Feature

วัยซิ่ง สิงห์ใบแดง : เจาะปัญหาแข้ง เชลซี โดนไล่ออกแบบง่าย ๆ | Main Stand

มีมุกตลกมุกหนึ่งที่บอกว่า "ไม่มีอะไรที่แน่นอนเท่าความตายและภาษี" ซึ่งตอนนี้มันถูกต่อเติมเข้าไปอีก 1 อย่างนั่นคือ "ใบแดง" ของผู้เล่น เชลซี 

 

ปกติทีมระดับหัวแถวชั้นแนวหน้าของลีกมักจะไม่ใช่พวกขาโหดที่โดนใบแดงเยอะขนาดนี้ แต่ฤดูกาล 2025-26 เชลซี จัดไปใบแดงไปแล้วถึง 10 ใบ ทั้ง ๆ ที่โปรแกรมทุกถ้วยยังเหลืออีกเกือบ 20 นัด (ในกรณีเข้ารอบบอลถ้วยลึก ๆ) 

นี่มันเยอะเกินไป ! และใบแดงที่ได้มาบางใบก็ไม่น่าหาทำจนถูกสื่อฝรั่งบอกว่า Stupid Red Card ... ไปหาเหตุผลของคนวัยซิ่งแข้งสิงห์บลูส์กับ Main Stand 

 

รับไม่ดีคือต้นเหตุ 

23.4 ปี คืออายุเฉลี่ยของนักเตะ เชลซี ชุดใหญ่ในซีซั่น 2025-26 และแน่นอนว่าพวกเขาคืออันดับ 1 ของพรีเมียร์ลีกในเรื่องนี้ 

และเหมือนที่เขาว่ากันว่า การที่ทีมของคุณเต็มไปด้วยคนหนุ่ม ข้อดีที่คุณจะได้มาก็คือ ความใจสู้ ความห้าว พละกำลังดี และมีคาแรกเตอร์ที่ไม่ยอมแพ้ แต่ในขณะเดียวกันเมื่อหันซ้ายหันขวา ก็มีแต่นักเตะรุ่นราวคราวเดียวกัน และหลายคนไม่ได้มีประสบการณ์มากนัก ข้อเสียที่ตามมาคือ ความห้าวและความมั่นใจในตัวเองในแบบที่เกินขีดจำกัด ซึ่งบางครั้งสิ่งเหล่านี้มันก็กลายเป็นข้อเสียแบบเลี่ยงไม่ได้ 

อย่าเข้าใจผิด เราไม่ได้จะบอกว่านักเตะเชลซีเป็นขาโจ๋ไม่กลัวใคร หรือไล่เตะชาวบ้านจนเป็นเรื่องเป็นราว ตัวอย่างที่พอจะเปรียบเทียบได้ก็คือ ในซีซั่นที่แล้ว (2024-25) เชลซี โดนใบแดงในเกมลีกแค่ 1 ใบเท่านั้น จากการที่ นิโคลัส แจ็คสัน ไปชักศอกใส่ สเวน บ็อตมัน ในเกมพบ นิวคาสเซิ่ล ช่วงต้นฤดูกาล 

ตอนนี้ แจ็คสัน ก็ไม่ได้อยู่ในทีมแล้ว คำถามคือทำไม เชลซี ที่ไม่มีคนอื่นโดนใบแดงเลยในซีซั่นก่อน กลับโดนใบแดงเยอะขึ้นอย่างเป็นกอบเป็นกำ และจ่อจะทำลายสถิติตลอดกาลของพรีเมียร์ลีกไปแล้ว (ซันเดอร์แลนด์ ชุดฤดูกาล 2009-10 กับ ควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส ซีซั่น 2011-12 โดนไปทีมละ 9 หน) 

เอ็นโซ่ มาเรสก้า กุนซือคนก่อนหน้านี้ที่คุมทีมในฤดูกาล 2025-26 ราวครึ่งซีซั่น เคยออกมาพูดถึงเรื่องนี้ หลังเกมที่พวกเขาบุกไปแพ้ แมนฯ ยูไนเต็ด 1-2 ซึ่ง โรเบิร์ต ซานเชซ ผู้รักษาประตูโดนใบแดงว่า 

