ายจาก เบียร์ช็อตส์ ไปเล่นให้ลีกดัตช์กับ วิลเล่ม ทเว และด้วยลีลาที่ถูกเรียกว่า "สัตว์ป่าในร่างนักบัลเลต์" แข็งแกร่งแต่พลิ้วไหว มันทำให้ หลุยส์ ฟาน กัล ที่คุม อาเซ็ท อัลค์มาร์ คว้าตัวเขาไปร่วมทีมในปี 2006  และของจริงเริ่มจากตรงนี้ 

 

ระเบิดพลังแห่งความพลิ้วไหว 

การย้ายไปเล่นที่ อัลค์มาร์ ภายใต้การทำทีมของฟาน กัล นั้นคือการยกระดับ เด็มเบเล่ ไปอีกขั้น ตัวของฟาน กัล เล่าภายหลังว่าเมื่อเขาเห็นฟอร์มของนักเตะคนนี้สมัยเล่นให้ วิลเล่ม ทำให้เขาต้องบอกทีมงานของสโมสรว่านักเตะคนนี้จะเก่งได้อีกมาก และเราต้องไปคว้าตัวเอามาให้ได้ 

"อาจารย์หลุยส์" ขึ้นชื่ออยู่แล้วในเรื่องการเปลี่ยนตำแหน่งนักเตะบางคนอาจจะเปลี่ยนแล้วไม่เวิร์ก แต่กับ เด็มเบเล่ มันออกมาดีมาก เพราะเดิมที เด็มเบเล่ ถูกใช้เป็นปีกเพราะเอาตัวรอดเก่งแต่ ฟาน กัล ขยับเขาเข้ามาเล่นเป็นผู้เล่นตำแหน่งเบอร์ 10 เพราะมองว่าด้วยความสามารรถในการมองเห็นเกม ทักษะที่มี และความแข็งแกร่งของร่างกาย เล่นปีกไปก็เสียของเปล่า 

"ฟาน กัล คือคนกระตุ้นให้ เด็มเบเล่ ยกระดับตัวเองอีกขึ้น เขาอาจจะเป็นคนที่ไม่ค่อยยืดหยุ่นนัก แต่กับ เด็มเบเล่ เขาบอกว่า เอาเลยไอ้หนู ได้บอลแล้วก็พาบอลลุยขึ้นไปข้างหน้า อย่ากลัวที่จะพุ่งใส่คู่แข่งโดยตรง ใส่ความมั่นใจเข้าไปเยอะ ๆ เอ็งเหนือกว่าอยู่แล้ว และสำหรับ ฟาน กัล ... เด็มเบเล่ คือนักเตะชื่อแรกที่การันตี 11 ตัวจริงในทุก ๆ เกม" เดมี่ เดอ ซูว์ นักเตะในทีม อัลค์มาร์ เป็นคนเล่าเรื่องนี้ และจากนั้นก็ไม่มีใครหยุดเดมเบเล่ ได้อีกแล้วในดัตช์ลีก 

เด็มเบเล่ พา อัลค์มาร์ คว้าแชมป์ลีกได้สำเร็จในปี 2009 ช่วงเวลาเดียวกันนั้น มาร์ติน โยล กุนซือชาวดัตช์ของ ฟูแล่ม ได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของเขา และต้องการมาดูเขาให้เห็นกับตาว่าแจ๋วอย่างที่ได้ฉายา "ซีดานเบลเยียม" แค่ไหนกัน ... ซึ่ง โยล ใช้เวลาแค่ 2 เกม 

"ตอนที่ผมไปดูฟอร์มของเขา ความเก่งกาจของ เด็มเบเล่ ก็เริ่มส่งเสียงดังแล้ว ตอนนั้นทีมแมวมองของ เรอัล มาดริด ในยุคของ โชเซ่ มูรินโญ่ ก็มาดูเขาด้วย ทั้งหมดบีบให้ผมต้องทำงานไว ตัดสินใจเร็ว ซึ่งจะว่าไป มันก็ไม่ยาก เพราะผมเห็นเขาแล้ว ผมพูดกับทีมงานที่ไปด้วยทันทีว่า 'ให้ตายสิ ไอหมอนี่ครองบอลดีที่สุดตั้งแต่ฉันเคยเห็นมาเลยว่ะ'" โยล กล่าว