"ใบแดงที่ นิโคลัส แจ็คสัน ได้รับในเกมกับ นิวคาสเซิ่ล นั้นเกิดจากการกระทำที่ไม่เหมาะสม แต่ใบแดงที่ ซานเชซ ได้รับในเกมกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ใช่เพราะการขาดสติหรือเล่นนอกเกม แต่เป็นเพราะเขาต้องการป้องกันประตู และใบแดงที่ (เทรเวอร์) ชาโลบาห์ ได้รับในเกมกับ ไบรท์ตัน ก็เพราะเขาต้องการป้องกันประตูเหมือนกัน" มาเรสก้ากล่าว

ถ้าเราถอดคำพูดของ มาเรสก้า ใจความที่เขาจะสื่อก็คือ "เกมรับของทีมไม่ดี" นักเตะของเขาจึงกระเสือกระสนอย่างมากจนสร้างความผิดพลาดในส่วนของเกมรับบ่อย ๆ ยิ่งเกมรับไม่ดีแค่ไหน ก็ยิ่งเสี่ยงที่จะโดนใบเหลือง-แดงมากขึ้นเท่านั้น 

กล่าวคือใบแดงของเชลซี เกิดจากความผิดพลาด มากกว่าการจงใจในหลายจังหวะ ซึ่งนำไปสู่การโดนไล่ออก เช่นการแย่งโหม่งพลาดของ โทซิน อดาราบิโย่ (เสียท่าให้ เบนยามิน เชชโก้) ทำให้ ไบรอัน เอ็มเบอโม่ หลุดเดี่ยวเข้าไป ถ้าคุณดูภาพช้าคุณจะเห็นว่า ซานเชซ เสียจังหวะจนเขาถอยหลังไปแล้ว 2-3 ก้าว ก่อนตัดสินใจพุ่งออกมาสกัด เอ็มเบอโม่ จนโดนไล่ออก เช่นเดียวกับใบแดงของ ชาโลบาห์ ก็เกิดขึ้นจากการพยายามแก้งานของเพื่อน ซึ่งเป็นจังหวะที่ อังเดรย์ ซานโต๊ส จ่ายคืนหลังพลาด 

ส่วนอีกใบแดง คือการโดนไล่ออกของ มาร์ค กูกูเรย่า ที่เริ่มจาก เชลซี แพ้ทางลูกกลางอากาศที่สาดโด่งมาจากผู้รักษาประตูคู่แข่งอีกครั้ง ... กูกูเรย่า ซึ่งเป็นคนสุดท้าย ตัดสินใจดึง แฮร์รี่ วิลสัน ก่อนจะโดนไล่ออกไปตามระเบียบ

ยังมีใบเหลืองอีกหลายใบ ที่เกิดขึ้นจากจังหวะการไล่เก็บงานที่เพื่อนพลาดเช่นนี้สำหรับนักเตะของ เชลซี ซึ่งหากคุณดู เชลซี มาตลอดทั้งซีซั่นนี้ คุณก็จะเข้าใจว่าเกมรับของพวกเขามีปัญหาจริง ๆ ทั้งเรื่องปัญหาการบาดเจ็บจนต้องสลับเซ็นเตอร์แบ็กในแทบทุกสัปดาห์ เปลี่ยนคู่กองหลังแบบไม่ซ้ำหน้า จนความเข้าใจ และการสื่อสารถึงกันและกันผิดพลาดอยู่บ่อย ๆ 

อย่างไรก็ตาม มันไม่จบแค่นั้น สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากใบแดงของ ซานเชซ และ ชาโลบาห์ ดูเหมือนว่ามันจะไม่ใช่การเรียนรู้ ซ้ำร้ายใบแดงในช่วงหลังของ เชลซี มักจะเกิดจากเรื่องที่ไม่ควรเกิด จนสำนักข่าวอย่าง GOAL ถึงกับใช้คำว่า "ใบแดงโง่ ๆ (Stupid Red Cards)" เลยทีเดียว ซึ่งเรื่องนี้มันไม่ใช่แค่เกมรับแล้ว แต่มันคือปัญหาเรื่องสมาธิ และการรับมือกับช่วงเวลาที่กดดันอย่างชัดเจน จนทำให้พวกเขาพลาดแบบไม่น่าพลาดกันรัว ๆ เช่นนี้ 

 

อยากชนะจนขาดสติ

ทีมชุดปัจจุบันเป็นทีมที่เล่นด้วย พลัง ความเร็ว และความกล้า เป็นคุณสมบัติเด่น แต่ด้วยความที่พวกเขายังอายุน้อย ก็อาจจะปล่อยอารมณ์ไปตามเกม หรือพยายามจะตัดสินใจทำอะไรแปลก ๆ จากการขาดสมาธิ ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ เลียม โรซีเนียร์ กุนซือคนปัจจุบันนึกออกแค่อย่างเดียว ถึงเหตุผลที่ลูกทีมของเขาโดนใบแดงจนกลายเป็นเรื่องปกติ 

"มันเป็นเรื่องของสมาธิและความตั้งใจ แต่เราต้องจัดการสิ่งเหล่านี้ให้ถูกต้อง" โรซีเนียร์ กุนซือคนปัจจุบันของทีมกล่าว

นักเตะ เชลซี อยากชนะ ไม่กลัวการปะทะ และบางครั้งพวกเขาก็สติหลุด ลืมคิดถึงผลที่จะตามมา ซึ่งมีใบแดงหลายใบที่เข้าข่ายนั้น เช่น ชูเอา เปโดร ที่โดนใบแดง (2 เหลือง) ในเกมยุโรปกับ เบนฟิก้า ซึ่งทั้ง 2 ใบเหลืองเกิดจากความพยายามแย่งบอลของเขาทั้งคู่ จังหวะแรกเขาเบียดกับ เอ็นโซ่ บาร์เรเนเชีย ในจังหวะแย่งบอลกลางอากาศและแขนไปฟาดใส่คู่แข่ง ส่วนจังหวะที่สองเกิดจากการยกเท้าสูงใส่ เลอันโดร บาร์เรโร่ หากมองแยกเป็นรายกรณี อาจดูไม่ร้ายแรงนัก แต่ในเมื่อเขาโดนใบเหลืองมาแล้ว การยกเท้าสูงแบบไม่จำเป็นเช่นนั้น ก็เป็นอะไรที่เจ้าตัวควรจะคิดได้ว่าไม่ควรทำ 

นอกจากนี้ยังมีจังหวะโดนเหลืองที่ 2 แบบไม่น่าเล่นของ เวสลี่ย์ โฟฟาน่า ในเกมพบ เบิร์นลี่ย์ เพราะตอนนั้น เชลซี นำอยู่ 1-0 และรูปเกมก็เหนือกว่ามาก แต่สุดท้าย โฟฟาน่า ก็พุ่งตัวสกัดใส่คู่แข่งแบบช้ากว่า 1 จังหวะ ทั้ง ๆ ที่บอลยังอยู่ในแดนของ เบิร์นลี่ย์ อยู่เลยด้วยซ้ำ ... ถ้าเขาไม่โดนใบแดงนั้น เชลซี อาจจะได้ 3 แต้มในเกมนั้นไปแล้ว

ความมุ่งมั่น ความห้าว และความมั่นใจที่มากจนเกินไปของเหล่านักเตะอายุน้อย เมื่อคุณนำไปผนวกเข้ากับปัญหาแนวรับที่มีปัญหาตั้งแต่ยุค มาเรสก้า จนถึงยุคของ โรซีเนียร์ มันก็จะยิ่งเสริมส่งให้เกิดความผิดพลาด และนำไปสู่การโดนลงโทษไม่ว่าจะใบเหลือง หรือใบแดง จากจังหวะที่ไม่ควรเสียในหลาย ๆ ครั้ง 