จากนั้นเขาก็ย้ายมาเล่นให้ ฟูแล่ม ในพรีเมียร์ลีกด้วยราคาแค่ 5 ล้านปอนด์เท่านั้น ... เด็มเบเล่ เล่นในตำแหน่งกองหน้าตัวต่ำเหมือนเดิม และทำในหลายสิ่งหลายอย่างที่แฟนบอลอาจจะไม่เห็น แต่เพื่อนนักเตะและมาร์ติน โยล เห็น กล่าวคือ เขาไม่ใช่นักเตะที่ยิงประตูถล่มทลาย หรือมีแอสซิสต์ทุกเกม แต่ทุกคนในทีมรู้ดีว่า ถ้าไม่มีเขาอยู่ในสนาม ทุกอย่างจะต้องแย่กว่านี้แน่นอน 

"พูดจริง ๆ ผมซื้อเขา เพราะเขาเก่งมาก ๆ แต่ผมยังคิดไม่ออกเลย ว่าจะให้เขาเล่นตรงไหนดี จะกองหน้าหรือหน้าต่ำ นั่นคือเรื่องที่เราคุยกันในทีมสตาฟ จนกระทั่งการซ้อมเริ่มขึ้น เราเห็นเขาชอบถอยลงมารับบอลต่ำ และภาพที่ผมเห็น คือนักเตะอีกฝั่งรุมแย่งบอลเขา แต่ก็แย่งไม่ได้เลย เขาคือนักเตะที่มีความหลากหลายในการครองบอลจริง ๆ เขาใช้การขยับ ม้วนตัว หรือดึงจังหวะง่าย ๆ ... และบางครั้ง คุณจะให้เขาใช้ความแข็งแรงลุยทะลุไปดื้อ ๆ เขาก็ทำได้เหมือกัน" 

"เขาเป็นเบอร์ 10 ได้ แต่สำหรับผม ด้วยคุณสมบัติที่เขามี เขาเป็นกองกลาง box to box แบบที่คุณได้แต่ฝันถึงนักเตะแบบนี้ เขาคือนักเตะที่ดีที่สุดในทีม และผมไม่เคยเห็นใครที่เขามา และสร้างความแตกต่างให้กับทีมของเราได้มากขนาดนั้นเลยด้วยซ้ำ"

การมาเล่นในพรีเมียร์ลีกของ เด็มเบเล่ เหมือนกับนกถูกฟ้า ปลาถูกน้ำ เพราะนักเตะที่เอาตัวรอดเก่ง แข็งแรงและพลิ้วไหวในเวลาเดียวกัน คือเป็นคนที่สำคัญมาก ๆ ในลีกที่เล่นเกมเร็วและเข้าปะทะหนักหน่วง เขาทำให้ฟูแล่มดีขึ้นแบบที่โยลบอก และไม่นานนัก ทุกคนก็พบว่า ฟูแล่ม เล็กเกินไปแล้วสำหรับเขา เพราะการย้ายทีมครั้งที่ดีที่สุดของเขาเกิดขึ้นในปี 2012 เมื่อ สเปอร์ส คว้าตัวเขาไปในราคา 15 ล้านปอนด์ 

 

เขาว่า... "การซื้อขายที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ สเปอร์ส" 

เด็มเบเล่ ย้ายมาที่ สเปอร์ส ในปี 2012 ในฐานะตัวแทนของ ลูก้า โมดริช ที่ย้ายไปอยู่กับ เรอัล มาดริด แต่ในช่วงแรกนั้นเขาไม่ได้เด่นนักในยุคของกุนซือ อังเดร วิลลาส โบอาส และ ทิม เชอร์วู้ด 