แม้ โรซีเนียร์ จะรู้ว่ามันเป็นปัญหาจากเรื่องสมาธิและความตั้งใจมากเกินไป แต่เขาก็ยังเชื่อว่ามันต้องมีเหตุผลอะไรอีกที่ทีม เชลซี ชุดนี้ไม่มี และเขาก็ยังหาไม่เจอว่าเหตุผลนั้นมันคืออะไร เขารู้แค่ว่าเขาต้องพยายามค้นเหตุผลข้อนี้ให้ได้ ... ซึ่งไม่แน่มันอาจจะเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่แก้ยากสำหรับ เชลซี ในยุคนี้ 

 

ทีมอายุน้อยกับพลังที่ควบคุมไม่อยู่

"สถิติ (นักเตะโดนไล่ออก) ของสโมสรไม่ดีนักตั้งแต่เริ่มต้นฤดูกาล และตอนนี้มันยิ่งแย่ลงไปอีก ตอนที่ผมคุมทีม เรามี 10 เกมติดต่อกันที่ปัญหาเหล่านี้ไม่เกิด แต่ตอนนี้เราเจอปัญหาถึง 2 เกมติดต่อกันแล้ว มันต้องมีอะไรสักอย่างที่ซ่อนอยู่ลึก ๆ ที่เราต้องพยายามค้นหาให้เจอ" นี่คือสิ่งที่ โรซีเนียร์ บอก และอะไรล่ะที่เขาหาไม่เจอ ? 

หลังยุคการเปลี่ยนเจ้าของจาก โรมัน อับราโมวิช มาสู่กลุ่มทุน BlueCo แนวคิดหลักของ เชลซี คือการสร้างทีมด้วย ผู้เล่นอายุน้อยจำนวนมาก เพื่อปั้นเป็นแกนระยะยาว ซึ่งตอนนี้พวกเขาก็มีนักเตะที่ถูกเรียกว่า "แกนหลักของทีม" ได้จริง ๆ หลายคน อาทิ รีซ เจมส์, มาร์ค กูกูเรย่า, โคล พาลเมอร์, เอ็นโซ่ เฟอร์นานเดซ, มอยเซส ไกเซโด้ และ ชูเอา เปโดร 

อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นแกนหลักของทีม แต่นอกจาก รีซ เจมส์ แล้ว ก็ต้องบอกว่ารายชื่อที่กล่าวมาทั้งหมดยังห่างชั้นจากคำว่า "พี่ใหญ่" ในทีม หากเปรียบเทียบกับทีมชุดรุ่งเรืองที่มีนักเตะอย่าง ปีเตอร์ เช็ก, จอห์น เทอร์รี่, แฟรงค์ แลมพาร์ด และ ดิดิเยร์ ดร็อกบา รับบทบาทนั้น 

แม้แต่ยุคที่ โทมัส ทูเคิล พาทีมคว้าแชมป์ยุโรปสมัยที่ 2 ของสโมสร แม้จะมีแข้งหนุ่มขาห้าวหลายคนอย่าง เจมส์ (ในเวลานั้น), เมสัน เมาท์, ไค ฮาแวร์ตซ์, ติโม แวร์เนอร์ แต่ทีมชุดนั้นก็มีพี่ใหญ่อย่าง ติอาโก้ ซิลวา, เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า และ โอลิวิเยร์ ชิรูด์ เป็นซีเนียร์ที่เข้าใจจังหวะของเกม 

ยิ่งผนวกกับแผน 3-4-2-1 ที่ ทูเคิล วางไว้ บวกกับมีกองกลางตัวรับสายเก็บกวาดอย่าง เอ็นโกโล่ ก็องเต้ มันยิ่งทำให้ เชลซี ชุดดังกล่าวเล่นฟุตบอลระบบที่เหนียวแน่น เก่งในการเล่นแบบนัดต่อนัด หรือในเกมที่มีความกดดันสูงได้ดี ยืนยันได้จากการผ่านทีมอย่าง แอตฯ มาดริด และ เรอัล มาดริด ที่เป็นของแข็งในรอบน็อกเอาต์ด้วยการเสียประตูแค่ 2 ลูก จากรอบ 16 ทีมสุดท้ายจนถึงรอบชิงชนะเลิศ 

นักเตะซีเนียร์ในทีมทั้ง 2 ชุดในรายชื่อที่กล่าวมาไม่ใช่แค่เล่นฟุตบอลได้เก่งกาจเท่านั้น แต่พวกเขายังเป็นผู้เล่นที่ควบคุมจังหวะและอารมณ์ของเกมได้ดี จังหวะไหนควรกระตุ้นเพื่อนให้เล่นดุเดือดบี้เอาตาย หรือจังหวะไหนควรดึงช้าในสถานการณ์ที่ได้เปรียบ นักเตะเหล่านี้ล้วนรู้จังหวะของเกมเป็นอย่างดี ซึ่งต้องยอมรับว่าทีม เชลซี ชุดปัจจุบันยังขาดผู้นำแบบนี้ 

แม้จะมีกัปตันอย่าง เจมส์ ที่ผ่านประสบการณ์มามาก แต่เขาก็มีปัญหาอาการบาดเจ็บและไม่ได้ลงเล่นต่อเนื่อง เมื่อทีมไม่มีแกนผู้นำในสนาม ความวุ่นวายในเกมก็เกิดขึ้นได้ง่ายกว่าเดิม และความโกลาหลก็นำมาซึ่งใบเหลืองและใบแดงครบทุกรูปแบบ ยกตัวอย่างเช่นเกมที่ มาโล กุสโต้ โดนใบแดงในนัดกับ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ .. จังหวะนั้น เชลซี นำ 3-0 เข้าสู่ช่วงท้ายเกมแบบไม่มีอะไรให้ลุ้นแล้วแท้ ๆ แต่ กุสโต้ ก็วิ่งไปสไลด์ใส่ เนโก วิลเลี่ยมส์ จากข้างหลังแบบงงกันทั้งสนาม 

ดังนั้นโดยสรุปของเรื่องราวทั้งหมดก็คือ เชลซี ชุดนี้ดุดันมาก นักเตะทุกคนมีคันเร่งส่วนตัว แต่กลับไม่มีใครที่เป็นเหมือนผ้าเบรกของทีมเลย 

ความดุดันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายในฟุตบอล เชลซี ในอดีตก็เคยสร้างชื่อจากทีมที่แข็งแกร่งและเล่นหนัก แต่ความแตกต่างระหว่างทีมแชมป์กับทีมที่ยังไม่สมบูรณ์คือ ทีมแชมป์รู้ว่า "ควรเล่นแรงเมื่อไหร่" ส่วนทีมที่ยังเติบโต มักเล่นแรงในจังหวะที่ไม่จำเป็น 

ฤดูกาล 2025–26 จึงอาจเป็นบทเรียนสำคัญของ เชลซี เพราะหากทีมที่เต็มไปด้วยพรสวรรค์เหล่านี้เรียนรู้ที่จะควบคุมอารมณ์และเกมให้ดีขึ้นได้ พวกเขาอาจก้าวข้ามไปสู่ระดับที่แตกต่างได้ และมันจำเป็นจริง ๆ สำหรับทีมที่ต้องการสร้างยุคสมัยและจารึกชื่อตัวเองในฐานะ "แชมเปี้ยน"

 

แหล่งอ้างอิง 

https://www.goal.com/en/lists/red-cards-chelsea-most-stupid-dismissals-2025-26-ranked/blt0af3a1a204fbd3b3
https://www.nytimes.com/athletic/7079410/2026/03/02/breaking-down-chelseas-10-red-cards-hopeless-challenges-reckless-elbows-and-last-man-lunges/
https://www.si.com/soccer/why-chelsea-are-getting-so-many-red-cards
https://www.givemesport.com/average-age-every-premier-league-squad/
https://www.bbc.com/sport/football/articles/cpd8yl2v86qo

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Graphic

อรรนพ สะตะ

graphic design ผู้ชื่นชอบกีฬาฮอกกี้, เกมส์, เดินเขา เป็นชีวิตจิตใจ