เหตุผลก็เพราะเขาติดนิสัยเล่นตามใจมาจากตอนที่เล่นให้กับฟูแล่ม ว่าง่าย ๆ ก็คือ เก่งกาจหาตัวจับยาก แต่ความคิดในการเล่นเป็นทีมเขายังไม่ได้ยอดเยี่ยมถึงขนาดนั้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เริ่มจะดีขึ้นเมื่อ ‘พอช’ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ เข้ามาทำทีม 

พอช ทำทีมด้วยแนวคิดเกมรุกที่รวดเร็ว มีความไดเรกต์ และใช้ทีมที่ทุกคนต้องขยับตัวไล่ล่าฟุตบอลเยอะ ... ไม่รู้ว่าเขาสอน เด็มเบเล่ แบบไหน แต่เมื่อขึ้นฤดูกาลภายใต้การทำทีมของพอชนั้น เด็มเบเล่ พัฒนาขึ้นมาก ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และวิธีคิด ซึ่งด้วยทักษะที่มีอยู่แล้ว ก็ต้องบอกว่ามันคือการติดเครื่องที่ทำให้เขาเป็นตัวหลักของทีมชุดนั้น 

"ผมเคยเล่นให้กับทีมอื่น ๆ และได้พูดคุยกับนักเตะคนอื่น ๆ มากมาย แต่คุณไม่สามารถเปรียบเทียบมันกับตอนที่ผมเล่นให้ สเปอร์ส ได้เลย ตอนนั้นเราทำงานหนักมากจริง ๆ และการฝึกซ้อมก็ยังคงเข้มข้นเหมือนเดิม ทีมงานมีแนวคิดที่จะทำให้นักเตะฟิตตลอดทั้งปี และมันทำให้ทุกคนอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุดแล้ว"

"นี่คือช่วงเวลาที่ดีมาก ทุกคนรู้ว่าตัวเองสามารถเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดในทีมได้ แต่ถ้าไม่ทุ่มเททำงานหนัก มันก็จะไม่ดีพอแน่นอน ... ผมคิดว่านั่นคือความแตกต่าง เราไม่มีซูเปอร์สตาร์  แต่เรามีผู้เล่นที่สามารถสร้างความแตกต่างได้ เช่น แฮร์รี่ เคน แต่แม้แต่แฮร์รี่เองก็รู้ว่า ‘โอเค ฉันต้องทำงานหนัก’ มันเป็นช่วงเวลาที่ต่างคนต่างก็ผลักดันกันและกัน" เด็มเบเล่ พูดถึงจุดเปลี่ยนแนวคิดของเขา เมื่อต้องเล่นให้กับทีมที่มีความคาดหวังมากขึ้น  

พอช เอาคำว่า "สัตว์ป่าในร่างนักบัลเลต์" มาพูดถึง เด็มเบเล่ อีกครั้งในเวลานี้  สาเหตุที่เขาให้ เด็มเบเล่ เป็นตัวหลัก ก็เพราะวิธีการครองบอลที่สมบูรณ์แบบ เขามีความสามารถพิเศษในการดึงตัวประกบเข้ามาหาเพื่อสร้างพื้นที่ให้เพื่อนร่วมทีม และมักจะใช้การโยกไหล่เพื่อผ่านคู่แข่งโดยไม่จำเป็นต้องสัมผัสบอล ... ซึ่งจังหวะเดียวง่าย ๆ แบบนั้น คือคีย์ในการพลิกบอลขึ้นหน้าเพียงพริบตาซึ่งสำคัญมากในฟุตบอลสมัยใหม่ 

จุดเด่นของเขาในเวลานั้นคือคือการครองบอลเหนียวแน่น เลี้ยงบอลในพื้นที่แคบ เก็บบอลภายใต้แรงกดดัน และช่วยทีมคุมเกมได้ จนเพื่อนร่วมทีมยกย่องว่าเป็นนักเตะที่แทบแย่งบอลไม่ได้ และช่วยให้ทีมเล่นเกมรุกได้อย่างมั่นใจ 

เด็มเบเลคือ "กาว" ที่เชื่อมทีมสเปอร์สชุดที่ดีที่สุดเอาไว้ด้วยกัน และเป็นนักเตะประเภทที่สถิติการทำประตู แอสซิสต์ ไม่สามารถบ่งบอกความเก่งกาจที่แท้จริงได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงฟุตบอลของ โปเช็ตติโน่ ที่ได้รับคำชื่นชมมาก ๆ ในการสร้างทีมคนหนุ่มที่มีนักเตะหลายคนโดดเด่นขึ้นมาในช่วงเวลานั้น 

ในช่วงปี 2016 มีช่วงเวลาที่เขารักษาฟอร์มการเล่นได้นานถึง 6 เดือน โดยไม่มีผู้เล่นคู่แข่งคนไหนสามารถแย่งบอลจากเท้าเขาได้เลย และสิ่งที่สะท้อนความสำคัญของเขาอีกอย่าง คือ เมื่อมีเขา แฮร์รี่ เคน ก็ยิงประตูได้ถล่มทลาย โดยสถิติเปิดเผยว่า ในฤดูกาล 2015-16 ที่ เด็มเบเล่ ลงสนามพร้อมกับ เคน 27 นัด เคน สามารถยิงได้ถึง 24 ประตู กลับกันในตอนที่ไม่มี เด็มเบเล่ ในสนาม แฮร์รี่ เคน กลับยิงได้แค่ 1 ลูกจาก 12 เกมเท่านั้น  นั่นคือสาเหตุสำคัญที่สำหรับ พอช เด็มเบเล่ คือ No.1 ในใจเสมอ


 
"ผมยกให้เขาเป็นรายชื่อนักเตะในดวงใจของผมต่อจาก ดีเอโก้ มาราโดน่า, โรนัลดินโญ่ และ เจย์-เจย์ โอโคชา นั่นแหละความยอดเยี่ยมของเขา ผมสามารถพูดได้เลยว่าถ้าเราได้ตัวเขามาตอนอายุ 18 หรือ 19 ปี เขาจะกลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่เก่งที่สุดในโลกอย่างแน่นอน" นี่คือสิ่งที่ โปเช็ตติโน่ กล่าว 

มันน่าเสียดายอย่างที่ พอช บอก เด็มเบเล่ มาที่ สเปอร์ส ช้าเกินไป อายุของเขาเริ่มใกล้ 30 ปี มากขึ้น แม้ตอนนี้ทัศนคติ วิธีคิดของเขาจะดีขึ้นมากกว่าตอนวัยรุ่น แต่สังขารไม่เคยปราณีใคร หลังจากเล่นให้ สเปอร์ส ได้ถึงปี 2018 ร่างกายของเขาก็ไม่เอื้ออำนวย อาการบาดเจ็บที่ข้อเท้าเรื้อรังทำให้ฟอร์มเริ่มดรอปลง จนตัดสินใจย้ายไปเล่นที่จีนกับ ปักกิ่ง กั๋วอัน ในปี 2019 ... และหลังจากนั้น 3 ปี เขาก็ประกาศแขวนสตั๊ด ปิดตำนานนักเตะที่เป็นการซื้อขายที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของ สเปอร์ส อย่างเป็นทางการ 

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.theguardian.com/football/2016/apr/09/mousa-dembele-driving-force-tottenham-hotspur-success-mauricio-pochettino
https://www.nytimes.com/athletic/5152832/2023/12/26/mousa-dembele-tottenham/
https://youtu.be/wKCuNdTdR9w?si=syp8DOxOAh30Z6zr
https://youtu.be/0fo1z6f1zcw?si=e2Hu6FtKTHWBTKNT
https://www.skysports.com/football/news/11675/11638474/mousa-dembele-reveals-why-he-left-tottenham-for-guangzhou-r-and-f
https://www.reddit.com/r/coys/comments/1n27yyq/13_years_ago_tottenham_signed_alltime_great_mousa/

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Graphic

สรัช สวัสดีแป้น

ออกแบบภาพ กราฟิก Main Stand